|
ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน
พ.ศ.2544 ฉบับที่ 2
|
โดยความเห็นชอบ ของ คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อฟ้าดินในคราวประชุม
ครั้งที่ 8/2544 เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2544 และ ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่วิสามัญ
ของ พรรคเพื่อฟ้าดิน ครั้งที่ 1/2544 เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2544
ให้เปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน พ.ศ.2544 ดังนี้
ข้อ 1 ข้อบังคับนี้เรียกว่า ข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน
พ.ศ. 2544 ฉบับที่ 2
ข้อ 2 ให้ใช้ข้อบังคับนี้ตั้งแต่วันที่ได้รับแจ้งการตอบรับการเปลี่ยนแปลงจากนายทะเบียนพรรคการเมือง
ข้อ 3 ให้ยกเลิกข้อบังคับพรรคเพื่อฟ้าดิน
พ.ศ.2544
ข้อ 4 พรรคการเมืองที่ใช้ข้อบังคับนี้ให้เรียกว่า
พรรคเพื่อฟ้าดิน ใช้ตัวอักษรย่อว่า
พฟด. เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า FOR
HEAVEN AND EARTH PARTY ใช้อักษรย่อ FHAE
มีคำขวัญว่า เศรษฐกิจพึ่งตน ชุมชนเข้มแข็ง
ประชามีธรรม ประเทศมีไท
ข้อ 5 ภาพเครื่องหมายพรรคเพื่อฟ้าดิน
ใช้ดังนี้

ข้อ 6 ภาพเครื่องหมาย ของ พรรคเพื่อฟ้าดิน
ประกอบด้วย
"วงกลม มีลูกโลก มีพื้นที่สีฟ้าอยู่ตรงกลาง
หมายถึง การอยู่ร่วมกัน ของ นานาอารยประเทศ
รูปเฟืองสีแดงรองรับครึ่งวงกลมส่วนล่าง
หมายถึง ภาคอุตสาหกรรม ทั้งขนาดเล็ก กลาง
ใหญ่ เป็นกลไกสำคัญ ของ ประเทศ
สัญลักษณ์รวงข้าวสีทองโอบแนววงกลมส่วนบน
หมายถึง ความเจริญรุ่งเรือง ของ กสิกร ที่เป็นตัวสำคัญ
ของ ประเทศ โดยมีความสัมพันธ์ระหว่าง ภาคกสิกรรมกับภาคอุตสาหกรรม
เป็นตัวนำ ของ ประเทศ
เลขเก้าสีน้ำเงิน อยู่เหนือลูกโลก หมายถึง
ความเป็นมงคล ของ ชนชาวไทยที่มีความเจริญ
แสดงถึงความก้าวหน้า การพัฒนา ทั้งภาคกสิกรรม และ ภาคอุตสาหกรรม
ระหว่างรวงข้าวมีชื่อพรรคภาษาไทย-อังกฤษ
อยู่ในครึ่งวงกลมส่วนล่างระหว่างลูกโลกกับรูปเฟือง
ข้อ 7 ตรายางพรรคเพื่อฟ้าดิน
มีขนาด และ ลักษณะดังภาพข้างล่างนี้
ข้อ 8 ที่ตั้งสำนักงานใหญ่พรรคเพื่อฟ้าดิน
ตั้งอยู่เลขที่ 644 ซอยเทียมพร ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม
กรุงเทพมหานคร 10240
ข้อ 9 สาขาพรรคเพื่อฟ้าดิน เมื่อได้รับอนุมัติให้จัดตั้ง
ณ พื้นที่ใดๆ ให้เรียกชื่อว่า พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขา(ชื่อจังหวัด หรือชื่อเขตเลือกตั้ง
หรือ ชื่ออำเภอ/เขต หรือ ชื่อตำบล/แขวง)
|
หมวด
2 สมาชิกพรรค
|
|
ส่วนที่
1 สมาชิกภาพ
|
ข้อ 10 สมาชิกพรรคมีเพียงประเภทเดียวคือ
สมาชิกสามัญ ต้องเสียค่าบำรุงพรรค ในอัตรา และ กำหนดระยะเวลา ตามมติ
ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
ข้อ 11 บุคคลผู้มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
มีสิทธิสมัครเข้าเป็นสมาชิก ของ พรรค
(1) มีสัญชาติไทย โดยการเกิด
(2) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
ในวันที่ยื่นใบสมัครเข้าเป็นสมาชิก
(3) ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต จิตฟั่นเฟือน
ไม่สมประกอบ
(4) ไม่เป็นภิกษุ สามเณร นักพรต
หรือนักบวช
(5) ไม่ต้องคุมขังอยู่โดยหมาย
ของ ศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(6) ไม่อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือถูกลบชื่อออกจากทะเบียนสมาชิกพรรค
ข้อ 12 สมาชิกผู้มีสิทธิเป็นกรรมการบริหารพรรค
กรรมการสาขาพรรค ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ของ พรรค ที่ปรึกษาพรรค กรรมาธิการ
ของ พรรค กรรมการรัฐสภา ของ พรรค หรือเจ้าหน้าที่พรรคทุกระดับ ต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(1) มีคุณธรรมตามหลักศีลธรรมพื้นฐาน
ไร้อบายมุข มีความซื่อสัตย์ มีสมรรถภาพ มีความรู้ความสามารถ ไม่ตกเป็นทาสโลกธรรม
ปลอดภารกิจส่วนตัว อุทิศตนทำงานรับใช้ประชาชนได้อย่างอิสระ
(2) เสียสละ และ พากเพียรปฏิบัติตนตามอุดมคติ
ของ พรรค จนปรากฏผลตามความ มุ่งหมาย ของ พรรค
(3) สามารถชี้แจงอุดมคติ นโยบาย
และ ข้อบังคับ ของ พรรคให้ประชาชนเข้าใจได้
(4) มีคุณสมบัติอื่นๆ เช่น ด้านวิชาการ
หรือประสบการณ์ที่เป็นผลสำเร็จ และ มีความพร้อม ต่อการปฏิบัติงาน
ข้อ 13 การสมัครเป็นสมาชิกพรรค
ให้ผู้สมัครยื่นใบสมัครตามแบบพิมพ์ ของ พรรคต่อเลขาธิการพรรค และ ให้เลขาธิการพรรค
พิจารณาเสนอ ต่อ คณะกรรมการบริหารพรรค เมื่อได้รับอนุมัติให้เป็นสมาชิกแล้ว
ให้พรรคออกบัตรประจำตัวสมาชิกให้ไว้เป็นหลักฐาน
ข้อ 14 การคัดค้านผู้สมัครเป็นสมาชิก
ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมด้วยคำชี้แจงเหตุผล ในการคัดค้าน และ
มีสมาชิกรับรอง ไม่น้อยกว่าสามคน
คำคัดค้าน ให้ยื่น ต่อเลขาธิการพรรค
และ ให้เปิดเผยได้เฉพาะผู้ที่มีหน้าที่พิจารณา และ เกี่ยวข้อง
การออกเสียงลงคะแนน ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
เพื่อรับหรือไม่รับผู้ถูกคัดค้านเป็นสมาชิก ให้ออกเสียงโดยลงคะแนนลับ
ข้อ 15 ถ้าคณะกรรมการบริหารพรรค
มีมติไม่รับผู้ใดเป็นสมาชิก โดยจะมีคำคัดค้านหรือไม่ก็ตาม ให้มีหนังสือแจ้งให้ผู้นั้นทราบโดยเร็ว
คำวินิจฉัย ของ คณะกรรมการบริหารพรรคให้ถือว่าถึงที่สุด
ข้อ 16 สมาชิกภาพ ของ สมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดคุณสมบัติการเป็นสมาชิกพรรคตามข้อบังคับพรรคข้อ
11
(4) คณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ
30 มีมติให้พ้นจากการเป็นสมาชิก
(5) ศาลรัฐธรมนูญมีคำสั่งให้ยุบเลิกพรรค
ข้อ 17 การสิ้นสุด ของ สมาชิกภาพตามข้อ
16(4) ถ้าสมาชิกผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มติ ของ
พรรค ต้องเป็นมติ ของ ที่ประชุมร่วม ของ คณะกรรมการบริหารพรรค และ
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สังกัดพรรค และ มติดังกล่าวต้องมีคะแนนเสียง
ไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของ จำนวนกรรมการบริหารพรรครวมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ของ พรรคทั้งหมด และ การลงมติให้ลงคะแนนลับ
แต่ถ้าสมาชิกผู้นั้นได้อุทธรณ์ ต่อศาลรัฐธรรมนูญภายในสามสิบวัน
นับแต่วันที่พรรคมีมติ คัดค้านว่า มติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา 47
วรรคสาม ของ รัฐธรรมนูญ และ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติดังกล่าวมิได้มีลักษณะตามมาตรา
47 วรรคสาม ของ รัฐธรรมนูญ ให้ถือว่าสมาชิกภาพสิ้นสุดลง นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
แต่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติดังกล่าวมีลักษณะตามมาตรา 47 วรรคสาม
ของ รัฐธรรมนูญ สมาชิกผู้นั้นอาจเข้าเป็นสมาชิก ของ พรรคการเมืองอื่นได้
ภายในสามสิบวัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย
การอุทธรณ์ ของ สมาชิก ต่อศาลรัฐธรรมนูญตามวรรคสอง
ให้เป็นไปตามวิธีพิจารณา ของ ศาลรัฐธรรมนูญ
ให้หัวหน้าพรรคส่งรายงานหรือเอกสารเกี่ยวกับการมีมติตามวรรคหนึ่ง
ไปยังประธานรัฐสภา และ นายทะเบียนพรรคการเมืองภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติ
ข้อ 18 การสิ้นสุดสมาชิกภาพ
ของ สมาชิกที่ดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรณียุบเลิกพรรค
และ ไม่อาจเข้าเป็นสมาชิก ของ พรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองมีมติหรือพรรคเลิกหรือยุบไป
ให้ถือว่าสมาชิกผู้นั้นสิ้นสุดสมาชิกภาพ นับแต่วันถัดจากวันที่ครบหกสิบวันนั้น
ข้อ 19 การลาออกจากสมาชิกพรรค
ให้ยื่นใบลาออก ต่อสำนักงานใหญ่ ของ พรรค และ มีผลเมื่อสำนักงานใหญ่พรรคได้รับหนังสือแล้ว
|
หมวด
2 สมาชิกพรรค
|
|
ส่วนที่
2 สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกพรรค
|
ข้อ 20 สมาชิกพรรคมีสิทธิดังต่อไปนี้
(1) เสนอข้อคิดเห็นอันเป็นประโยชน์
ต่อพรรค
