นโยบายพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ.2544

พรรคเพื่อฟ้าดิน มีนโยบายพัฒนาประชาธิปไตย ด้วยการเมืองอริยะ หรือการเมืองบุญนิยม มุ่งสร้างคน ให้มีคุณธรรมเป็นรากฐานประชาธิปไตย พัฒนาชุมชนไทยให้มีศีล ปลอดอบายมุข พึ่งตนเองได้ ไม่แก่งแย่งแสวงอำนาจ และประโยชน์โดยมิชอบ ซึ่งเป็นนวัตกรรม (INNOVATION) อันหนึ่งของสังคม

ผู้ทำงานการเมืองอริยะ* หรือ การเมืองบุญนิยม ต้องเป็นอริยะบุคคล มีความซื่อสัตย์ มีสมรรถภาพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ติดในลาภ ยศ สรรเสริญ และโลกียสุข ปลอดภาระส่วนตัว อุทิศตนทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างอิสระ โดยไม่รับค่าตอบแทนเป็นของตน ทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่อย่างเป็นสุขที่สันติ ปลอดภัย ดีงาม สงบ ร่าเริง เบิกบาน สร้างวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต เป็นสังคมพึ่งพาเกื้อกูลกันสูงที่สุด เป็นสาธารณโภคี กินอยู่ ใช้สอย รวมกันในกองกลาง เกื้อกูลกันตามมีตามได้ สร้างสังคมประเทศชาติ ด้วยคุณธรรมของชุมชนบุญนิยม ซึ่งมีคติความเชื่อที่มุ่ง “บุญ” เป็นที่ตั้ง

ลักษณะบุญนิยม 11 ประการ มีดังนี้

(1) ทวนกระแสกับทุนนิยม แต่ไม่ได้เป็นศัตรูกับทุนนิยม เพราะบุญนิยมมุ่งให้ ส่วนทุนนิยม มุ่งเอา จึงไม่ขัดกัน ลงกันได้ตามเป็นจริง

(2) มีคุณธรรมเข้าเขตโลกุตระ อยู่เหนือกิเลสได้

(3) ทำได้ยาก แม้ยากก็ต้องทำ เพราะเป็นสิ่งที่ดีงาม

(4) เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน

(5) เป็นสัจธรรมแท้สำหรับมนุษย์และสังคม

(6) กำไร คือ การให้ การเสียสละ

(7) เน้นสร้างคนให้มีคุณธรรม และพ้นทุกข์ จนประสบผลสำเร็จเป็นเรื่องหลัก การสร้างรายได้ การสร้างวัตถุทรัพย์ อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และโลกียสุขมาให้แก่ตน หรือการสร้างวิชาการ ถือเป็นเรื่องรอง

(8) เข้าถึงสภาวะธรรม ขั้นเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตวิญญาณ

(9) ความอุดมสมบูรณ์ จะอยู่ที่ส่วนรวม หรือส่วนกลาง ไม่ใช่อยู่ที่ส่วนบุคคล

(10) เชิญชวนให้มาพิสูจน์ได้ เช่นเดียวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์

(11) จุดสัมบูรณ์ คือ อิสเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ

คุณลักษณะของผู้ถึงบุญนิยม 6 ประการ ดังนี้

(1) ไม่เผาผลาญทำลาย มีความประหยัด มีชีวิตเรียบง่าย สมถะ

(2) ไม่เอาเปรียบใคร มีความมักน้อย กล้าจน เสียสละให้ได้มากที่สุดอยู่เสมอ

(3) ใฝ่ศึกษา สร้างสรร สร้างสมรรถนะ ขยันและอดทน กินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก

(4) จุนเจือสังคม ผู้ขาดทุนหรือผู้เสียสละ คือผู้มีกำไรแก่ชีวิตตนเอง

(5) สละออก สะบัดออก ไม่สะสม ไม่เห็นแก่ตัว

(6) ซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม

1. นโยบายด้านการเมือง

(1) รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเอกราชการปกครอง ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมุ่งให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และศรัทธามั่นในระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

(2) กลั่นกรองบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง พัฒนาจิตวิญญาณ ผู้ที่เจ้าไปมีบทบาททางการเมือง ให้มีจิตสำนึกในการรับใช้ประชาชนอย่างแท้จริง มีคุณลักษณะเป็นชาวบุญนิยม เพื่อพัฒนาการเมืองไปในทางที่ถูกต้อง

(3) พัฒนาโครงสร้างทางการเมือง ทั้งที่เป็นสถาบันการเมือง สถาบันข้าราชการ สถาบันสื่อมวลชน สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันการบริหาร และสถาบันตุลาการให้เข้มแข็งมั่นคง มีศักยภาพสูงเป็นที่พึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง โดยสร้างวิถีชีวิตใหม่ มีแนวคิดใหม่ มีความคิดดีใหม่ในการทำงาน เพื่อประชาชนด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม ตามแนวทางบุญนิยม

(4) ปรับมาตรการป้องกัน และปราบปรามทุจริตประพฤติมิขอบในวงราชการ ป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้ จากตำแหน่งหน้าที่ทางการเมือง และราชการ โดยมาตรการทางกฎหมาย และมาตรการทางศีลธรรม

(5) สนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอิสระ ที่กำหดไว้ในรัฐธรรมนูญ ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

2. นโยบายด้านการบริหาร

(1) ผู้ที่จะไปเป็นนักบริหาร ต้องมีคุณธรรมระดับอริยะบุคคลชัดเจน ในวีทางของโลกียะ กับโลกุตระ รู้จักทุกอย่างดี ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา กสิกรรม อุตสาหกรรม การเงิน สาธารณสุข การบริโภค การสื่อสาร การเมือง หรือศิลปะอย่างบุญนิยม เป็นการบริหารเพื่อสร้างคน เพื่อการเกื้อกูลให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรร อุดมสมบูรณ์ ร่างเริง เบิกบาน สงบสุข

(2) พัฒนาระบบราชการ และกระจายอำนาจการบริหาร โดยการปรับบทบาทภาครัฐ จากผู้ปฏิบัติและควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ภาคประชาชน กำหนดกระบวนการ ในระบบราชการ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เที่ยงตรงต่อปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเน้นการพัฒนาคนและระบบ ส่งเสริมสมรรถภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน มีขวัญกำลังใจ และให้หลักประกันความมั่นคงในหน้าที่การงานของผู้ปฏิบัติงาน

(3) ส่งเสริมการกระจายอำนาจการบริหาร การปกครอง การคลัง ไปสู่ส่วนท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดเก็บรายได้ และบริหารงบประมาณของตนเองได้อย่างอิสระยิ่งขึ้น โดยการพัฒนาศักยภาพของราชการ และการเมืองท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมแห่งท้องถิ่น

3. นโยบายด้านกฎหมาย

(1) พัฒนาจิตวิญญาณของผู้คนในสังคม ทำให้เกิดความเกรงกลัว และละอายต่อบาป เกิดสำนึก สำรวม สังวรด้วยตนเอง แม้ไม่มีกฎหมาย ก็ไม่กระทำผิด สามารถเป็นคนดีของสังคมได้

(2) ตรา ยกเลิก แก้ไขกฎหมาย ข้อบังคับ ให้สอดคล้องกับการบริหารราชการแผ่นดิน และการเปลี่ยนแปลงทั้งในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มิให้เป็นไปเพื่อประโยชน์ที่ลำเอียง ฉ้อฉล

(3) กฎหมาย จะต้องเป็นหลักเกณฑ์ที่จำเป็น หลักเกณฑ์ที่สำคัญ เป็นหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง ศีลธรรม เป็นหลักเกณฑ์ที่สุจริตธรรมที่สุด กฎหมายจะออกให้น้อย ชัดเจน ไม่ออกไปบีบบังคับอะไรมาก ถ้าจำเป็นต้องบีบบังคับ ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นรุนแรง ร้ายแรง ถ้ายิ่งมีกฎหมายมากแสดงว่าสังคมเสื่อม

