สมาธิ และสัมมาสมาธิ ตอนที่ ๑

โดยพ่อท่าน โพธิรักษ์
เมื่อวันที่ ๒ เมษายน ๒๕๓๓
เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ ๑๔ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก


วันนี้เรามาศึกษากันเรื่อง สมาธิ และสัมมาสมาธิ
ที่ให้ชื่อว่าสมาธิ และสัมมาสมาธินั้น มันรวมไว้หมด อานาปานสติภาวนาก็จะอยู่ในนี้ แล้วก็เรื่องสมาธิ ที่เราจะทำอย่างอานาปานสติก็ดี เราก็จะพึงเรียนรู้ ฝึกฝนกันจริงๆ ในเรื่องของสัมมาสมาธิ ก็จะอธิบายประกอบ ความจริงเราก็เรียนสัมมาสมาธิกันมาตลอด ส่วนสมาธิที่เราจะมา นั่ง... ที่เราเรียกว่า เจโตสมถะ จะทำอย่างสมาธิ... ส่วนทั้งหลายทั้งแหล่ ส่วนกว้างที่คนทั่วไปเขาเรียนกัน พอบอกว่าสมาธิ เขาเรียกภาษาอังกฤษกันว่า Meditation สมาธินี่ Meditation แล้วก็เวลาก็จะทำ ก็จะต้องเข้าไปอยู่ ในภวังค์ นั่งหลับตา แล้วก็ไปอยู่ในภวังค์ เมื่อสติตื่นเต็ม ตัดทวารทั้ง ๕ ไม่รับ รู้... ไม่รับรู้ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ความรับรู้อยู่ภายในเท่านั้น เราเรียกว่าอยู่ในภวังค์ เขาก็ถือว่าอย่างนั้นแหละ เป็นสภาพที่เข้าไปสู่ฌาน.. เข้าไปสู่ฌาน แล้วก็มีองค์ประกอบที่เป็นเงื่อนไขอยู่บ้างว่า ในขณะที่เข้าไปอยู่ในภวังค์นั้น จิตใจก็จะต้อง เป็นหนึ่ง เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ โดยไม่ไปคิดถึงกาม ไม่ไปคิดถึงพยาบาท ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เซื่อมซึม อะไร เป็นสติเต็มอยู่ข้างใน แล้วก็จิตใจไม่ฟุ้งซ่านไปในเรื่องหลายเรื่อง ต้องมีเรื่องเดียว เรียกว่า เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อยู่ในเรื่องเดียว ในสภาพที่อยู่ในภวังค์นั่นแหละ เห็นอย่างชัดเจน ไม่สงสัย ไม่มีความรำคาญใจ ไม่มีความทุกข์ใจอะไร มีอารมณ์ที่อยู่ในสภาพที่สบาย แล้วก็อยู่ในสภาพ อย่างนั้นแหละ นั่งอยู่ในภวังค์ ข้างนอกจะเป็นอย่างไรไม่รู้เรื่อง สบาย เราคิดนึกอะไรส่วนหนึ่งของเราอยู่ในนั้น ซึ่งมีเงื่อนไข ประกอบแล้วว่า อย่าให้เป็นกาม อย่าให้มีความนึกคิดไปทางกาม ทางพยาบาท และ อารมณ์ของจิต ก็ยังไม่ฟุ้งซ่าน กระเด็นกระดอนอะไร อยู่ในเรื่องที่รับรู้ อยู่ในภาวะอย่างนั้น ไม่ง่วงเหงาหาวนอน ไม่เซื่องซึม สติเต็ม...

คำว่าวิจิกิจฉานั่น เขาก็แปลกันไปหลายอย่างหลายนัย เขาแปลตั้งแต่ว่า ไม่คิดวิจิกิจฉา ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ไปโน่น... อธิบายกันว่า ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ แล้วก็ไม่สงสัยที่จริงน่ะ ไม่สงสัยคำนี้ วิจิกิจฉา คำนี้ เป็นเงื่อนไขของความเป็นฌานหนึ่งๆ นี่...มี ๕ มีกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ แล้วก็วิจิกิจฉา คำว่าวิจิกิจฉา ไม่สงสัยนี่ คือเราจะต้องรู้นั่นเอง รู้อย่างชัดเจนนั่นเอง ไม่สงสัย รู้เห็น รู้แจ้ง เข้าใจ แล้วก็เป็นการรู้อยู่ เห็นอยู่ อย่างไม่มีข้อเถียง ข้อโต้ คำว่าวิจิกิจฉานี่ มันรู้เห็นอะไร รู้เห็นของจริง ตามความเป็นจริง เรารู้ว่ากามคืออะไร อาการของกาม พยาบาท คืออะไร อาการของพยาบาท คืออะไร เรียกว่า รูปนาม ที่เราเรียนกันมาแล้ว เรียนกันมาแบบสัมมาสมาธิ... เราเรียนรู้จิต เจตสิก รู้อารมณ์ของจิต กามมันมีอยู่ ในอารมณ์ของจิตไหม พยาบาทมันอยู่ในอารมณ์ของจิตไหม ลักษณะอย่างนี้ เรียกว่า ถีนมิทธะ ง่วงเซื่องซึม กระด้างอะไรอยู่ แล้วแต่ ที่เราเห็น...อธิบายกันมามาก ว่าอาการมันไม่โปร่ง ไม่ใส จนกระทั่ง อุทธัจจกุกกุจจะ มันมีความฟุ้งซ่าน มันมีความรำคาญใจ มันมีความคิดนึก ที่มันไม่เป็น หนึ่งเดียว ไม่เป็นเรื่องที่เป็น สารัตถะอะไร ที่เราต้องการอยู่อย่างนั้น เราจะต้องรู้สิ่งเหล่านี้แหละ ด้วยความเป็นจริง อย่างชัดเจน ไม่ข้องใจ ไม่สงสัย ว่านี่คือสภาพฌาน นี่คือสภาพที่ไม่มี นิวรณ์ คือสภาพของ การปราศจากนิวรณ์ เป็นสภาพฌานแท้ๆ ที่เราเรียนกันมาแล้ว ด้วยสัมมาสมาธินั้นน่ะ จะหลับตา หรือ ไม่หลับตา จะเห็นรูป แต่ไม่มีสภาพของนิวรณ์เหล่านี้ จะได้ยินเสียง จะได้กลิ่น ดีไม่ดี ได้กลิ่นตุ๊ยตุ่ย อยู่ในจมูกเสียด้วยซ้ำ เราก็ไม่มีใจอาฆาตพยาบาทอะไร ไม่มีความโกรธ ความเคืองอะไร แม้จะเป็นกลิ่นนั้น ไม่ใช่ของเรา ของคนอื่นทำมาให้ดมก็ตาม ก็เฉยๆ จิตใจไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่ได้อะไร ถือสาอะไร ก็ถือเป็นธรรมดา ธรรมชาติอะไรอย่างนี้ เป็นต้น จิตไม่มีความไม่สบายใจ จิตไม่มีสภาพที่เรียกว่า เป็นกาม เป็นราคะ ไม่ชอบ ไม่ชัง จิตใจก็ไม่ได้ง่วงงุน เบิกบาน ร่าเริง ไม่ได้ซึมเซา ไม่ได้หดหู่ อะไรเลย ถีนมิทธะไม่มี ไม่ฟุ้งซ่านอะไร อยู่ในเรื่องที่เรากำลังคิดอะไร ที่มันเป็นการสร้างสรร เป็นสังกัปปะ เป็นการดำริ นึกคิด ที่ไม่มีมิจฉา ไม่เป็นกาม ไม่เป็นพยาบาท ไม่ได้เบียดเบียนตน ไม่ได้เบียดเบียนท่านอะไร หรือแม้แต่พูดอยู่ ด้วยซ้ำ ก็เป็นสัมมาวาจา จะทำการงานอะไรอยู่ด้วยก็ตาม ก็ไม่เป็นไปเพื่อ ปาณาติบาต ไม่เป็นไปเพื่อ อทินนาทาน ไม่เป็นไปเพื่อกาเมสุมิจฉาจาร อะไร กำลังประกอบ การงานอาชีพอยู่อย่างดี ในองค์ประกอบของ การงานอาชีพ บางที นี่ พ้นมิจฉาชีพทั้ง ๕ เสียด้วยซ้ำ ในขณะนั้นนะ บางคนมีอาชีพพ้นมิจฉาชีพ ๕ อย่างถาวร บางคนชั่วครั้งชั่วคราว ก็ตาม... ในขณะนั้น เป็นฌานแน่ๆเลย แล้วฌานอย่างสูงส่งด้วย เป็นสัมมาสมาธิอย่างดีเลย อย่างนี้ เราก็เรียน กันมาแล้ว แต่ในฌาน ในสมาธิทั่วๆไป ที่นั่งเข้าไปอยู่ในภวังค์นี่ เขาก็อธิบายวิจิกิจฉา กันไปนานาสารพัด อย่างที่ว่า ของเรานี่ วิจิกิจฉา คือไม่ได้สงสัยเลยว่า ลักษณะฌาน คืออย่างนี้ จะลืมตาก็ตาม หลับตาก็ได้ นี่ก็คือ วิจิกิจฉา ที่ไม่วิจิกิจฉาเรื่องของที่รู้ ที่เห็นนั่นแหละ ตามความเป็นจริง เป็นญาณทัสสนะ ไม่สงสัยใน ญาณทัสสนะของเรา ในขณะนั้น เรารู้ เราเห็น เราแจ้ง อย่างไม่วิจิกิจฉา อย่างไม่สงสัยลังเล มีเป้าหมาย ของความไม่วิจิกิจฉา