(2) ได้รับการคัดเลือกจากพรรคให้เป็นตัวแทน
ของ พรรคในการเลือกตั้งทั้งปวง
(3) ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นผู้ปฏิบัติงาน
คณะทำงาน หรือกรรมการสาขาพรรค กรรมการหรืออนุกรรมการในคณะต่างๆ หรือกรรมการบริหารพรรค
ตลอดจน ที่ปรึกษาพรรค
(4) ร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย
เมื่อเห็นว่า มติหรือข้อบังคับพรรคในเรื่องใดจะขัดต่อสถานะ และ การปฏิบัติหน้าที่
ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญ หรือแย้งกับหลักการพื้นฐานแห่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ โดยมีสัดส่วนดังต่อไปนี้
(ก) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่
ของ จำนวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ของ พรรค หรือ
(ข) กรรมการบริหารพรรคไม่น้อยกว่าหนึ่งในสาม
ของ จำนวนกรรมการบริหารพรรค หรือ
(ค) สมาชิก ของ พรรคจำนวนไม่น้อยกว่าห้าสิบคน
(5) สิทธิอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาเป็นกรณีไป
ข้อ 21 สมาชิกพรรคมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) ร่วมรับผิดชอบ ต่อเสถียรภาพ ของ
พรรค และ ให้ความร่วมมือในกิจกรรม ของ พรรค
(2) สนับสนุนสมาชิกพรรค ผู้ที่พรรคได้พิจารณาส่งลงสมัครรับเลือกตั้งในทุกระดับ
และ ให้ความร่วมมือในการดำเนินงาน ของ พรรค
(3) ยึดมั่น และ ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
และ ข้อบังคับ ของ พรรคโดยเคร่งครัด
|
หมวด
2 สมาชิกพรรค
|
|
ส่วนที่
3 ความรับผิดชอบของพรรค ต่อสมาชิก
|
ข้อ 22 ความรับผิดชอบ ของ พรรคต่อสมาชิกพรรคมีดังนี้
(1) ส่งเสริมสถานภาพ ของ สมาชิกพรรคให้มีสมรรถภาพ
ต่อการดำรงชีวิต ของ ตนเอง และ ครอบครัว
(2) ดำเนินงานทางการเมืองอย่างจริงจัง
เพื่อให้พรรคมีบทบาททางการเมือง และ การบริหารประเทศตามอุดมการณ์
และ นโยบาย ของ พรรค
(3) เสริมสร้างเพิ่มคุณภาพชีวิตให้แก่สมาชิกพรรค
ด้วยการให้ความรู้ในวิชาชีพต่างๆ ตามสมควร
(4) รับเรื่องราวร้องทุกข์ และ
ให้ความช่วยเหลือแก่สมาชิกที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ตามครรลองแห่งกฎหมาย
และ ข้อบังคับพรรค
(5) ส่งเสริม และ จัดการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตบุคลากร
|
หมวด
2 สมาชิกพรรค
|
|
ส่วนที่
4 การพัฒนาความรู้ทางการเมือง ของ สมาชิก และ ประชาชนทั่วไป
|
ข้อ 23 เพื่อเป็นการส่งเสริมความรู้
ความเข้าใจทางการเมืองแก่สมาชิก และ ประชาชน อันจะส่งผลให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย
อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ในระบบรัฐสภา เป็นที่ศรัทธา และ
เชื่อมั่น ต่อปวงชนชาวไทย พรรคจึงได้กำหนดแนวทางการพัฒนาความรู้ทางการเมือง
ของ สมาชิก และ ประชาชนทั่วไป ดังต่อไปนี้
(1) จัดเตรียมบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ
มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาชีพ เพื่อฝึกอบรมให้แก่สมาชิกพรรค
และ ประชาชนทั่วไป
(2) รวบรวม และ เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารทางด้านการเมือง
เศรษฐกิจ และ สังคม เพื่อปลุกจิตสำนึกสมาชิก และ ประชาชน โดยให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากยิ่งขึ้น
(3) ส่งเสริม และ สนับสนุนการรวมตัวกันเป็นชุมชนท้องถิ่น
เพื่อรับความรู้เกี่ยวกับสิทธิ และ การจัดการดูแลรักษาทรัพยากร ของ
ท้องถิ่น ตลอดจนปลูกฝังอุดมการณ์ และ สิทธิทางการเมืองที่พึงมี
(4) ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มสาขาวิชาชีพ
เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความเข้าใจทางการเมืองร่วมกับบุคลากร ของ
พรรคโดยสม่ำเสมอ
(5) เผยแพร่ความรู้ทางการเมืองหรือการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง
โดยผ่านสื่อมวลชน
(6) ส่งเสริมให้สมาชิก และ ประชาชนมีโอกาสได้เข้าฟังการอภิปรายหรือบรรยายทางการเมือง
|
หมวด
2 สมาชิกพรรค
|
|
ส่วนที่
5 วินัย และ จรรยาบรรณ ของ สมาชิกพรรค
|
ข้อ 24 เพื่อให้สมาชิกพรรคทุกระดับร่วมกันพัฒนาพรรคให้มีคุณภาพ
เป็นที่ศรัทธา และ ไว้วางใจ ของ ประชาชน จึงกำหนดวินัยไว้ดังต่อไปนี้
(1) ต้องยึดมั่นในอุดมการณ์
นโยบาย ข้อบังคับพรรค ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง และ มติ ของ พรรคอย่างจริงจัง
(2) ไม่ใช้สถานภาพสมาชิกพรรคแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตนหรือบุคคลอื่นโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือครรลองครองธรรม
(3) ไม่โจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์สมาชิกพรรคด้วยกันหรือองค์กร
ของ พรรค ต่อบุคคลภายนอกในทางที่เสียหาย
(4) ไม่ปกปิดความผิด ของ ตนหรือ
ของ สมาชิกพรรคที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ต่อชื่อเสียง ของ พรรค
ทั้งนี้ ต้องรีบแจ้ง ให้พรรคทราบทันที
(5) ไม่ฝ่าฝืนกฎหมาย ของ รัฐ
หรือประพฤติผิดศีลธรรมอันเป็นที่ครหา ของ สังคม
(6) ไม่พึงนำมติลับ ของ พรรคไปเปิดเผย
ต่อบุคคลอื่น แม้จะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย ต่อพรรคก็ตาม
(7) ในการดำเนินงานรัฐสภา สมาชิกจะต้องปฏิบัติตามมติ
ของ พรรคที่ได้กำหนดไว้
ข้อ 25 เพื่อเป็นการสร้างเสริม
และ จรรโลงระบบพรรคการเมือง และ งานการเมืองให้มีคุณธรรม สมาชิกพรรคพึงยึดถือ
และ ปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางการเมืองดังต่อไปนี้
(1) มีความสำนึก เทิดทูนสถาบันชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์
(2) ประพฤติ และ ดำรงชีพอยู่ในกรอบแห่งกฎหมาย
และ คุณธรรม
(3) รักษาอุดมการณ์ นโยบาย และ
ข้อบังคับพรรคอย่างเคร่งครัด
(4) รับผิดชอบ ต่องานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากพรรคอย่างจริงใจ
(5) ปรับปรุงตัวเองเพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี
และ ประสิทธิภาพ ของ พรรค
(6) ปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดี
ของ บ้านเมือง
|
หมวด
2 สมาชิกพรรค
|
|
ส่วนที่
6 การลงโทษสมาชิก
|
ข้อ 26 การกล่าวหาสมาชิกพรรคคนใดว่า
ได้กระทำ หรือ ละเว้นการกระทำอันควรแก่การลงโทษ กรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งหรือสมาชิกไม่น้อยกว่ายี่สิบคนลงลายมือชื่อทำเป็นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคก็ได้
ข้อ 27 เมื่อได้รับการกล่าวหาเป็นหนังสือ
ของ สมาชิกตามข้อ 26 แล้ว ให้หัวหน้าพรรคเสนอ ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
โดยคณะกรรมการบริหารพรรคอาจทำการพิจารณาสอบสวนในทันที หรือมอบหมายให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนสอบสวนข้อกล่าวหานั้น
ข้อ 28 ในการสอบสวนข้อกล่าวหาสมาชิก
ต้องให้โอกาสแก่ผู้ถูกกล่าวหาแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนแสดงพยานหลักฐานฝ่ายตน
ถ้าสอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีมูล ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติยกข้อกล่าวหานั้น
แต่ถ้าสอบสวนแล้วเห็นว่ามีมูล ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติชี้ขาด
และ ให้ลงโทษตามข้อ 29
ข้อ 29 เมื่อชี้ขาดแล้ว ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจสั่งลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง
ดังต่อไปนี้ ภายในสามสิบวัน
(1) ตักเตือน
(2) ภาคทัณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษร
(3) ตัดสิทธิบางประการ
(4) ลบชื่อออกจากทะเบียน
ข้อ 30 การลงโทษสมาชิกผู้ถูกกล่าวหา
โดยการลบชื่อออกจากทะเบียน และ ไม่ใช่กรณี ของ สมาชิกซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาวินิจฉัยสั่งการ
คำสั่งให้ลบชื่อออกจากทะเบียนพรรค จะมีได้
ต่อเมื่อคณะกรรมการบริหารพรรควินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำให้พรรคเสียหาย
หรืออาจเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้เกิดการแตกความสามัคคีในพรรค หรือผู้ถูกกล่าวหาได้ฝ่าฝืนข้อบังคับพรรค
หรือจรรยาบรรณ ของ พรรค หรือมติหรือคำสั่ง ของ คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นสำคัญ
คำสั่งดังกล่าวจะต้องเป็นมติ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
ด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของ จำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด
และ คำสั่ง ของ คณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อนี้ให้ถือเป็นอันสิ้นสุด
|
หมวด
3 คณะกรรมการบริหารพรรค และ คณะกรรมการสาขาพรรค
|
|
ส่วนที่
1 คณะกรรมการบริหารพรรค
|
ข้อ 31 ให้คณะกรรมการบริหารพรรค
เป็นองค์กรหลักในการบริหารพรรค โดยเลือกตั้งจากสมาชิกพรรคซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์ในที่ประชุมใหญ่
และ มีจำนวนไม่น้อยกว่าเก้าคนแต่ไม่เกินสี่สิบห้าคน ประกอบด้วย
(1) หัวหน้าพรรค
(2) รองหัวหน้าพรรค
(3) เลขาธิการพรรค
(4) รองเลขาธิการพรรค
(5) เหรัญญิกพรรค
(6) โฆษกพรรค
(7) นายทะเบียนพรรค
(8) กรรมการบริหารอื่นๆ
ข้อ 32 ในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค
ให้ดำเนินการโดยที่ประชุมใหญ่ตามลำดับ ดังนี้
(1) ให้ที่ประชุมกำหนดจำนวน
ของ คณะกรรมการบริหารพรรคตามข้อ 31 วรรคหนึ่ง
(2) เลือกตั้งหัวหน้าพรรคหนึ่งคน
ในการเสนอชื่อผู้เป็นหัวหน้าพรรค ต่อที่ประชุม ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าสิบคน
(3) ให้สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเสนอชื่อสมาชิก
เพื่อให้ที่ประชุมเลือกเป็นกรรมการบริหารพรรคจนครบจำนวนตามที่กำหนดไว้ตาม
(1)
(4) ให้หัวหน้าพรรคที่ได้รับเลือกตั้งใหม่
เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการ บริหารพรรคให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ
เพื่อให้ที่ประชุม ของ พรรคเห็นชอบโดยเสียง ข้างมาก
(5) ในการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค
ผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ประชุมก็ได้
แต่ผู้เสนอชื่อกับผู้รับรอง และ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุม
ข้อ 33 ให้คณะกรรมการบริหารพรรคอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
นับแต่วันเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่
ข้อ 34 คณะกรรมการบริหารพรรค
มีอำนาจ และ หน้าที่ ดังนี้
(1) ดำเนินกิจการ ของ พรรคให้เป็นไปตามนโยบายพรรค
ข้อบังคับพรรค และ มติ ของ ที่ประชุมใหญ่พรรค
(2) ออกกฎระเบียบ และ จัดตั้งหน่วยงานต่าง
ๆ เพื่อปฏิบัติงานให้เป็นไปตามนโยบายพรรค และ ข้อบังคับพรรค
(3) กำหนดวิธีการคัดเลือกสมาชิกพรรค
เพื่อส่งเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น
ตลอดจนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
(4) พิจารณาจัดสรรเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในส่วน ของ พรรค และ ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค โดยไม่เกินวงเงินที่คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือนายทะเบียนพรรคการเมืองกำหนด
ดังนี้
(ก) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
แบบบัญชีรายชื่อ โดยจัดสรรเป็นจำนวนรวม ซึ่งพิจารณา ตามจำนวนผู้สมัครรับเลือกตั้ง
ที่พรรคยื่นเสนอ ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(ข) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง
โดยจัดสรรให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคเป็นรายบุคคล
(5) ควบคุมไม่ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในนาม
ของ พรรคใช้จ่ายเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเกินกว่าวงเงินที่คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง
(6) ดำเนินการ และ ปฏิบัติการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
(7) ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งหรือถอดถอนคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ
ของ พรรค คณะผู้บริหารพรรค คณะที่ปรึกษาพรรค คณะกรรมาธิการต่างๆ
ของ พรรค คณะกรรมการรัฐสภา ของ พรรค คณะกรรมการประสานงาน และ คณะอนุกรรมการต่างๆ
ของ พรรค
(8) อนุมัติ และ ยุบเลิกสาขาพรรค
และ องค์กรเสริมสร้างพรรค
(9) อำนวยการต่างๆ และ กระทำการหรือสั่งการใดๆ
เพื่อให้การดำเนินงาน ของ พรรคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และ เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้า
ของ พรรค
(10) กำหนดให้มีการประชุมใหญ่พรรคอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
และ รายงานกิจการด้านต่าง ๆ ต่อที่ประชุมใหญ่พรรค
(11) จัดหาทุน และ ทรัพย์สินต่างๆ
ตลอดจนบริหารการเงิน และ ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด ของ พรรค
และ สาขาพรรค
(12) พิจารณารับบุคคลเข้าเป็นสมาชิกพรรค
และ พิจารณาลงโทษสมาชิกพรรค
(13) แต่งตั้ง และ ถอดถอนผู้ปฏิบัติงาน
ของ พรรคในกิจกรรมต่าง ๆ ของ พรรค และ คณะทำงานเฉพาะกิจทั้งในส่วนกลาง
และ ส่วนภูมิภาค
(14) จัดตั้งแผนกต่าง ๆ ของ พรรค
เพื่อดำเนินการตามนโยบาย ของ พรรค และ ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่
(15) แต่งตั้งหรือถอดถอนผู้อำนวยการ
รองผู้อำนวยการ และ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงานใหญ่พรรคหรือตำแหน่งอื่นตามที่เห็นสมควร
(16) กำหนดอำนาจหน้าที่ให้กรรมการบริหารพรรค
และ ผู้ปฏิบัติงาน ของ พรรค
(17) อำนาจหน้าที่อื่นที่คณะกรรมการบริหารพรรคเห็นสมควร
ซึ่งไม่ขัด ต่อกฎหมาย และ กฎระเบียบ ข้อบังคับ ของ พรรค
ข้อ 35 กรรมการบริหารพรรคแต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่
ดังนี้
(1) หัวหน้าพรรค
(ก) เป็นผู้แทน ของ พรรคตามกฎหมาย
และ เป็นผู้รับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวง ของ พรรค
(ข) เป็นประธาน ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค และ เป็นประธานการประชุม
(ค) เรียกประชุมใหญ่ ของ พรรค
โดยความเห็นชอบ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค และ เป็นประธาน ของ ที่ประชุม
ตลอดจนดำเนินการประชุม
(ง) เรียกประชุมร่วมระหว่างคณะกรรมการบริหารพรรค
กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ พรรค และ เป็นประธาน ของ ที่ประชุม
ตลอดจนเป็นผู้ดำเนินการประชุมดังกล่าว
(จ) เป็นผู้ลงนามประกาศกฎระเบียบ
มติ ของ พรรค และ คำสั่งพรรค
(ฉ) มีสิทธิยับยั้งมติ ของ
ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค คณะกรรมาธิการพรรคหรือคณะกรรมการอื่น
ๆ เพื่อขอให้มีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวัน
ซึ่งหากพ้นกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่ามติ ของ ที่ประชุมนั้นมีผลใช้บังคับ
(ช) ในกรณีที่มีความจำเป็น
ในการดำเนินการทางการเมือง ให้มีอำนาจปฏิบัติการในนาม ของ พรรคได้
โดยความเห็นชอบ ของ กรรมการบริหารพรรค ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของ
จำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น และ ให้ถือว่าการดำเนินการนั้นเป็นมติพรรค
(ซ) อำนาจอื่น ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย
และ ข้อบังคับพรรค
ในกรณีหัวหน้าพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมาลำดับต้นทำหน้าที่แทน
(2) รองหัวหน้าพรรค
มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ตามที่หัวหน้าพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
(3) เลขาธิการพรรค
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
(ก) ตรวจสอบ และ กำกับดูแลกิจการทั้งปวง
ของ พรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย และ ให้รับผิดชอบโดยตรงจากหัวหน้าพรรค