(4) ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล สร้างเป็นธรรมในสังคม รักษาสิทธิมนุษยชนอย่างเคร่งครัด และให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ

4. นโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม

(1) พัฒนากระบวนการยุติธรรมแบบบุญนิยม ให้มีความเข้าใจในจิตวิญญาณ และสัจจะของมนุษย์ รวมทั้งเข้าใจในการปฏิบัติของกลุ่มหมู่บุคคล และกระทำให้เกิดความสงบเรียบร้อยยุติธรรมได้อย่างมีภูมิธรรม

(2) ปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ให้มีประสิทธิภาพ เป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนได้อย่างแท้จริง สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิมนุษยชนสากล และสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

(3) ส่งเสริมบทบาทในการป้องกัน และยับยั้งข้อพิพาทขั้นพื้นฐาน ส่งเสริมระบบการตรวจสอบสิทธิในการควบคุมช่องทางการร้องทุกข์ กล่าวโทษ ให้เป็นเครื่องมือของประชาชน ผู้บริโภค และผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น

(4) พัฒนาศักยภาพขององค์กร บุคลากรของกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถแกปัญหาความไม่เป็นธรรม และข้อพิพาทระดับสากล ในการปกป้องคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของประชาชน เกษตรกร นักลงทุน ทรัพย์สิน ทรัพยากร และผลประโยชน์ของชาติ

5. นโยบายด้านเศรษฐกิจ

(1) สร้างเศรษฐกิจพึ่งตนเอง เน้นไปหาสาธารณโภคี ผลผลิตหรือรายได้ ยินดีเสียสละ นำเข้าส่วนรวม หรือส่วนกลาง และเผื่อแผ่ช่วยเหลือเกื้อกูล แจกจ่ายอย่างถูกต้อง จนเกิดการสร้างคน ให้มีสมรรถภาพ ขยันขัยแข็ง สร้างสรรพึ่งตนต่อไปได้ ไม่เป็นขี้ขอ แต่เป็นคนมีศักดิ์ศรี และมีสำนึก ไม่เห็นแก่ตัว แก่พรรคพวกของตน

(2) ฟื้นฟูเอกราชทางเศรษฐกิจของชาติ ไปสู่ความเป็นไทยิ่งขึ้น ด้วยการพึ่งตนเองทางเศรษฐกิจ ตามแนวความคิดเศรษฐกิจบุญนิยม เศรษฐกิจพอเพียงที่สร้างคนให้รู้จักประหยัด รู้จักกินใช้ รู้จักของที่ฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ มอมเมา และลดละกิเลส ให้ตนเองมาสร้างสรรสิ่งที่เป็นสาระประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตนั้นจริงๆ สะพัดผลผลิตในหลักการค้า และการตลาด ดังนี้

หลักการค้าบุญนิยม คือ ขายถูก ไม่ฉวยโอกาส ขยัน อุตสาหะ ประณีต ประหยัด ซื่อสัตว์ เสียสละ

หลักการตลาดบุญนิยม คือ ของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสดงดเชื่อ

โดยการปลูกฝังอุดมการณ์ ทัศนคติ ชาตินิยม ให้แข็งแรงมั่นคงอุดมสมบูรณ์ก่อน แล้วเกื้อกูลต่อสากลให้ยิ่งขึ้น

(3) ปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาไทย สนับสนุนให้ใช้ของที่ผลิตในประเทศเป็นหลัก

(4) ส่งเสริมเศรษฐกิจ ให้มีลักษณะปลาใหญ่ช่วยปลาเล็ก มิใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

6. นโยบายด้านการเงิน

(1) จัดสรรการเงินด้วยความเข้าใจว่า เงินเป็นแต่เพียงสิ่งแทนค่า ไม่หลงใหล แสวงหา สะสม ให้เกิดความร่ำรวย พยายามจัดสรร พึงสะพัดออกให้ทั่วถึงกันอย่างสมดุล สมบูรณ์เสมอสมาน