บางที เขาก็เอาวิจิกิจฉานี่ ไปอธิบายอย่างที่ว่า ไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อันนี้ที่จริง เขาอธิบาย อยู่ในสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ซึ่งพระโสดาบัน จะต้องพ้นสักกายะทิฏฐิ พ้นสีลลัพพตปรามาส พ้นวิจิกิจฉานี่ ตัว แล้วเขาบอกไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จริงแล้วถูกนะ พระพุทธคืออะไร พระธรรมคืออะไร พระสงฆ์คืออะไร เราขณะนั้นกำลังเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า อย่างน้อยก็มีสภาพ โสดาคุณ โสดาปัน เป็นโสดาบันชั่วคราว ในคราวนั้น ในขณะนั้น จิต เจตสิกของเรานี่ เป็นจิตที่ปราศจาก กิเลส ในช่วงนั้น อย่างรู้ อย่างเห็น อย่างแจ้งเลย ไม่สงสัย พ้นวิจิกิจฉา การปฏิบัติไม่ใช่ว่า เราเรียนรู้โดย จารีตประเพณี รูปแบบเฉยๆ แต่เราได้ทำจิตของเรานี่ สู่วิปัสสนา จิตสู่วิปัสสนา ก็คือจิตที่รู้เห็น รู้แจ้งวิปัสสนา แปลว่าเห็น เช่น เขาบอกว่า ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา อาตมาก็งงๆอยู่เหมือนกัน ความหมายของคนอื่น เขาว่ายกจิต ขึ้นสู่วิปัสสนา อาตมาไม่รู้ว่า เขายกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาอย่างไร เขาเอาจิตนี่ เอาอะไรมายก แล้วยกกันยังไง... มีเครื่องยกยังไง เอาอะไรยก ยกขึ้นไปยังไง...

ที่จริง ถ้าเราปฏิบัติถูก เราไม่ต้องยก ไม่ต้องปลงอะไรมันหรอก จิตของเรานี่ สภาพที่มันเข้าสู่สภาพ วิปัสสนาฌาณ หรือเข้าสู่สภาพวิปัสสนา ก็คือเห็น มีญาณ ก็คือตัวเห็น ตัวรู้นั่นแหละ ญาณนั่นแหละ ตัวรู้ ตัวเห็น เห็นจริงๆเลยว่า เราทำจิตของเราให้ปราศจากกิเลส ปราศจากกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ อย่างไม่สงสัย คือมันพ้นวิจิกิจฉาจริงๆ มันไม่ได้สงสัย มันเห็นอยู่รู้อยู่ เป็นปัจจุบันนั่นเทียว เราทำได้ไหม ... ได้ขณะนี้เป็นฌาน จิตเราเป็นฌาน ฌานนี่ เป็นอุตริมนุสธรรม เป็นความเหนือมนุษย์ธรรมดา ที่จะทำได้ เป็นคุณวิเศษของมนุษย์ที่ไม่ใช่ว่า จะทำได้ง่ายๆ ทำด้วยเจตนา ทำด้วยความมุ่งมาด ปรารถนา ได้ทำอยู่ตลอดเวลา ได้เท่าใด ก็คือ ฌาน ได้มากครั้ง มากขณะเท่านั้นๆ ทำให้แก่ตนจริงๆ ถูกกระทบสัมผัส ต่อจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เห็นลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอยู่ เราก็ทำของเราอยู่ ตลอดเวลาเลย ไม่ให้จิตของเรามี โลภ โกรธ หลง ไม่ให้มีกาม ไม่ให้มีพยาบาท นั่นเอง อย่างรู้ๆ ไม่ได้หดหู่ ไม่ได้เสียใจ ไม่ได้ดีใจ ไม่ได้ฟุ่งซ่าน มีความนึกคิดที่อยู่ในกรอบ มีความแจ่มใส มีความเบิกบาน ร่าเริง มีความรู้อยู่ ว่าจิตนี่ เราได้ธรรม เราได้ปฏิบัติ เราได้อบรมตน เราได้ประพฤติ เราได้สั่งสมตลอดเวลา สั่งสมให้ได้บ่อยครั้งทึ่สุด ทำอยู่อย่างนี้ เราเรียกว่า เราสั่งสมฌาน สั่งสมวิมุติ เราทำสมาธิแบบลืมตา

