|
ธรรมวันวิสาขบูชา
โดย สมณะโพธิรักขิโต เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๒๐ ณ สันติอโศก จะเลยไปหน่อยแล้ว แปดโมงสามสิบ พวกเราพระเณร สิกขมาตุต่างๆ หรือแม้แต่ผู้ปฏิบัติ ได้เวียน เข้าที่สถานที่แล้ว มันจะเลยไปหน่อยแล้วละ อย่างนั้นก็ก่อนจะได้รับประเคนอาหาร อาตมาก็ขอ แสดงธรรม แสดงสัมโมทนียกถา หรือแสดงธรรมมีคาถาต่างๆ ก่อนที่จะได้ถวาย ภัตตาหารร่วมกันแล้ว เสร็จแล้วเราก็จะได้ทานอาหารร่วมกัน ในวันวิสาขบูชานี้ เอ้า! วันนี้เป็นวันสำคัญ วันวิสาขบูชา ซึ่งในเมืองไทยเรา พุทธศาสนิกชนด้วยกัน รู้ดีว่าเป็นวัน ซึ่งเราถือว่า เป็นวันสำคัญ ก็เพราะว่า เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ก็มีเลขหมายว่าเป็นวันเพ็ญ เดือน ๖ แม้วัน ท่านตรัสรู้ ก็วันเพ็ญเดือน ๖ และแม้ที่สุด ท่านปรินิพพาน ก็วันเพ็ญเดือน ๖ นี่ มาตรงกันวันนี้ ซึ่งเป็นมหาฤกษ์ ที่เป็นฤกษ์น่าคิด และยิ่งใครคิด ยิ่งคิด ยิ่งเห็น ยิ่งลึก ว่ามันเป็นวันเดียวกันนี่ ประหลาด และมันก็ประหลาดจริงๆ ด้วย มันตรงกัน วันเดียวกันได้อย่างไร และในวันที่ตรงกัน วันเดียวกันนี่แหละ ยิ่งพิจารณา ยิ่งไตร่ตรอง ยิ่งอ่านเข้าไปจนเห็น ลึกซึ้งเข้าไปชัดอีกว่า การเกิดก็ดี หรือว่าการประสูติ ของพระพุทธเจ้านะ พุทธะเกิดนี่ หรือการเกิดจิตวิญญาณ เกิดการตรัสรู้ จิตวิญญาณ เกิดการ มีปัญญาญาณ อย่างชาญฉลาดที่รู้ในธรรมะ รู้ในความหลุดพ้น รู้ในสภาพวิมุติ หรือรู้ในสภาพนิพพาน การเกิดสภาพวิมุติหรือนิพพาน นี่ ท่านถือว่าจิตมีการเปลี่ยนแปลงไป มีอาการดับสนิทไป มีอาการ ตัดขาดไป จิตส่วนที่มันชั่ว จิตส่วนที่มันไปยึดถือ ไปติด จิตที่มันไปติด ไปเสพ มีอาการที่จะต้อง เป็นแบบ คนโลกๆ จิตตัวนี้มันขาด จิตตัวนี้มันหลุด จิตตัวนี้มันดับสนิท จิตตัวนี้ มันไม่เกิดอีก หรือเรียก เป็นภาษาง่ายๆว่า จิตชั่วตัวนี้มันตายนะ ฟังดีๆ จิตชั่วตัวนี้มันตาย ก็เลยเหมือนกับความหมายว่า ปรินิพพาน หรือนิพพาน
คือมันมี ตัวหนึ่งตาย แล้วจิตของเรานี่ เกิดเป็นบุคคลใหม่ จิตของเราสะอาดขึ้น
จิตของเรามีความรู้ เรียกว่าตรัสรู้ จิตของเรา เห็นชัดเจนว่า โอ๊! จิตมันว่าง
มันปล่อย มันขาด มันวิมุติ มันหลุดพ้น จากสิ่งชั่ว สิ่งเลว จากอาการจิต ที่เป็นโลภะ
โมหะ โทสะ ด้วยเหตุอย่างนี้ ด้วยปัจจัยอย่างนี้ ที่มันเป็นจิตประเสริฐ จิตตัวนั้นเกิดใหม่
จิตตัวที่มันขาด ขาดจากไอ้นั่น มันเป็นจิตสะอาดขึ้นมาตัวใหม่ และความเก่าที่เคยติด
ความเก่า ที่เป็นเชื้อสกปรก เป็นเชื้อที่มีความชั่ว มันดับสนิท ศาสนาพุทธนี้
อ่านชัดถึงจิต และมันดับสนิท มันไม่เวียนมาอีก มันรู้ด้วยปัญญาอันสูงที่เรียกว่า
อลมริยญาณทัศนวิเสโส ภาษาบาลีเรียกว่าอย่างนั้น เรียกว่า อลมริยญาณทัศนวิเสโส
คือญาณทัศน อันวิเศษ เป็นชั้นปัญญาที่มันแทงทะลุรอบ มันรู้แน่ๆ ในตัวเองนี่
มันรู้ มั่นใจในตัวเอง มันเห็นชัดในตัวเอง มันเห็นว่า เราไม่ต้อง ไปยุ่งเกี่ยว
จิตของเรา ไม่ต้องไปคลุกคลีอย่างนั้น ไม่ต้องไปดูดซึม ไม่ต้องไปเกี่ยวข้อง
มันหมดความแสวงหา อย่างนี้จริงๆ ใจมันหมดอาลัยอาวรณ์ มันหมดอารมณ์ ที่จะเป็นสุข
เป็นทุกข์ ถ้าใครมาวันนี้มางานวิสาขมหาฤกษ์วันนี้ ณ สันติอโศกที่นี่ ตรวจตัวเองดู แล้วพิจารณาสิ่งที่ตัวเอง ติดอันใด เสียเลย ดูนิทรรศการวันนี้ อาตมาเป็นคนแสดงนรก ๖ ขุมนะ แสดงนรก นรกเป็นอย่างไร ไปดูสิ มีภาพ มีตัวหนังสือเขียนบอก แสดงศีล ๕ ให้รู้ว่าศีล ๕ หมายอย่างไร ศีล ๕ ไม่ใช่รับมาถือ ไปรับ มยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะ นัตถายะ แล้วพระก็ ปาณาติปาตา แล้วก็ท่องไป แล้วไม่รู้เรื่อง มีความหมาย ลึกกว่านั้นอีกไหม จะเอาไปประพฤติปฏิบัติได้อย่างไร เราจะพิจารณาจิตของเรา ในศีล ๕ นี่ ศีลข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ หมายเอาอย่างไร ถ้าเราประพฤติแล้ว เราจะได้ธรรมะ แล้วจิตของเรา จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้วไปดูกัน ตอนนี้ต้องขออภัย เพราะต้องนั่งอุด กันหน่อย ตอนนี้ ที่ของเรามีเท่านี้ บารมีของอาตมาได้เท่านี้ ได้กว้างแค่นี้ ก็เอากันแค่นี้ เพราะฉะนั้น งานมันอึดอัดกันไปหน่อย ก็ทนเอาหน่อยเถอะ ที่ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราค่อย ขยับขยายที่กัน ทีนี้อาตมาก็ขอวกมาพิจารณาต่อที่จิต เมื่อจิตของเรารู้ คำว่าตรัสรู้ รู้คำว่าเกิด หมายเอาจิตเกิดนะ ไม่ได้หมายเอา การเกิดของ กายรูปขันธ์ หมายเอาจิตเกิด เกิดจริงๆ เกิดใหม่ สำรอกเลย จนเปลี่ยน เป็นจิตดวงใหม่ เกิดเป็นจิต เราไม่เอาอีกแล้ว เรื่องไปติดไปยึดอย่างเก่า กิเลส ตัณหา ตายไปจริงๆนะ ที่อาตมายกตัวอย่าง อย่างนี้ ยกตัวอย่าง อย่างง่าย คุณติดการพนัน เห็นชัดเลยว่าเป็นโทษ เป็นภัย ถ้าชีวิตไปพัวพันอยู่อย่างนี้ มีกิเลสหยาบ ไปเกิดรส อร่อยอยู่ ไปเล่นการพนันแล้วเกิดรสอร่อย นึกว่า เป็นสุขเวทนา เลิกสุขเวทนาจริงๆ จิตไม่มีรสชาดต่อสิ่งนี้ จิตว่าง สบาย เบา ไม่ติดอีก เห็นการพนัน ก็เฉย นี่เรียกว่าเราบรรลุแล้ว บรรลุธรรม เราติดการพนัน เห็นการพนันอีก ยืนเฉย ถ้าจิตยังมี อารมณ์อยู่บ้าง ยังมีใจอยู่นิดๆ เรียกว่า อนาคามีจิต คือจิตมันยังมีรำเรืองๆ อุทธัจจะ มีการฟุ้ง มีการสะดุด ยังมีนิดๆ อย่างรู้สึกหน่อยๆ แต่ก็ไม่แรงพอที่จะให้เรากระโดดไปใน บ่อนการพนันได้ อย่างนี้เรียกว่า อนาคามีจิต ถ้าจิตยัง พอไปเจอะอีกทีหนึ่ง แหม ห้ามใจไม่ได้ ลองไปครั้งสุดท้ายอีกทีเถอะน่า กระโดดเข้าไป ลองอีกทีหนึ่ง เสร็จแล้ว ก็รู้แล้ว ปัดโธ่รสแค่นี้เราไม่เอาอีกแล้วก็ดึงกลับ อย่างนี้เรียก สกิทาคามีจิต จิตเป็นสกิทาคามี ฟังดีๆนะ อาตมาอธิบายเรื่องจิตให้ฟังนะ ไม่ใช่ตัวตนบุคคลนะ จิตกระโดดกลับไป อีกทีหนึ่ง เรียกว่า สกิทาคามีจิต แล้วก็เวียนกลับ ไปอีกชาติหนึ่ง อีกครั้งหนึ่ง เสร็จแล้วก็เข็ดหลาบมาได้ ไม่เอาอีกแล้ว โอ้ย! อร่อย แค่นี้ ติดแค่นี้เอง เนาะ ไม่ต้องแล้ว ตะนี้ไม่เอา จนสุดท้ายก็หลุดพ้นอีก นั่นเรียกว่า สกิทาคามีจิต ถ้าจิตยังจะต้องไปทดลองอีกถึง ๗ ครั้ง เป็นอย่างมาก แล้วก็หลุดพ้น จิตอย่างนั้นเรียกว่า จิตโสดาบัน แต่ถ้าจิต ที่เลยกว่านั้นไปแล้ว กระโดดเลยไปอีก ๗ เที่ยว ก็ยังไม่รู้หลุด ๑๐ เที่ยวก็ยังไม่รู้หลุด ๑๐๐ เที่ยวไม่รู้หลุด นั่นจิตธรรมดา หรือว่าจิตปุถุชน มันกระโดดอยู่แล้วอยู่เล่า แม้จะรู้ว่าไอ้นั่นชั่ว แต่ก็ยัง ทนไม่ได้ กระโดดอยู่นั่น มันก็เป็นปุถุชนอยู่นั่นแหละ ไม่ได้มาเป็นพระอะไรหรอก ถ้าผู้ใดไม่ต้องกระโดดอีกเลย บรรลุแล้ว ในเหตุปัจจัยด้วยทีนี้ เหตุปัจจัยต่ำ นี่อาตมาพูดแล้วว่า อบายมุข การพนันอย่างนี้ ต่ำๆอย่างนี้ คุณยังไม่มีปัญญารู้ ยังเห็นไม่ได้ว่าของต่ำ จิตก็ไม่ขาดมาเลย ก็ไม่รู้ว่าอย่างไร เพราะฉะนั้น เราจะเป็นพระอริยะขั้นต้น ก็ต้องเหตุปัจจัยต่ำๆ อย่างนี้หยุดมาให้ได้เลย หยุดมาให้ได้เดี๋ยวนี้ ไป กลับไปบ้าน หรือตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป วินาทีนี้ที่เข้าเป็นต้นไป การพนันนี้ไม่ต้อง ไม่ต้องไปพึ่ง ว่าจะต้องมีรายได้ จากการพนัน จะต้องมียศ มีเกียรติ เพราะการพนัน จะต้องมีความสุข เพราะการพนัน ได้รับการสรรเสริญ เพราะการพนัน อย่าเลย เลิกเสียเถอะ หรือแม้แต่สิ่งเสพติด ที่หยาบๆ ฝิ่น เฮโรอีนเหล้ายาอะไรต่างๆ ถ้าของผู้หญิง เรื่องการแต่งตัวที่จัดจ้าน เห็นไม่ได้ เรื่องแต่งตัว ละขึ้นหน้าเลย เสร็จแล้วเปลืองยิ่งกว่าผู้ชายเขากินเหล้า เปลืองกว่าเขา หมดเลย อะไรมาใหม่ อะไรแพงไม่ว่า อดไม่ว่า หิวไม่ว่า มีเงินเท่าไรก็ไปเสียให้มัน เพราะเขาหลอกนี่คุณ ห้ามเขาได้หรือ ในโลกนี้ ร้านแฟชั่น ร้านอะไร propaganda โฆษณาวิทยุโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ โฆษณาทุกทาง ที่จะให้โฆษณาได้ มันทำทุกอย่าง เพื่อหลอก เพื่อมอมเมาเรา ถ้าเราเอง เราไม่มีปัญญาเราก็แพ้ เพราะฉะนั้น จิตที่เป็นราคะติดในการแต่งตัว อาตมาถือการแต่งตัว ของผู้หญิงนี้ เป็นการเสพติดอย่างหนักอันหนึ่ง เพราะฉะนั้น เรารู้การแต่งตัว พอเหมาะ พอสม ไม่ต้องไปมาก ไปจัด ไปจ้าน อันนี้ถือว่า ลดลงมาได้แล้วนะ พอประมาณอยู่ นี่เรื่องสิ่งเสพติด เรื่องราคะ ก็เป็นผัวเดียวเมียเดียวก็พอ ถ้าราคะ จัดกว่านั้นถือว่า ไม่นับว่าเป็นมนุษย์อริยะ ถือว่ามนุษย์ ยังหนาแน่นด้วยกิเลส เรียกว่าปุถุ ปุถุนี่แปลว่า หนาทึบ ยังหนาเตอะด้วยกิเลสอยู่ เรียกว่าปุถุชน ชนที่ยังหนาด้วยกิเลส ถ้าผู้ใดเป็นอริยะแล้ว ราคะก็ขนาดผัวเดียว เมียเดียว นี้ก็แสนทุกข์แล้ว อาตมา กล่าวอย่างนี้นี่ ไม่ใช่ดูถูก มันทุกข์จริงๆ แต่พวกคุณนี่เห็นทุกข์เฉยๆนะ เพราะฉะนั้น แนวโน้มของ ศาสนาพุทธจึงออกมา แม้มีผัวเดียวเมียเดียว ทนไม่ได้กิเลส ตัณหาอะไรยังมาก ท่านก็อนุโลมให้ เอ้า! ผัวเดียว เมียเดียว ถ้าเราลดละได้ ผัวเดียวเมียเดียวก็หน่ายคลายลงมา จนกระทั่งลดละ มาเป็นศีล ๘ ไม่ต้อง เกี่ยวข้องกัน ไม่ต้องยุ่งกันได้ เราก็อยู่ได้ ทนได้ แม้จะมีอารมณ์ เราก็พยายามผ่อนปรน บ่ายเบี่ยงไปเป็น การออกกำลังกาย ไปทำงานอื่น เป็นการทำประโยชน์อื่น มันก็ลดหน่อยลงมา อารมณ์ลดลง จนกระทั่งเข้าใจได้ว่า มันไม่มีอารมณ์หรอก แม้แต่ผู้หญิงผู้ชาย ก็ไม่มีอารมณ์อะไร มันเหมือนต้นไม้ เกสรดอกไม้ ตัวผู้ ตัวเมีย มาผสมพันธุ์กัน มันก็เป็นอย่างนั้น มันไม่มีอารมณ์หรอก แต่เราสิโง่ ไปถูกเขาหลอก ไปสัมผัสเสียดสี แล้วก็มีรสชาติ เราโง่ อาตมาใช้คำว่าโง่ อันนี้คืออวิชชา มันโง่จริงๆเป็นอวิชชา ถ้าใครเห็นชัดเป็นอลมริยญาณทัศนวิเสโส มีปัญญาตรัสรู้ตัวนั้นขึ้นมาจริงๆแล้ว มันเห็นจริงๆ เลยว่าปัดโธ่ ! โง่ เราไปถูกเขาหลอก จนกระทั่งว่ามีรส มันเป็นการสัมผัสเสียดสีธรรมดา มันไม่รส มีชาติอะไร มันสัมผัส ก็รู้ว่า มันสัมผัส มันสัมผัสกันนานก็ร้อน ก็เท่านั้น ไม่มีอะไรหรอก แต่คนไม่รู้ อย่างนี้ คนที่ยังไม่เกิดปัญญาเป็น อลมริยญาณทัศนวิเศษ อย่างนี้ จึงไปหลงเป็นรสชาติ ถ้าใครละ กิเลสอันนี้ออกมาได้ พิจารณาเห็นจริง ตัดออกมาได้ สบาย ลอยลำ ไม่ต้องแต่งงาน แต่เป็นคนที่มี อิสระมาก มีเสรีภาพอย่างมาก สามารถที่จะทำงานได้รอบตัว ช่วยเหลือ เฟือฟายมนุษย์ มวลมนุษยชาติ ได้อย่างมาก ไม่ต้องมีภาระ ประเดี๋ยวจะต้องมีลูกมีหลาน มีอะไร จะต้องไปกังวล เป็นภาระอีกมาก ไม่ต้องมี ช่วยเหลือโลกได้อย่างดี นี่อย่างนี้เป็นต้นนะ ถ้าผู้ใดพิจารณาไปจนกระทั่ง นี่ อาตมาอธิบายราคะมากไปหน่อยหนึ่ง ถ้าโสดาบันแล้วก็ ผัวเดียว เมียเดียวก็พอ โสดาบันนะ นี้เหตุปัจจัยของโสดาบัน และก็เรื่องอื่นอีก เรื่องของมหรสพ การละเล่น เดี๋ยวนี้มอมเมากันเยอะ ยิ่งขณะนี้ ข่าวยิ่งออก ไม่กี่วันนี่ หนังสือพิมพ์ก็ออกข่าวว่า ทางด้านอเมริกา ยอมรับแล้วว่าโทรทัศน์ รายการโทรทัศน์ มอมเมา ให้เด็กเสียคน เกิดจิตอำมหิต เสียสุขภาพ เสียสุขภาพทางจิต ทางกายนะ เสียหายหลายอย่าง ต้องไปให้ ศาสตราจารย์ทางอเมริกามาพูด ถึงค่อยเชื่อ ศาสนาพุทธพูดจนปากจะฉีก ไม่ได้ยิน ไม่ฟัง ทางด้านอธิบาย อย่างกะอะไรดี โดยเฉพาะพวกเราอโศกนี่ อธิบายไปทางสื่อสารใดๆ ออกอากาศ บอกทางปาก ออกทางหนังสือ แจกจ่ายไป อ่านก็อ่าน แต่ไม่เชื่อ นี่เรียกว่า เรายังไม่เคารพปัญญา ยังไม่เชื่อในภูมิของพุทธศาสนา แต่ถือตัวว่า มีพุทธศาสนาเป็นเอก ใครมาลบหลู่ก็ไม่ได้ แต่ภูมิความรู้ของพุทธเอง ไม่เชื่อ พระพูด ก็ไม่เชื่อนะ แล้วมานับถือศาสนา ได้อย่างไร นับถือพุทธได้อย่างไร พระสงฆ์นี่ถือว่าเป็นอริยะบุคคล ถือว่าเป็นผู้ที่มีปัญญา ไม่เชื่อ อย่างนี้มันน่าไหมนะ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เอาเถอะ ไม่ว่ากระไร แม้ไม่ได้ยอมเชื่อ ก็ว่าไม่ยอม เราไม่ได้เชื่อกันก็เอาเถอะ ก็ขอให้ได้ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ศาสนาพุทธนี่ สอนมานานแล้ว สองพันกว่าปี ความรู้แค่นี้ เขาเพิ่งรู้ แต่ศาสนาพุทธ โดยเฉพาะพวกอาตมานี่ที่เป็นพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า อาตมายืนยันว่า อาตมารู้พวกนี้ เพราะภูมิธรรมของพุทธศาสตร์ ไม่รู้เพราะไปเรียนอะไรอย่างศาสตราจารย์ทั้งหลาย ทางโลกเขาเรียน ไม่ใช่ อาตมาเรียนทางพุทธศาสตร์ และรู้อันนี้แหละ ได้กล่าวอันนี้ไว้แล้ว ก่อนที่ จะได้ข่าวกันมา พูดมานานแล้ว แต่เขาไม่ได้ยินกัน หรืออย่างไรก็ไม่รู้ หรือได้ยิน แต่ไม่เชื่อ นั่นแหละ อาตมาเข้าใจอันนั้น เข้าใจว่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ก็ดีแล้วละ ก็ไม่ว่าอะไร เมื่อเห็นตรงกัน เมื่อเห็นถูกแล้ว ก็ดีแล้วละ ช่วยกันระงับ โทรทัศน์ อาตมาเคยบอกว่า บ้านอารยชน ไม่มีโทรทัศน์ในบ้าน ซึ่งโทรทัศน์ทุกวันนี้ ยิ่งถ่ายทอดกันด้วย สถานที่ถ่ายทอด ทุกวันนี่นะ อาตมา ขอยืนยันว่า โทรทัศน์ ทุกวันนี้มอมเมา