(2) ผู้ทำงานด้านการเงิน ต้องไม่ติดยึดในลาภ ยศ สรรเสริญและโลกียสุข

(3) ไม่ส่งเสริมให้สะสมเงินเป็นของตัวเอง แต่จะสะพัดออกสู่สังคม สู่ส่วนกลาง ให้ส่วนกลางมีมากกว่าส่วนตัว

7. นโยบายด้านกสิกรรม

(1) ส่งเสริมกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด และขยะวิทยา เพื่อสร้างพืชพันธุ์ธัญญาหารที่สะอาด ไร้สารพิษ มีราคาถูก สะพัดได้อย่างเพียงพอทั่วถึง โดยใช้เทคโนโลยีที่ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยชีวภาพ ในการปรับปรุงดิน การแปรรูปขยะให้เป็นปุ๋ย และนำส่วนที่ใช้ประโยชน์ได้กลับมาใช้อีก

(2) การสร้างกสิกรรม จะต้องมีน้ำใจ มีความซื้อสัตย์สุจริต มีความจริงใจที่รู้จักข้อสำคัญว่า สร้างมาเพื่อเลี้ยงมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ยังชีพอยู่อย่างแข็งแรง เป็นสุข ไม่ใช่สร้างขึ้นมาเพื่อฆ่ามนุษย์ เพื่อทำลายกันอย่างไม่มีน้ำใจ อย่างอำมหิต เพราะผลผลิตมีทั้งพิษสะสม หรือมอมเมา

(3) ส่งเสริมการผลิตให้เพียงพอแก่การใช้ บริโภค ในชุมชน ส่วนเหลือ แจกจ่ายสะพัดสู่ชุมชนอื่น ในรูปการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ด้วยลักษณะเกื้อกูลตามหลักบุญนิยม

หลักการแจกจ่าย และแลกเปลี่ยน หรือซื้อขาย ของบุญนิยม มีเจนาตั้งใจเสียสละให้ได้มากที่สุดยิ่งๆ ขึ้นเสมอ

ขั้นที่ 1 ขายในราคาพยายามให้ต่ำกว่าราคาตลาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่สามารถ

ขั้นที่ 2 ขายในราคาเท่าทุน

ขั้นที่ 3 ขายในราคาต่ำกว่าทุนให้ได้มากเท่าที่สามารถ

ขั้นที่ 4 แจกฟรี หรือให้เปล่า

(4) พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ที่ประชาชนมีส่วนร่วม สร้างศูนย์ศึกษาและพัฒนาด้านกสิกรรมธรรมชาติ ลานค้าชุมชน ตลาดนัดชุมชน และการตลาดของสินค้ากสิกรรมชุมชน สนับสนุนเครือข่ายด้านกสิกรรมธรรมชาติ และเครือข่ายร้านค้าชุมชน

8. นโยบายด้านอุตสาหกรรม

(1) ส่งเสริมอุตสาหกรรมแบ่งย่อย อุตสาหกรรมที่แบ่งงานไปเป็นอุตสาหกรรมครอบครัว อุตสาหกรรมหมู่บ้าน อุตสาหกรรมชุมชน ประสานกันเป็นอุตสาหกรรมที่รวมกันเป็นจำนวนมาก จำนวนใหญ่ เมื่อต้องการผลผลิตจำนวนมาก ด้วยระบบวิธีของสังคมที่มีเครือข่าย เพื่อการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

(2) ส่งเสริมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งที่เป็นของภาครัฐและของภาคมหาชน ให้มีลักษณะร่วมกันเป็นอุตสาหกรรมส่วนรวม

อุตสาหกรรมภาครัฐ ต้องให้ประชาชนเข้าไปร่วมด้วย อุตสาหกรรมภาคมหาชน มีการร่วมหุ้นกันเป็นมหาชนจริง โดยการนำอุดมการณ์ของกระบวนการสหกรณ์ มาใช้เป็นหลักในการดำเนินงาน

