|
เยื่อใยสุดท้ายของพุทธศาสนา เราก็ฉันเดียวกันแหละน่ะ เพราะว่าคนเรานี่ มันขาดไม่ได้หรอก ซึ่งกรรมวิธีที่จะมาสังสรรค์กัน ร่วมกัน รวมกัน แล้วทำให้เกิดความสนิทสนม อาตมาก็พยายามอธิบายนะกินข้าวหาด ก็บอกว่าอย่าเกาะแต่กลุ่มนัก ใครมา ก็กลุ่มใครกลุ่มมัน จุ๊กอยู่อย่างนั้นแหละ ไม่สัมพันธ์กัน ไม่สนุกสนานร่วมกัน ไม่ทำความรู้จัก มักจี่อะไรกัน ให้มันเป็นการกระจายความสัมพันธ์ ที่เป็นสัมพันธ์อันดีงาม ทั้งๆที่พวกเรา ก็กินข้าวหาดนี่ มันก็มีรสชาติ อย่างประเภทของเราแหละ จะสนุกสนานก็ขนาดนั้น จะร้องจะรำอะไร จะเล่นจะหัวอะไรกัน ก็ประมาณนั้น อาตมาก็ดูๆ อยู่ ถ้ามันมากไป ก็จะปรามกัน แต่นี่มันก็ยังไม่ได้มากไปอะไรหรอก ก็พอเป็น ไปได้ ตามฐานะของเรา ซึ่งข้างนอกเขามาดู หรือคุณไหนก็แล้วแต่ พวกเราก็แล้วแต่ ที่มีการติดรสชาติ ที่จัดจ้านอยู่ ดูแล้วมันก็จืดๆ มันไม่หวือหวาพอที่จะถึงกับกิเลสขึ้น เหมือนกับไปดูไมเคิล แจ็กสัน อะไรนี่ มันไม่หรอก รับรองยังไม่หัวปรุหัวปำอย่างนั้นหรอก มันก็เป็นไปตามประสาของพวกเรา เพราะฉะนั้น ถ้าเราเข้าใจเสียแล้ว แล้วคนที่พวกเราที่จะพอรู้แล้ว ก็เราก็ทำจิตใจของเรา ให้พอประสานร่วม มันไม่ชอบ เราก็ต้องฝึกความรับ ยอมรับเรียกว่ายินดี ยินดีไม่ใช่ชอบทีเดียวหรอก ไม่ใช่ดูดดึงทีเดียวหรอก หมายความว่า เราไม่ปฏิเสธ แล้วเราก็ยินดีที่จะร่วมอนุโลม ปฏิโลมกันได้ เป็นไปได้น่ะ แล้วก็ สมมติตาม กันได้ บอกว่านี่สนุกสนานนะ นี่เป็นไปด้วยดีนะ เป็นไปด้วยไปว่า ก็เรียกว่า มันเหมือนกับปรุงรสหน่อย แล้วละนะ ไอ้วิธีการน่ะ มันก็ปรุงรสอยู่ในตัวของมนุษยชาติ รสของเรา ก็ขนาดนี้สิ ยินดี พอใจกัน เป็นไปได้ ร่วมไม้ร่วมมือกัน จะเรียกว่า มีมารยาทสังคมด้วยก็ได้ ที่จริงนะ เขาไม่เกิดรสเกิดชาติอะไรกันเต็มที่ บางสิ่งบางอย่างหรอกเรื่องที่เขาเคยมีมานี่นะ ใครเคยไป เป็นงานในงานสันนิบาตฯ คุณฟังดีๆ นะ งานสันนิบาต เป็นงานสังสรรค์ชุมนุมให้เกียรติ หรือว่า มีงาน อะไรสำคัญนี่ ก็มีอาหารหรูหรา ฟู่ฟ่า ทุกคนต้องแต่งตัวไป เพื่อที่จะให้มันเกิดเกียรติ เกิดความสัมพันธ์อันดี โอ้โหเต๊ะ งานสันนิบาตฯนี่งานใหญ่มาก เป็นงานพิธีของ จัดงานสังสรรค์ มีเลี้ยงอาหาร มีบรรเลง มีดนตรี ก็จัดชั้นหนึ่ง ที่จะเป็นเกียรติสูง อาหารก็จัดชั้นหนึ่ง อะไรๆ ก็เป็นการสังสรรค์ที่ชั้นหนึ่ง คนที่ไป ไปถาม เขาเถอะ เมื่อยชิบเป๋งเลย จะบอกให้ เต๊ะซะไม่มี ต้องถือแก้ว แก้วอะไรต่ออะไร ต้อง โอ้โห งานสันนิบาตฯ นี่นะ หือ วางมาดกัน คือข่มเบ่งกันในที แต่สังสรรค์กันนะ วิธีการเดียวกันแหละ จะเห็นได้ว่า ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งเมื่อย ยิ่งมารยา ยิ่งมารยาท ยิ่งเก๊กที่สุด แต่เขาต้องทำ ฟังให้ดีนะ เพราะฉะนั้น เรานี่ก็เหมือนกัน ฉันใด ก็ฉันนั้นนะ คือคนเราต้องพยายาม ต้องรู้ นี่ขนาดคนโลกเขานะ เขายังเข้าใจ และเขาต้องทำ เพื่อความ สัมพันธ์อันดี แล้วเขาก็ทำความรู้จักกัน ก็มีบทบาทลีลา เป็นเรื่องของสังคม เป็นพิธีการ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรู้ว่า การอนุโลม ปฏิโลมเป็นการขัดเกลาชนิดหนึ่งนะ แต่เขาอยู่กันได้ไหม สังคมเขา อยู่กันได้ เขาอยู่กันได้ แล้วเขาทำให้ดีที่สุด ให้เป็นการสัมพันธ์กันดี เป็นรูปเป็นแบบ เป็นจารีตประเพณี เป็นวัฒนธรรม นี่เรียกว่าวัฒนธรรมสังคมชั้นสูงของโลกนะ มีทั่วโลกนะ งานสันนิบาตนี่ สันนิบาตนี่ เป็นเรื่อง ของทางการ พิธีการของผู้ใหญ่ ของงานทางการ เป็นรัฐพิธีเลยนะ งานสันนิบาต นี่ งานใหญ่ๆ เขาถือเป็นงานสันนิบาตฯ ที่จะต้องไป