ทีนี้ แบบหลับตานี่...เขาก็ให้มันมีชั่วคราวนั่นแหละ ให้มันอยู่ ในภวังค์นั่นแหละ เราจะหมายเอาในขณะที่ภวังค์ นั่งหลับตา แล้วก็อยู่อย่างนั้น ให้มันเป็นได้จริงๆ เราจะทำให้มันเป็นได้จริงๆ... ลืมตา มันก็ชนิดหนึ่ง ที่เราทำ ก็คงจะชำนาญ อย่างลืมตากันน่ะ พวกเราทำนี่ จะทำได้ง่าย ได้ไม่ง่ายอะไรแค่ไหน พวกคุณก็รู้ตัวเองว่า มันไม่ง่ายนักนะ แต่มันก็ดูว่า เอ๊ะ ในขณะนี้นี่ เราก็ทวนอาการของใจของเรา อารมณ์ของใจของเรา มันมีกามหรือเปล่า แม้ขณะ นี้... มันมีไหน อาการของกาม อาการของความรื่นรมย์ อาการของ ความเสพย์กาม รื่นรมย์ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ขณะนี้... อากาศมันร้อน แหม ลมแผ่วพัดมานี่ มันเย็น สบายดีเหลือเกินนะ นี่ก็เป็นกามชนิดหนึ่ง เป็นกาม ถูกสัมผัสแตะต้อง แล้วเราก็ชื่นชอบอะไร... เราก็รู้ว่าดี แล้วก็ทำใจให้คลายว่า เออ เราอย่าไปติดอกติดใจ ประเดี๋ยวมันร้อนขึ้นมา หงุดหงิด อึดอัด แหม ไม่ชอบ อารมณ์ไม่ชอบ หรืออารมณ์ชอบพวกนี้ เราอ่านให้ละเอียดเชียว กระทำสัมมาสมาธิ ทำฌาน ทำสมาธิ แบบที่เราฝึกหัดน่ะ เราจะรู้อารมณ์พวกนี้ได้ชัด ในขณะตื่นลืมตา แล้วรู้ต่อสัมผัสข้างนอก ข้างในอะไร ตลอดเวลา เราจะเข้าใจ กามคุณ ๕ เราจะเข้าใจพวกนิวรณ์พวกนี้ได้ดี ไปเอาแต่ตอนนั่งหลับตานั่นน่ะ มันง่าย แต่พวกเราไม่ง่าย ตรงที่ว่า เข้าไปสู่ภวังค์ มันไม่ค่อยได้ง่าย มันไม่ได้ เพราะไม่ได้ฝึก มันกลายเป็นอะไรรู้ไหม

พอนั่งหลับตาเข้าไปแล้วนี่ มันไม่เป็นฌานตรงที่มันหลับ พวกเราพอนั่งเข้าไปแล้ว หลับไปเลย ไม่มีสติ สติตกไปเลย คุมไม่ได้ ตั้งไม่เต็ม อันนี้แหละ คือ Meditation ของเรา ไม่เป็นสมาธิตามที่เขาหมายทั่วโลกนี่ เราไม่เป็น แหม พวกนี้นี่ มันแย่เต็มที มาเป็นนักปฏิบัติธรรมโลกุตระ แต่ไม่มีสมาธิ โอ้โห ฟังแล้ว เสียเหลี่ยมหมด เสียแต้มไม่รู้...แต้มมีเท่าไหร่ เสียหมด มันไม่ได้จริงๆ เลยนะ สมาธิตามที่เขาหมายนั่น ทำไม่เป็นกัน อาตมาเล่นมานักล่ะ สมาธิแบบนี้ ทำจน...อยู่ในนั้นล่ะ นั่งไป มีจิตอยู่ข้างในภวังค์นั่น ไปข้างนอกไม่รู้เรื่องอะไร อยู่อย่างนั้นล่ะ ตื่นนะ ไม่ใช่หลับ ถ้านั่งหลับ ก็ชนิดหนึ่ง

ทีนี้ พวกเรา มันจะหลับ มันไม่เป็นเมดิเตชั่น มันเป็นสลิปปี้ ไม่ใช่แรงกูนด้วย มันไม่ใช่ SLEEPY แรงกูนด้วย SLEEPY อโศก นั่งเข้าไป เป็น SLEEPY อโศกไปเลย เป็นการนั่งหลับ ก็ไม่ใช่แต่พวกเราหรอก ที่อื่นก็เป็นน่ะ ในสายที่นั่ง หลับตา นั่งไปๆ มันก็หลับ ไม่ใช่นั่งฌานหรอก ฌานได้บ้าง ประเดี๋ยวมันก็เปลี่ยนเป็นหลับ เพราะฉะนั้น ผู้ที่เขาฝึกจริงๆ เขาฝึกอย่างเก่งๆ นี่ ที่เขาถือว่าเขาฝึกได้เก่งๆ อย่างสายที่เขาฝึกจริงๆจังๆ สายธรรมกาย เป็นต้น หรือสายอะไรต่ออะไร สายอาจารย์มั่น เขาฝึกกันจริงๆ ฝึก ฌาน อันนี้แหละ ฝึกสมาธิ อันนี้แหละ มันก็มีผล มีผลนะ มีผลอุปการะจริง เพราะ ว่า เมื่อฝึกจริงๆแล้ว มันก็จะได้มีสติ แล้วก็ใช้ ณาณ หรือใช้ความที่ปราศจาก นิวรณ์ชั่วคราว ในตอนนั้น อ่านอารมณ์ จะนึกคิด ก็จะนึกคิดได้ดี จะปรุงอะไรก็ได้ดี เพราะมันไม่มีกิเลสมากวน แจ่มใน แม้แต่จะทำไปอย่างไรๆ อีก นานาสารพัด ไปแบบฤาษี เป็นแบบ เดรัจฉานวิชา เป็นแบบอะไรต่ออะไร มันก็เป็นพลังจิตที่สามารถ ฝึกรวบรวมพลังจิต ให้โน้มน้อมไปใน อย่างที่เป็นฤทธิ์เดช แบบอภิญญา อย่างนอกทาง อย่างนอกพุทธนั่นน่ะ จะเป็นอะไรต่ออะไรไป อย่างที่ เขาเล่า เขาลือกัน พวกเรานี่ ไม่ค่อยได้ศึกษาข้างนอกเขาเท่าไหร่ อย่างหนังสือ ที่เขาเขียนขายนอกนั้น มีแต่แบบนี้แหละ เขาเขียนขาย หนังสือที่เขามีกี่อย่างแล้วไม่รู้ เดี๋ยวนี้ อาตมาก็ไม่ได้ติดตาม หนังสือโลกทิพย์ หนังสือคนเหนือโลก หนังสือลานโพธิ์ หนังสือโพธิญาณ หนังสืออริยะ ก็เคยได้เห็นเหมือนกัน หนังสืออริยะ หนังสืออะไรพวกนี้ เขาอธิบายสมาธิแบบนี้ทั้งนั้นแหละ เวลาจะมีพลังจิต เวลาอะไร เขาก็อธิบายไป แบบนี้ทั้งนั้น พิลึกพิลืออะไรไปมากมายก่ายกอง พวกเรานี่ มันไม่มีอย่างนั้น พวกเราไม่เล่น เพราะเราเป็น ลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า อิทธิปาฏิหาริย์ ก็ดี อาเทสนาปาฏิหาริย์ก็ดี อย่างนั้นน่ะ อย่ามายุ่ง ยิ่งเป็นสมณะ เป็นพระแล้ว อย่าไปทำ... แสดงพั่บนี่ คือว่า อาบัติ ไปแสดง ไปมี ไปอะไรนี่ ไม่ต้อง ไม่ต้องสั่งสมน่ะ ไม่ต้องสั่งสม ถ้าเผื่อว่า ผู้ใดมีบารมี มีการได้เทียบเคียงว่า เออ อย่างนี้ เขาเป็นจริงๆ แล้วเขาก็ถือว่า เขาเป็นเขาได้ เขาจริงจัง เหมือนกันนะ อย่าง ..บางแห่ง....นี่ พอนั่งแล้ว เขาก็ตั้งปั้นมโน มโนมยอัตตา ที่เรียกว่า รูปที่สำเร็จด้วยจิต เขาก็ปั้น พอปั้นเสร็จแล้ว มันก็เป็นรูป เป็นเรื่องอะไรกันไป เป็นวิมานอย่างที่ว่านั่นน่ะ ไอ้ที่เล่าเป็น นิยายปรัมปรากันไปสู่ ดาวดึงส์ ไปสู่เมืองสวรรค์อะไรนี่ ไปเห็นสระ อโนดาต มีต้นปาริชาต มีกลิ่นปาริชาต อะไร หอม มันก็รู้สึกหอมจริงๆนะคุณ หอม น้ำใส ก็ใสจริงๆ น้ำที่ว่าใสนี่ ความสมมุตินี่ ว่าใสกว่านั้น มันก็สมมุติได้ แล้วมันปั้นเอาได้ จิตนี่ มันปั้นอะไรต่ออะไรที่มันไม่มีในโลก มันปั้นได้นะ