มีเปอร์เซ็นต์ที่ทำให้มนุษย์ โดยเฉพาะเด็กเสียมากที่สุด แล้วอย่ามาโทษ อย่ามาโทษเด็กไม่ได้ เพราะเราเอง เราไม่กำหนดสิ่งแวดล้อมให้แก่เด็ก เรามอมเมา เด็กของเรา โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เรานึกว่าเรานี่เป็นอารยบุคคล หรืออารยชนที่ต้องมีโทรทัศน์ ไว้ในบ้าน แต่คุณไม่รู้ว่า สาระของโทรทัศน์ ถ่ายออกมานั้นน่ะ เป็นของเสีย เป็นสภาพแวดล้อม ที่เป็นพิษ ประเดี๋ยววันนี้ เย็นนี้ จะพูดถึง สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ถ่ายสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ มอมเมาเด็ก ของเรา โดยเราห้ามเด็กก็ไม่ได้ ไม่มีมาตรการห้ามเด็ก ไม่มีอำนาจพอ เด็กก็ต้องถูกรับ ซึมซาบ ถูกรับยัดเยียดให้เด็ก เด็กมันรับละเอียด รับไปแล้ว ก็สร้างเป็น concept สร้างเป็นสิ่งที่ ตราตรึงไว้ในใจ เด็กเสียแน่ เพราะฉะนั้น เด็กรุ่นหลังนี่ มันต้องอำมหิตแน่ เพราะหนัง ละครทั้งโป๊ ทั้งมอมเมา ราคะโทสะ มีทั้งนั้นน่ะ มีสภาพ ราคะ โทสะ โมหะ ไปหมด ส่วนสาระนั้นมีบ้าง ก็ไม่ได้ปฏิเสธทีเดียวว่า โทรทัศน์ไม่มีสาระ โทรทัศน์ถ่ายทอดทุกวันนี้มีสาระบ้าง แต่ไม่วิเคราะห์ให้ดี สาระน้อย แต่สิ่งมอมเมานั้นมาก เพราะฉะนั้น เมื่อเรามี ตู้วิเศษ ที่จะถ่ายทอดกระจายรังสี กระจายรัศมีมามอมเมา เป็นการให้ความรู้ แก่เด็ก แต่เป็นความรู้เหลวเป๋ว ไร้สาระมากกว่าสาระ เด็กเราเกิดมาได้อะไร ก็ได้ความไร้สาระ มากกว่า สาระ โทษไม่ได้ ใครเป็นคนทำ เราออกสตางค์ ซื้อโทรทัศน์มาเอง เราเองมาตั้งไว้ ในบ้านเองด้วย จ่ายค่าไฟเองด้วย เสียเมื่อไรซ่อม จ่ายค่าซ่อมเองด้วย เราเองเป็นคนสร้างเด็กเอง เราเองเป็นพระเจ้า ผู้กำหนดเด็ก โดยเราไม่รู้ว่า เราเอาอะไร ไปกำหนด เอาวัตถุที่เลวไปให้แก่เด็ก วัตถุนี้ก็กำหนดเด็ก เขาด้วย โดยเราไม่รู้ด้วยปัญญา เราไม่มีจิตที่สูง จึงกลายเป็นการเพิ่มเติมที่ขาดทุน เพราะฉะนั้น อาตมาใช้คำพูดนี่ อาตมาออกจากงานมานี่ งานที่อาตมาทำแต่ก่อนนี้ ออกจากบริษัท ไทยโทรทัศน์ แต่มาพูดนี่ เหมือนคนอกตัญญู ดูถูกโทรทัศน์ อาตมาไม่ได้ดูถูกด้วยภาษา หมิ่นเหม่หรอก ดูถูกจริงๆ ด้วย ดูมันถูกนะ เห็นมันถูก เห็นถูกว่า โทรทัศน์มอมเมามากกว่าให้สาระ เมื่อเราไม่มีมาตรการที่จะควบคุม ถ้าคุณมีโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน คุณควบคุมได้ ให้เด็กดูแต่รายการ ที่เป็นสาระแท้ คุณเองเป็นตัวเซ็นเซอร์ เป็นกองเซ็นเซอร์เอง และเด็กไม่มี นอกเวลานั้น จะมาดู มอมเมาไม่ได้ จึงมีโทรทัศน์ไม่ว่า แต่คุณทำได้ไหมละ ถ้าคุณทำไม่ได้ อย่าไปมีเลยโทรทัศน์ มันซึมซาบ ทุกวันนะคุณ ไม่ใช่น้อยๆนะ ทุกวันๆ เด็กไม่เป็นอันดูหนังสือ หนังหา เด็กไม่เป็นอันทำงานทำการอะไร งานในบ้านก็ขี้เกียจ หนังสือหนังหาก็ไม่ดู แล้วแถมไปนั่งดู สิ่งที่มอมเมา สิ่งที่ไร้สาระด้วย ขาดทุน ตั้งร้อยเบี้ยพันเบี้ย ขาดทุนมหาศาลเลยฟังดีๆ เพราะฉะนั้น สื่อสารต่างๆนี่ ต้องพยายามนะ ขนาดนี้สื่อสารมวลชนไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือต่างๆ หนังสือต่างๆ หรือแม้แต่สื่อสาร ที่มาในรูปแบบอะไรก็ตาม แต่ต้องพิจารณาให้มาก ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น มหรสพ การเล่น มอมเมาชีวิตเรา มอมเมาชีวิตเด็ก ๆ ของเราด้วยและน่าสงสาร เพราะเราเอง เป็นคนทำให้ เด็กของเราเสีย โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ สิ่งเหล่านี้ ถ้าจิตของเรามันไม่ติดเอง เราเอาไว้เพราะเราคิด ถ้ามีโทรทัศน์ เราจะได้ดูบันเทิง เราจะได้ดูสิ่งมอมเมา ที่ตัวเองคิดเอง เราแย่เองมาตั้งแต่ต้น ลูกเต้า ก็ได้เชื้อเค้า อันเดียวกัน ได้อันเดียวกัน เพราะฉะนั้น เราต้องฝืนใจตัวเราด้วย ถ้าเรายังไม่หลุดพ้น เราก็ต้องฝืนใจ ไม่เอาหละอันนี้ ไม่ต้องอยากดู อยากเห็น เราห้ามเด็กก็ห้ามไม่ได้อย่างนี้ หนังละคร ทุกวันนี้ตามโรง อาตมาชี้ว่าเป็นขุมนรก โรงหนังทุกวันนี้ อาตมาตราหน้าโดยไม่กลัวตาย เจ้าของโรงหนังเขาจะมาฆ่าอาตมา เพราะว่า ไปต่อต้านเขา หาว่าเป็นขุมนรก และอาตมาพูดอย่างไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยน ไม่ต้องสะเทิ้น สะท้าน ไม่ต้องอาย ไม่ต้องเหนียมด้วย พูดตรงๆ ซื่อๆนี่ ย้อมใจอำมหิต ๒. เร่งราคะ ถ้าไม่มีกองเซ็นเซอร์ มันจะโป๊ มันจะเลี่ยงมาทุกประตูที่จะให้โป๊ เร่งราคะตลอดเวลา และไม่นั้นก็เป็นหนังอีก เชิงหนึ่งก็คือ เชิงโมหะ เชิงบ้าๆบอๆ ไม่เคยมีแล้วก็คิดขึ้นมาบ้าๆบอๆ ตลกโปกฮา อะไรก็ไม่รู้เลอะเทอะ ไร้สาระ เพ้อเจ้อ เป็นสัมผัสปลาสทั้งสิ้น ดูแล้วเปล่าดาย เสียเวลา เสียทุนรอน เสียแรงกาย แรงปัญญาไปนั่งดู อาตมาถึงตราว่าเป็นโรงหนังที่ไม่ให้สาระเลย จะว่าไม่มีก็มีบ้าง ถ้าจะคิดเอานะ ให้ประโยชน์ ให้เรา ไปคิดเอาเอง ตีกลับอย่างกะพวกคุณ ฉลาดแสนฉลาด ดูแล้วก็ไปรู้สึกนึกๆอยู่เอาเองได้ ไม่จริง คุณดูแล้ว คุณก็จะติดรส และพยายามยั่วเย้าให้คุณ แหม บู๊สุด มันสุดต่อ ต่อยสุดเตะ ราคะโอ้โห! สุดรักหวานจ๋อย ตลกโปกฮา ลึกลับซับซ้อน แปลกประหลาด นอกโลก ในโลก เรื่องผี เรื่องสาง เรื่องอะไรที่มันไม่มีเลย แต่เขาก็มาสร้าง มอมเมาคุณเป็นโมหะ ซึ่งไม่ได้เรื่องอะไร เพราะฉะนั้น โรงหนังพวกนี้ อาตมาถึงไม่ไว้หน้า มีเปอร์เซ็นต์นิดหนึ่ง ที่จะเป็นสาระไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ หรือ ห้าเปอร์เซ็นต์ แล้วเรื่องอะไร เราจะไปเสียเวลา เพราะฉะนั้น โรงหนังพวกนี้ อาตมาตราไว้เลย นี่แหละ เป็นโรงนรก ขุมนรกที่ใหญ่ที่สุด และมันจะพรางตาคุณ หลอกตาคุณว่า อัครฐาน ให้สวย ให้งาม มอมเมาฉาบพอกไว้ ไม่เช่นนั้น เดี๋ยวคุณรู้ตัวว่าเป็นขุมนรก มันจะต้องพยายามเอาอื่นมาแก้ แหม เย็นสบายนะ หอม บันเทิง นุ่ม นิ่ม อะไรทุกอย่าง มันหลอกคุณไว้ทั้งนั้นแหละ สวยนะ อะไรต่างๆ แล้วคุณก็ไปตกขุมนรกเหล่านี้ เรามาช่วยกัน ถ้าใครเข้าใจ ฟังแล้วชัดแจ้งแล้ว อ้อ นรกขุมอย่างนี้ ไม่ต้องไปตก คุณก็เป็นมนุษย์เจริญ โลกไม่ต้องติด มันจะหลอกอีกกี่หลอก มันจะสร้างมามอมเมาอีกกี่มอมเมา ไม่ต้องไปเสียสตางค์ คุณเมินได้เมินเฉยได้ จิตว่างได้ มันจะบอกว่าหนังสุดสนุก สุดเผ็ด สุดมัน สุดยอด ถ้าใครไม่ดู เสียชาติเกิด แล้วจะประโคมกันอย่างนี้ว่า ยอดหนัง โอย! เรื่องนี้คนอัดกันไปดูนี่ จองบัตรล่วงหน้านี่ ห้าแสนแล้ว เอาเถอะ ยอดรักยอดใคร่ ยอดสนุกอย่างไรก็เถอะ มันเรื่องหลอกคุณทั้งนั้น มอมเมา ทั้งนั้นแหละ ถ้าคุณไม่เชื่อ คุณก็ไปดูอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าคุณเชื่อ เกิดอลมริยญาณทัศนวิเศษ ขึ้นมา ในใจเดี๋ยวนี้ คุณตรัสรู้เดี๋ยวนี้นะ จิตนั้นก็ตาย ย้อมอย่างไรคุณก็ไม่ขึ้น หรือ รู้แล้วละ อย่างดีคุณก็ บอกว่า สนุกแบบรสชาติแบบนั้นแหละ เป็นโลกียรสอย่างนั้น เข้าใจแล้ว คุณไม่ต้องเสียสตางค์ นี่เรียกว่าจิตเราขาด จิตเราตาย จิตเราดับสนิท ยั่วไม่ขึ้น ยุไม่ขึ้นอีกแล้ว จิตนี้ดับ จิตนี้ตายสนิท เพราะจิตตรัสรู้มันเกิด มันมีตัวเกิด จิตมันเกิด และตัวตรัสรู้ นี่แหละเป็นตัวกลาง และมีตัวตาย นี่เรียกว่าธรรมะ ๓ ตัวนี่ เป็นอันเดียวกัน เกิด ตรัสรู้ ตาย หรือปรินิพพาน เป็นอันเดียวกัน มีนิพพานแล้ว คุณสงสัยตัวเองไหม เปรียบดูเอาเอง อันนี้เราจะตัดได้ไหม เรื่องใดที่คุณติด ตั้งแต่อบายมุข อาตมา ขอชี้ไล่เท่านั้น จะไม่อธิบายต่อ การพนัน สิ่งเสพติด เดี๋ยวดูได้เลยนี่ เดี๋ยวดูให้ชัดแจ้งเลย มีสีสันโอ้โฮ ดูกันชัดเลยนะ สิ่งเสพติด แล้วก็มีเรื่องราคะ ผู้หญิง ผู้ชาย เรื่องมหรสพการละเล่น เที่ยวกลางคืน คบมิตรชั่ว เกียจคร้าน ถ้าเราไม่เป็นมนุษย์อย่างนี้ มีศีล ๕ เราก็บริสุทธิ์ด้วย ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดโกหก และไม่ติด สิ่งเสพติด มันคืออบายมุข นี่แหละเป็นสิ่งเสพติดขั้นต่ำ เพราะฉะนั้น สิ่งเสพติดขั้นสูงไปอีก เป็นพระสกิทาคามี คุณยิ่งติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ติดในลาภยศสรรเสริญ สิ่งที่ละเอียดไปอีก คุณก็ค่อยๆไล่ไป ความเป็น สกิทาคามี พวกนี้เป็นเหตุปัจจัยของพระสกิทาคามี ค่อยๆไล่ไป ถ้าคุณไม่ติดโลกแบบนี้แล้ว ยังเหลือจิตที่ละเอียด ที่คุณจะไปติดอีก เป็นขั้นอนาคามีบุคคล ฟังดีๆนะ อาตมาแยกคำว่า อนาคามีจิต กับ อนาคามีบุคคลนี่ คนละภาษานะ หมายคนละอย่าง บุคคลหมายรวมตัวเอาเลย ทั้งตัว ถ้าใช้คำว่าบุคคล ถ้าใช้คำว่าจิตก็คือ ตัวจิตจริงๆ ซึ่งนี่ อาตมาอธิบายไปแล้วจิต ทีนี้ จิตบุคคลนี่หมายความว่าทั้งตัวเรา เราเป็นบุคคลที่ไม่ติดอบายมุข