ข้าราชการผู้ใหญ่ของนั่นของนี่ ได้รับการเชิญไปร่วมมือกัน ไปร่วมสังสรรค์กัน ไป ใครมีเมียก็ต้องเอาเมียไปด้วย ไปร่วมงานสันนิบาตฯ โอ๊ ยิ่งใหญ่ มี partner ต้องมี partner มีอะไร แล้วก็ต้องใช้มารยาทสังคม ฝืนนะ ไม่ใช่ไม่ฝืน แต่ก็ต้องสังสรรค์กันอะไรต่ออะไรกัน ให้ดิบดี กลับบ้านนี่ โอ๋ย ปวดเมื่อยกัน เต๊ะกันไม่มีละ เขาต้องฝืนในสิ่งนี้ มันไม่ได้เป็นรสชาติเต็มที่ เต้นดีด ไม่ได้ไช้เต็มที่หรอก มันจะมีการสังสรรค์ ตั้งแต่รูปแบบอย่างนี้ไปจนกระทั่งสังสรรค์รุ่น สังสรรค์อะไร โอ้โห สังสรรค์รุ่นนี่ เรียกว่า ทั้งแร้งทั้งกา เต้นดีดปล่อยหมด มันเพื่อนสนิท สังสรรค์รุ่นนี่นะ เพื่อนร่วมรุ่น มาเจอ กันนี่ โอ้โฮ เต้นดีดไป เอะอะมะเทิ่งเฮฮาไป จริงใจ มันก็มีเหมือนกัน ก็เป็นมารยาท อย่างนั้น เหมือนกัน ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเต๊ะหน่อย ก็จะมีการมีมารยาทแบบเต๊ะ ในเพื่อนรุ่นนี่แหละ สังสรรค์อย่าง รุ่นนี่แหละ มีการเบ่งข่มกันในที มีการไอ้โน่นไอ้นี่ในที แม้แต่อาตมา อาตมายังเคยจำได้เลย เพื่อนรุ่นไปนี่ เราก็เต๊ะนะ อวดเบ่งใหญ่ ที่อาตมาเล่าๆ อะไรประกอบนี่ เพื่อจะให้เห็นว่าสังคมของมนุษยชาตินี่ ต้องอาศัยตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ ถ้าระลึกออก มนุษย์พวกคนป่าคนอะไร เขาก็มีการรวมกัน แหม สนุกเฮฮา ทำอะไรได้ หรือว่ามีประเพณี จารีต ประเพณี วันอันนั้น งานอันนี้ของเขา เป็นวันสำคัญอะไรของเขา อะไรอย่างนี้ ซึ่งเป็นการนัดแนะกัน เพื่อที่จะได้ มาร่วมกัน สัมพันธ์กัน จุดสำคัญที่สุดก็คือ การ่วมสัมพันธ์ สร้างความสนิทสนม กลมเกลียว รู้จักกัน หรือจุดที่มันเป็นไปโดยธรรมชาติ ก็คืออะไรที่มันข้องอกข้องใจ อะไรที่มันไม่สนิทกัน จะได้อภัย จะได้เข้ากันติด จะได้มีอะไร ก็ถืออะไรเป็นตัวคลี่คลาย เป็นตัวทำลายจุดต้าน จุดที่ไม่เป็นปึกแผ่น พร้อมกันนั้น มันก็อาศัยความรื่นเริง บันเทิงพวกนี้ เป็นกระสายน่ะ ได้คลาย คนเราก็รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นแหละ เพราะฉะนั้น ก็ทางหู ทางปาก ทางลิ้น ทางตา มีอะไรที่จะให้บันเทิง ทางตาก็ให้ดู ทางหูก็ให้ฟัง ที่จะเป็นรสอร่อย ทางปากก็ให้อร่อย น่ะ ทางจมูก ทางสัมผัสอะไรก็ว่าไป ตามที่จะเป็น ความสุข มันก็มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส นั่นแหละ ก็พอเป็นไป อนุโลมกัน เท่าที่เรามีขีดขั้น ทีนี้ทางโลก เขาไม่มี limit การกำหนดว่า อย่าให้มาก อย่าให้เกิน เขามีแต่เพิ่มขึ้นๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น เขาจะเพิ่มขึ้น เรื่อยๆ ตามที่เขาจะทำ เพราะฉะนั้น ที่อาตมายกตัวอย่างให้มา จะเห็นได้ อย่างงาน สันนิบาตินี่ เขาปรุงกัน อย่างชั้นสูงนะ เพราะฉะนั้น เขาจะจัด แม้แต่ดนตรีการ แม้แต่โน่นแต่นี่ ก็จะเป็นมาด เป็นอะไรที่หรูหรา ฟู่ฟ่าชั้นหนึ่ง ชั้นยอดอะไรของเขา ก็จะทำไป แม้แต่การตบแต่งให้เห็นสวย เห็นงาม ดอกม้งดอกไม้ สีแสง แสงไฟ โน่นนี่ โต๊ะ ตั่ง เตียง ที่นั่ง ที่นั่น โอ๊ย เขาก็จัดกัน อย่างสันนิบาติ ก็คืองานเรียกว่า ทำกันอย่างหรูหรา รองลงมาอื่นๆ จะเป็นงานใหญ่งานนั้นงานนี้ ซึ่งเป็นงานรวมสังสรรค์อะไรพวกนี้กันก็ตาม ก็ตามฐานะ ขั้นตอน ของสังคม ที่เขาเป็นขั้นเป็นตอน มันมีอยู่หลากหลาย จนกระทั่งถึงชุมนุม จนกระทั่ง ถึงมีงาน สังสรรค์ ส่วนแต่ละกลุ่ม แต่ละหมู่ สังสรรค์กันถึงขั้น meeting อย่างที่ว่านี่ มันเป็นงาน เป็นการกระทำ ของมนุษย์ที่ให้เกิดการสังสรรค์ แล้วฝืน เพราะฉะนั้น ผู้ดีชั้นสูงแล้ว แม้แต่โลกเขา เห็นไหมนัยเดียวกัน ก็ต้องฝืน เราเป็นนักธรรมะ เราก็ต้องรู้ว่า ถ้าเราไม่ชอบ แต่งานนี้เพื่อสังคมกลุ่ม เราก็จะต้องทำใจของเรานี่ให้ละลด ปล่อยวางซิว่า ทำไมเราไม่ชอบ มันไปเป็นประโยชน์ เพื่อกลุ่มของเรานี่แหละ ถ้าเราตกลงแล้วว่า กลุ่มนี้คือกลุ่มนี้ เราก็ต้องอยู่กับกลุ่มนี้ ชาติไทย มีงานอันนี้ เราก็ทำกับอยู่กลุ่มของชาติไทยนี่แหละ ย่อลงมาจนกระทั่ง ถึงเราอยู่ในกลุ่มของอะไร เราก็ต้อง จัดของเรา เราก็ต้องอยู่ในกลุ่มของเรา ในบางอำเภอ ในบางตำบล ในบางประเทศ ในบางหมู่บ้าน เขาก็มีอะไร งานของหมู่บ้าน เหมือนอย่างที่อาตมาพูดไปแล้วน่ะ ศีรษะฯก็มีกินข้าวนา สีมาฯกินข้าวไร่ สันติฯก็กินข้าวห้อง อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ปฐมฯเราก็กินข้าวหาด ซึ่งก็เป็นไปทำเกิด ถึงเวลาก็อยู่ไหน ก็ที่นั่น หรือ จะมารวมกัน อยากจะไปรวมกันที่ไหนอีก มีจารีตประเพณีอยู่แล้ว เรารู้แล้ว เวลานั้นวันนั้น เขานัดกัน เราอยากจะไป ร่วมกินข้าวนาบ้าง ก็ไปซิ ถ้าเห็นว่า เออเราไปสังสรรค์ กับทางโน้นบ้างก็ได้ ที่ศาลีฯยังไม่มีกินข้าวอะไรใช่ไหม อ้อ ไปรวมกับโยมเถาว์ กินข้าวแก่ง อ้อ โยมเถาว์ โอ้โหไป ถึงพิษณุโลก โน่นเลยหรือ ไปไกลเลยนะ กินข้าวแก่งโน่น มันเป็นเรื่องของมนุษย์ แต่ละฐานะ เพราะฉะนั้น ผู้ที่ยังติดอยู่ ผู้ที่ยังเป็นฐานล่าง อย่างโสดาบันนี่ มันก็ยังมีบันเทิงเริงรมย์พอสมควร แต่ก็อยู่ในสายหูสายตาพวกเรา มีทางออกน่ะ มีทางออก หรือว่ามีสิ่งที่เราดูแลควบคุมกันอยู่ได้ ไม่ให้มันเลยเถิด มีผู้รู้ก็ต้องดู ต้องกำหนด มันมากไป เราก็ติงกัน มันพอสมควร เราก็มีเขตมีขอบ แต่ทางโลกเขา ไม่มีความหมายอันนี้หรอก เขาไม่มีเขตมีขอบ แต่ก็อยู่ในสัญชาตญาณ หรือว่าอยู่ในสามัญสำนึกเหมือนกันนะ เขามากไป เขาก็จะรู้กัน เมาเกินไป เอะอะมะเทิ่งเกินไป บางทีเขาก็เตือนกันเหมือนกัน เลอะเทอะเกินไปนี่ รุ่มร่ามเกินไปแล้ว แต่ที่ไหน ที่เขาไม่มีปัญญา เขาจะเลอะไปเลย สังสรรค์กัน มีไอ้โน่นไอ้นี่กัน จนกระทั่ง นอกจากเลี้ยงดูแล้ว ปูเสื่อ ตอนนี้ลามกหน่อยนะ อธิบายให้เห็นว่า มันเป็นไปน่ะ มันเลวร้าย นอกจากเลี้ยงดูกันแล้วก็ปูเสื่อ ปูเสื่อก็พากันไป เลอะเทอะออกไป ทางกาม ทางอะไรต่ออะไร หนักเข้าเดี๋ยวนี้คุณรู้ไหมว่า งานสังสรรค์ พวกนี้ พวกสนิท พวกชุมชน พวกกลุ่มนี่เขาจะมีกลุ่มมีอะไร ถึงขนาดเลอะเทอะ ลามก ถึงขนาด สังสรรค์ กันนี่ ของเมืองนอกนะ เมืองไทยจะมีหรือไม่ไม่รู้ พอไปรวม รวมกันแล้ว ต่างคนต่างผลัดเปลี่ยนกัน เปลี่ยนเมียกัน ลามกถึงขนาดนี้ ถือว่าเป็นการปล่อยเปรตกัน ถึงขนาดนี้ พอถึงงานหรือถึงอะไรกัน ต่างประเทศมี เมืองไทยจะมีหรือยังไม่รู้ ไปสังสรรค์กันอย่างนี้แหละ เลี้ยงดูปูเสื่อแต่ก่อนนี้ เขาออกไป แบบนั้นนะ ปูเสื่อก็คงไปไปเที่ยงต่อพวกนี้เขาน่ะแหละ เสร็จแล้วเดี๋ยวนี้ทางแบบนี้เขามีกันถึงขนาด เมื่อชุมนุมกัน สังสรรค์กัน เสร็จแล้ว เซ็กส์หมู่ก็มี แลกเมียกันก็มี อย่างนี้เป็นต้น แลกเมีย แลกผัว อะไรกัน นี่คือความเลยเถิดที่เละเทะ วัฒนธรรมแบบนี้เกิดแล้ววัฒนธรรมที่เลว เลวทรามต่ำช้าไป เขาก็ทำกัน นี่ก็เล่าให้ฟัง อีกมุมหนึ่ง ให้เห็นว่าเมื่อไม่มีขีดเขต เมื่อไม่มีกำหนด มันก็จะเป็นแบบนี้แหละ ปล่อยเปรต ก็เปรตใหญ่ไปเลย หยาบคาย ตกนรก หลุมลึกไปด้วย อย่างนี้เป็นต้น มันก็ไปกันใหญ่ อย่างนี้เป็นต้น นี่เล่าสู่ฟังน่ะ เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ต้องมีผู้รู้ ต้องมีผู้เข้าใจ ก็ควบคุมจารีต ประเพณี วัฒนธรรมของเราขนาดนี้ ผู้ที่ยังปล่อยเปรต ขนาดนี้อยู่ ก็ปล่อยเปรตขนาดนี้แหละ ของเรา ก็บันเทิงเริงรมย์ แค่นี้พอแล้ว มากกว่านี้ เราไม่เอา ส่วนผู้ฝืน มันไม่สังสรรค์ เราก็ต้องขัดเกลา เราจะต้องขัดกิเลส ทั้งชอบและไม่ชอบใช่ไหม เพราะฉะนั้น เราเข้าใจแล้ว เราก็ต้องทำให้เป็นกลาง เราไม่ชอบ เราก็ต้องขัดกิเลส ที่ไม่ชอบไปสังสรรค์ เป็นไป งานนี้ร่วมไม้ร่วมมือ เหมือนงานสันนิบาตฯ ที่อาตมาเล่าแล้ว เขาฝืนนะ เขาไม่ได้อยากไป เท่าไหร่หรอก แต่คนอยากไปมีนะ กระดี๊กระด๊า ฉันจะได้ไปเที่ยวได้เต๊ะ ฉันจะได้ไปติดต่อเชื่อมโยง กับผู้ใหญ่ อย่างโน้นอย่างนี้ เพื่อผลประโยชน์ในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ต้องทำนะ มันเพื่อโลกธรรม ฝืน เมื่อย แต่ต้องไปเต๊ะ เพื่อโลกธรรม ต้องไป งานสันนิบาตฯ อย่างนี้เป็นต้น แต่เขามุ่งหมายโลกธรรม ของเรา ไม่ได้มุ่งหมายโลกธรรม ของเรามุ่งหมาย โลกุตระ เราก็ต้องไปสิ ไปอะไรละ ไปเพื่อขัดเกลา กิเลสเรา นั่นเอง ทำไมเราไม่ชอบ ทำไมเราไม่อดทน ของเขาบางที กว่าจะเสร็จงานนี่ งานสันนิบาตฯ โอ้โห เต๊ะ เมื่อไหร่ มันจะเลิกสักทีวะ เมื่อยเต็มทีแล้ว อยากจะกลับไปนอน กลับไปถึงนอน โอ๋ เพลียเลยนะ มันเต๊ะ จริงๆ เต๊ะจริงๆ แต่งแทกซิโด้ ต้องยืนอกตั้ง อย่างนี้นะ ถือ โอ้โหบางทีเมืองไทย ยิ่งเมืองไทย ร้อนก็ร้อน ไม่ใช่ไม่ร้อนนะ ร้อนยังไงก็ไม่รู้ละนะในสนาม บางทีมันไม่ใช่ห้องแอร์ ห้องเออ อะไรของมันนี่ มันร้อนน่ะ บางทีในสนาม เขาจัดในสนาม ไม่ใช่ห้องแอร์ ถ้าในบางทีก็จัดในสถานที่ที่มีแอร์ ก็แล้วไปเถอะ ในห้อง ในหับอะไร งานสันนิบาตฯ บางทีนี่เต๊ะ เขาก็ยอม เพื่อโลกธรรม แต่ของเราก็ยอมบ้างซิ เพื่อโลกุตระ ฝึกปรือ แล้วก็อดทน พวกเราก็ยังไม่เข้าใจกันถึงที่ ก็บางที พอ อาตมาพูดบ้าง ไกลหน่อย เอาแล้วตามใจ ตัวเอง ลงภพ ลงอัตตา ลงมานะ อย่างเก่า ก็เป็นไปอย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันก็มีทั้งขัดเกลา ฝืน แล้วก็ทำให้มันเกิดวางใจ จนกระทั่งเขาวางใจได้ แล้วเขาก็พยายามนะ จนกระทั่งบางคน ถ้าหลงโลกธรรมมาก เห็นแก่โลกธรรมมาก คนนั้นเขาก็ชอบ หรือยินดีในงานนั้น เขาก็ชอบ จิตใจก็เป็นฉันทะ เป็นยินดีได้ เพราะเขาได้สิ่งที่ตอบแทน คือโลกธรรม สมใจเขา ของเรา ถ้าเราทำแล้ว เราได้โลกุตรธรรม สมใจเรา เราก็จะเกิดฉันทะเหมือนกัน เราได้ขัดเกลา เป็นโลกุตระของเรา เราก็จะได้ฉันทะ เราก็จะมีจิตอย่างนั้นเหมือนกัน วางได้ เราก็จะมีฉันทะ แล้วก็จะเห็นจิตดี เห็นอะไร ต่ออะไร อาตมาไม่ใช่อาตมาไม่เมื่อยนะ เวลางานกินข้าวหาดทีหนึ่ง แต่อาตมาไม่ได้เบื่อ ไม่ได้เซ็ง ไม่ได้อะไรแล้ว อาตมา ก็พยายามให้มีฉันทะ ซึ่งอาตมาว่าอาตมาวางใจได้ แล้วก็อาตมาจะให้ใจอาตมาเป็นอย่างไร อาตมาก็ทำ อาตมาไม่ได้ทุกข์ ไม่ได้ทุกข์เกินการ แต่มันก็ทุกข์สภาวะเท่านั้น จะว่าเหงื่อไหล มันก็ไหลนะ มันก็ร้อน ร้อนก็ถึงขั้นที่ต้องทำอย่างโน้นอย่างนี้อะไร ที่จะเป็นประโยชน์คุณค่าบ้าง อาตมาก็ทำ อย่างนี้ เป็นต้น นี่ก็เล่าละเอียดให้ฟังเพิ่มเติมขึ้น ในความหมาย หรือเป้าหมายที่เรากระทำอะไรต่ออะไรกันอยู่ ไม่ใช่อาตมาทำเล่น วัน ๒ วัน ทำไปเรื่อยๆ ต่อไปอีก เมื่อไหร่ๆ ก็ทำกัน เราก็มีการรื่นเริงบันเทิง หรือรวมกัน สังคมเรา จะกว้างขึ้นกว่านี้อีก มันจะมีอะไรกว่านี้อีก ก็คอยดูไป ตามประสาที่เราเห็นว่ามาก มันจะมีเอง ปัญญาของเรา มันจถ่วงดุลกันเอง คนที่ไม่ชอบนี่ มันมากไปนี่ จะเป็นคนที่มีสัญญา ปรามกันเอง จะตัด จะติง จะเตือนอะไรกันเอง มันเป็น คนที่ไม่ให้ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยไปมาก มันจะควบคุมกันไปในตัวเอง ส่วนคนที่ มีกิเลสมากหน่อย