เพราะฉะนั้น เราบอกว่า ปั้นได้ใสมันใสจริงๆ ก็สมมติเอาว่า ใสกว่าใสน่ะ ใสนี้นี่ใสเท่านี้ อีกใสหนึ่ง มันใสกว่านี้ มันก็สมมติเอาเป็นรูป ปั้นเป็นรูปนิมิต เป็นจินตนาการของตนเอง มันก็ทำเอาได้น่ะซี ก็ของที่มัน สมมติเอานะ อันนี้ มันเหนือกว่าอันนี้ มันสมมติค่าเอาเองน่ะ เพราะฉะนั้น จะสมมติว่า โอ้โห วิมานแก้ว ๗ ชั้น ของทางด้านสายฤาษีลิงดำตอนนี้ วิมานแก้ว ๗ ชั้น ๘ ชั้น ของคนนั้น สวยๆ เอ้า ! สวยกว่าสวย มันก็สมมติได้ อันนี้สวย... อันนี้ สวยกว่าสวย... เรามีรสนิยมอย่างไร เราก็ปั้นเอา สวยกว่าสวย ของเราอย่างนั้น เย็นน่ะ มันเย็นอย่างไร ก็ปั้นเย็นกว่าเย็น มันเป็นยังไง ก็ปั้นไป เย็นเกินไป มันหนาวก็ไม่เอา เอาเย็นกว่าเย็นเท่านั้น อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เขาก็ปั้นไปในความรู้สึก เป็นความรู้สึกรับรส ที่เราเอง เราต้องการ เราว่าอะไรดี อย่างไหน ของใคร ก็รู้สึกเอาเอง มันเป็นความรู้สึกของจิตเท่านั้น ก็ทำเอาได้ หอมกว่าหอม มันเป็นยังไง สมมติเอาที่หอมกว่าหอม ก็เราชอบ รสนิยมไปทางไหนล่ะ โลชั่น หรือ เพอร์ฟูม ล่ะ ก็เอาไป...รสนิยมคน หนักไปทางเพอร์ฟูม ก็ไปทางเพอร์ฟูม เรื่องของกลิ่น ทางไหน ถ้าหนักไปทางโลชั่น ก็ไปทางโลชั่นอ่อนหน่อย เพอร์ฟูมก็ฉุนหน่อย อะไรอย่างนี้ ก็แล้วแต่ นี่ เป็นเรื่องของ ความรู้สึก สมมติเอา รสนิยมของใครของมัน ก็ปั้นไป ก็ทำได้ แล้วก็ไปมี แม้กระทั่งที่สุด มีเมืองนิพพาน โอ๊ ! อย่าว่าแต่สวรรค์ธรรมดาเลย ไปถึงเมือง นิพพาน ไปดิ่งไปเลย เขาปั้นเป็น มโนมยอัตตาทั้งสิ้น เขาจริงๆจังๆ มันได้จริงๆ คนไม่ได้นี่ โอย ไม่เก่ง เรายังไปไม่ถึง ไม่มีบุญ แหม น้อยวาสนา น้อยใจ อะไรๆต่างๆนานา มีอยู่เยอะ คนที่ปั้นได้สำเร็จด้วยจิต ก็ถือว่า คนนั้นแหละ สำเร็จแล้ว ได้ไปใหญ่เลย จริงๆมันไม่มี ไอ้เมืองสวรรค์ เมืองนิพพานอะไรๆ ลงอย่างนั้นๆ แหละ ปั้นสระอโนดาตอะไรนั่น มันไม่มีหรอก หรือว่า แม้ในนรก ก็จะมีกระทะทองแดง แล้วก็เอาคนจุ้มหัว จุ้มหางลงอะไรกัน แหม เขียนภาพออกมา... มันไม่มี มันไม่มีในแดนไหนๆ ในโลกไหน มันก็ไม่มี แต่เขามีกัน จริงๆน่ะ เขามีกันจริงๆ ปั้นสำเร็จ แล้วมันจริงของเขา จริงๆเลย คนไหนไปอยู่ในทางนั้น แล้วก็ถือทางนั้น เห็นจริง เห็นจังในทางนั้น เขาก็จะมีจริงๆ อย่างพวกคุณนี่ ไม่เชื่อแล้ว ไปปั้นให้ตายยังไง มันก็ไม่เป็น เพราะมันไม่เชื่อ จิตลึกๆ มันไม่เชื่อแล้วปั้นยังไง มันก็ไม่เป็น เพราะมันไม่เชื่อ ก็มันไม่มี แล้วจะให้มันมี เอ๊ะ จะมียังไง ก็มันไม่มี มันจิตสำเร็จด้วยจิตเท่านั้นเอง

เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ไม่มีบุญอย่างเขาหรอก คนที่เข้าใจอย่างสนิท ยิ่งสนิทเท่าไหร่ ยิ่งไม่มี มันต้องไป หลงเชื่อจริงๆเลยนะ แล้วมันถึงจะปั้นได้ อาตมานี่ ก็ไปปั้นกับเขามาได้บ้าง ไม่ได้บ้าง คือมันมีธาตุเดิมมันนะ ที่มันรู้แน่ รู้แท้แล้ว มันก็ได้อย่างนั้นล่ะ มันไม่ค่อยเข้าท่าอะไรเท่าไหร่หรอก ไม่เก่งเหมือนเขาหรอก ของเขานี่ มันสนิท มันคนเชื่อสนิท มันไม่มีอะไรไอ้นั่นเลย มัน ไปดิ่วเข้าไป อย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาก็เออ มันไปได้ดิ่ว แต่ก่อนที่ยัง...ไม่ได้มาฟื้น ความรู้จริงของเรา อย่างนี้ เราก็ยังนึกอยู่ว่า เออ พวกนี้ มันไปได้เก่ง เขาเก่ง ยังนึกอยู่วา เขาเก่งอยู่นะ เราไม่เก่งเท่าเขา อะไรก็แล้วแต่ เราก็นึกๆ แต่อาตมาก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่รู้เรื่องอะไรกับเขา รู้ ก็เข้าใจทั้งนั้นแหละ จนกระทั่ง มารู้ทางนี้ อย่างแน่นอน ชัดเจนแล้ว ถึงเห็นได้ว่า พวกนี้ มันใช้จิต ที่เป็นจิตสมมติอะไรต่ออะไรกันไปอย่างนี้นะ แล้วก็ติดกันอย่างนั้นจริงๆ เขาเชื่อกันอย่างนั้นจริงๆ ที่เห็นความจริงว่า เขาเป็นอย่างนั้นก็เป็นไป ถ้าเผื่อว่า สิ่งอย่างนั้น จะนำพาให้เขาเอง ละอกุศล ละทุจริต อะไรได้บ้าง เขาก็ทำกัน พยายามที่จะเป็นคนมีศีล ศาสนาพุทธเรานี่ มีศีล เขาก็ระลึกเหมือนกันว่า ศีล เขาไม่พยายามที่จะละเมิด เขาทำศีล แต่ไม่พยายามละเมิดศีล เขาก็พยายามทำอยู่บ้าง เอ้า เขาจะเชื่ออย่างนั้น เป็นความสามารถ เป็นสิ่งที่เขาได้ เขาเป็น เป็นกำไรของเขา แล้วเขาก็พึงปฏิบัติละอกุศล ละทุจริตอะไรอยู่ ก็เอา ก็ยังดีนะ