ไม่ติดลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ติด ไม่ทุกข์ ไม่สุข เพราะลาภยศ สรรเสริญ ไม่ทุกข์ ไม่สุข เพราะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสได้แล้วก็เป็น อนาคามีบุคคล อนาคามีบุคคลอย่างนี้ จะมาเรียนเรื่องจิตที่ละเอียดอีกเยอะ ละเอียดเป็นอุปกิเลส ต่างๆ ยึดในความดี ยึดในความชั่ว ประมาณจิต ชั่งตวง วัดจิตต่างๆเอง อันนี้มากไป อันนี้น้อยไป มาติดส่วนนี้ ส่วนนี้ ซึ่งไม่ต้องไปวุ่นวายกับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอกๆน่ะ ไม่แล้วเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ ก็ไม่ทุกข์ ไม่สุขแล้ว แต่มันยังทุกข์ ยังสุข ยังโกรธ ยังโลภอยู่ ในเรื่องของจิตในตัวเรา คนนี้ ทำอย่างนี้ไม่ชอบใจ เพราะว่าขัดกับความนึกคิดของเรา ขัดกับความเห็นของเรา นี่เป็นตัวจิต ความเห็นของเรา ไม่เห็นด้วยอย่างนี้ แต่เราก็โกรธอยู่ในใจ เคืองอยู่ในใจ ไม่ชอบใจ ไม่ร่วมมืออยู่ในใจ อันนี้เป็นเรื่องจิตอีก นี่พระอนาคามีจะมาศึกษา อันนี้เป็นชั้นสูง เพื่อเป็นพระอรหันต์นะ ขั้นนี้อาตมาอธิบายไม่ไหวหละนะ ต้องขอยกไว้ เพราะฉะนั้น ยังคิดในอัตตา จิตอย่างนี้เขาเรียกว่า อัตตา หรืออาตมัน จะต้องมาละตัวตนของจิตอย่างนี้อีกเป็นขั้นสุด เพราะฉะนั้น โสดาบันได้แล้ว สกิทาเป็นได้แล้ว อนาคามีเป็นแล้ว ค่อยมาล้างอัตตาอนาคามีนี่อีก นี่เป็นชั้นสูง ไม่ใช่ว่ามาละตัวตน แล้วบอกว่า เราว่างจิตอะไรก็ไม่ติด พอเห็นรูป รส กลิ่น เสียง ก็ไปเสพมันด้วยจิตว่าง อย่างนี้มันเอา ปากพูด อย่างนั้นมันใช้ไม่ได้ มันต้องมีการไม่ติดจริงๆ โกหกตัวเองไม่ได้หรอก และยังเอร็ดอร่อย ยังเป็นจิตสุขเวทนา ทุกขเวทนาอยู่ มันก็เป็น แต่ผู้บรรลุแล้ว มันไม่สุข มันไม่ทุกข์จริงๆ หมดสุข หมดทุกข์ ถึงเรียกว่านิพพาน หมดสุข หมดทุกข์ หมดรสชาติทางโลกียรส มีจิตตรัสรู้ว่าเป็นอย่างนี้ มันมีจริง อาตมาขอยืนยันว่ามีจริง อาตมาได้ศึกษามา อาตมาได้ปฏิบัติมา อาตมาได้เรียนรู้มาชัด รู้เกิด อลมริยญาณทัศนวิเศษ อย่างนี้ เห็นเข้าไปว่า มีการเกิดการตายอย่างนี้ จึงเอามาเล่าสู่ญาติโยมฟัง ญาติโยมจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ไปพิจารณาเอา ถ้าเห็นด้วยอยากจะลองไปปฏิบัติอย่างนี้ก็เอา กล้าชั่ว หรือกล้าไปคลุกคลี โลกียะยังกล้าได้ กล้ามาละโลกียะนี่ ซึ่งเห็นว่ามันเป็นของสูง นี่ขนาดเจ้าชาย สิทธัตถะ ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกประคบ ประหงมไปด้วยกาม มีลาภทรัพย์ศฤงคารต่างๆ มียศฐา ถึงขนาดเป็น พระเจ้าแผ่นดินนี่ ยังทิ้งมาชัดๆ คนขนาดนั้นยังทิ้งมาแล้ว เราก็ยอมรับนับถือ ว่าเป็นศาสดา จอมศาสนา ที่เรากราบไหว้อยู่ทุกวันนี้ ยกให้เป็นยอด เหนือเศียร เหนือเกล้า ยังกล้าทิ้ง ทำไมคุณไม่หัดกล้าอย่างท่านมั่งนะ ทำไมคุณไม่หัดกล้า อย่างนั้นบ้าง กล้าไปแย่งลาภ แย่งยศ บางทีขนาด ฆ่ากันตายนะ ยังกล้าเสี่ยงถึงฆ่ากันตายนะ ยังกล้าไปแย่ง กามารมณ์ ถึงขนาดลง หน้าหนังสือพิมพ์ ไม่หวาด ไม่ไหว ทุกวันนี้กล้าเสี่ยงชีวิต ติดคุก ติดตะราง เสี่ยงชีวิต แม้กระทั่งตัวเอง ต้องถูกยิงเป้าตายด้วยบางที ทำไมถึงกล้านักนี่ มันน่าคิดนะ ทำไมถึงกล้า แต่กล้ามาปฏิบัติธรรม อย่างนี้ เพื่อความสูงอย่างนี้ เพื่อละโลกียะอย่างนี้ ทำไมไม่เสี่ยงดูบ้าง มันเป็นยังไง ลองคิดดูซิ มันควรเสี่ยงไหม ควรนา อาตมาว่าควรนะ คุณกล้าไปเสี่ยงพวกนั้น ไปแล้วก็รู้ว่า ทิศทางนั้นไปแล้ว ไม่รอดอะไรนักหนา ไม่ได้ดิบไม่ได้ดี ประเสริฐอะไรนักหนา ยังกล้าเสี่ยง ทำไมมากล้าสละปฏิบัติดูซิ มันจะตายง่ายๆไหม มันไม่ตายง่ายนะคน อาตมาจะหาคนปฏิบัติธรรมตาย เพื่อจะลงหนังสือปก ของธรรม ถ้าใครตายเพราะปฏิบัติธรรมะนี่ตาย อาตมานี้ตั้งใจอยู่ว่า จะทำหนังสือปกทองคำ ลงชื่อ นาย ก นามสกุล อ ฮ ได้ตายเพราะได้ปฏิบัติธรรม สิ้นลมหายใจเมื่อวันนั้น เวลานั้น ปฏิบัติอาการอย่างนั้น ถึงตาย เพราะปฏิบัติธรรมตาย อาตมาอยากได้ชื่อว่าสลักลงในสมุดทองคำ จะมีสักคนให้อาตมา ได้ลงไหมนี่ คนปฏิบัติธรรมตายนะ นี่ยังไม่ได้ แต่คนไปตายเพราะโลก โอ้โฮ ! นายสุวาน กับ นายสุวรรณ ลงบัญชีกันไม่ไหว ไปตายเพราะไปหลงโลกีย์ ฆ่ากันตาย เพราะแย่งลาภ แย่งยศ แย่งสรรเสริญ แย่งกาม โอ้โฮ นายสุวรรณกับนายสุวาน จดกันไม่หวาดไหว ตายกันมา ไม่รู้กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กี่ล้าน ใช่ไหม มาทางนี้ อาตมาจะได้ขอลงบัญชีบ้าง สมุดทองคำแท้เลย ใครจะลงชื่อ เป็นคนแรกนี่ปฏิบัติธรรมะตาย สิ้นลมหายใจจริงๆ เพราะปฏิบัติธรรมนะ อยากได้สักคนหนึ่งบ้าง นี่มันยังไม่ได้ ยังไม่กล้าจริงสักคนหนึ่งเลย แต่มากล้า จริงแล้ว มันไม่ตายเสียด้วย มันกลับตาย เหมือนกัน มันตายจากโลกโน้น มาสู่โลกนี้ ตายมาแล้วหลายศพ นี่ขึ้นมานี่หลายศพแล้ว นี่ไล่กัน ขึ้นมาเรื่อยๆนี่ มันกลับตายอีกอย่างหนึ่งนี่อันนี้ซิ ตายดิ้นไปสิ้นซาก สิ้นร่าง สิ้นขันธ์นี่ไป สิ้นเนื้อเน่านี่ มันยังไม่ได้ลงบัญชี แต่มีแต่ตายแบบนี้ และได้มากอบกู้ ศาสนาซะด้วย นี่มีอย่างนี้มี วันนี้อาตมาพูดคำว่าตายไปซะหลายตาย ฟังดีๆนะ ตายไหน หมายเอาอันไหน หลายตายนะอันนี้ เกิดก็พูดแล้วว่าเกิด อะไรคือเกิดเนื้อหนัง เกิดอะไรคือเกิดของสาระธรรม หมายเอาจิตเกิด เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดเห็นแจ้งจริงแล้วไปละ เลิกเอา อาตมาพูดไปแล้วเมื่อกี้ขั้นโสดา สกิทา อนาคา พูดไป พอสมควรนะ ขอให้พวกคุณเข้าใจ วันวิสาขะนี้ให้ได้ ในช่วงแรกนี้ แสดงธรรมหรือแสดง สัมโมทนียกถา ก่อนจะฉันอาหารนี้ นี่เป็นสาระสุดยอด เป็นสาระสำคัญ ที่อาตมาเทศน์ นี่เป็นสาระ สำคัญ หมายใจเอาให้ได้ ต่อไปนี้เราจะเอาอาหารหวานคาวมามากจะได้ทานกัน บางคนจะได้เพ่งไว้ แหม วันนี้เอาทุเรียนชอบ อายๆหน่อย ลองระมัดระวัง ตั้งกฎไว้ในใจเสีย ศีลนี่เราละอายต่อบาปมั่งนะ ถึงจะชอบซาละเปา ชอบเงาะ ชอบทุเรียน ชอบอันโน้น อันนี้ กระมิดกระเมี้ยนหน่อย อย่าประเจิดประเจ้อนัก เราจะอดทน หน่อย มันเป็นกิเลสนะ จะหัดฆ่ากิเลส ตัวนี้มั่งซิ ไม่กินมันจะตายไหม ลองดูซิ ตัวนี้ชอบนักนี่ วันนี้เยอะ วันนี้จะไม่กินมันดูซิ มันจะตายไหม กินอื่น ของที่ไม่ค่อยชอบ อาหารวันนี้ อาตมาเห็นว่าคงไม่มีอะไร เป็นยาพิษหรอก ลองกินแทนมันดูซิ สิ่งที่ชอบนี่ ไม่กินมัน วันนี้ลองดู นี่เป็นการปฏิบัติธรรม นี่เป็นการปฏิบัติธรรม ทีนี้ประกาศกรรมฐานให้ฟัง พวกอโศกเรานี้มีกรรมฐาน กิน อยู่ หลับ นอน กรรมฐานของชาวอโศก ฟังดูแล้วอะไรกัน นี่แหละเราปฏิบัติธรรมด้วยการกิน เราปฏิบัติด้วยการเป็นอยู่ด้วยการงาน และ ปฏิบัติธรรมด้วยการหลับนอน ถึงขั้นนอนด้วย เราจะปฏิบัติธรรม แม้แต่ขั้นนอนเราก็ปฏิบัตินะ กิน อยู่ หลับนอนเลย ทีเดียวนะรวมไปหมด บางคน ปฏิบัติธรรมแต่โดยเฉพาะตอนนั่ง ตอนยืน เดิน ตอนหลับนอน ตอนกิน ตอนไปทำงาน ไม่มีปฏิบัติธรรม ไม่ทัน ไม่ทัน ไม่ทันซาตาน ไม่ทันผี ผีเอาไปกินหมด เพราะฉะนั้นปฏิบัติธรรมเท่านั้น อาตมาไม่เอา อาตมาพาปฏิบัติธรรม ทุกเวลา ขณะใดกินก็ปฏิบัติธรรม ขณะใดเป็นอยู่ จะเป็นอยู่ด้วยยืน เดิน นั่ง นอน ทุกอิริยาบถ แม้ในการเดิน ก็ให้รู้ว่าสำรวมกาย เดินไปก็เดินไป เป็นกิจกรรมการเดิน การนั่ง ก็นั่งสำรวม นั่งทำงานอะไรก็ทำ ทำงาน เดินอยู่ก็ทำตอนเดิน ทำงานยืนอยู่ก็ทำตอนยืน บางงาน นอนทำด้วย ทำตอนนอนนะ อย่างงานที่พักผ่อน อย่างนี้ เราทำตอนนอน เราจะนอนพักผ่อนอย่างนี้ แล้วมาฟัง อาทิตย์หน้านี่ จะบรรยายธรรมะ กรรมที่มีกฎ อาทิตย์ต่อไปจะบรรยายธรรมะ จะหลับลงได้อย่างไร ชื่อหัวข้อธรรมะ จะอธิบายวันนั้น ชื่อเพลงเขาน่ะ อาตมาก็ไปเก็บตกเขามา จะหลับลงได้อย่างไร ฟังดูซิ อาตมาจะสอน เรื่องนอน เรื่องหลับ เรื่องตื่นให้มากๆหน่อย จะเน้นหัวข้อ เพราะฉะนั้น วันนั้นก็มาฟังธรรมะ นี่เราจะอธิบายธรรมะ ให้เป็นการปฏิบัติธรรมไปหมด กิน อยู่ หลับ นอนตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง นี่เราปฏิบัติธรรม มันถึงจะทันผี เดี๋ยวนี้ผีเยอะ ลากเราลงนรก ลงอเวจี เยอะแยะ ทุกข์ทรมาน เพราะฉะนั้น ปฏิบัติเพื่อไม่ให้ผี มาเอาไปสู่ทุกข์ เราจะเป็นผู้ที่เบิกบานแจ่มใส เบิกบานเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น อย่างแท้จริง อยู่กับโลกเขา ได้ด้วยเหนือโลก อะไรมาล่อไม่ได้ แม้แต่ทำเป็น รูปอาหารมานี่ มาล่อ อาตมาไม่ตกหลุมแล้วนี่ ประเดี๋ยวก็ปนเละๆแล้วเดี๋ยวนี้ รูปสวยๆมา ขออภัยด้วย ทำลายรูปแล้วในนี้หมด รส