(3) ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่มิใช่ทำเพื่อแสดงหากำไร หรือเพื่อสร้างอิทธิพลไปก่อความร่ำรวยแก่ผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นอุตสาหกรรมสร้างผลผลิตที่จำเป็นในการใช้สอย ประชาชนจะได้รับส่วนแบ่ง หรือได้รับส่วนจากอุตสาหกรรมนั้นอย่างทั่วถึง สุจริต ยุติธรรม โดยผู้มีสมรรถนะสูงจะช่วยเหลือ อุ้มชู เสียสละแก่ผู้มีสมรรถนะต่ำกว่า

9. นโยบายด้านวิทยาศาสตร์

(1) ส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติ ด้วยการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ให้เกิดคุณค่า ปลูกฝังความเชื่ออย่างมีเหตุผล โดยกระบวนการเรียนรู้พิสูจน์ จนเกิดผลที่เป็นจริง

(2) พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพื่อตอบสนองต่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก

(3) ส่งเสริม การพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ในด้านการวิจัย ด้วยการสนับสนุนหน่วยงานของภาครัฐและเอกชน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการผลิตเพื่อการบริโภค ที่ไม่ทำงายระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม

(4) ผลงานทางวิทยาศาสตร์ ที่จะตำไปใช้ใช้กับสังคม ต้องแจ้งบอกถึงพิษภัยและมีกฎหมายออกมารองรับ

10. นโยบายด้านการสื่อสาร

(1) ส่งเสริม การใช้สื่อการเพื่อการพัฒนา สร้างสรร สร้างอย่างมีการเลือกเฟ้นด้วยปัญญา ให้เป็นคุณค่าประโยชน์ที่จะเกื้อกูล สร้างสันติสุข สร้างความอบอุ่น สร้างความเจริญงอกงามให้แก่มนุษยชาติ โดยเน้นการสอนการแนะนำ ทั้งวิธีการ และจัดสรรบริหารให้เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ส่วนรวมให้มาก จนเกิดการเรียนรู้ทางสังคม และการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง

(2) ป้องกันและควบคุมสื่อสาร ที่ทำลายคุณธรรม และจริยธรรม หรือใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อแสวงหาประโยชน์ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคล โดยสิ่งที่เป็นพิษภัย จะต้องสื่อสารถึงกัน ให้เข้าใจทั่วถึงอย่างรวดเร็ว เพื่อจะได้ระมัดระวังป้องกันอย่างทันท่วงที

(3) สร้างและปรับปรุงแหล่ง หรือเครื่องมือสื่อสาร ให้พ้นจากการเป็นฐานอำนาจ หรือฐานหาผลประโยชน์ เพื่อตน เพื่อกลุ่มคณะบุคคล มาเป็นประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่ออำนาจของปวงประชา

11. นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

(1) การผลิตในภาคกสิกรรม และอุตสาหกรรม ต้องคำนึงถึงการไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศน์เป็นสำคัญ

(2) สนับสนุนให้องค์การชุมชน ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ป่าต้นน้ำลำธาร ป่าชายเลน ป่าบุ่ง ป่าทาม ให้มีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์

(3) ศึกษาและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีความรู้ และช่วยกันพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้สมดุลสมบูรณ์อยู่เสมอ

(4) ส่งเสริม ศึกษา และจัดการเกี่ยวกับขยะอย่างมีระบบ ให้มีประโยชน์สูงประหยัดสุด และไร้สารพิษ

12. นโยบายด้านสังคม

ส่งเสริม ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง รู้คุณค่าการพึ่งตนเอง มีความรับผิดชอบต่อตนเอง และเอื้อเฟื้อผู้อื่น เกื้อกูลช่วยเหลือ เสียสละต่อผู้อื่นต่อสังคม คือ คุณค่าประโยชน์ของความเป็นมนุษย์แท้จริง ปลูกฝังให้เยาวชน มีความเชื่อ ความศรัทธา ในจริยธรรมแห่งความซื้อสัตย์ ความมีระเบียบวินัย และความรับผิดชอบต่อสังคม

การได้เปรียบ คือ ความเลวร้ายและไร้ค่า การเสียสละ คือ ความดีงามและเป็นประโยชน์

13. นโยบายด้านศาสนา

(1) ส่งเสริม พระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นๆ สนับสนุนในด้านงบประมาณ เพื่อให้ศาสนิกชนทุกศาสนา ได้ศึกษาและปฏิบัติตามหลักธรรมคำสอน ได้ตามความศรัทธาอย่างเสรี