นี่ อธิบายโครงง่ายๆ ให้ฟังว่า ลักษณะของสมาธิ หรือ MEDITATION อย่างเขานี่ เขาเอาไปเล่นจนกระทั่ง พวกฝรั่ง เอาไปเล่น เอาไปนั่งเหาะด้วยนะ ไปทำแล้วก็เหาะ กระโดดอะไรของเขาก็ไม่รู้ ต้องไปนั่งบน ไอ้ที่นั่งตรง เป็นฟูก เป็นมีสะปรงสปริงอะไร เอ๊ มันเหาะได้จริงๆ มันจะไปนั่งที่นั่งสปริงทำไม แล้วมานั่งปูนอย่างนี้ เหาะให้ดูซิ ทำไมจะต้องไปนั่งในที่ๆมันเป็นสปริง เบาะธรรมดาเหรอ จะต้องมีที่นุ่ม ที่เนิ่มอยู่ทำไม ไปนั่งหินอย่างนี้เลย นั่งแล้วก็เข้าฌาน แล้วก็เหาะบรื๊อ เหมือนติดจรวดลงไปดู อาตมาไม่รู้นะ เห็นเขา ถ่ายร่งถ่ายรูปมา ไม่เคยเข้าไปสอดส่อง ไม่เคยเข้าไปติดตาม..ว่าเหาะได้ด้วย ก็เอา ก็เอา ก็เก่ง น่ะ

เอ้า.. มาเข้าสู่บทเรียนที่ว่า เราจะต้องเรียน ดูซินี่ อธิบายคร่าวๆ ให้ฟังในลักษณะที่สมาธิ กับสัมมาสมาธิ มันต่างกันอยู่ ในลักษณะอย่างนั้น เป็นสมาธิที่เข้าใจทั่วไป ก็สมาธิอย่างที่เล่านั่นแหละ ทั่วโลกเข้าใจ สมาธิแบบ MEDITATION หรือแบบเข้าไปอยู่ในภวังค์ ส่วนสัมมาสมาธิ ที่เรากำลังพยายามประพฤติ ศึกษา ทำกันจริงๆ แล้วก็เป็นสภาพที่เราลดละกิเลสได้ ไม่อยู่ใต้อำนาจของตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อยู่เหนืออำนาจ ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ชนะกามที่แท้จริง ชนะอัตตา เรียกว่า ภพอัตตา หรือภวอัตภาพ ชนะตัวสภาพ ของที่ในภพ ในจิตของเรา ที่ไปปั้นอย่างนั้น สมมติอย่างนี้ อุปาทานอย่างโน้นอย่างนี้อะไร เรียนรู้อัตตา เรียนรู้มานะ เรียนรู้กิเลส สภาพทางจิต ที่มันมีภพ มีชาติอะไรอยู่อีก อย่างแท้จริง เพื่อที่จะพ้นกามาสวะ พ้นภวาสวะ พ้นอวิชชาสวะ อันเป็นอาสวะ ๓ ใหญ่ ๆ พ้น ๓ อาสวะนี้ เสร็จก็เป็นพระอรหันต์กันได้จริงๆ ซึ่งเราก็ใช้สัมมาสมาธิ อย่างที่ทำนั้น อาตมาก็เห็นประโยชน์ว่า พวกเราศึกษาสัมมาสมาธิกันมา แล้วก็เรียนรู้กันมา ลด ละมานี่ ได้มา จะแกล้งอาตมา หรือว่าไม่แกล้งก็ตาม อย่างที่อาตมาพยายาม ตรวจสอบพวกคุณ แล้วคุณก็ตรวจสอบตัวเอง ว่าคุณมานี่ บางคนมา ๓ ปี บางคนมา ๕ ปี บางคนมา ๑๐ กว่าปีแล้ว บางคนมาแล้ว มาจนกระทั่ง อย่าว่าแต่มาเฉยๆ เลย ไม่ใช่มาปฏิบัติธรรมดา จนกระทั่งวางลาภยศ ทิ้งเงิน ทิ้งทอง ทิ้งสิ่งที่เคยได้ ทิ้งงาน ทิ้งการ ทิ้งหลักฐานที่โลกเขาแย่งกัน ยังกับอะไรดี สมัครภารโรง ๖ ตำแหน่ง ไปสมัครกัน ๓ พัน สถานที่อะไรของเขา ไปสมัครนักการ เขาไม่เรียกภารโรงหรอก เขาเรียกนักการ โอ้โห ! นี่เขาก็แย่งกัน ลาภยศ แต่พวกเราทิ้ง อย่าว่าแต่ตำแหน่ง นักการอย่างนั้นเลยนะ จะเป็นข้าราชการ มีซี ๓ ซี ๕ ซี ๖ อะไร ก็เลิกๆละๆ ทิ้งๆ มาจริงๆ น่ะ บางคนก็ทิ้งมาได้หลายปีแล้ว แล้วเป็นยังไงละ โหยหา อาวรณ์ อยากจะกลับไปได้ซีอย่างเก่าอะไรหรือไม่ แค่ไหน อาตมาก็พยายาม มาทดสอบ พูดเตือนพวกเราว่า ละโลกโลกียะนี่มาได้จริงไหม ลาภก็ดี ยศก็ดี สรรเสริญก็ดี เป็นโลกียะ ชัดๆนี่ โลกียสุข ที่เราละมานั่นแหละ เป็นแกน ถ้าเราไม่ละทิ้งโลกียสุขมาได้ เราจะทิ้งลาภ ทิ้งยศไม่ได้หรอก มันทิ้งได้ ก็เพราะว่า เราได้ละ โลกียสุข เรื่อยๆมา เรื่อยๆมา ไล่มา ทิ้งมาๆ จนกระทั่ง เห็นว่า อู๊ว์ มันน้อยแล้ว เราไม่ต้องไปบำเรออะไร มากหรอก