ปนมาหวานมั่ง เปรี้ยวมั่ง เดี๋ยวก็ขออภัย เดี๋ยวนี้ปนลงในนี้แหละ รูป รส กลิ่น กลิ่นอย่างโน้นอย่างนี้ เดี๋ยวก็เละอยู่ในนี้ ตักออกมาแล้วยังไม่รู้เลยว่า อยู่นี้เหมือนข้าวหมู หรือข้าวคนนะ แล้วอาตมาก็กิน พวกเราก็ปฏิบัติ คุณก็ปฏิบัติด้วยได้ ถ้าคุณทำได้ บางคนทำแล้ว แหม ทุกข์ ผะอืดผะอมกินไม่ลง เพราะคุณยังติดอยู่ ติดไปในเชิงรูป ติดไปในเชิงรส ติดไปในเชิงกลิ่น ติดไปในเชิงสัมผัสต่างๆ นั่นแหละไม่มีอื่น มาหัดดูบ้าง เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า คุณมาคลุกคลีในสถานที่นี้ วันอาทิตย์ เรามีวันพระ มาฉันอาหาร มาทานอาหารร่วมกัน เราจะมี คนบางคนเขากินให้เราดู แหม คนนี้กินเหลือเกิน เคร่งจัดเลย กินโอ้โฮ! นะ มันจะดึงเราเอง จะมีมุมดึงเรา มันจะซึมซาบเอง แล้วจะได้ประโยชน์ เรามาร่วมฝึกฝน เรามาร่วม หากรรมวิธีต่างๆ เป็นอิทธิวิธี เป็นวิธีที่เก่ง อิทธิวิธี หมายความว่า วิธีที่เก่ง อย่าไปเข้าใจอิทธิวิธีคือ กันปืน มหานิยม อะไรนั่นนะ วิธีอย่างนั้นมันเดรัจฉานวิชา ไม่ใช่พุทธวิชา พุทธวิชาคือ วิธีที่เก่งที่จะทำให้เราตัด ละ หน่าย คลาย ตัดกิเลส ปลง วาง นี่ อิทธิวิธีของพุทธ เรามานี่ เราจะมาเสริมอิทธิวิธีทุกวัน ทุกครั้งที่เรามาหาพระ พระหมู่เรานี่ จะสอนอิทธิวิธี ในการที่ จะตัดกิเลส ไม่ใช่อิทธิวิธีอย่างที่เขาบอกว่า จะไปกันปืน กันมีด กันยา กันอะไรก็ไม่รู้ หรือว่าไปเที่ยว ไปโลภ มหานิยม ถ้ามีคาถา หรือมีวิธีอิทธิวิธีเก่งกว่านี้ แล้วก็ไปหลอกเอาเงินคนอื่นได้ ไม่เอา เราไม่หลอกเอาเงินใคร ถ้าเราจะได้ ได้โดยกำลังธรรม การกระทำงาน ได้มามากมาแจกด้วย เผื่อแผ่ด้วย ไม่ขี้เหนียวด้วย นี่มันถึงจะเก่ง ขี้เหนียวเก่ง ฮื้อ ไม่ต้องไปสอนเขาหรอก คนขี้เหนียวเก่ง หวงไว้ หวงไว้นะ มีเกือบทุกคนที่หวงนะ ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องไปศึกษา ไม่ต้องไปฝึกฝน แต่มาหัด ไม่ห่วงนี่ซิ อันนี้ต้องฝึกฝน ต้องศึกษา มันต้องหัดกล้าให้ ให้จนหมดตัวได้ ลองดูนะ นี่ศาสนาจะสอนอย่างนี้ หมู่กลุ่มอโศกพวกเรานี้ ทำงานศาสนาแล้วก็เห็นมรรคเห็นผล ว่าการ ว่างาน การไม่มีโลภ การไม่มีโทสะ การไม่มีหวง ไม่มีขี้เหนียว ไม่ติดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่หลงในลาภ ยศ สรรเสริญ มันประเสริฐสุด แม้แต่ตัวเราเอง จิตเรามีดี เรารู้ดี พยายามแจกดี ให้รู้จักขั้นตอนของความดี ไม่ติดสงบ ไม่ใช่ได้สงบ แล้วก็หาถ้ำ หาเขาไปอยู่ ไม่ใช่ แล้วก็ไม่ติดต่อกับใคร ไม่ใช่ แต่เราจะเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล ขวนขวาย มาสัมพันธ์ ทำมนุษยสัมพันธ์กับมนุษย์ ไปบิณฑบาตหรือว่าไปปักกลด หรือว่าไปเขตแคว้นตรงนั้น ตรงนี้ เพื่อจะได้เห็นกัน เพื่อจะได้ให้เกิดคนมาพบพระ เมื่อคนมาพบพระแล้ว พระจะได้แสดงธรรม บอกกล่าว ส่วนที่คุณทุกข์ หรือส่วนที่คุณควรแก้ไข แจกอิทธิวิธีต่างๆ เพื่อให้คุณได้มีวิธีประพฤติ ปฏิบัติกันนี่ พระของศาสนาพุทธ จะออกแจกอิทธิวิธีต่างๆ จริงๆ อย่างนี้ทำ นะ อาตมาได้สาธยายธรรมะต่างๆมาพอสมควรแก่เวลา เราก็ชักจูงกัน เพราะฉะนั้น ก็มา ผู้ที่มาใหม่ ก็บอกกล่าว ให้รู้ว่าที่นี่ วันพระคือวันอาทิตย์ ไม่ได้นับแรมค่ำ เพราะว่าแรม ค่ำ ไม่มีประโยชน์แล้ว ถึงแรมค่ำอย่างไร คุณก็ไปทำงาน คุณไปหยุดวันอาทิตย์ แล้ววันอาทิตย์เดี๋ยวนี้ ผีมาตั้งโรงอบายมุข ไว้หลอกคุณไปหมด อาตมาต้องแย่งสนามม้า ต้องแย่งโรงฮอลล์ต่างๆ ที่มันจูงคุณไปนี่น่ะ เพราะฉะนั้น อาตมาก็ตั้งโรงขึ้นเหมือนกัน วันอาทิตย์มานี่ มาคุยกัน มาให้ทางธรรมะ มันดูดซึมเข้าไป ในเนื้อตัวบ้าง อย่าไปให้โลกีย์มันดูดเลย มันแย่แล้วนะ ใน ๖ วันคุณก็แย่แล้ว ยังวันอาทิตย์ แถม เอาไปหนักกว่าเก่า ไปเอาขั้นอบายมุขเข้าไปอีกเลย ซวยตาย อีแบบนั้น ขาดทุนมาก เพราะฉะนั้น วันอาทิตย์บอกกล่าวกัน ที่นี่พยายามจะปลูกฝังให้ร่มเย็น มาที่นี่อย่างน้อยก็เย็นกาย เย็นใจ เย็นสถานที่ มีอิทธิวิธี มีข้อ หลักเกณฑ์ประพฤติปฏิบัติเพื่อความเย็น เย็นอันนี้คือสันติ เย็นสนิทชิดใจ มาเถอะ ชักจูงกันมา บอกกันเนาะ เอาละสำหรับวันนี้ อาตมาก็ขอเอวัง ในการแสดงธรรมช่วงเช้านี้ จัดทำโดยโครงงานถอดเทปธรรมะฯ วันวิสาขบูชา ๒๕๒๐ 077A |