|
"ภิกษุ" ของพุทธ ไม่ใช่ "ผู้ขอ" "อธิษฐาน" อย่าให้เป็นอธิษฐานที่มีกิเลสมีตัณหา ระวัง "อย่าขอ" อย่า" อยากได้" มาเป็นส่วนได้ของตน เราต้องหัด "ให้" โดยไม่มี "แลก" โดยไม่มี "เอามาตอบแทนคืน" เป็นของตน "ทานมัย"ที่เป็นภาวนา
จนมีมรรคผล ถ้ามีองค์ ๘ ของ "มรรคอริยสัจ" ได้ครบบริบูรณ์ ก็จะมี "ผล" นิพพานในขณะคนปกติลืมตาโพลงๆ นี่แหละ โต้งๆ สั่งสม "ผล" เป็นนิพพานจริงได้ยิ่งกว่า ไปมัวหลงผิดอยู่ว่า "นั่งหลับตา" เท่านั้นเป็นวิปัสสนา กรรมฐาน หรือ "นิพพาน" นั้นจะได้ก็ต้องจากการ "นั่งหลับตา" เท่านั้น เพราะนั่น มันเป็นความเห็น ของพวกฤาษี หรือเดียรถีย์ ที่ยังไม่มีความรู้ใน "พุทธวิชชา" เป็นสัมมาทิฏฐิ ยังมีความรู้ ความเข้าใจ ไม่เป็นสัมมา ตั้งแต่ "อริยมรรค" ข้อแรก กันทีเดียว ดังนั้น ข้ออื่นในองค์มรรคทั้ง ๘ ก็เป็น "สัมมา" ไม่ได้แน่ เพราะ "สัมมาทิฏฐิ" ย่อมเป็นประธานของมรรคองค์อื่นๆ ทั้งปวง การเข้าใจ ในระบบทฤษฎี
"สัมมาอริยมรรคมีองค์ ๘" จึงไม่ใช่เรื่องปกติพื้นๆสามัญ เราทำอยู่เป็นประจำหรือทำอยู่เสมอในชีวิตนี้
มันก็ได้ชื่อว่า "สัมมาอาชีโว" ของเราแล้ว เราทำด้วยความเต็มของ"สติ"ด้วยความรู้ตัวดีๆ มี"ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์" มีการควบคุมจิต ไม่ให้มีโลภะใด โทสะใด เกิดอยู่ๆ แม้กาย แม้จิตก็ไม่ให้มีทุจริต หรือไม่ให้มีอกุศลกรรมบถใดๆ ก็นั่นแหละ "สติปัฏฐาน" อันทรงอยู่พร้อมเป็น "ธรรมฐิติ" เป็นการฝึกจิตให้มัน "ตั้งอยู่" ในสภาพปราศจาก "อกุศลจิต" อยู่อย่างแท้จริง คือ "สัมมาสติ" เมื่อเกิดเมื่อมีเมื่อเป็นอยู่ได้เสมอๆจริง
ก็เรียกว่า "สมาบัติ" แท้ๆ หรือสั่งสม "สัมมาสมาธิ" การได้กระทำอะไรต่างๆ ตามสัมมาทิฐิ และมีสังกัปปะ-วาจา-กัมมันตะ-อาชีวะ-วายามะ-สติ ให้เป็น "สัมมา" ครบองค์ประกอบ จนเเป็นมรรคสมังคี พรั่งพร้อมอยู่เช่นนี้ มันก็สั่งสมลงใน "จิต" จริงเป็น "อธิจิต" (สัมมาสมาธิ) แท้ทุกครั้ง ทุกคราว ทุกขณะ ที่มันบริบูรณ์จริง มันก็ครบองค์ ๘ ของ "มรรคอริยสัจ" ดังนี้ ผลที่ได้คือ สัมาญาณ (อธิปัญญา) -สัมมาวิมุติ ก็ตามมา ทุกกรรม ทุกกิริยาของผู้ทำ "ผล" อันสูงสุด คือนิพพาน ก็ย่อมเป็นอันหวังได้ สมาธิของพุทธ ชื่อว่า "สัมมาสมาธิ" เพราะเมื่อเข้าใจได้ด้วยปัญญา รู้ได้ด้วยเหตุผลแล้ว เราก็ชื่อว่ามี "สมาธิ กุสโล" รู้ใน "สัมมาสมาธิ" แท้ อันเป็น "สัมมาสมาธิ" ของพระอริยะ เพราะเป็น "สมาธิ" ที่มีเหตุมีองค์ประกอบ ได้แก่สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และความที่จิต มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ตามที่พระพุทธองค์ ทรงสอน ย้ำยืนยันถึง "สัมมาสมาธิของพระอริยะ" ไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร มัช. อุปริ.