เพราะฉะนั้น เรื่องเงินเรื่องทอง เรื่องสิ่งที่เราจะมาบำเรอตนมากๆนี่ มันไม่ต้อง มันจะลดจริงๆ แล้วมันจะมั่นใจ ว่า มีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องไปสะสมเงินทอง สภาพคุณภาพของชีวิตนี่ มันจะขึ้นไปจริงๆเลยว่า... เป็นคนเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อย สันโดษ ขัดเกลาตัวเอง มีศีลเคร่ง มีอาการที่น่า เลื่อมใส มีการไม่สะสม มีความขยันหมั่นเพียร น่ะ คุณธรรม ๙ ประการ มนุษย์พัฒนา ๙ ประการ มันจะเป็นจริงๆ มันเช็คได้ วัดได้ ผู้ใดไม่ได้ไปมีมาก่อน ก็ยิ่งสบายใหญ่เลยน่ะ ปฏิบัติมาตั้งแต่อายุยังน้อย เริ่มริ แค่เป็นนักเรียน เป็นอะไรมา แล้วก็ไม่ต้องมีอะไรเรื่อยไปเรื่อยๆๆๆ แล้วก็อย่าไปนึกว่า แหม เรานี่ ไม่ได้ไปสะสมเงินก่อน ไม่ได้ไปมีลาภก่อน ไม่ได้ไปมียศ แล้วก็มาทิ้งลาภทิ้งยศ โอ๊ย เราเลยไม่ได้ผลโลกียะ กับเขาเลย เพราะว่า เราไม่ได้ทิ้งลาภ เราไม่ได้ทิ้งยศ ไม่ต้องหรอก ก็มันทิ้งมาเลย โดยที่ไม่ต้องไปมีมาเลย มันก็ทิ้งอย่างจริงๆแล้ว คุณไปโหยหา อาวรณ์เขาไหมล่ะ ไปริษยาเขาไหมล่ะ ไปข่มไปเบ่งเขาไหม ไม่มีลาภนี่แหละ ไปข่มเบ่งคนมีลาภอีกน่ะ มันจะซ้อนเชิง

ก็เมื่อเราไม่ได้ไปเบ่ง ไปข่มอะไรเขา แล้วก็เราไม่ได้หลงใหลยินดี ได้ปลื้มอะไร เราก็รู้ว่า เราทำลาภ คืออะไร ลาภคือสิ่งที่จะสร้างสรรขึ้นมา เป็นสิ่งที่ได้ แล้วก็ สร้างขึ้นมาโดยสุจริตด้วย มีฝีมือ มีความสามารถ... เหมือนกับเราไปทำงานรับจ้าง ได้ค่าตอบแทนนั่นแหละ แต่เรามีผลผลิต มีแรงงาน มีความรู้ความสามารถ จึงสร้างทำงานเก่ง ขยัน หมั่นเพียร นั่นแหละ มันก็เกิดผลผลิต เกิดแรงงาน เกิดความสามารถ ยิ่งทำ ก็ยิ่งชำนาญ ยิ่งทำก็ยิ่งแคล่วคล่อง เป็นผลผลิต เป็นแรงงาน เป็นคุณค่า ที่เราได้สร้าง นั่นแหละ ลาภโดยธรรม เสร็จแล้ว เราไม่ได้เอามาเป็นของตัว ตลอดเลย เราได้ลาภ แต่เราไม่เอาๆ ไม่เอา...เลย มันซ้อนเชิง มันสูงกว่า ที่เราจะต้องไปเอามาเสียก่อน แล้วก็มาเอาออกไป จะต้องไปทำให้มันขยักขย้อน ทำไมเล่า ก็ทำทีเดียว ลาภนี่แหละ แล้วก็แจกไปเลย ทำเสร็จแจก ทำเสร็จแจกไปเลย มันเร็วนะ โดยเศรษฐศาสตร์ มันเจริญทันทีเลย สะพัดเลย ทำได้ก็สะพัดทันที ทำได้สะพัดทันที ไม่ได้มากักตุน ไม่ได้สะสมเป็นของเราเลย ความเป็นของของเรา ก็ยิ่งไม่มีใหญ่ ทันทีทันใด SUDDENLY ทันที ไม่ต้องไปช้า ไม่ต้องไปนานอะไรเลย มันไม่ดีกว่าหรือ ใช่ไหม อย่างทันทีเลย ทำปั้บ ก็สร้างให้ มันก็เป็นลาภยศ ไม่ต้องไปมีหรอก ก็เป็นกรรมกรน่ะ พวกเราเป็นกรรมกรทั้งนั้นแหละ ยศถาบรรดาศักดิ์ ก็การแต่งตั้ง คนนั้นรับผิดชอบอันนี้ คนนี้รับผิดชอบอันโน้น มีความสามารถมาก เขาก็ให้รับผิดชอบมาก อะไรอย่างนี้ มันก็เป็นยศ... บอกว่านี่ล่ะนะ ซี ๑ ซี ๒ ซี ๕ ซี ๘ อะไรก็ตั้งกันไปอย่างนี้ นี่ สิบตรีแล้วนะ นี่สิบโท สิบเอก อะไรก็ตั้งกันไป เป็นยศ เพื่อที่จะรับผิดชอบงานการ ขนาดนั้นขนาดนี้ มีความสามารถมาก ก็ได้ยศมาก เท่านั้นเอง

ส่วนสรรเสริญ สรรเสริญ หรือนินทานั้น โอ้ย ซับซ้อน มีเยอะแยะไม่ต้องห่วง อันนี้ได้แน่ สรรเสริญเยินยอ หรือว่า นินทานี่ ได้แน่ ในหมู่พวกเรานี่ ก็นิยมนินทากัน ที่จริง เราไม่เรียกนินทา เราเรียกติเตียน นินทานี่ หมายความว่า พูดลับหลังนะ นินทานี่ คือไปเที่ยวได้ด่าลับหลัง ไปตำหนิติเตียนลับหลัง ไม่ให้เจ้าตัวรู้ ไอ้นี่ พวกเราก็มี ไม่ใช่ไม่มี ต่อหน้าไม่กล้าหรอก ไปเที่ยวนินทากับใครไม่รู้ ติเตียนข้างหลังโน่น ต่อหน้า ก็ไม่กล้า ติเตียนหรอก มีอยู่แน่ในพวกเราเยอะ ได้แน่ พวกเรา นินทากับสรรเสริญ ได้แน่ แต่สรรเสริญ นั่นน้อย ไม่ค่อยจะสรรเสริญกันเท่าไหร่หรอกน่ะ ก็ไม่เป็นไร ไม่แปลกอะไร เราก็สรรเสริญกันบ้าง สรรเสริญกันด้วย นินทากันบ้าง ที่จริงติเตียน ไม่ใช่นินทา ติเตียนกัน ติเพื่อก่อ สรรเสริญเพื่อให้รู้ แล้วก็พยายามดูตัวเอง สรรเสริญแล้วก็อย่าลอย อย่าหลงอะไร อันนี้ แน่ๆนอนๆ เรื่องลาภ เรื่องยศนี่ มันของเรา พวกเรานี่ ตัดกัน อย่างที่เรียกว่า มีรูปแบบเลย มีสภาพเลยว่า เราลดกันได้ดี ลาภยศ ที่เป็นของอยากในโลก แม้แต่ฆราวาสเรา ก็ยังลดลาภ ลดยศ ได้ดี ว่ากันจริงๆแล้ว ดีกว่านักบวชอีกเยอะๆน่ะ มีนักบวชที่ไม่ลดลาภ ลดยศ ยังแย่ง ยังชิง ยังแสวงหากันอยู่