มันก็จะพยายามจะปรุงออกมาเรื่อยแหละ จะเพิ่มเติมออกมาเรื่อยเอง แล้วมัน ก็จะควบคุม ไปในตัวของมัน ตามสัจธรรมของแต่ละกลุ่ม แต่ละหมู่แต่ละแห่ง เพราะฉะนั้น หมู่ไหนที่เลวร้าย อย่างที่อธิบายไปแล้ว มันก็จะพากันเลวร้ายไปจนกระทั่งเห็นไหม อย่างที่ อาตมาเล่า ถึงว่าบางหมู่บางกลุ่มสังสรรค์กันแล้ว ก็เละเทะกันไป ทางกามนั่นแหละ ไปทางไอ้นี่ มันไปทางกาม ปล่อยเปรตอย่างขนาดหนักไปเลยอย่างนั้น มันก็เป็นเรื่องเป็นไป ของพวกเราก็ต้องดูแลกัน แล้วก็พยายาม ทำให้มันอยู่ดี ให้มันเป็นไป ในสังคมไหนๆ ก็มี ถ้าเรานึกถึงตั้งแต่โบราณกาล ตั้งแต่คนป่าคนดอยอะไร เขาก็มี กองไฟกลางๆ เข้าก็มานั่ง เอ้า มากิน ก็อร่อย เต้น รำ ร้อง เขาก็มีแค่นั้นน่ะ ของคนโบราณใช่ไหมละ ก็มีร้อง รำ สนุกสนาน กันไปอะไร จนกระทั่งกลายเป็นที่ บางที่บางแห่งกลายเป็นที่มองหนุ่มๆ สาวๆ ก็มาร่วมงานนี้ แล้วก็จีบกัน อะไรของเขานี่ ทางโลกเขาก็เป็นอย่างนั้น แต่ของเขาก็คงไม่ใช้อาศัย ถึงขนาดเป็นที่จีบกัน จนเกินไปละนะ พวกเราก็ว่ากันไป อย่างนั้นน่ะ ให้มันพอสมเหมาะสมควรตามฐาน นี่เป็นเรื่องในรายละเอียด ที่อาตมาจะขยายความอะไรต่ออะไรให้ฟัง เรามีความเป็นอยู่ จะมีทั้งพิธีกรรม อย่างนี้ เราเรียกว่าจารีต ประเพณี หรือพิธีกรรมก็ได้ มีทั้งกิจกรรมซึ่งเป็นการงานของมนุษยชาตินะ อย่างนี้แหละ อย่างที่อาตมาเล่า กินข้าวหาดนี่ มันเรื่องของพิธีกรรม จัดไปในทางนั้น เราก็มีทั้งกิจกรรม ที่เป็นการงาน การงานของเราทุกวันนี้ ก็เกิดสัมมาอาชีพ เกิดสัมมากัมมันตะ จะเริ่มงานนั้น จัดงานนั้น เป็นอาชีพ อย่างนั้น ทำอันโน้นอันนี้ขึ้นมา นะ มีการทั้งผลิต และการค้าขาย ตอนนี้ก็คงเหน็ดเหนื่อยกันมา เมื่อวานนี้ยังไงละ ชมร.ขายได้เท่าไหร่ละเมื่อวานนี้ หรือว่าสลบไสล ไม่มาฟัง ไม่มาทำวัตร ชาวชมร. ฯลฯ เราก็ต้องทำอาหาร ทำโน่นทำนี่ทำเข้าครัว หน้าเตาอะไรไป เราไม่เหมือนเขาทางโลกเขา เขาได้ เขาควร จะได้เยอะๆ นี่ เขาขูดรีดนะ จานละ ๓๐ จานละ ๕๐ ดีไม่ดีเขาขายกันจานละร้อยละพันนี่ เขาก็ได้เงินแสน เงินล้านอะไรของเขา เขาเท่าไหร่ เขาก็ไม่มีปัญหา เพราะเขาขูดรีด แต่ของเรานี่ มันมีตัวหลักต่ำ ยืนหยัด เสร็จแล้วก็ประเมินเอาพวกนี้ มันก็เป็นสถิติที่เราจะต้องรู้เข้าใจว่า คืออะไรของเรา ที่อาตมาหยิบมาพูดนี่ เพื่อจะได้พิสูจน์ว่า งานของเราหนักขึ้น และความนิยมมีมากขึ้น เราไม่ได้ฉวยโอกาส การค้าของเรา ไม่ได้ฉวยโอกาส เอาละหน้าเจ ตอนนี้ขึ้นราคาเลยแหละ จานละ ๒๐ แหละ จานละ ๑๕ แหละ อะไร อย่างนี้ ไม่ใช่ เราก็ยืนหยัด ธรรมดาเราก็ขาย ๖ หน้างานเราก็ขาย ๖ มีคนมากแล้วก็งานหนัก คนนิยม เพิ่มขึ้น ปีที่แล้วได้เท่านี้ ปีนี้มากขึ้น เราก็ปีที่แล้วปีนี้เราก็ยังไม่ได้ขึ้นราคา อะไรอย่างนี้เป็นต้น สิ่งที่มันยัง ยืนหยัด ทั้งๆ ที่ค่าของเงิน หรือค่าของเศรษฐกิจนี่ มันตกลงไปอีกแล้ว เงินมันจะต้องขาย แพงขึ้น ตามค่าของเศรษฐกิจ เราก็ไม่ได้ขึ้นด้วยอะไรนี่ ซ้อนเชิงหลายๆ อย่างพวกนี้ อาตมาอธิบาย ละเอียด ไม่ไหวละนะ มันแสดงให้เราเห็นว่า มันมีบทบาทก้าวหน้าไหม ก้าวหน้าด้วยงาน ก้าวหน้า ด้วยความนิยม เราจะต้องมีงานหนักขึ้น อะไรอีก เป็นการเตือน เป็นการบอกเราว่าเราจะอยู่กับสังคมของเรา งานหนัก ก็ไม่มีปัญหา ถ้าเราเห็นว่างานนี้เราจะต้องทำ แล้วเราก็จะต้องทำ มันมีประโยชน์ไหมละงานหนักนี้ ถ้ามีประโยชน์ เราก็จะต้องรู้ว่า มันจะต้องเพิ่มขึ้นนะ เราจะต้องเตรียมตัว เราจะต้องเตรียมใจ เตรียมกาย เตรียมแรง เตรียมว่า เราจะทำอย่างไร ถ้าจะไม่ไหว เราจะต้องหาเครื่องทุ่นแรง ถ้าไหว เราก็จะต้องเพิ่ม เข้าไป อย่างโน้นอย่างนี้อะไรนี่ มันเป็นการรู้ตัวที่จะทำให้งานของเรานี่ดีขึ้น สมบูรณ์ขึ้น ไม่ขาด ไม่แหว่ง ไม่บกพร่อง อะไรๆ จะดี เจริญ มันเป็นความเจริญของธรรมดา ธรรมชาติ งานของเราอย่างที่เรามีนี่ เป็นกิจกรรมน่ะ งานเต้าหู้ สถิติสูงสุด กี่กิโล ๕๐๐ กิโล วันละ ๕๐๐ กิโล ก็ถั่ว ๕ กระสอบ กระสอบละ ๑๐๐ กิโล บดกันเครื่องพัง ทำกัน ... ลุย ทำเต้าหู้ส่ง เพราะความต้องการของตลาดที่งานพอดี อย่างนี้เป็นต้นน่ะ ก็ดีนะ อาตมาก็พยายามส่งเสริมนะ ทำเต้าหู้ เต้าเจี้ยว ทำซีอิ๊ว ทำอะไรพวกนี้ ก็ พวกเราก็ต้องรู้ว่า เราเปิด การผลิต เปิดร้านค้า เปิดอะไรอีก เป็นงานกิจกรรม ที่จะเป็นสัมมาอาชีพรองรับพวกเรา ต่อไปก็จะมี ผู้ที่จะเอาไปทำส่วนตัว นี่เราทำส่วนกลางให้เป็นแบบอย่างเป็นหลักไว้ เราก็จะทำตามวิธีการของเรานี่ แล้วมัน จะมีวิธีการต่อไปเรื่อยๆ นะ ทางศีรษะฯก็ ศีรษะนี่เป็นลูกล้อของพวกเราได้ ออกไปอย่างสำคัญ เลยนะ การเกษตร การผลิต การค้า เดี๋ยวนี้อาตมาว่า เรื่องเห็ดนี่ ปฐมอโศกจะสู้ศีรษะไม่ได้แล้วน๊ะ เห็ดนี่ เรื่องปุ๋ยนั่น แพ้ไปราบแล้ว เรื่องปุ๋ยนั่นแพ้ศีรษะฯราบแล้ว กสิกรรมเขาก็มาก เดี๋ยวนี้ทางโน้น ก็ทำเป็นเล่น ไปนะ แม้แต่แชมพูเดี๋ยวนี้ก็ เฮอะไม่เล่นศีรษะ ศีรษะรู้สึกว่าเอาไปเอามานี่ พลังการผลิต หรือพลัง การสร้างสรรนี่ จะเป็นหลักเป็นฐานมั่นคง หรือว่าแข็งแรง เพราะฉะนั้น ปฐมอโศกนี่พลังรวม มันน้อย เพราะมันคนต่างถิ่นมาอยู่ร่วมกัน มันก็เลยเข้ากันไม่สนิท อันนี้ อาตมารู้อยู่ลึกๆ อีกทั้งสัญชาตญาณของสัตวโลก มันเป็นจริงเหมือนกัน สรุปก็คือ กิเลสนั่นแหละ กิเลส ในตัวมนุษย์นี่ มันติดผิด ติดพันธุ์ ติดเผ่า ติดกอ ติดของกู หมู่กู พวกกู มันจะกินลึกเข้าไป จนกระทั่งถึง ทั้งถิ่นฐาน เชื้อชาติ แค่ในไทยด้วยกันนี่ คุณคิดดู แต่ที่ศีรษะอโศกน่ะ อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพวก อีสานด้วยกัน มันไม่ค่อยรวมเหมือนกับปฐม ปฐมนี่มีหมดเลยนี่ อีสาน ใต้ เหนือ ออก ตก ภาคกลาง รวมหมดเลย มีเจ๊ก มีแขก มีเขมร โอ๊ มาเลเซียด้วย รวมอยู๋ในปฐมอโศกนี่ มันจริงใช่ไหม เพราะฉะนั้น มันจึงไม่ค่อยสนิทนัก นี่เรา เราต้องยอมรับความจริงว่า มันมีจริงๆ นะ แต่เราต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ยอมแพ้ เราจะทำให้ได้ ให้สนิท ให้เป็นปึ้ก ไม่ต้องปึกแผ่นหรอก ให้เป็นปึ้ก ให้เป็นปึ้กให้ได้น่ะ ให้เป็นปึ้ก เราต้อง ตีแตก สิ่งที่มันเกาะติด หรืออุปาทาน มันยึดมันติดอะไรอยู่ ตีตัวนั้นให้แตก สิ่งเลวตีแตก สิ่งดีต้องรวม ให้แน่น นี่เป็นกรรมกิริยาเท่านั้นเอง ต้องทำ คำว่าแน่นนี่ก็แน่นโดยลึกๆ เรามีสัจจะที่เราเรียนแล้ว ปรมัตถสัจจะ เราจะเข้าใจว่า สมมุติสัจจะ เราจะต้องใช้เป็นฐานอาศัย สมมุติสัจจะอย่างนี้ ถือว่ากุศล ถือว่าดี ถือว่าควร สมมุติสัจจะอย่างนี้ ส่วนปรมัตถสัจจะ สัจจะในๆ เราก็จะมีลูกซ้อน ของพุทธนี่ มันมีสัจจะ ๒ ส่วน สมมุติสัจจะกับปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะลูกซ้อนนั้น ก็คือ สมมุติสัจจะแน่น รวมให้แน่น เอาให้แน่นได้จริงๆ ได้ทั้ง ๒ ส่วน สัจจะ ๒ ส่วนสมบูรณ์ ปรมัตถสัจจะ ก็ต้องรู้เท่าทันว่าแน่น แล้วก็ต้องหัดวาง เข้าใจสมมุติสัจจะให้ชัดนะ ว่าคือสมมุติที่เราทำอย่างนี้ แต่ใจเราลึกๆ เราก็จะต้อง ทำให้ได้ เราต้องรู้ความจริงให้ได้ว่า เราทำอันนี้ให้ได้คุณภาพอันนี้ แต่อันนี้อย่างหลงใหลได้ปลื้มนะว่า ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรานะ ปรมัตถสัจจะก็ต้องเข้าใจ ก็ต้องฝึก ฝึกซ้อนอย่างนี้จริงๆ ได้สัจจะทั้ง ๒ ส่วนสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น คนของพุทธนี่ ปฏิบัติธรรมแล้วจึงเจริญทั้ง ๒ ด้าน เจริญทั้งสมมุติสัจจะ สัจจะสมบูรณ์ทั้ง ๒ สัจจะ ไม่ได้แหว่ง หมายความว่าสัจจะนั้นคือของไม่จริง จริงทั้ง ๒ อย่าง พระอรหันต์เจ้า ทำปรมัตถสัจจะ ได้สมบูรณ์สุด เป็นเอง เป็นตถตา เป็นอัตโนมัติแล้ว ท่านก็เลยเป็นแล้วเป็นเลย เพราะว่า ปรมัตถสัจจะ เมื่อจบแล้ว เป็นกตญาณ เสร็จกิจแล้ว ถอนอาสวะแล้ว มันไม่ต้องทำอีก ไม่ต้องฝึกอีก พระอรหันต์เจ้า ฝึกแต่สมมุติสัจจะ เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เจ้าก็คือ คนโลกๆ เพราะท่านจะอยู่กับสมมุติสัจจะ ท่านจะ จะประเมิน ประมาณ ความควร ความไม่ควร แล้วท่านจะรู้ตัวท่านว่า ท่านทนไหวไหม หรือทนไม่ไหว อันนี้ท่าน ไม่มีปัญหา ท่านจะรู้ ท่านซื่อสัตย์ ท่านไม่แกล้ง ท่านไม่มีอัตตามานะ แม้แต่ตัวเอง ทนไม่ได้ ก็ทำแอ๊ค ฝืน ตัวเองทรุดไปตั้งเท่าไหร่ๆ แล้วก็ไม่รู้ ไอ้อย่างนี้พระอรหันต์ต้องเข้าใจ เข้าใจอัตตัญญุตา ตัวเอง ว่าอันนี้อนุโลมไม่ไหวหรอก เราทำไม่ได้ แล้วท่านก็ไม่ต้องเสียหน้าเสียตา เพราะท่าน ไม่มีหน้า จะแตกแล้ว พระอรหันต์ท่านไม่หน้าแตกหรอก ท่านไม่มีมานะ ท่านไม่มีอัตตา แต่คนโลกๆ มีกิเลส ไอ้อย่างนี้ ไม่ได้หรอก แอ๊คสู้ทั้งๆ ที่ฝืนจะตาย เดี๋ยวเอ็งก็เสียท่าด้วย กิเลสก็จะมากขึ้น ระวังก็แล้วกัน กลัวหน้าแตก ก็คืออัตตามานะเราดีๆ นั่นเอง เพราะฉะนั้น พยายามอย่าไปคิดถึงหน้าแตก หน้าเติกอะไร มากนัก แล้วเราก็ต้องรู้ว่า เราจะต้องอดทน เราจะต้องฝึกฝน มันเกินฐาน เกินฐานะก็เราก็ไม่เอา ถ้าเราสามารถ ที่จะฝืนได้ ก็ต้องพยายามเอาให้มีความอดทน ไม่ต้องไปรักหน้ารักตา จนเกินการ ทำอันนี้ เพื่ออวด ไม่เอา ทำอันนี้เพื่อที่จะฝึกฝน ไม่ใช่ทำเพื่ออวด อย่างนี้ต้องรู้นัยที่ลึกซึ้ง ละเอียด แล้วก็ต้อง พยายาม กระทำน่ะ ทำให้มัน มันเกิดขึ้น สุดท้ายแล้ว ถ้าเมื่อเข้าใจทั้ง ๒ ด้าน สัจจะทั้ง ๒ ด้านแล้ว คน หรือว่ามนุษย์ ที่เรียนรู้ตามหลักการของพระพุทธเจ้าแล้ว จึงเป็นคนที่สร้างสรรก็ได้ สัมพันธ์ก็ดี จิตกิเลส ก็ล้าง ก็ละ ก็ปลด ก็ปล่อยได้ แข็งแรงจริงน่ะ เพราะฉะนั้น จะอยู่ในสังคม ก็เป็นสังคมที่สัมพันธ์ สร้างสรร มีกิจกรรม กิจการงานอะไรก็รู้ แล้วก็ขยันหมั่นเพียร รู้ประโยชน์ รู้คุณค่า กระทำได้ เป็นปึก เป็นแผ่นดีน่ะ เพราะฉะนั้น เมื่อไม่มีขี้เกียจ เมื่อไม่มีการติดยึดอะไรมาก การรวม การสัมพันธ์ที่จะร่วมมือ ร่วมแรงอะไรกัน คล่องแคล่ว เร็วไว แล้วก็จะมีพลังงาน รังสรรค์เยอะ พร้อมกันนั้นปัญญา ความเฉลียวฉลาด ในการที่ จะทำอะไรๆ แค่ไหน ที่จะให้เกิดการผลิต การสร้างสรร ก่อประโยชน์ มันก็จะสมบูรณ์แบบ ไปหมดน่ะ อาตมาเห็นพวกเรานี่ ค่อยๆ เกิด แม้แต่กิจกรรมก็ค่อยๆ มีกิจกรรมที่เข้าใจเพิ่มขึ้น และพวกเรา ก็คง จะรู้ตัวว่า เออ เราเองเราก็ยังไม่เข้าใจดี เราก็เลยต้องต้านอยู่บ้าง ไม่ผลักดันตัวเองบ้าง เพราะเรา เข้าใจ อย่างหนึ่ง พออาตมาพูดเข้าใจเพิ่มขึ้น มันก็จะอีกอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น พวกเราก็จะมีกิจกรรมนี่แข็งแรง เป็นอัตตาหิ อัตตโน นาโถ พึ่งตน จนกระทั่งพวกเรานี่ กิน อยู่ หลับนอน เราก็เรียน พอเรียนแล้ว เราก็ลด ก็ละ เมื่อลดละได้แล้วจริงๆ เรามีสันโดษ มีอัปปิจฉะ มีมักน้อย มีสันโดษ มีปวิเวกะ มีจุดสงบของจิตอาศัยแล้ว น้อยแค่นี้ เราก็สันโดษ น้อยเท่านี้ เราก็พอ เราไม่ต้องเพิ่ม ก็ได้ กินวันละมื้อ ทำงานไป อย่างอาตมานี่ ขอยืนยันกับคุณเลยนะ อาตมากิน จะกินมันวันละมื้อนี่ ไปจนตาย