ในกิจการที่หัวหน้าพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ
(ข) เสนอรายงาน ต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ
พรรค และ ที่ประชุมใหญ่พรรค
(ค) เป็นเลขานุการ ของ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
ที่ประชุมร่วมคณะกรรมการบริหารพรรค และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ
ที่ประชุมใหญ่พรรค
(ง) กำกับดูแลการบริหารงาน
ของ สำนักงานใหญ่พรรค
(4) รองเลขาธิการพรรค
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ ตามที่เลขาธิการพรรคหรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
(5) เหรัญญิกพรรค
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมรายรับ-รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน
หนี้สิน และ งบการเงิน ของ พรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด
(6) โฆษกพรรค
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
(ก) แถลงมติที่ประชุม และ
กิจการต่าง ๆ ของ พรรค
(ข) ประชาสัมพันธ์งาน ของ
พรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
(7) นายทะเบียนพรรค
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทะเบียนสมาชิกพรรค
(8) กรรมการอื่น
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่หัวหน้าพรรค หรือคณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
ข้อ 36 ให้หัวหน้าพรรคหรือผู้ที่หัวหน้าพรรคมอบหมาย
เป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค
การประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ต้องมีกรรมการบริหารพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของ จำนวนคณะกรรมการบริหารพรรคที่มีอยู่ จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
การลงมติ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
ให้ถือเสียงข้างมาก ของ ที่ประชุม โดยประธานงดออกเสียง หากคะแนนเสียง
เท่ากันให้ประธานออกเสียงชี้ขาด
ข้อ 37 กรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดจากสมาชิกภาพ
(4) ต้องคุมขังอยู่โดยหมาย ของ
ศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(5) ไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน
และ หนี้สิน ต่อทางราชการ
(6) ขาดการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคสามครั้งติดต่อกัน
โดยไม่มีเหตุอันควร
(7) โดยมติที่ประชุมใหญ่พรรค
ด้วยคะแนนเสียง สามในสี่ ของ องค์ประชุม
เมื่อตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคตามข้อ 31 (2)
(3) (4) (5) (6) หรือ (7) ว่างลง ให้คณะกรรมการบริหารพรรคแต่งตั้งกรรมการบริหารพรรคคนใดคนหนึ่งที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่แทน
จนกว่าจะมีการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคใหม่แทนตำแหน่งที่ว่าง และ
ให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลือ
แต่ถ้าตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลง ให้ที่ประชุมใหญ่พรรคเลือกตั้งใหม่ภายในเก้าสิบวัน
นับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง และ ให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลือ
ข้อ 38 คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
เมื่อ
(1) ครบวาระสองปี
(2) ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคว่างลงสองในสาม
ของ จำนวนคณะกรรมการบริหาร พรรคทั้งหมด
ในกรณีคณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่
เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ให้หัวหน้าพรรคมีอำนาจในการเรียกประชุมใหญ่ เพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ภายในเก้าสิบวัน
นับแต่วันที่คณะกรรมการบริหารพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ แต่ถ้าเป็นกรณีตำแหน่งหัวหน้าพรรคว่างลง
ให้ผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมาลำดับต้นทำหน้าที่แทน
|
หมวด
3 คณะกรรมการบริหารพรรค และ คณะกรรมการสาขาพรรค
|
|
ส่วนที่
1 คณะกรรมการสาขาพรรค
|
ข้อ 39 พรรคอาจตั้งสาขาประจำจังหวัด
สาขาประจำเขตเลือกตั้ง สาขาประจำอำเภอหรือเขต และ สาขาประจำตำบลหรือแขวงก็ได้
เรียกชื่อว่า พรรคเพื่อฟ้าดิน สาขา..... (ชื่อจังหวัด หรือชื่อเขตเลือกตั้ง
หรือชื่ออำเภอ/เขต หรือชื่อตำบล/แขวง)
ในท้องที่ใด มีสมาชิกสามัญ ของ
พรรคตั้งแต่สามสิบคนขึ้นไป ประสงค์จะจัดตั้งสาขาพรรคการเมืองขึ้น ให้สมาชิกผู้ดำเนินการจัดประชุม
ส่งรายงานการประชุม รายงานการแสดงที่ตั้งสาขาพรรค รายชื่อ อาชีพ ที่อยู่
และ ตำแหน่งต่าง ๆ ในคณะกรรมการสาขาพรรคตามข้อ 40 ตามแบบ ของ พรรคไปยังหัวหน้าพรรค
เพื่อขออนุมัติจากคณะกรรมการบริหารพรรค
เมื่อคณะกรรมการบริหารพรรคอนุมัติให้จัดตั้งสาขาพรรคใด
ให้หัวหน้าพรรคมีหนังสือแจ้งการจัดตั้งสาขาพรรค ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสิบห้าวัน
นับแต่วันที่คณะกรรมการบริหารพรรคอนุมัติจัดตั้งสาขาพรรคนั้น
ข้อ 40 ให้มีคณะกรรมการสาขาพรรคคณะหนึ่ง
โดยเลือกตั้งจากสมาชิก ของ สาขาพรรคนั้นในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค จำนวนไม่น้อยกว่าเจ็ดคนแต่ไม่เกินเก้าคน
ซึ่งประกอบด้วย
(1) ประธานสาขาพรรค
(2) รองประธานสาขาพรรค
(3) เลขานุการสาขาพรรค
(4) รองเลขานุการสาขาพรรค
(5) เหรัญญิกสาขาพรรค
(6) โฆษกสาขาพรรค
(7) กรรมการอื่น ของ สาขาพรรค
ประธานสาขาพรรคที่ได้รับเลือกตั้ง อาจเสนอ
ต่อที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคให้บุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสาขาพรรค
ดำรงตำแหน่งนายทะเบียนสาขาพรรคอีกได้
ข้อ 41 ในการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค
ให้ดำเนินการในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคตามลำดับ ดังนี้
(1) ให้ที่ประชุมกำหนดจำนวน
ของ คณะกรรมการสาขาพรรคตามข้อ 40 วรรคหนึ่ง
(2) เลือกตั้งประธานสาขาพรรคหนึ่งคน
ในการเสนอชื่อผู้เป็นประธานสาขาพรรค ต่อที่ประชุม ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าห้าคน
(3) ให้สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเสนอชื่อสมาชิกเพื่อให้ที่ประชุมเลือกเป็นกรรมการสาขาพรรคในส่วนที่เหลือจนครบจำนวนตาม
(1)
(4) ให้ประธานสาขาพรรคที่ได้รับเลือกตั้งใหม่
เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการสาขาพรรคให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ
เพื่อให้ที่ประชุมเห็นชอบโดยเสียงข้างมาก
(5) ในการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรค
ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการสาขาพรรคไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่ประชุมก็ได้
แต่ผู้เสนอชื่อกับผู้รับรอง และ ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องอยู่ในที่ประชุม
ข้อ 42 ให้คณะกรรมการสาขาพรรคอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปี
นับแต่วันเลือกตั้งในที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
ข้อ 43 คณะกรรมการสาขาพรรค
มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
(1) เผยแพร่นโยบาย และ กิจการ
ของ พรรค
(2) รับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน
และ หาทางช่วยเหลือให้ถึงที่สุด
(3) ร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค
ในการคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข้าสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกรัฐสภา
สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือองค์การปกครองอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
(4) เสนอแนะ และ ให้ข้อคิดเห็นในเรื่องอื่นๆ
ต่อพรรค
(5) จัดหาสมาชิกเพิ่มเติม