(2) สนับสนุนองค์กรทางศาสนา และสถาบันการศึกษาทางศาสนา ให้เป็นแกนนำในกาพัฒนาจิตใจของประชาชน เพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในชาติ

(3) ปลูกฝังสังคมให้เกิดวัฒนธรรม ที่มีศาสนาเป็นหลักยึดสำคัญยิ่ง ของความเป็นมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

14. นโยบายด้านการศึกษา

(1) ยึดปรัชญา “ดีก่อนเก่ง” โดยส่งเสริมการศึกษาให้เกิดภูมิธรรมบุญนิยม เน้นศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ให้คุณค่าศีลธรรม 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นงาน 35 เปอร์เซ็นต์ ชาญวิชา (วิชาการ) 25 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้เป็นคนดีด้วยศีลธรรมก่อน พึ่งตนเอง จนเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ เพราะเป็นงาน และมีวิชาการเป็นองค์ประกอบเพิ่ม เป็นการร่วมรู้ร่วมคิด ร่วมสมัยเท่าทันสังคม

(2) สร้างความเข้มแข็งของประชาชน ทั้งในทางร่างกาย สติปัญญา และจิตใจ โดยส่งเสริมการศึกษาทั้งในและนอกระบบ เพื่อสนองตอบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทุกวัย ทุกอาชีพ เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งทางโลกและทางธรรม

(3) ส่งเสริม และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่น มีส่วนร่วมจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกสาขา

15. นโยบายด้านการศิลปะ

(1) ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจ และใช้ศิลปะในทางสร้างสรร ก่อให้เกิดความประเสริฐแก่มนุษย์ ไปสู่ความเจริญอันสูงสุด มีทั้งสุนทรียศิลป์ และแก่นศิลป์ หรือสารศิลป์ เป็นสิ่งที่ประกอบชี้ชวน ชักชวนให้เกิดความสนใจในสาระ เป็นคุณค่า เกิดการพัฒนาจิตวิญญาณ และชีวิตความเป็นอยู่

(2) ให้การศึกษา จนรู้เท่าทันในงานอนาจาร หรืองานศิลปะแท้จริง และช่วยกันลดละ ป้องกัน การเกิดขึ้นของงานอนาจาร

16. นโยบายด้านวัฒนธรรม

(1) ไทยต้องมีวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติไทย

(2) ส่งเสริม และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี โดยมีรากฐานจากภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการดำเนินชีวิต เพื่อความเป็นอยู่อย่างสันติสุข

(3) ปลูกฝังสังคมให้เกิดวัฒนธรรมในการพัฒนาจิตวิญญาณของมนุษย์ ไปสู่ความเป็นผู้เจริญ ตามหลักธรรมทางศาสนา

17. นโยบายด้านสาธารณสุข

(1) รณรงค์หลักการ “กันดีกว่าแก้” ส่งเสริมการป้องกันยิ่งกว่าการรักษา แนะนำประชาชน ให้รู้จักวิธีป้องกันตนเองจากสิ่งที่มาสังเคราะห์กับชีวิต ครอบคลุมไปถึงเรื่องจิตใจ เน้นความสมกุลของชีวิต โดยอาศัยหลัก 5 อ. คือ อาหาร อากาศ อารมณ์ ออกกำลังกาย และอิทธิบาท (มีความยินดี พอใจ มีความเพียร มีความทุ่มเท และมีการไตร่ตรอง และการกระทำเพื่อพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้น)

(2) ให้บริการทางการสาธารณสุข และการแพทย์ ที่เป็นไปเพื่อการเกื้อกูล ช่วยเหลืออย่างมีน้ำใจ มีความบริสุทธิ์ใจ เห็นทุกข์ของมนุษย์ในโลกอย่างแท้จริง