(พระไตรปิฎกเล่ม ๑๔) "สมาธิ" ที่เป็น "สัมมา" แบบพุทธ และเป็นของ "พระอริยะ" แท้ จึงจะไม่ใช่สมาธิที่เกิดตามแบบฉบับ ที่พากันนั่ง "หลับตา" ทำอย่างผู้ที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ หลงเข้าใจเลยจริงๆ แต่เกิดตามแบบฉบับของ "อริยสัจ" ข้อที่ ๔ คือ "สัมมาอริยมรรคมีองค์ ๘" ซึ่งปฏิบัติอย่างมีเหตุ และมีองค์ประกอบ พร้อมด้วยองค์ ๗ ครบสมบูรณ์ และเมื่อพยายามฝึกหัดทำให้ถูกให้ตรงเสมอๆ ก็จะเป็น "สมาธิสส สมาบัติ" [การนัง "หลับตา" ทำสมาธิ ถ้ามีสัมมาทิฐิ และทำถูกตรง ก็เป็นอุปการะจริง] เมื่อทำได้ "เสมอๆ" มันหลายเสมอเข้า มันก็เป็น "สมาธิสส ฐีติ" คือแน่นอนมั่นคงขึ้น และแล้ว เราก็รู้เปลี่ยน รู้ปรับ ทำท่าโน้นอย่างนี้ ให้มันมั่นคง ให้มันแน่นอนในอย่างใหม่ ในท่าอื่นอีก ไม่ให้มันติด มันยึด หรือ ไม่ให้มัน "หลง" สิ่งที่ได้ ไม่ให้มันเกาะส่วนที่เป็นได้แล้วนั้นๆ ต่อไปอีก เพราะ ไม่เช่นนั้น มันจะยึด จะชื่อว่าเป็น "อัตตา" ซับซ้อนเข้าไปอีก หรือเป็น "อภินิเวส" ดั่งนี้คือ "สมาธิสส วุฎฐาน" ทำปัญญาให้ชัด ในสิ่งนั้น ส่วนนี้ อย่างนั้น อย่างนี้ ท่านั้น ท่านี้ ให้"รู้"เพิ่มขึ้นๆ ทั้งขนาด ทั้งแง่มุม ให้ถูกรูป ถูกนามของจิต จริงจัง แม่นมั่น จนได้ชื่อว่า "สมาธิสส กัลลิต" และแม้ทุกอย่างดำเนินอยู่ในจิต การเป็นไปของจิตมีความเป็นอยู่อย่างไร ก็รู้ก็เห็น ในกรรม ในกิริยาของจิต อยู่จริง จะไม่ให้เป็นก็ได้ จะไม่ให้ไปก็ได้ หรือจะให้เป็นอย่างนั้นตลอดก็ได้ จะให้ไปอย่างนี้ตลอดก็ได้ ก็ได้ชื่อว่าเป็น "สมาธิสส โคจร" สุดท้าย "รู้ก็แน่แท้" และ "ทำก็ได้แน่จริง" ตามที่รู้จนเก่งจนเยี่ยมยอดเด็ดขาดเป็นจริง, มีผลจริง, สำเร็จจริงแน่นอน มีผลชงัด ก็เรียกว่า "สมาธิสส อภินิหาร" ดั่งนี้แล คือ "สัมมาสมาธิ" บริบูรณ์ที่มี "อธิจิต ๗" (สมาธิ ๗) พรั่งพร้อมแท้จริง นี้คือการสร้างสัมมาสมาธิ หรือสภาพของ "สมาธิ" ที่พุทธศาสนาหมายเอา ต้องให้ถูกให้ตรง จึงจะเป็น "สัมมา" มิฉะนั้นจะเป็น "มิจฉาสมาธิ" อย่างฤาษีเดียรถีย์ทั้งหลายกันไปหมด ! "บิณฑบาต" เป็นตัวชี้ตัววัดค่าของพุทธศาสนา ทำให้จริงทำให้ถูกทำให้ถึงที่สุดนั้นก็คือ การปฏิบัติธรรม คือการปฏิบัติ วิปัสสนากรรมฐาน อันจะพาไปสู่ "นิพพาน" โดยแท้โดยจริง และทั้งจะได้ชื่อว่า เป็นผู้ได้ยืนยันกระทำการบำรุงศาสนาไว้ ได้สนับสนุน - นับถือ -เทิดทูน -บูชา พุทธศาสนาไว้แท้ๆ มีที่อ้างมีที่อิง "พระ" เองก็จะต้องพากเพียรเรียนรู้และกระทำให้ถูกให้ตรง ให้เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน อันส่งผล ถึงขั้นจิต ขั้นวิญญาณ เป็นศิลปะ อันติมะให้ได้จริงๆ มันไม่ใช่ของง่ายเลย ที่จะทำให้ถูก ทำได้ตรง ทำได้จนส่งผล เป็น "ศิปละขั้นโลกุตตระ" จนเกิดผล แม้แก่ตน แก่มวลชน อย่างเอก อย่างสูงส่ง พระบรมศาสดา ถึงกับทรงกำชับกำชากับพระสาวกทุกองค์ว่า "บรรพชาอาศัยโภชนะ คือคำข้าว อันหาได้ ด้วยกำลังปลีแข้ง (การบิณฑบาต) เธอพึงอุตสาหะในสิ่งนั้นตลอดชีวิต" อันนี้เป็นหลักเป็นแกนของ "พระ" ทุกรูป ต้องทำ ต้องอาศัยให้ได้ตลอดชีวิต ต้องเลี้ยงตน ด้วยการบิณฑบาต ซึ่งต้อง "อุตสาหะ" จริงๆ (ไม่งั้น มันจะ"ขี้เกียจ สันหลังยาว" ไม่ทำเอาง่ายๆด้วย) อาหารที่ได้จากกรรมวิธีอื่นๆ เช่น อาหารถวายสงฆ์ก็ดี อาหารเฉพาะสงฆ์ก็ดี การนิมนต์ฉันก็ดี อาหารถวาย ตามสลากก็ดี อาหารถวายในปักษ์ก็ดี อาหารถวายในวันอุโบสถก็ดี อาหารถวาย ในวันปาฏิบทก็ดี นั้นถือเป็น ลาภส่วนเกิน ลาภส่วนเหลือ (อติเรก ลาโภ หรือเป็นแค่ HOBBY, EXTRAORDINARY) ไม่ใช่เป็น ของหลัก ถือว่าเป็น "ของเฟ้อ" ก็ได้ สำหรับในบางครั้งบางคราว จะงด จะปฏิเสธ จะไม่รับ ก็ย่อมได้ แต่ "บิณฑบาต" นั้นจะต้องมีเสมอ ต้องอุตสาหะวิริยะ ต้องทำให้เป็น "นิสัย" (HABIT, FOUNDATION) ทำให้เคย จนเป็นปกติ จนไม่เหนื่อยหน่าย ไม่เบื่อระอา เป็นสิ่งที่ทำสบาย และต้องทำประจำชีวิต (สัมมาอาชีวะ) และสุดท้าย ก็จะรู้แจ้งเห็นจริงว่า "บิณฑบาต" นั้นคือการงาน (กรรม) ที่สำคัญประจำชีวิตภิกษุ คือกิริยา ที่มีผล ต่อศาสนาสูงส่งออกปานใดๆ มันเป็นเครื่องชี้บอก ให้รู้ถึงความเจริญรุ่งเรือง หรือ ความเสื่อมของ "พุทธศาสนา" ก็ได้ อย่างชัดเจนด้วย สำหรับผู้รู้แจ้งจริง ในสัจธรรม เพราะหาก สังคมสงฆ์ใด ไม่นิยมการบิณฑบาต หรือภิกษุใดไม่เอาภาระการบิณฑบาต ฉันแต่อาหาร ที่เขานำมาถวาย ที่เป็นชนิด อดิเรกลาภ (EXTRAORDINARY) หรืออาหารจากโรงครัว ที่ทำให้ประจำ หรือ ไม่เช่นนั้น ก็อาการหนัก ถึงขั้นซื้ออาหาร มาฉันตามต้องการเสมอๆ หรือว่าจ้างให้คนทำมาให้ฉัน หนักที่สุด ก็ทำกินเอง นั่นก็คือ ความเสื่อมของพุทธศาสนา ที่เกิดจากกิเลส หรือความไม่รู้เนื้อแท้ (สาระสัจจะ) ของพุทธศาสนา "บิณฑบาต"
เป็นองคาพยพของพุทธศาสนา และ ธรรมเนียม หรือหลักเกณฑ์แห่งการเลี้ยงชีพ ที่ให้ทายกทายิกาเลี้ยงไว้ ตามที่พระพุทธเจ้ากำหนด ให้เป็นสำคัญ ก็คือ เดินออก "บิณฑบาต" เลี้ยงชีพเป็นประจำชีวิตให้ได้ทุกวัน ตามคำสอนของ พระบรมศาสดา ที่ว่า "คำข้าวอันหาได้ด้วยกำลังปลีแข้ง" นั่นเอง การ"บิณฑบาต" จึงเป็นพฤติกรรมสามัญที่มีควบคู่ไปกับชีวิตของความเป็นภิกษุ หรือแม้แต่สามเณร ดังกล่าวแล้ว จะขาดเสียมิได้ ประหนึ่งเป็นอวัยวะส่วนน้อย หรือใหญ่ในร่างกายของคน (องคาพยพ) ฉะนั้น ดังนั้น ถ้าสังคมสงฆ์ใด หรือภิกษุสามเณรรูปไหน ไม่บิณฑบาตหรือไม่ค่อยบิณฑบาต ก็เท่ากับ คนมีอวัยวะ พิการ หรือ เป็นคนไม่สมบูรณ์ ศาสนาพุทธจะต้องมี "บิณฑบาต"
เป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนา จึงจะแสดงว่า พุทธศาสนาสมบูรณ์ ไม่พิการ ไม่บกพร่อง
ไม่ขาดแหว่ง หรือไม่เสื่อมโทรมนั่นเอง และจะสมบูรณ์แท้จริง ยิ่งเท่าใดๆ "ยาก"
จึงมีเก๊ มีปลอม ผู้จะทำได้ ทำถูก ทำเป็น ก็ต้องฝึกต้องเพียร แม้เพียงให้เห็นเป็นสมณะสารูปในการ "บิณฑบาต" ให้เข้ารูปเข้ารอย ก็ยากแล้ว ไหนจะด้าน"นามธรรม"ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องอีก และจะทำให้เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน จนถึงขั้นโลกุตระด้วยนั้นก็แสนยากยิ่ง หากไม่พากเพียรอุตสาหะอย่างยิ่งนั้น จะไม่บรรลุเป้าหมายเลย เพราะมันยากดั่งได้ชี้มาให้เห็นกันนี่แหละ เราจึงได้ประสบกับ "บิณฑบาต" เก๊ๆ ปลอมๆ กันเยอะแยะ และ จะได้ประสบ "สมณพราหมณ์ผู้เจริญ (พระผู้ใหญ่หรือผู้มีชื่อเสียง) บางจำพวก" ไม่บิณฑบาตกัน ถมเถด้วย เหตุเพราะ มันเป็นไปจริง มีความหมายตรงตามคำตรัสกำชับกำชาของพระบรมศาสดาว่า มันยาก ! มันยาก ! พระพุทธองค์ จึงต้องใช้คำว่า "อุตสาหะ -วิริยะในเรื่องนี้ตลอดชีวิต" กันอย่างยิ่งจริงๆ ถึงจะบรรลุผลมี "บิณฑบาต" เป็นนิสัยได้ (บิณฑบาต เป็น "นิสัย" หนึ่งใน "นิสัย ๔" ของภิกษุ) จะเกิด "ญาณ" และเกิด "วิมุติ" จนไม่ทุกข์ไม่สุขกับเรื่อง"บิณฑบาต"ได้นั้น มันเป็นของทำได้ยากจริงๆ แล้ว "พระ" ผู้นั้น จึงจะมี "บิณฑบาต" เป็นสัมมาอาชีวะจริงๆ มิใช่เป็นพระที่คอยฉันแต่ "สังฆภัตตะ" (อาหารถวายสงฆ์อย่างทั่วถึง) หรือ "อุทเทสภัตตะ" (ซึ่งหมายความ ว่า เป็นอาหารที่มีผู้ทำมาถวายสงฆ์นั่นแหละ แต่ไม่ทั่วถึง) เป็นต้น หรือไม่ก็เป็นพระ ที่คอยฉันแต่ อาหาร ที่เป็นลาภพิเศษ (อดิเรกลาภ) ลักษณะนี้ พระพุทธองค์ให้ถือเป็นครั้งเป็นคราว ถ้าใครรับอาหารอย่างนี้ เป็นการประจำ หรือเป็นไปโดยมากอยู่ ก็ไม่ใช่ "สัมมาอาชีวะ" ผิดความเป็น "สมณะ" แห่งลัทธิพุทธ เป็นเดียรถีย์ หรือแม้แต่วินัยก็ห้ามไว้ว่า พระที่ไม่เจ็บป่วย จะฉันอาหารจากโรงครัว ในที่พักอาศัย, อาหารในโรงทาน (อาวสถปิณโฑ) โดยไม่ออกบิณฑบาตนั้น ได้เพียงครั้งเดียว ขืนทำกันเป็นกิจวัตร ติดต่อกันอยู่ ก็อาบัติ กันอยู่ตลอดที่เกิน "หนึ่งครั้ง"ติดต่อกันอยู่นั่นแหละ เราจะเห็นได้ว่า มันเป็นความละเอียดลึกซึ้งไปทั้ง "พระ" ผู้จะบิณฑบาต ซึ่งจะให้ได้ให้ดี ให้บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็น "บิณฑบาต" บริบูรณ์ ทั้งให้ "ผล" สูงส่งอยู่ในโลกอยู่ในสังคม และเป็นความละเอียดลึกซึ้ง ไปทั้ง "ญาติโยม" ที่จะเป็นผู้ตักบาตร แม้แต่แค่ให้เข้าใจว่าเป็น "บุญ" เป็นกุศลแท้ๆจริงๆ มิใช่หลอกมิใช่ล่อเลย แต่มันมีเหตุมีผล รู้และเข้าใจ ในสัจธรรม จนเกิดศรัทธาแรงพอ กระทั่งผู้นั้น ตักบาตรประจำ หรือตักบาตรบ่อยๆ ก็ทั้งยากแล้ว ยิ่งขั้นต้องทำให้ถูกต้อง ให้เป็นวิปัสสนากรรมฐาน ให้ส่งผลถึงในใจ ในจิตเป็นพลวปัจจัย สู่นิพพาน อย่างแท้ๆ จริงๆ ก็ยิ่งแสนยากยิ่งอีก แต่จะไม่ยากเลยสำหรับผู้ปัญญาดี ผู้มีเนื้อหาที่เป็นศรัทธาเดิมอยู่แล้ว เมื่อมาเข้าใจเรื่อง "บิณฑบาต" ด้วยนัยะ ต่างๆ ที่ได้สาธกมานี้เข้า แม้จะไม่เคยได้ใส่บาตรมาก่อนเลย ก็จะเริ่มใส่บาตรเพื่อประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ขึ้นได้ทันที และ ผู้เป็นพระ ก็เช่นกัน บางท่านอาจจะยังไม่เคยได้ยินได้ฟัง ไม่เคยได้รู้ดั่งที่อธิบายมานี้ พอมารู้ดั่งนี้เข้า ก็จะปรับปรุงตน จะกระทำอย่างถูก อย่างดีได้ทันที เช่นกันด้วย "บิณฑบาต"เป็นพฤติกรรมที่มีเกียรติและศักดิ์สิทธิ์ และยิ่งผู้ใดทำได้โดยไม่ยาก ทำได้โดยไม่ลำบาก ผู้นั้นก็จะเต็มใจและรีบทำทันที ตามกาละ ตามหน้าที่ ถ้าผู้นั้นยืนยัน และมี "ความเป็นจริง" ว่า ตนบูชา-ตนเทิดทูน-ตนนับถือ "ตน" ก็จะต้องเป็นอยู่ โดยมี การกระทำ (กรรม) มีกิริยา(กรรม) เพราะมี "ความจริงใจ" (จิต) ให้ปรากฏออกมา แสดงถึงความสนับสนุน ของตน ที่แท้จริงจริงๆ ทีเดียว เนื่องจากผู้นั้นรู้แล้วเป็น "อธิปัญญา"จริงๆ ว่ามันเป็น"คุณ" มันเป็น"ค่า" และมันเป็น"บุญ" โดยสัจธรรม เมื่อผู้ใด ได้กระทำมันก็เป็นทั้ง "บุญ" ทั้ง"คุณ" ทั้ง"ค่า" ทั้ง"แก่ตน" รวมไปทั้งหมดทั้ง"แก่สังคม" "ความปรากฏจริง" หรือ "ความเป็นจริง" จึงเกิดได้ มีการยืนยันได้ด้วยความมี "วิชชา" จริง และการทำได้จริง ของคนจริง! ดังนี้ ๑๐. "บิณฑบาต"
เป็นประธานก่อก็ให้เห็น"การให้-การเสียสละ"เกิดและมีอยู่ในโลกอย่างสำคัญ เป็นความจำเป็นอย่างเหลือเกิน
ที่จะต้องย้ำเตือนให้แก่มวลมนุษย์ ต้องสร้างค่านิยมในเรื่อง "ให้"
เรื่อง "เสียสละ" ที่ไม่ต้องถูกบังคับ ไม่ต้องถูกขอ "นาบุญ" ที่ก่อให้เกิด"การให้-การเสียสละ" ทีนี้แม้ในเรื่อง"การรับ" ถ้าให้คนขี้โลภเป็นประธานในการรับ ก็เปรียบดั่งเทของใส่ "กองไฟ" เทเข้าไปเท่าใด ก็หายสูญ ทำลายสิ้น ต้องให้คนไม่มีความโลภ หรือผู้มีความโลภน้อยนั่นแหละ เป็นประธานในการรับ จึงจะเป็น "นาบุญ" ที่เนื้อดินดี จะงอกจะเงย จะส่งผลที่ดีที่ยิ่งกว่า เกิดขึ้นมา ให้แก่สังคมมนุษย์ อย่างแท้จริง ดังนั้น เมื่อเราจะมีบทบาทหรือมีพฤติกรรมแห่ง"การให้-การเสียสละ" เกิดหรือมีอยู่ในโลก จึงควรที่สุดแล้ว ถูกที่สุดแล้วที่ "พระ" แท้ๆ จะเป็นประธานใน "การเกิด-การมี" บทบาทนี้ พฤติการนี้ ไม่ว่าใคร จะเห็นได้เข้าใจ "พระ" ท่านได้หรือไม่ว่า ลึกซึ้งอย่างซับซ้อนนั้น ท่านเป็น "ผู้ให้" มิใช่ท่านไปเป็น "ผู้รับ" ก็ตาม "บิณฑบาต" ก็นับได้ว่าเป็นประธานก่อให้เห็น "การให้-การเสียสละ" เกิด-มีอยู่ในโลก อย่างดี อย่างงามแล้ว ยิ่งถ้าใครผู้ใดเข้าใจได้ซึ้งได้ประณีตและเห็นจริงลึกเข้าไปได้อีกว่า พระท่าน "บิณฑบาต" นั้นท่านไปเป็น "ผู้ให้" อันมีทั้งรูปธรรมและอรูปธรรม มีลึกซึ้งไปถึงทั้งนามธรรมจริงๆ "บิณฑบาต" ก็ยิ่งนับได้ว่า เป็นประธาน ก่อให้เห็น "การให้-การเสียสละ" เกิด-มีอยู่ในโลกอย่างดีอย่างงามยิ่งขึ้นไปอีก และ ยิ่งในความเป็นจริงนั้น "พระ" ก็เป็นพระอริยเจ้าแท้ๆ ผู้มีจิตบริสุทธิ์ปราศจากจิตโลภ-โกรธ - หลงผิด ในการ "บิณฑบาต" จริงๆ ทั้ง "ฆราวาส" ที่ ร่วมกิจกรรมตักบาตรอยู่ด้วยทั้งหลายนั้นๆ ก็เป็นผู้มีสัมมาทิฏฐิ พึงประพฤติ พึงทำปรากฏการณ์นี้ให้เกิด-ให้มีอยู่ในสังคมในโลกอย่างเข้าใจใน "ประโยชน์เป้าหมาย ทั้งรูปธรรม -นามธรรม อันสัมบูรณ์สูงสุด" (เอกคุณ) ว่าประโยชน์ตนก็ได้ ประโยชน์ท่านก็ได้อยู่แท้ โดยเฉพาะ ประโยชน์ท่านที่เห็นที่รู้ชัดอยู่โต้งๆ คือรูปธรรม-นามธรรม ของการให้-การเสียสละ ที่ไม่ต้อง ถูกบังคับ ข่มขู่ขูดรีด ไม่ต้อง "ถูกขอ" เป็นการเสียสละด้วยความเห็นดี รู้ดีด้วยปัญญา ด้วยศรัทธา อย่างเต็มใจ อย่างรู้ชัดๆ อยู่จริงๆ ว่า เรา "จ่าย" เรา"ให้"ด้วยความเกื้อกูลเอื้อเฟื้อกันแท้ๆ เป็นการเสียสละด้วยสภาพไม่มี "การขอ" แม้เพียง ในที ของผู้รับ อย่างถึงจุดสุดของ "ความแท้จริง" และที่สำคัญที่สุดก็คือ เป็นความจำเป็นอย่างเหลือเกินที่จะต้องย้ำเตือนให้แก่มวลมนุษย์ทั้งหลาย ในโลก ต้องสร้าง ค่านิยมในเรื่อง "ให้" เรื่อง "เสียสละ" ให้เกิด-ให้มีอยู่ในโลกในสังคมให้ได้ เป็นประธาน ทุกเช้า เป็นการเตือน แต่ต้นเวลาของวัน ทำทุกวัน เป็นการเตือนให้ย้ำอย่างแม่นมั่น ลงไปในสัมผัสของคน และ ทุกคน ในทุกคราที่ได้ร่วมกิจกรรมบิณฑบาต ก็ล้วนเป็นผู้เติม "อำนาจ-ขยายค่า" ให้แก่สันติภาพ - ภราดรภาพ อย่างงดงาม ด้วยศิลปะ ขั้นโลกุตระ เป็น"การให้"ที่มีโลกุตรธรรมครบ"รูป-นาม"ผู้รู้แจ้งเข้าใจจริงดั่งสาธกมานี้ จึงจะไม่สงสัยเลย แม้สักนิด น้อยหนึ่งว่า "บิณฑบาต" เป็นประธานก่อให้เห็น "การให้-การเสียสละ" เกิด-มีอยู่ในโลกอย่างสำคัญ เพราะโลก จะขาด "การให้-การเสียสละ" ไม่ได้! โดยเฉพาะการให้ด้วยศรัทธา ด้วยบูชาเคารพ การให้โดย ไม่มีการบังคับ และ "การให้" ที่ไม่หวังอะไรตอบแทนมาให้แก่ตน เพราะเรื่องทั้งหลายทั้งปวงชั้นสูงสุดที่สุด มันก็ประกอบไปด้วย "อธิปัญญา" อย่างแท้จริง ที่เข้าใจได้ อย่างเป็นที่สุดแล้วว่า พระทำหน้าที่ "ผู้ให้"
ที่เป็นประธานได้อย่างเป็นที่สุดแท้จริง ไม่มีอื่นที่จะเป็นได้กว่านี้อีกแล้วนั้น เมื่อท่านเดินออกไปเป็น
"ผู้ให้" แม้ท่านจะมีรูปธรรมแห่ ง"การรับ" อยู่อย่างไรๆ ว่าแต่ว่าฆราวาสที่ร่วมกิจกรรมบิณฑบาตนั้นๆ
ผู้ใดที่เป็น "ผู้ให้" (ผู้ใส่บาตร) อยู่นั้นหนะ!
ได้มี "การรับ" เอารูปธรรม -อรูปธรรม -นามธรรม ที่ดีที่ถูก
"คุณ" ที่เป็น "ค่า" นี้ๆ ด้วยวิชชาเข้าไปให้แก่ตนอยู่หรือเปล่า? และหรือยิ่งผู้ใดที่เป็น
"ผู้ให้" อย่างเกิดอธิปัญญายิ่งได้ ว่า... ๘. เป็นการร่วมไม้ร่วมมืออย่างเต็มใจเข้าใจที่จะทำสหกรณ์ตัวสำคัญยิ่งนี้ๆ ๗. ไม่เดือดร้อนไม่กลัวจนไม่กลัวพร่องไม่กลัวเหนื่อยไม่กลัวเสียเวลา เพราะรู้ใน "ความดี" เพราะเข้าใจ จริงแล้วว่าเป็น "คุณธรรม" เป็นการพิสูจน์สัจธรรมแท้ว่า ตนอยู่ได้ด้วย "คุณธรรมความดี" ๖. เป็นศิลปะที่อันติมะแท้ๆจริงๆ เข้าใจดีในความเป็นโลกุตระนั้นๆ เป็นนามธรรมนั้นๆ ๕. เป็นพุทธประเพณีทุกกัปป์ทุกกัลป์ของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่เราพุทธศาสนิกชนก็ต้องทำแน่นนอน มากหรือน้อยเท่านั้น ยิ่งมากก็ยิ่งเป็นความดีมาก เป็นผลสูงแก่ตน โดยเฉพาะแก่ท่าน แก่สังคม แก่มวลชน นั่นแหละ ตรงที่สุด ๔. เป็นมนุษย์สัมพันธ์อันลึกซึ้งสุดซึ้งขั้นสัมพัธภาพ ๓. เป็นสัมมาอาชีโวของพระโดยตรงอย่าง "เอก" ที่จะต้องมีเราผู้เป็นฆราวาสร่วมอยู่ด้วยอย่าง "โท" ทีเดียว ๒. และมันก็เป็นสัมมากัมมันโตของผู้มีศีล-สมาธิ-ปัญญาแท้ แม้เรา "ผู้ให้" อยู่ ณ บัดนี้ ก็พึงมีอธิปัญญา แจ้งชัดอยู่ว่า "จิต" ของเรานั้นก็พึง "ให้" ด้วยอธิจิตที่ว่างจากกิเลส (สัมมาสมาธิ) "ให้" อย่างไม่มี "การรับ" เอาอะไร มาให้แก่ตนดอก! จึงได้ทำ "การให้" นี้เป็นเรื่องง่ายสบาย ทำได้บ่อยๆ ปกติธรรมดาๆ (อธิศีล) เพราะหมดสงสัย (พ้นวิจิกิจฉา) และไร้ปฏิกิริยาของกิเลสระดับหนึ่งแล้วในจิตวิสัย (พ้นสักกายทิฐิ) มีแต่ "กุศลเจตนา" อันผ่องใสบริสุทธิ์ เท่านั้นที่เป็น "ความเป็น" อยู่ โดยมีกรรมกิริยานั้นๆ อย่างรู้ชัดแจ้ง ในเหตุผล คุณค่าประโยชน์ มิได้หลงผิดในบุญในกุศลของจารีตประเพณีบิณฑบาตนี้ อย่างงมงายแล้ว (พ้นสีลัพพตปรามาส) ๑. ถ้าผู้นั้นเป็นได้ถึงปานนี้แท้ๆ แม้จะอยู่ใน "รูป" ของทายกทายิกาก็ตาม ก็ย่อมได้ชื่อว่า พรั่งพร้อมด้วย อริยกันตศีล (มี"อธิศีล" ขั้นพระอริยเจ้าพอใจ) พร้อมด้วยสัมมาสมาธิ (มี "อธิจิต" หรือมี "สมาธิแบบพุทธ" ในปัจจัยนี้ ในเรื่องนี้แล้ว) และกิจกรรมที่ผู้นั้นร่วมทำอยู่นี้ก็ได้ชื่อว่า เป็นการแสดงธรรม เป็นทานโปรดสัตว์ (คน) ในโลกอยู่แท้ๆ ด้วยการร่วม (กับพระ) แสดง "การให้-การเสียสละ" ให้เกิด-ให้มีอยู่ในโลกอย่างสำคัญ (เป็น "มหากิริยา" โสภณจิตอย่างแท้จริง ของประมัตถ์สัจจะ) เพราะโลกจะขาด "การให้ - การเสียสละ" ไม่ได้! โดยเฉพาะให้ด้วยศรัทธา ด้วยบูชาเคารพ การให้โดยไม่มีการบังคับ และเป็นการให้ ที่ไม่ต้องการ อะไรมาให้แก่ตน และ ก็ฉะนี้แหละ คือความหมดตัวหมดตน
มันมี "ความเกิด" ดำเนินเป็นไปอยู่ในจักรวัฏฏะ เป็นธรรมดา เป็น
"มหาวิบาก" ของมหากุศลนี้ๆ เองเท่านั้น เพราะผู้ร่วมทำให้มีให้เป็น
ทั้ง "พระ" ทั้ง "ฆราวาส" นั้นต่าง ก็สักแต่ว่า "ทำ"
("กตัตตากรรม" ที่ประกอบด้วยวิชชา) จะหลงว่าเป็นสมบัติหนึ่งสมบัติใดของตน จะวิปลาสว่าเป็นของของเรา กำหนดหวังแค่ว่า เป็นสิ่งที่ เราทำเพื่อ "ความสุข" (อารมณ์หรือจิตวิสัย) เพื่อ "สรรเสริญ" (โลกธรรมหรือวัตถุวิสัย) ของตนนั้น ก็ไม่มีเลยจริง ๆ แม้มันจะไม่มี "ความสุข" จะต้องต่อสู้บ้างจะต้องพากเพียรอุตสาหะ ก็รู้อยู่ด้วยอธิปัญญาของตน ไม่สงสัยเลยใน "ความเป็นจริง" นั้นๆ หรือแม้มันจะมี"ความสุข"ก็เป็นเพียงความง่าย ความสบาย ความวางใจ ด้วยปัญญาที่รู้ดีเป็นที่สุด ของความรู้ ในการกระทำ รู้ในกิริยานั้นๆ อยู่ตามรูปตามแบบ ตามลีลาหนัก-เบาของงานแต่ละครั้ง แต่ละครา นั้นๆ อยู่เท่านั้น และแม้มันจะมี"สรรเสริญ" มันก็คือการเกิด"โลก" (ธรรม) เกิด"จักรวัฏฏะ" เป็นแค่ "แรง" ที่จะแผ่ที่จะพัดกระพือ ที่จะขยาย "ตัวของความดี" อันนี้ๆเอง นั่นแหละ ให้หมุนเดิน -ปรุง -ปรับ -แปร -แพร่ -เผย -ผัน -พุ่ง-รุ่ง-ลาม-เรือง-โรจน์ ฯลฯ [หรือจะ เบา-เฉื่อย-หมดแรงลง ก็อยู่ที่ "ผู้รู้" ทั้งหลาย ที่ยืนยันว่า สนับสนุน-นับถือ-เทิดทูน-บูชา "ศาสนา" นั้นๆ จะ "กระทำ" การช่วยความสืบต่อส่งต่อ "ตัวของความดี" นี้ๆ ไปอีกหรือไม่ !] ไปสู่ทุกอณูแห่งบรรยากาศแก่คน แก่มวลชนผู้ควรจะแซ่ซ้อง -ยินดี - เห็นดี - และควรรู้จัก "ความดี" หรือ "ความจำเป็น" ที่คนควรได้นี้แท้ๆ ยิ่งกว่า "ตัวของความชั่ว" ให้ประจักษ์ๆ เถิด! เท่านั้น ตัวเราไม่ได้ยินดี หรือฟูใจ ในสรรเสริญแซ่ซ้องนั้นๆ "บิณฑบาต"