(6) จัดกิจกรรม ของ สาขาพรรคตามที่เห็นสมควร
(7) ปฏิบัติงานอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
ข้อ 44 กรรมการสาขาพรรคแต่ละตำแหน่งมีอำนาจหน้าที่
ดังนี้
(1) ประธานสาขาพรรค
(ก) เป็นผู้แทน ของ สาขาพรรค
และ เป็นผู้รับผิดชอบในกิจกรรมทั้งปวง ของ สาขาพรรค
(ข) เป็นประธาน ของ คณะกรรมการสาขาพรรค
เรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค และ เป็นประธานการประชุม
(ค) เรียกประชุมใหญ่สาขาพรรค
โดยความเห็นชอบ ของ คณะกรรมการสาขาพรรค และ เป็นประธาน ของ ที่ประชุม
ตลอดจนดำเนินการประชุม
(ง) มีสิทธิยับยั้งมติ ของ
ที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการอื่นๆ ที่คณะกรรมการสาขาพรรคจัดตั้งขึ้น
เพื่อขอให้มีการทบทวนมติในกรณีที่มีความจำเป็น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามวัน
ซึ่งหากพ้นกำหนดดังกล่าว ให้ถือว่ามติ ของ ที่ประชุมนั้นมีผลใช้บังคับ
(จ) ในกรณีที่มีความจำเป็น
ในการดำเนินการทางการเมือง ให้มีอำนาจปฏิบัติการในนาม ของ สาขาพรรคได้
โดยความเห็นชอบ ของ กรรมการสาขาพรรค ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง ของ
จำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคเท่าที่มีอยู่ในขณะนั้น และ ให้ถือว่าการดำเนินการนั้นเป็นมติ
ของ สาขาพรรค
(ฉ) อำนาจอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด
ในกรณีประธานสาขาพรรคไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้ผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมาลำดับต้นทำหน้าที่แทน
(2) รองประธานสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ
ตามที่ประธานสาขาพรรค มอบหมาย
(3) เลขานุการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
(ก) ตรวจสอบ และ กำกับดูแลกิจการทั้งปวง
ของ สาขาพรรค ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย และ ให้รับผิดชอบโดยตรงจากประธานสาขาพรรค
ในกิจการที่ประธานสาขาพรรคมอบหมายให้ปฏิบัติ
(ข) เสนอรายงาน ต่อที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค
และ ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
(ค) เป็นเลขานุการ ของ ที่ประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค
และ ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรค
(ง) กำกับดูแลการบริหารงาน ของ สำนักงานสาขาพรรค
(4) รองเลขานุการสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
ตามที่เลขานุการสาขาพรรค หรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย
(5) เหรัญญิกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
ในการควบคุมรายรับ-รายจ่าย บัญชีทรัพย์สิน หนี้สิน และ งบการเงิน
ของ พรรค ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคกำหนด
(6) โฆษกสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบ
(ก) แถลงมติที่ประชุม และ กิจการต่าง
ๆ ของ สาขาพรรค
(ข) ประชาสัมพันธ์งาน ของ สาขาพรรค ตามที่คณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย
(7) นายทะเบียนสาขาพรรค มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบทะเบียนสมาชิกสาขาพรรค
(8) คณะกรรมการสาขาพรรคอื่น
มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบตามที่ประธานสาขาพรรค หรือคณะกรรมการสาขาพรรคมอบหมาย
ข้อ 45 ให้ประธานสาขาพรรคหรือผู้ที่ประธานสาขาพรรคมอบหมาย
เป็นผู้เรียกประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค
การประชุมคณะกรรมการสาขาพรรค ต้องมีกรรมการสาขาพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่ง
ของ จำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคที่มีอยู่ จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
การลงมติ ของ คณะกรรมการสาขาพรรค
ให้ถือเสียงข้างมาก ของ ที่ประชุม โดยประธานงดออกเสียง หากคะแนนเสียง
เท่ากันให้ประธานออกเสียงชี้ขาด
ข้อ 46 กรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่ง
เมื่อ
(1) ตาย
(2) ลาออก
(3) ขาดจากสมาชิกภาพ
(4) ต้องคุมขังอยู่โดยหมาย ของ ศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
(5) คณะกรรมการบริหารพรรคสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง
เมื่อตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคตามข้อ 40 (2)
(3) (4) หรือ (5) ว่างลง ให้คณะกรรมการสาขาพรรค แต่งตั้งกรรมการสาขาพรรคคนใดคนหนึ่ง
ที่เหมาะสมเข้าทำหน้าที่แทน จนกว่าจะมีการเลือกตั้งกรรมการสาขาพรรคใหม่
แทนตำแหน่งที่ว่าง และ ให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลือ
แต่ถ้าตำแหน่งประธานสาขาพรรคว่างลง ให้ที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคเลือกตั้งใหม่
ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่ตำแหน่งว่าง และ ให้อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระที่เหลือ
ข้อ 47 คณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
เมื่อ
(1) ครบวาระสองปี
(2) ตำแหน่งกรรมการสาขาพรรคว่างลงสองในสาม
ของ จำนวนคณะกรรมการสาขาพรรคทั้งหมด
(3) คณะกรรมการบริหารพรรคสั่งให้พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ในกรณีคณะกรรมการสาขาพรรคพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ให้ปฏิบัติหน้าที่ ต่อไปจนกว่านายทะเบียนพรรคการเมืองจะตอบรับการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่
เมื่อคณะกรรมการสาขาพรรคต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ให้ประธานพรรคมีอำนาจในการเรียกประชุมใหญ่ เพื่อดำเนินการเลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคชุดใหม่
ภายในเก้าสิบวัน นับแต่วันที่คณะกรรมการสาขาพรรค พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
แต่ถ้าเป็นกรณีตำแหน่งประธานสาขาพรรคว่างลง ให้ผู้ที่มีตำแหน่งรองลงมาลำดับต้นทำหน้าที่แทน
ข้อ 48 ให้ประธานสาขาพรรค และ
กรรมการสาขาพรรคซึ่งเลือกโดยที่ประชุมคณะกรรมการ สาขาพรรคอีกหนึ่งคน
เป็นผู้แทน ของ สาขาเข้าร่วมประชุมใหญ่ ของ พรรค หากประธานสาขาพรรคไม่สามารถร่วมประชุมใหญ่ได้
ให้มอบหมายกรรมการสาขาพรรคที่มีตำแหน่งรองลงมาคนใดคนหนึ่งเข้าร่วมประชุมแทน
|
หมวด
4 องค์กรปฏิบัติงานของพรรค
|
|
ส่วนที่
1 คณะผู้บริหารพรรค
|
ข้อ 49 ให้หัวหน้าพรรคแต่งตั้งคณะผู้บริหารพรรคจากกรรมการบริหารพรรค
โดยความเห็นชอบ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค มีจำนวนไม่เกินสิบห้าคน ประกอบด้วย
(1) หัวหน้าพรรค
(2) รองหัวหน้าพรรค
(3) เลขาธิการพรรค
(4) รองเลขาธิการพรรค
(5) กรรมการอื่น ๆ
ทั้งนี้ หัวหน้าพรรคอาจเปลี่ยนแปลงตัวบุคคล
และ ตำแหน่งได้ตามความเหมาะสม แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารพรรค
ให้คณะผู้บริหารพรรค เป็นองค์กรหลักในการดำเนินกิจกรรม
ของ พรรค เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนด และ ตามมติ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
คณะผู้บริหารพรรค สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับวาระ
ของ คณะกรรมการบริหารพรรค เว้นแต่ลาออกหรือถึงแก่กรรม
ข้อ 50 คณะผู้บริหารพรรค มีอำนาจหน้าที่
ดังนี้
(1) เป็นองค์กรหลักในการทำงานประจำ ในนาม
ของ คณะกรรมการบริหารพรรค ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
(2) ควบคุม และ กำกับดูแลให้กิจกรรมต่าง
ๆ ของ พรรคได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งงานประจำ และ มติ ของ
พรรคที่ได้มีมติไว้
(3) เสนอรายงานในปัญหาทั้งปวง ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
เพื่อดำเนินการต่อไป
(4) ประสานงานกับสมาชิกพรรค กลุ่มการเมือง
หรือองค์กรทางการเมืองต่าง ๆ
(5) ออกระเบียบ และ กำหนดแนวทางการบริหารงาน