(3) ส่งเสริมการผลิต และพัฒนาบุคลากรทางการสาธารณสุข และการแพทย์ ให้มีคุณธรรม มีคุณภาพ และพอเพียงต่อภารกิจ รวมทั้งจัดให้มีการกระจายบุคลากรที่เหมาะสม พัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และสนับสนุนการวิจัยกับการพัฒนาของภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ กับการบริการสาธารณสุขอย่างจริงจัง ไม่ขูดรีดทางการรักษาพยาบาล ให้ความสำคัญต่อคุณค่าของคน ดูแลรักษากันอย่างเสมอภาค ยุติธรรม

(4) ส่งเสริม และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาการใช้สมุนไพร เพื่อประโยชน์ในทางการสาธารณสุขและการแพทย์ รวมทั้งการให้ความคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ทางการแพทย์ และเภสัชแผนไทย

18. นโยบายด้านการบริโภค

(1) เสริมสร้างความเข้าใจในการบริโภคอย่างถูกต้อง รู้จักการกินการอยู่อย่างเหมาะสม เป็นคุณค่าประโยชน์ที่ไม่ผลาญพร่า ไม่ทำลาย ไม่มอมเมา ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านชีวิตและการเป็นอยู่ ตลอดจนจิตใจของตนเอง และผู้อื่น ให้รู้จักบริโภคอย่างคนมีภูมิธรรม มีภูมิปัญญา เฉลียวฉลาดให้ได้กิน ได้ใช้ ได้อาศัยอย่างเป็นสุข และเจริญพัฒนา

(2) ส่งเสริมการผลิตสิ่งอุปโภคและบริโภคที่จำเป็น ไม่ฟุ้งเฟ้อ มอมเมา และขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและชีวิต

(3) ส่งเสริมการศึกษาให้รู้เท่าทันสิ่งอุปโภคและบริโภคที่ฟุ้งเฟ้อ มอมเมา แล้วลดละเลิก มีการบริโภคที่เป็นอาริยะ บริโภคอย่างมีปัญญา มีคุณธรรม ไม่เปลือง ไม่ผลาญ

19. นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาติ

(1) การมีความสัมพันธ์กับประเทศอื่น เป้าหมายเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูล ไม่ใช่เพื่อกอบโกยผลประโยชน์

(2) ส่งเสริม ความสัมพันธ์ระหว่างชาติอย่างมีภูมิปัญญา มีน้ำใจ มีความปรารถนาดี มีสุจริตธรรม โดยคำนึงถึงศักยภาพในการช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ หากเรายังให้ประโยชน์คุณค่ากับเขาไม่ได้ ก็จะสงวนท่าทีสงบเสงี่ยมไว้ก่อน

(3) การรับความช่วยเหลือจากชาติอื่นๆ จะขอรับความช่วยเหลือแต่น้อย เราจะช่วยตัวเอง ให้พึ่งตัวเองให้ได้อย่างแข็งแรง ไม่เป็นภาระแก่สังคมโลก

(4) ร่วมมือกับประเทศอาเซียน และองค์กรสำคัญในระดับภูมิภาค และระดับโลก ที่ไทยเป็นภาคีสมาชิกอย่างเสมอภาค และคำนึงถึงศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ร่วมกันแก้ไข ปัญหาโครงการการเพิ่มบทบาท ทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งเป็นเรื่องเร่งด้วนอย่างเป็นระบบ สร้างดุลยภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อเป็นเกราะกำบังผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของทุนระหว่างประเทศ

(5) ไม่แทรกแซงกิจการภายในระหว่างกัน และยึดหลักการต่างตอบแทน รวมทั้งประสานความร่วมมือในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา วัฒนธรรม กสิกรรม การศึกษา สิ่งแวดล้อมและการปราบปรามยาเสพติด

(6) ปรับปรุงระบบข้อมูลข่าวสารให้ทันสมัย โดยประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานราชการด้านการต่างประเทศ และเอกชน ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ทันสมัย และ ให้หน่วยงานราชการในต่างประเทศ สามารถใช้ข้อมูล ให้เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างทันท่วงที

 

   Asoke Network Thailand