จึงไม่ใช่ "การขอ" มันเป็นสัญญลักษณ์สมบูรณ์แห่งความเป็น "ภราดรภาพ" เป็น "สันติภาพ" อยู่ชนิดถึงขั้นมี "สักการบูชา" กันชัดๆ เจนๆ ถึงขั้นมี "เทิดทูน" เห็นๆ โดย "ถือ" กันขึ้นมาด้วยรู้แท้เข้าใจจริงตรงกัน เพราะเห็นควรเห็นดีเห็นมหากุศล โดย"นับ"เอาได้ เพราะมี เนื้อ มีสาระมี "ค่า" อันประมาณมิได้กันจริงๆ ทั้งรูปธรรม-อรูปธรรม และ นามธรรม แต่ "ดีแน่" หรือรู้ชัด แน่ว่า "ดี" เป็นที่สุดแห่งที่สุดฉะนี้แล ดังนั้น ผู้ใดที่ "สนับสนุน" ศาสนาอยู่จริง ก็น่าจะมีความปรากฏจริง หรือความเป็นจริง ยืนยันออกมา จึงจะเห็นได้ รู้ได้ว่า ความมีปัญญาจริง และมีการทำได้จริงของคนจริง! นั้นๆ เป็นอยู่แท้ แม้จะทำไม่ได้ ถึงขั้นโลกุตระ "ขั้นสูงสุดยอด" จะได้แค่ขั้นใดๆก็ขอให้มี "การกระทำ" มี "กิริยา" ออกมาเป็นปรากฏการณ์ กันเถิด... ผู้เป็น "พระ"
จะมีแค่เพียงการบิณฑบาต "ภิกษุ"จึงไม่ใช่"ผู้ขอ" ศิลปะ วัฒนธรรม สหกรณ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นพุทธประเพณีมาทุกกัปป์ทุกกัลป์แห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะได้คงทน ถาวรบริสุทธิ์ โปรดช่วยกันบูรณะ ปราบปราม ปรับปรุงกันให้เข้าสู่สภาพที่มี "ธรรมสาระ" อันบริบูรณ์เทอญ !! มิฉะนั้น "บิณฑบาต" ก็จะกลายเป็นกิจกรรมของ "คนขี้ขอ" ทำลายพุทธศาสนา ไปอย่าง ไม่มีปัญหา ภายในไม่ช้า ไม่นานนี้ แน่เสียยิ่งกว่าแน่ ! หมู่ชนใดหรือประเทศใดที่มี "บิณฑบาต" อย่างงามแท้ ถูกธรรมจริง เป็นวัฒนธรรม เป็นศิลปะที่ทรงอยู่ ประดับอยู่ ในหมู่ชนนั้น ในประเทศนั้น จึงเรียกได้ว่า หมู่ชนนั้น ประเทศนั้น เป็นหมู่ชนหรือเป็นประเทศที่มี "จิต" ประเสริฐ "จิต" สูงจริงๆ เป็นความศิวิไลซ์ยอดยิ่ง ซึ่งจะมีขึ้นยืนยง และพร้อมทั้งเข้าใจแจ้งกันว่า เป็น "กิจกรรม" เป็น "พฤติกรรม" ชั้นสูงสุดของมนุษยชาติ ที่จะมีขึ้นอยู่ในสังคมนั้น ประเทศนั้น ได้ยากมาก อย่างจริงยิ่งๆ อีกด้วย นั่นเกี่ยวกับการถูกตู่ว่าเป็น "คนขี้ขอ" เพราะเหตุแห่ง "บิณฑบาต" จะเป็นได้แค่ใด? จะจริงหรือไม่? ก็ได้สาธยาย มาพอแก่การแล้ว สาเหตุที่ต้องเขียน ๑. คนนอกพุทธศาสนา หรือคนที่นับถือพุทธ
ตามตระกูลเองก็เถอะ และไม่ว่าจะเป็น "หัวใหม่" หรือ "หัวเก่า"
บางคน ได้เข้าใจผิด ได้จาบจ้วงกล่าวโทษ "การบิณฑบาต" อย่างสาดเสีย
เทเสียเหลือกิน เช่น ซึ่งเป็นการเข้าใจผิดความจริง
หรือเข้าใจยังไม่ได้ว่า ๒. "พระ" ผู้มีสัมมาทิฏฐิ
และมีปฏิปทาถูกต้อง ตรงตามพุทธธรรมในพุทธศาสนาแท้ๆจริงๆ ถูกเข้าใจผิด ถูกจาบจ้วง
ตีขลุมรวมไปหมดว่า ซึ่งเป็นความ "เห็นผิด" หรือเป็นความ "เห็นไม่ได้" เป็นการ "ดู(พระ)ไม่ออก" ของคนบางคน จึงไปหลง นับเอาถือเอา เข้าใจเอา"พระ" ที่ไม่ใช่ "ภิกษุในธรรมวินัยนี้" ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า เป็น "พระ" ในพุทธศานา โดยไปหลงนับเอาถือเอาเข้าใจเอา "สมณพราหมณ์(พระ)ผู้เจริญบางจำพวก" ที่เป็น "คนขี้ขอ" อยู่ หรือเป็น ผู้ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่นั้น ว่าเป็น "พระ" ในพุทธศาสนา แท้จริงแล้ว"พระ"แท้ๆ หรือ "ภิกษุในธรรมวินัยนี้" ของพุทธศาสนานั้น ไม่ใช่ "คนขี้ขอ" ตามที่ผู้ซึ่ง รู้ยังไม่ได้ - ดูยังไม่ออกบางคน เขาตู่เอานั้นหรอก !
|