ของ พรรค ตลอดจนวางระเบียบด้านการคลัง และ ทรัพย์สิน ของ พรรค โดยความเห็นชอบ
ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
|
หมวด
4 องค์กรปฏิบัติงานของพรรค
|
|
ส่วนที่
2 คณะที่ปรึกษาพรรค
|
ข้อ 51 ให้มีที่ปรึกษาพรรคคณะหนึ่ง
แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหารพรรค ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ
ผู้มีประสบการณ์ในสาขาวิชาต่างๆ และ ผู้สนับสนุนกิจกรรมพรรค โดยความเห็นชอบ
ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
ข้อ 52 คณะที่ปรึกษาพรรค สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่ง
เท่ากับคณะกรรมการบริหารพรรค ชุดที่แต่งตั้ง
ข้อ 53 คณะที่ปรึกษาพรรคมีสิทธิ
และ หน้าที่ ดังนี้
(1) ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการบริหารพรรค
แต่ไม่มีสิทธิออกเสียงเว้นแต่จะได้รับการร้องขอจากที่ประชุม
(2) เสนอแนวความคิดเห็น ต่อหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคได้ทุกโอกาสการประชุมหารือกันเองภายในพรรคหรือที่อื่นใด
ย่อมกระทำได้ภายใต้การสนับสนุนจากพรรค แล้วรายงานผลให้พรรคทราบ
|
หมวด
4 องค์กรปฏิบัติงานของพรรค
|
|
ส่วนที่
3 คณะกรรมาธิการของพรรค
|
ข้อ 54 ให้มีคณะกรรมาธิการฝ่ายต่างๆ
ของ พรรค แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหารพรรค ในด้านเศรษฐกิจ การเมือง
การปกครอง สังคม วัฒนธรรม การทหาร การต่างประเทศ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
และ สิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการแต่ละฝ่ายอาจแยกย่อยเป็นส่วนต่างๆ ตามความเหมาะสม
และ ให้สอดคล้องกับโครงสร้าง ของ รัฐ และ ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน
ข้อ 55 คณะกรรมาธิการฝ่ายต่าง
ๆ สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับคณะกรรมการบริหารพรรคชุดที่แต่งตั้ง
ข้อ 56 การจัดตั้งคณะกรรมาธิการฝ่ายต่าง
ๆ ของ พรรค
(1) ให้คณะกรรมการบริหารพรรค ให้ความเห็นชอบในการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการ
ฝ่ายต่าง ๆ ของ พรรค
(2) คณะกรรมาธิการแต่ละคณะประกอบด้วย ประธานคณะกรรมาธิการ
รองประธานไม่เกินสามคน และ เลขานุการหนึ่งคน นอกจากนั้นแต่ละคณะอาจจัดหาผู้ปฏิบัติงานเพิ่มเติมได้อีกตามความเหมาะสม
ข้อ 57 คณะกรรมาธิการฝ่ายต่าง
ๆ ของ พรรคมีหน้าที่ ดังนี้
(1) ศึกษา และ พิจารณาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
และ พร้อมที่จะบรรยายสรุปข้อศึกษา และ ข้อพิจารณานั้น ๆ ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
(2) ศึกษา และ พิจารณาตลอดจนติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน
ของ รัฐบาล และ เตรียมการในการเสนอข้อคิดเห็นนั้น ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
สาธารณชน รัฐสภาหรือรัฐบาลตามโอกาส และ ความเหมาะสม
(3) เป็นองค์กรจัดทำเอกสารเผยแพร่ความรู้แก่สมาชิก
และ สาธารณชนในนาม ของ พรรค
ข้อ 58 เอกสารข้อความที่เกิดขึ้นจากคณะกรรมาธิการ
ของ พรรค ให้ถือเป็นสิทธิ ของ พรรค ผู้ใดจะนำไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมิได้รับการยินยอมจากพรรค
ให้ถือว่าผิดวินัย ของ พรรคอย่างร้ายแรง
|
หมวด
4 องค์กรปฏิบัติงานของพรรค
|
|
ส่วนที่
4 คณะกรรมการรัฐสภาของพรรค
|
ข้อ 59 คณะกรรมการรัฐสภา ของ พรรค
แต่งตั้งโดยคณะกรรมการบริหารพรรคตามความจำเป็น และ เหมาะสมแก่สภาวะ
ข้อ 60 คณะกรรมการรัฐสภา
ของ พรรค สิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งเท่ากับคณะกรรมการบริหารพรรคชุดที่แต่งตั้ง
ข้อ 61 ให้คณะกรรมการรัฐสภา ของ
พรรค มีหน้าที่ดังนี้
(1) พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ญัตติ หรือกระทู้
ของ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของ พรรคก่อนเสนอ ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค
สภาผู้แทนราษฎร หรือรัฐสภา
(2) ประสานงานกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ของ พรรค รวมทั้งประสานงานต่างๆ ในกิจการด้านรัฐสภา ตามที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมาย
(3) รวบรวมเอกสารต่างๆ ของ รัฐสภาเพื่อการศึกษา
และ ติดตามบทบาท ของ รัฐสภาให้ทันกับสถานการณ์ทางการเมือง
|
หมวด
4 องค์กรปฏิบัติงานของพรรค
|
|
ส่วนที่
5 สำนักงานใหญ่พรรค
|
ข้อ 62 สำนักงานใหญ่พรรค เป็นศูนย์กลางในการปฏิบัติงานต่าง
ๆ ของ พรรค อยู่ในการกำกับดูแล ของ เลขาธิการพรรค โดยมีผู้อำนวยการ
และ รองผู้อำนวยการ เป็นผู้รับผิดชอบ
ข้อ 63 สำนักงานใหญ่พรรค ประกอบด้วยหน่วยงาน
ดังนี้
(1) ฝ่ายบริหาร มีหน้าที่รับผิดชอบ
ดังนี้
(ก) งานการเงิน และ บัญชี
1 จัดทำงบประมาณประจำปี ของ
พรรค
2 จัดกิจกรรมหาทุน
3 จัดทำบัญชีรับจ่ายเงิน
ของ พรรค
4 จัดทำงบการเงินตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(ข) งานประชาสัมพันธ์
1 เผยแพร่ประชาสัมพันธ์อุดมการณ์
นโยบาย กิจกรรม และ โครงการ ของ พรรค
2 เสริมสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างมวลสมาชิก
3 รับเรื่องราวร้องทุกข์
และ ติดตามผล
4 จัดทำแผนประชาสัมพันธ์พรรคทั้งในยามปกติ
และ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง
(ค) งานธุรการ
1 บริการในการจัดพิมพ์ รับ-ส่งเอกสาร
และ งานสารบรรณ
2 จัดทำบันทึก และ รายงานการประชุม
3 อำนวยความสะดวกในกิจการประชุมพรรค
4 จัดหาวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
5 ดูแลความสะอาดเรียบร้อย
และ ความปลอดภัย ของ สำนักงาน
(2) ฝ่ายการเมือง มีหน้าที่รับผิดชอบ
ดังนี้
(ก) งานสมาชิก
1 รับสมัครสมาชิก ทำบัตร
จัดเก็บทะเบียนประวัติ
2 การจัดตั้งสาขาพรรคหรือองค์กรเสริมสร้างพรรค
(ข) งานกิจการรัฐสภา
1 รวบรวมเรื่องจากการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา รัฐสภา และ กรรมาธิการ
2 ติดตามวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
วุฒิสภา รัฐสภา และ ผลการประชุมสภา ผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา
3 จัดทำเอกสาร ของ คณะกรรมาธิการ
ของ พรรค และ คณะกรรมการรัฐสภา ของ พรรค
(ค) งานประสานงาน
1 ประสานงานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กรรมการบริหารพรรค ผู้บริหารพรรค กรรมาธิการ ของ พรรค กรรมการต่างๆ
ตลอดจนสมาชิกพรรค
2 เตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อตอบโต้ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
(3) ฝ่ายวิชาการ มีหน้าที่รับผิดชอบ
ดังนี้
(ก) งานนโยบาย และ แผน
1 จัดการประชุมสัมมนาทุกระดับ
ของ พรรค
2 ประสานส่วนราชการ และ
พรรคการเมืองอื่นๆ ตลอดจนองค์กรเอกชน
3 จัดทำแผนงบประมาณ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น
(ข) งานกฎหมาย
1 ร่างกฎหมาย ญัตติ หรือกระทู้
2 ติดตามการดำเนินการยกร่างกฎหมายต่างๆ
3 งานบริการด้านกฎหมาย
4 ให้คำแนะนำด้านกฎหมาย
(ค) งานข้อมูล
1 เตรียมข้อมูลอภิปรายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
กรรมการบริหารพรรค ผู้บริหารพรรค กรรมาธิการ ของ พรรค กรรมการต่างๆ
ตลอดจนสมาชิกพรรค
2 จัดทำเอกสารวิชาการต่าง
ๆ
3 จัดเก็บข้อมูลจากหน่วยงาน
ของ รัฐ และ ภาคเอกชน
4 จัดงานห้องสมุดการเมือง
5 จัดระบบบริการข้อมูลแก่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกพรรค และ ประชาชนทั่วไปด้วยความรวดเร็ว
เลขาธิการพรรคอาจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหน่วยงาน
และ ง่านต่างๆ ได้ โดยความเห็นชอบ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
|
หมวด
4 องค์กรปฏิบัติงานของพรรค
|
|
ส่วนที่
6 สำนักงานสาขาพรรค
|
ข้อ 64 ให้สำนักงานสาขาพรรค เป็นหน่วยงานในการปฏิบัติงานต่าง
ๆ ของ สาขาพรรคอยู่ในการกำกับดูแล ของ เลขานุการสาขาพรรค โดยมีหัวหน้าสำนักงานสาขาพรรคเป็นผู้รับผิดชอบ
ข้อ 65 สำนักงานสาขาพรรค มีหน้าที่ความรับผิดชอบ