แล้วก็จะทำงาน จะหนักกว่านี้ หรือจะน้อยกว่านี้ก็แล้วแต่ อาตมาจะทำอย่างนี้ไปจนตาย นี่อาตมาว่า อาตมากินพอแล้ว สันโดษแล้ว วันละมื้อ ที่นั่งแห่งเดียวนี่นะ อาตมาว่าอาตมาไม่จำเป็น จะต้อง มากกว่านี้เลยจริงๆ มันอยู่ตัวจริงๆ แล้วอาตมานี่ ขอพูดอย่างกล้าหาญ ชาญชัยได้เลย เรียกว่า พูดกันอย่าง อาสภิวาจา การกล่าวอย่างกล้า อาสภิวาจานี่ เปล่งบันลือสีหนาท ด้วยความแกล้วกล้า ถ้าเผื่อว่า ยังไม่แกล้วกล้า เขาก็เรียกว่าบังอาจ บังอาจกล่าว ยังไม่แกล้วกล้า ก็เรียกว่าบังอาจกล่าว ถ้าเผื่อว่า แกล้วกล้า ก็เรียกว่า อาสภิวาจานี่ น่ะ กล่าวเหมือนกับการอวดอ้าง เหมือนกับการอวดอ้าง แต่อาตมารู้ว่า จิตใจที่อาตมาพูดนี่ ไม่ได้มีตัวอวดอ้างอะไรหรอก พวกคุณก็รู้อยู่ สิ่งนี้ เพื่อย้ำให้ความมั่นใจ แน่ใจ เสื้อผ้า หน้าแพร อาตมาก็ไม่มีปัญหา นี่เขาให้มาแต่งขาว ก็แต่งมันไปอย่างนี้ จะให้แต่งขาวนี่ ไปตลอดตาย ถ้ามันจำเป็น ที่จะต้องอย่างนี้ ก็เอาเลย สุดท้ายเราจะต้องมายึดเอาขาวเสียแล้ว จะต้องมาใช้ขาวเสียแล้ว เพราะว่ามันเวรมันกรรม มันจะต้อง อย่างนี้ เอ้าขาวก็ขาว แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ขาว แล้วก็กลับไปนุ่งสีน้ำตาลนี่ได้ ก็นุ่งน้ำตาลนะ หนักเข้าจริงๆ มันไม่ได้นุ่งน้ำตาลแล้ว มันก็จะต้องครองขาวคลุมอีกก็เอา หรือมันไม่ต้องครองขาวคลุม ก็คืออาตมาพูดนี่ ก็หมายความว่า ถ้าแม้จริงๆ เลยนะ เราจะแพ้คดีนะ แพ้คดีก็ไม่มีปัญหา ใครต้องติดคุก ก็ติดไป อาตมาเป็นต้น เพราะอาตมานี่ เจอเข้าไปตั้ง ๓๐ รายการอยู่นะ ติดมันก็ติดไป ใครอยู่ข้างนอก ชุดนี้อยู่ได้แล้ว ไม่ผิด ไม่ได้ไปลอกเลียนใคร จับอีกไม่ได้ .. ฯลฯ .... เราก็เป็นไป แต่ถึงอย่างไรก็ตามเราได้แล้ว ไอ้นี่เป็นเรื่องของพิธีกรรม นั่นเป็นเรื่องของกรรม พิธีกรรม ที่เราจะจัดรูป จัดอะไรต่ออะไร มันก็เป็นเรื่องของการประกอบรูป ประกอบแบบ ประกอบพฤติกรรม อะไรต่างๆ นี่ มันก็จะได้จะเป็นอย่างนี้อยู่ในมนุษย์ ทีนี้อาตมาเมื่อกี้พูดถึงเรื่องกิจกรรมนี่นะ อยากจะให้พวกเราได้รู้ว่ามันเป็นชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด ทำไม อาตมาด้วย สงฆ์ด้วย พระสมณะนี่ด้วย จึงต้องลงไปคลุกคลี ก็เพราะพวกเรา ยังไม่มากพอ และ เราจะต้องเป็น ใช้แรงงานร่วมด้วย ช่วยด้วย บางอันอะไร ที่มันยังไม่ถึงขั้นผิดวินัยตรงๆ เลยทีเดียว เราก็ หรือแม้แต่ล่อแหลมวินัย เรามาอย่างนี้ ต้องอนุโลม อย่างการค้า หรือการกสิกรรม ไปปลูกไปอะไร อย่างนี้ เป็นต้น มันก็ล่อแหลม วินัยมีห้ามอยู่บ้างเหมือนกัน มีอยู่ ๒-๓ อย่างที่สมณะท่านห้ามอยู่ ๑. การค้า ๒. เรื่องพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่จะต้องไปเด็ด ไปปัก ไปอะไรนี่ มันก็ ท่านให้อาชีพทางด้านนี้ให้ฆราวาสไป การค้า การกสิกรรม ๓. การรักษาพยาบาลนี่ ท่านก็ห้าม สมณะไปรักษาพยาบาลอะไรไม่ได้หรอก แต่พวกเราพยาบาล พวกเรา ก็ไม่ค่อยเก่ง ไม่ค่อยมีความรู้เท่าไหร่ ละลาบละล้วงไม่ค่อยได้หรอก พยาบาลนี่ ยิ่งเป็นหมออะไรนี่ พวกเรา ก็ยังไม่ค่อยเก่ง ยังไม่มีหมอจริงๆ มาบวชเลย เพราะฉะนั้น ก็เลยไม่ได้ไปช่วยอะไรนักหนาหรอก จะไปทำ แหลมๆ แพลมๆ ไม่ได้หรอก เรื่องการรักษาพยาบาลนี่ จะต้องยิ่งสำคัญ ต้องมีความรู้ ความสำคัญตรงๆ เข้าไป เพราะมันเกี่ยวกับชีวิต เป็นเล่นๆ ไม่ได้ อย่างการค้า อย่างกสิกรรมนี่ไม่เท่าไหร่ ชีวิตพืช ก็ไม่ค่อย เท่าไหร่ ไม่เหมือนชีวิตคน รักษานี่มัน เพราะฉะนั้น พวกเราก็ถึงสมณะเองไม่มี พยาบาลจริงๆ ก็ยังไม่มีมาบวช ดูเหมือนยังไม่มีพยาบาลเลยสักคน ใช่ไหมผู้หญิง |