พวกเรานี่ เป็นฆราวาสแท้ๆ ยังไม่ไปแย่งลาภ แย่งยศอะไรกับเขา ดีกว่าผู้ที่เป็นนักบวชเสียแล้วด้วยซ้ำ เห็นรูป เห็นแบบ เห็นอะไรที่ชัดเจน ทิ้งมาให้เห็นชัดๆ ลดมาให้เห็นชัดๆ นี่ โลกียะหลักๆ เนื้อหาของโลกียะ แล้วเราก็ เหนือโลกียะอันนี้ ลดโลกียะอย่างนี้ จริงๆมานี่ บางคน ๓ ปี ๕ ปี ๘ ปี อย่างที่ว่านี่ ตรวจสอบซี แล้วเป็นยังไงล่ะ นับวัน นับเดือน จะต้องไปต่อไปแล้วนะ ถ้าเผื่อว่า ตรวจสอบดีๆแล้ว ...เอ๊ มันไม่ถูกนะนี่ รีบ รีบกลับ ไม่อย่างนั้น เสียเวลานะ จะตายเปล่าๆ ทิ้งๆน่ะ ไปรู้สึกตัวเอาเมื่ออายุ ๖๐ แล้ว ไม่ได้นะ ทีนี้ แล้วจะกลับไปหาเอาลาภ เอายศอีก ไม่ได้นะน่ะ ชีวิตมัน เอ๊! เรานี่ มันหลงผิดทางแล้วนี่ มาพาไปไหนก็ไม่รู้นี่ ที่นี่...เลิกละทิ้งมาอย่างนี้ มันจะเข้าท่าหรือ ตรวจสอบจริงๆ แล้วก็ระลึกรู้ด้วยปัญญาญาณ ด้วยความเข้าใจ เอ๊ โลกของเขา เป็นอย่างนั้นกันนี่นะ ตัวอย่าง...นะ แล้วทำไมเรามาบ้า พามาบ้านี่ ถูกหลอก ล้างสมองมา ตาย..เรามาเป็นแรงงานทาส มาขยัน หมั่นเพียร แล้วมาทำงาน ความสามารถของเรามี ก็เอามาทำอยู่ทางนี้ มารับใช้ฟรี อะไรก็ไม่ได้ มาหลอกใช้เราทุกอย่างเลย เงินทอง ข้าวของ เราจะไปเสวยสุขโลกียสุข คนที่เขา สบาย สำรงสำเริง สำราญอะไรอยู่กันเยอะแยะ ในตัวอย่างในโลกนี่ มีให้ดูเยอะแยะเลย เราจะมาอดอยาก ปากแห้งอยู่นี่ล่ะ หลอกเก่งจังเลย เราเสียท่ามาซะหลายปี แล้ว รู้สึกตัวแล้วรีบไป ... เอ้าจริงๆไหมล่ะ... จริงไหมล่ะ ก็แต่ก่อน คุณเคยเสพย์ ยังได้เสพย์ไม่เต็มที่ด้วย บางคน โอ้โห ! อยากจะกินอาหารร้าน มื้อละแสน ๒ แสน ก็ยังไม่มีเงินไปกิน จะต้องไปกินให้ได้สิ ไม่ได้เที่ยวในรูปอย่างนั้น รสอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ สัมผัสอย่างโน้น มันยังไม่ได้ เคยแล้วเหรอ... เคยกินหรือ เปล่าล่ะ นั่นน่ะ...ไม่เคย เอ้า แล้วอย่าไปกินเลย โต๊ะละเป็นแสนน่ะ บินไปกินต่างประเทศอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันจะต้องไปเสพย์สุข โลกียสุขอะไรทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เขาว่ามันดี มันวิเศษ มันเลิศ มันอร่อย มันอะไรก็ต้องไปเอาน่ะ นี่ ยังไม่เคยมีคู่ ก็ต้องไปมีคู่ ก่อนซี ไม่เคยสุข ถูกหลอกมาอยู่ทางนี้ เดี๋ยวแห้งเหี่ยวหัวโตตายเลย หา ไม่เสียดม เสียดายอะไรเหรอ เพราะฉะนั้น เตือนสติตลอดเวลา โลกียะเขาเป็นอย่างนั้นแหละ เราจะสุขสำราญ ประสพผลสำเร็จในชีวิต มีเงินหลายพันล้าน อะไรก็ตาม จะต้องได้เสพย์ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เอร็ดอร่อย ไปสำเริงสำราญ ตามอย่างโน้นๆ คนโลกๆ เขามีอยู่ให้ดูให้เห็นอยู่ตลอดเวลา จะมานั่งอับเฉา ถูกหลอกมา เป็นข้าทาสนี่ มาเป็นแรงงานทาส แล้วใช้คำว่า แรงงานอริยะนี่ หลอกไว้ให้มาทำ ดูซิ นี่ มาทำซอกๆๆ ยังกับบางคนนี่ โอ๊ บางคนน่ะ มีฐานะทางโลก เขาออกไปข้างนอกผงาด เหมือนกันนะนี่ แหม มีคนโค้ง เคารพอย่างโน้นอย่างนี้ มาทางนี้ ตาย มากวาดขี้หมา มาทำอะไรอยู่อย่างนี้ โอ๊ ! ดูแล้ว มันสมเพชเวทนาจริงๆนะ พูดแล้ว มันเห็นจริง เห็นจังเลย เขาว่าก็จริงของเขาทุกอย่างเลยนะ อะไร ทำไมมันโง่ดักดาน

งั้น มาให้ถูกหลอก ก็อยู่ทางโน้น มีศักดิศรี มีอะไรสง่าผ่าเผยดี มาทางนี้ แล้วมาเป็นข้าทาส มาเป็นอะไร ต่ออะไร ทำสารพัด อะไรต่ออะไรต่างๆนานา เหมือนกับคนทุกๆคน ของคนอื่นเขา คนจบไม่จบ ป.๔ ด้วย ก็นั่งกับพื้นๆ อย่างนี้ นอนกันอย่างนี้ กินก็อย่างนี้ ไม่ได้มีศักดิ์ศรี ไม่ได้มีขั้นตอน ไม่ได้มี...อะไรต่อ อะไรเลย อย่างนี้ เอ๊ เสียหมด หมดศักดิ์ หมดศรี หมดอะไรทั้งนั้นล่ะ จะเป็นอย่างข้าทาสอะไร ต่างๆนานา มันจริงของเขาทั้งนั้น

เพราะฉะนั้น คนไหนก็แล้วแต่ เมื่อรู้สึกตัวว่า ถูกหลอกอย่างสนิทแล้ว รีบรู้ตัว แล้วรีบไป ...ไปอยู่กับ ทางโน้นเขา ก็เอา เพราะทางโน้นเขาเป็นธรรมดา ธรรมชาติของเขาอยู่อย่างนั้น เขาก็มี ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีศักดิ์ มีศรี มีทุน มีรอน มีเงิน มีทอง มีอะไรของเขาอยู่อย่างนั้นแหละ แต่ทีนี้ เราจะมาทางนี้ นี่ก็พูดเตือนตลอดเวลาน่ะ อย่ามาเสียเวลามากมาย... อาตมา เตือน ผู้ที่มาบวชแล้วอย่างนั้นน่ะ ที่ไล่ๆมา ที่เคยพูดมาแล้ว มาอยู่ได้ตั้งหลาย เป็นสิบๆปี แล้วไม่อย่างนั้น ไปอยู่ทางโน้น ก็นี่ หน้าตาก็...ไม่ค่อยเลว ไม่เลวนะนี่ ป่านนี้ ก็ได้เมียกันคนละหลายๆคนแล้ว อะไรอย่างนี้ (ผู้ฟังหัวเราะ)