ดังนี้
(1) งานการเงิน และ บัญชี
(ก) จัดทำบัญชีรับจ่าย ของ
สาขาพรรค
(ค) จัดทำงบประมาณประจำปี
ของ สาขาพรรค
(ง) จัดทำงบการเงิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
(2) งานประชาสัมพันธ์
(ก) เผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจการ
ของ สาขาพรรค และ ให้ความรู้ทางการเมืองแก่ประชาชนในท้องถิ่น
(ข) รับเรื่องราวร้องทุกข์
และ ติดตามผล
(ค) จัดทำโครงการ และ แผนงานในการดำเนินกิจการสาขาพรรค
(3) งานสมาชิก
(ก) รับสมัครสมาชิกพรรค เพื่อจัดส่งให้สำนักงานใหญ่พรรคดำเนินการต่อไป
(ข) จัดทำทะเบียนสมาชิกพรรคในท้องที่ไว้เป็นเบื้องต้น
(ค) ประสานงานกับสำนักงานใหญ่พรรค
และ สมาชิกพรรค เพื่อดำเนินกิจกรรม ของ พรรค
(4) งานธุรการ
(ก) จัดหาวัสดุอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน
(ข) ดูแลความสะอาดเรียบร้อย
และ ความปลอดภัย ของ สำนักงาน
(ค) บริการจัดพิมพ์ รับ-ส่งเอกสาร
|
หมวด
5 การประชุมใหญ่
|
|
ส่วนที่
1 การประชุมใหญ่ของพรรค
|
ข้อ 66 การประชุมใหญ่
ของ พรรคมีสองกรณีคือ
(1) การประชุมใหญ่สามัญ หมายถึง
การประชุมที่คณะกรรมการบริหารพรรคต้องจัดให้มีขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
(2) การประชุมใหญ่วิสามัญ หมายถึง
การประชุมที่คณะกรรมการบริหารพรรคเรียกประชุมนอกเหนือจากการประชุมใน
(1) หรือสมาชิกมีจำนวนไม่น้อยกว่าสามสิบคนจากทุกภาคทำหนังสือร้องขอ
ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค และ ให้เรียกประชุมภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
ในการประชุมใหญ่สามัญ อย่างน้อยต้องบรรจุระเบียบวาระ
การแถลงผลงาน ของ คณะกรรมการบริหารพรรค การรับรองงบการเงิน ของ พรรค
และ งบดุลประจำปี
ข้อ 67 การประชุมใหญ่ทุกครั้ง
จะต้องแจ้งเป็นหนังสือพร้อมด้วยระเบียบวาระการประชุมให้สมาชิกทราบเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวัน
ข้อ 68 องค์ประกอบ ของ ที่ประชุมใหญ่
ประกอบด้วย
(1) คณะกรรมการบริหารพรรค
(2) สมาชิก ของ พรรคที่เป็นสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ในขณะนั้น
(3) สมาชิก ของ พรรคที่เป็นรัฐมนตรีที่มีอยู่ในขณะนั้น
(4) สมาชิกที่ได้รับเชิญจากคณะกรรมการบริหารพรรค
(5) ผู้แทนสาขาพรรค ตามข้อ 48
ข้อ 69 สมาชิกที่ดำรงตำแหน่งหลายฐานะในคราวเดียวกัน
ให้ใช้สิทธิลงคะแนนเสียง ได้เพียงฐานะเดียว และ ต้องแจ้งฐานะที่จะใช้สิทธิ
ต่อคณะกรรมการบริหารพรรคก่อนวันประชุมใหญ่ ไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน
ข้อ 70 การประชุมใหญ่ ต้องมีองค์ประกอบตามข้อบังคับพรรคข้อ
68 มาประชุม ไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยคน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
ข้อ 71 ในกรณีที่สมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ถ้าเป็นการประชุมใหญ่สามัญ ให้เรียกประชุมใหม่ภายในสามสิบวัน ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่คณะกรรมการบริหารพรรคเรียกประชุม
ให้เรียกประชุมใหม่ภายในสี่สิบห้าวัน แต่ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่สมาชิกขอให้เรียกประชุมก็ให้เป็นอันยกเลิกไป
การประชุมใหญ่สามัญที่เรียกประชุมใหม่ภายในสามสิบวัน
ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ดำเนินการประชุมได้ โดยถือว่าครบองค์ประชุม
การประชุมใหญ่วิสามัญ ซึ่งคณะกรรมการบริหารพรรคเรียกประชุมใหม่ภายในสี่สิบห้าวัน
ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุมก็ให้งดการประชุม และ คณะกรรมการบริหารพรรคจะเรียกประชุมอีกหรือไม่ก็ได้สุดแล้วแต่เห็นสมควร
ข้อ 72 ในการประชุมใหญ่ ให้หัวหน้าพรรคเป็นประธานในที่ประชุม
ถ้าหัวหน้าพรรคไม่มาประชุมหรือไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้มีตำแหน่งรองลงมาลำดับต้นเป็นประธานในที่ประชุม
หากไม่มีให้คณะกรรมการบริหารพรรคเลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งในที่ประชุม
เป็นประธาน
ในที่ประชุมใหญ่ ให้เลขาธิการพรรคหรือผู้ที่คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายเป็นเลขานุการในที่ประชุม
ข้อ 73 ในการประชุมใหญ่ นอกจากที่กำหนดไว้ในข้อ
72 คณะกรรมการบริหารพรรคอาจแต่งตั้งหรือมอบหมายให้บุคคลใดๆ ดำเนินการประชุมเพื่อให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อยก็ได้
ข้อ 74 ให้คณะกรรมการบริหารพรรค
วางระเบียบวาระการประชุมใหญ่ ของ พรรค และ สาขาพรรค ในระหว่างที่ยังไม่ได้วางระเบียบให้ใช้ข้อบังคับการประชุม
ของ สภาผู้แทนราษฎรโดยอนุโลม
ข้อ 75 กิจการดังต่อไปนี้ ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
(1) การเปลี่ยนแปลงนโยบายพรรค
(2) การเปลี่ยนแปลงข้อบังคับพรรค
(3) เลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค
หรือกรรมการบริหารพรรค
(4) รับรองงบการเงินประจำปี
ของ พรรค
(5) กิจการอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ
และ ประกาศ ของ คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
|
หมวด
5 การประชุมใหญ่
|
|
ส่วนที่
2 การประชุมใหญ่ของสาขาพรรค
|
ข้อ 76 การประชุมใหญ่ ของ สาขาพรรคมีสองกรณีคือ
(1) การประชุมใหญ่สามัญ หมายถึง
การประชุมที่คณะกรรมการสาขาพรรคต้องจัดให้มีขึ้นอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง
(2) การประชุมใหญ่วิสามัญ หมายถึง
การประชุมที่คณะกรรมการสาขาพรรคเรียกประชุมนอกเหนือจากการประชุมใน
(1) หรือสมาชิกในท้องที่ ของ สาขาพรรคไม่น้อยกว่าสามสิบคนทำหนังสือร้องขอ
ต่อคณะกรรมการสาขาพรรค และ ให้เรียกประชุมภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือร้องขอ
ในการประชุมใหญ่สามัญ อย่างน้อยต้องบรรจุระเบียบวาระ
การแถลงผลงาน ของ คณะกรรมการสาขาพรรค การรับรองงบการเงิน ของ พรรค
และ งบดุลประจำปี
ข้อ 77 การประชุมใหญ่ทุกครั้ง
จะต้องแจ้งให้สมาชิก ของ สาขาพรรคทราบเป็นการล่วงหน้าอย่างน้อยเจ็ดวันพร้อมด้วยระเบียบวาระการประชุม
ข้อ 78 การประชุมใหญ่ ต้องมีสมาชิกในท้องที่
ของ สาขาพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่าห้าสิบคน จึงจะถือว่าครบองค์ประชุม
ข้อ 79 ในกรณีที่สมาชิกมาประชุมไม่ครบองค์ประชุม
ถ้าเป็นการประชุมใหญ่สามัญ ให้เรียกประชุมใหม่ภายในสามสิบวัน ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญ
ที่คณะกรรมการสาขาพรรคเรียกประชุม ให้เรียกประชุมใหม่ ภายในสี่สิบห้าวัน
แต่ถ้าเป็นการประชุมใหญ่วิสามัญที่สมาชิกขอให้เรียกประชุม ก็ให้งดการประชุม
การประชุมใหญ่สามัญ ที่เรียกประชุมใหม่ภายในสามสิบวัน
ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้ดำเนินการประชุมได้ โดยถือว่าครบองค์ประชุม
การประชุมใหญ่วิสามัญ ซึ่งคณะกรรมการ สาขาพรรคเรียกประชุมใหม่
ภายในสี่สิบห้าวัน ถ้ายังไม่ครบองค์ประชุม ก็ให้งดการประชุม และ คณะกรรมการบริหารพรรค
จะเรียกประชุมอีกหรือไม่ ก็ได้สุดแล้วแต่เห็นสมควร
ข้อ 80 ในการประชุมใหญ่ ให้ประธานสาขาพรรคเป็นประธานในที่ประชุม
ถ้าประธานสาขาพรรคไม่มาประชุม หรือ ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้มีตำแหน่งรองลงมาลำดับต้น
เป็นประธานในที่ประชุม หากไม่มีให้คณะกรรมการสาขาพรรค เลือกสมาชิกคนใดคนหนึ่งในที่ประชุม
เป็นประธาน
ในที่ประชุมใหญ่ ให้เลขานุการสาขาพรรค
หรือ ผู้ที่คณะกรรมการสาขาพรรค มอบหมายเป็นเลขานุการในที่ประชุม
ข้อ 81 กิจการดังต่อไปนี้ ให้กระทำโดยที่ประชุมใหญ่เท่านั้น
(1) เลือกตั้งคณะกรรมการสาขาพรรคหรือกรรมการสาขาพรรค
(2) รับรองงบการเงินประจำปี ของ
สาขาพรรค
|
หมวด
6 การคลัง และ ทรัพย์สิน
|
ข้อ 82 รายได้ ของ พรรค ประกอบด้วย
(1) รายได้ปกติ
(2) รายได้พิเศษ
ข้อ 83 รายได้ปกติ คือ รายได้ที่ได้รับเป็นประจำ
เช่น ค่าลงทะเบียน ค่าบำรุง เงินผลประโยชน์จากทรัพย์สิน ของ พรรค ดอกเบี้ยเงินฝาก
เป็นต้น
รายได้ตามวรรคหนึ่ง ที่สาขาพรรคได้รับให้ถือเป็นรายได้
ของ สาขาพรรคนั้น
ข้อ 84 รายได้พิเศษ คือ เงิน
และ ทรัพย์สินที่มอบให้พรรคด้วยวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นการเฉพาะ
ข้อ 85 รายจ่าย ของ พรรค จำแนกออกเป็น
(1) รายจ่ายปกติ
(2) รายจ่ายพิเศษ
ข้อ 86 รายจ่ายปกติ ได้แก่ รายจ่ายที่ต้องจ่ายเป็นปกติ
ตามงบประมาณประจำปี
ข้อ 87 รายจ่ายพิเศษ ได้แก่ รายจ่ายในกรณีพิเศษ
ที่มิได้กำหนดในงบประมาณประจำปี
ข้อ 88 หัวหน้าพรรคเป็นผู้พิจารณาอนุมัติรายจ่ายพิเศษ
ของ พรรค
ข้อ 89 งบประมาณประจำปี ของ พรรค
ประกอบด้วย
(1) งบประมาณรายได้
(2) งบประมาณรายจ่าย แยกประเภทเป็นเงินเดือน
เงินค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และ อื่นๆ
ข้อ 90 ปีงบประมาณ และ การบัญชี
ของ พรรค ให้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม และ สิ้นสุดลงในวันที่ 31
ธันวาคม ของ ทุกปี
ข้อ 91 รายได้ที่เป็นตัวเงินให้นำฝากธนาคารในนาม
ของ พรรค และ ถอนมาใช้จ่ายตามระเบียบที่คณะกรรมการบริหารพรรคกำหนด
ข้อ 92 การรับ และ การจ่ายเงิน
ของ พรรค ให้เป็นไปตามระเบียบ ของ พรรคตามที่กฎหมาย และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
ข้อ 93 ให้สำนักงานใหญ่พรรค และ
สาขาพรรค จัดทำบัญชีแสดงรายการทรัพย์สิน และ หนี้สิน รวมทั้งจัดทำบัญชีรายรับ
รายจ่าย และ งบดุลประจำปี งบดุลต้องมีรายการย่อแสดงจำนวนทรัพย์สิน
และ หนี้สินด้วย
ให้คณะกรรมการบริหารพรรค แต่งตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี
ทำหน้าที่ตรวจสอบ และ รับรองงบดุลเพื่อให้ที่ประชุมใหญ่เห็นชอบปีละหนึ่งครั้ง
และ ให้ส่งงบดุลนั้น ต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองภายในสามสิบวัน แต่ต้องไม่เกินระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
ให้สาขาพรรคส่งสำเนางบดุลประจำปี ของ สาขาพรรค
ให้สำนักงานใหญ่ทันทีหลังที่ประชุมใหญ่สาขาพรรคเห็นชอบ
|
หมวด
7 นักการเมือง ของ พรรค
|
|
ส่วนที่
1 การคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้ง
|
ข้อ 94 ให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีอำนาจคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั้งปวง
ซึ่งประชาชนเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
ในการคัดเลือกบุคคลตามวรรคหนึ่ง คณะกรรมการบริหารพรรคอาจตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้
การตัดสิน ของ คณะกรรมการบริหารพรรค ในการคัดเลือกบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง
ให้ถือเป็นอันสิ้นสุด
ข้อ 95 สมาชิกพรรคจะสมัครรับเลือกตั้งในนาม
ของ พรรคโดยไม่ได้รับอนุมัติจาก คณะกรรมการบริหารพรรคมิได้
|
หมวด
7 นักการเมือง ของ พรรค
|
|
ส่วนที่
2 การปฏิบัติหน้าที่ ของ สมาชิกรัฐสภา และ สมาชิกสภาท้องถิ่น
|
ข้อ 96 ภายหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั่วไป
ให้หัวหน้าพรรคเรียกประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรค ในโอกาสแรกที่สามารถกระทำได้ก่อนเปิดประชุมรัฐสภาสมัยแรก
เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานในรัฐสภา
ข้อ 97 การเสนอหรือรับรองร่างพระราชบัญญัติ
ญัตติ หรือกระทู้เรื่องใดๆที่ไม่ขัด ต่อรัฐธรรมนูญหรือนโยบายพรรค และ
ข้อบังคับพรรค ตลอดจนการอภิปราย การลงมติในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภา
ให้เป็นไปตามความเห็นที่เป็นอิสระ ของ สมาชิกรัฐสภาแต่ละบุคคล
การปฏิบัติหน้าที่ ของ สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือองค์กรปกครองอื่นๆ
ซึ่งประชาชนเป็นผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้ใช้ข้อบังคับหมวดนี้โดยอนุโลม
ข้อ 98 สมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกรัฐสภา
สมาชิกสภาท้องถิ่น และ ตำแหน่งอื่นที่เกี่ยวข้องกับงานรัฐสภา และ สภาท้องถิ่น
ต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 12 และ พัฒนาตนเองให้มีคุณธรรมสูงยิ่งขึ้นถึงขั้นพร้อมที่จะทำงานรับใช้ประชาชนโดยค่าตอบแทนที่ได้รับไม่นำไปเป็นส่วนตน
|
หมวด
7 นักการเมือง ของ พรรค
|
|
ส่วนที่
3 การตั้งรัฐบาล
|
ข้อ 99 ที่ประชุมร่วม ของ คณะกรรมการบริหารพรรคกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรค
เป็นผู้มีอำนาจลงมติว่า การจัดตั้งรัฐบาลหรือร่วมจัดตั้งรัฐบาล และ
กำหนดตัวบุคคลเสนอให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี
ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี
หรือรัฐมนตรี ต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 12 และ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมสูง
ถึงขั้นไม่ยึดถือสมบัติใดๆ เป็นส่วนตน พร้อมที่จะทำงานรับใช้ประชาชนโดยค่าตอบแทนที่ได้รับไม่นำไปเป็นส่วนตน
ข้อ 100 นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี
และ รัฐมนตรี ต้องเลือกบุคคลที่มี คุณสมบัติตามข้อ 12 ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เลขานุการรัฐมนตรี
หรือผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี แล้วแจ้งให้ที่ประชุมร่วมตามข้อ
99 รับทราบ
ข้อ 101 การแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตำแหน่งอื่น
ให้ที่ประชุมร่วมตามข้อ 99 เป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ
ข้อ 102 สมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งตามข้อ
100 และ ข้อ 101 ต้องมีคุณสมบัติตามข้อ 12 และ ต้องพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีคุณธรรมสูงยิ่งขึ้น
ถึงขั้นพร้อมที่จะทำงานรับใช้ประชาชนโดยค่าตอบแทนที่ได้รับไม่นำไปเป็นส่วนตน
|
หมวด
8 การรวมพรรค การเลิก และ ยุบพรรค
|
|
ส่วนที่
1 การรวมพรรค
|
ข้อ 103 การรวมพรรคอาจเป็นการรวมกันเพื่อจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองใหม่
หรืออาจเป็นการรวมเข้าเป็นพรรคการเมืองเดียวกับอีกพรรคการเมืองหนึ่งที่เป็นหลักก็ได้
ข้อ 104 การรวมพรรคจะต้องได้รับมติเห็นชอบในที่ประชุมใหญ่
ของ พรรค
|
หมวด
8 การรวมพรรค การเลิก และ ยุบพรรค
|
|
ส่วนที่
2 การเลิกหรือยุบพรรค
|
ข้อ 105 พรรคย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง
ดังต่อไปนี้
(1) มีจำนวนสมาชิกเหลือไม่ถึงสิบห้าคน
(2) คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติด้วยคะแนนเสียง
ไม่น้อยกว่าสองในสาม ของ จำนวนกรรมการบริหารพรรคทั้งหมด และ ได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่
ด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสองในสาม ของ องค์ประชุม
(3) มีการยุบพรรคไปร่วมกับพรรคการเมืองอื่นตามข้อ
103
(4) มีคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรค
ข้อ 106 ในการยุบเลิกพรรค ให้ทรัพย์สินตกเป็น
ของ กองทัพธรรมมูลนิธิ หรือองค์การ สาธารณกุศล ตามมติ ของ คณะกรรมการบริหารพรรคในขณะนั้น
|
หมวด
9 บทสุดท้าย
|
|
ส่วนที่
1 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค และ แนวนโยบาย ของ พรรค
|
ข้อ 107 การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับพรรค
และ แนวนโยบาย ของ พรรค จะกระทำได้ ก็ด้วยความเห็นชอบ ของ คณะกรรมการบริหารพรรค
และ ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ ของ พรรค
|
หมวด
9 บทสุดท้าย
|
|
ส่วนที่
2 การตีความข้อบังคับ
|
ข้อ 108 เมื่อมีปัญหาในการตีความข้อบังคับนี้
ให้คณะกรรมการบริหารพรรคเป็นผู้มีอำนาจตีความ และ ให้ถือเป็นที่สุด
โดยให้เสนอ ต่อที่ประชุมใหญ่ทราบในการประชุมใหญ่คราวต่อไป
|
หมวด
9 บทสุดท้าย
|
|
ส่วนที่
3 บทเฉพาะกาล
|
ข้อ 109 ให้คณะกรรมการบริหารพรรค
คณะกรรมการสาขาพรรค หรือสมาชิกพรรคที่ดำรงตำแหน่งใดๆ อยู่ในวันที่ข้อบังคับนี้ประกาศใช้
คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนครบวาระ
|