น่ะ ลูกสาวบ้านใครบ้านใคร ก็คงได้กันไปหลายคู่ หลายคนแล้วล่ะ จะมาเสียเวลาอยู่ทำไม ตั้งเป็นนม เป็นนาน ใช่ไหม... หรือไม่ ก็ไปหาเงิน หาทอง นี่ได้กันคนละหลายหลัวแล้ว นี่เงินทองแต่ละคน แต่ละคนนี่ ถ้าไปทำงานมาเป็น แรงงานอริยะ หรือมาเป็นแรงงานทาส ฟรีๆ ไปตั้งหลายแล้วนะนี่ เก็บแล้วได้ ตั้งเยอะนะนี่ แต่คิดจริงๆ มันจริงนะ นี่แรงงาน หรือว่าความสามารถ แต่ละคน พวกเราทำนี่ มันเป็นผลผลิต จริงๆ แล้วมันก็ได้ มันก็ออกไปสู่สังคมจริง... ทุกคนไม่เห็นเหลือสักกะบาท ไม่มีเหลือเลยนะ นี่ ทำงานกัน ทั้งนั้นล่ะ ทุกๆคน ทำงานกัน ไม่มีเลย มีแต่ทำแล้วก็ออกไปหมด ทำแล้วก็กระจาย ทำแล้วก็สลาย ไม่มีได้แลกกลับมา นี่แหละ คนข้างนอกเขางงว่า มันเอามาจากไหนวะ อโศกนี่ มันรวย ก็จะไม่รวยยังไงล่ะนี่ ไม่ใช่คนงอมืองอเท้า ทุกคนมีประสิทธิภาพใช่ไหม มันก็ทำ ก็สร้างๆ ออกไปๆ แต่มันไม่เป็นรูป มันไม่มีไว้สัก ๕ หมื่น ๕ แสน ๕ ล้าน ทางโน้นเขามีนะ ใส่แบ๊งค์ไว้

แต่ของเราไม่มี ไม่มีนะ ทางโน้น ไม่ใช่ค่าแรงงานด้วย บางทีค่าบริจาค ทำทานของเรานี่ ทำทานก็ไม่เอา อยู่แล้ว ถ้าทำก็เข้ากองกลาง เข้ามูลนิธิไปเลย ส่วนตัว ก็ยังงั้นๆ แหละ ถ้าไม่มารับก็เข้ากองกลางต่อ หรือว่าเป็นครั้งเป็นคราว เป็นเรื่องเป็นราว อะไรก็ว่าไป ก็ไม่มีเก็บ ไม่มีอะไร ทางโน้นน่ะ รับเละเลยนะ เยอะ นี่ ถ้าเราจะเอาวิธีนั้นบ้าง ก็ป่านนี้ ท่านสันตจิตโต มาก่อนเพื่อน คงจะได้หลายกว่าเพื่อนมั้ง ป่านนี้... ผู้รัตตัญญู มาบวชก่อนเพื่อน ป่านนี้ ก็คงปาเข้าไป เป็นล้านแล้วมั้ง ๑๐ กว่าปีแล้ว ใส่แบ๊งค์ไว้ นอกนั้น ก็ไล่มาซิ ตามฐานะ ไม่แน่หรอก หลังๆนี่ อาจจะฝีมือดีๆนะ บางคนอาจจะทำ ไอ้ข่ง ไอ้ขิก เก่งอะไร อาจจะรวยกว่าเขา.. ฝีมือมันต่างกัน คนเราฝีมือดีๆ เห็นไหม (หัวเราะ) ก็อาจจะรวยกว่าเขา สะสมได้มากกว่าเขา ก็ได้ แต่พวกเรา ไม่มีอย่างนี้ เรามาเสียเวลาอยู่ทำไม แก่ลงไป ทุกวันๆๆๆๆ ทุกวัน เดี๋ยวก็ถึงเวลาตาย เอ๊ พวกเรา สมณะเรา ยังไม่ตายสักคนล่ะเนาะ หึ เออ อิทธิปาทายุโก ตายไปคนหนึ่งเนาะ ลืมไป ตายอายุยังหนุ่ม ไปตายที่เชียงใหม่ ตายไปคนหนึ่งแล้ว นี่ยังไม่ตายกันนี่ นี่เราแก่ขึ้นไป แก่ไปๆ บางคนแก่ๆ มาบวชแล้ว นึกว่าจะตาย ก่อนที่จะมาบวชแล้วนะ เห็นว่า เอ๊ คนนี้จะอยู่ได้กี่ปี มาบวชตอน อายุมากแล้วมาบวชแล้ว เอ๊ะ แข็งขัน ขยัน แข็งแรงขึ้นมา เผลอๆไปนี่ อย่างท่าน พหุลีกโต ปาเข้าไป ๗๐ แล้ว แต่ก่อนก็ มาบวช ทำไมมาบวชหนอ นี่อายุตั้ง ๖๐ แล้ว จะมาบวชทำไม บอกว่า พอไปได้ ผมยังแข็งแรง ว่ายังงั้นนะ เอ๊ จะไปรอดหรือ เอ้า เอาเข้าจริง ๗๐ ยังแข็งขันอยู่เลย ให้เทศน์แล้ว ไม่ไล่ไม่ลงนะนั่น (ผู้ฟังหัวเราะ) ถ้าให้ขึ้นเทศน์ ไม่ไล่ไม่ลง เทศน์โอ้โห แหม ต้องห้ามกันน่ะ แข็งแรง ก็ไปกันได้ ยังไม่ทันตาย

ที่อาตมาพูดให้ฟังนี่ เพื่อให้ตรวจสอบของจริง ความจริง ไม่ใช่พูดเล่น จัดเป็นเล่นให้มันระเริงอารมณ์เล่น ไม่ใช่นะ แต่มันก็ดูสนุกดีเหมือนกันแหละนะ มันก็ดูๆแล้ว มันก็ขำๆ เอ๊อ ดูซินี่ ถูกหลอกได้สนิท อะไร จะปานฉะนั้น ถูกหลอกได้สนิทดีนะ แล้วก็มาเป็นไป นี่ เป็นผลของสัมมาสมาธิ เป็นผลของเราลืมตารู้ๆ แล้วญาณปัญญา จะพูดยังไงก็พูดไป จะพูดว่าหลอก จะพูดว่า ถูกอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรต่ออะไร ก็พูด ไม่มีปัญหาอะไรหรอก น่ะทางเรานี่ อาตมาว่า ไม่กลัวนะ คำพูด แล้วก็ไม่ใช่ว่า ไม่ถือสาคำพูดด้วย เอาคำพูดมาตรวจสอบ เขาพูดอย่างนั้นๆ อาตมาพูดนี่ ก็ไม่ใช่ว่า ไปฟังแล้ว ก็เล่นๆ แล้วก็หลงมี อาตมามีจิตวิทยา ทำให้พวกคุณนี่ หลงสนิทเลย ไม่ต้องตรวจตรา ไม่ต้องคิดนึก ไม่ต้องสำเหนียกสังวร ไม่ต้องพยายามเปรียบเทียบอะไร ไม่ได้นะ ต้องวินิจฉัยจริงๆเลย ให้ดูให้ดีๆ มันเป็นยังไง ทั้งนอกและใน อารมณ์ข้างในจิต และข้างนอก สภาพข้างนอก มันสอดคล้องกันไหม สงบระงับ ไม่สะสม มันเป็นยังไง อยู่เหนือโลกียะ หรือโลก มันเป็นยังไง ลาภ ยศ สรรเสริญ กามคุณ อัตตา มานะ เป็นยังไง ให้รู้สภาพ เหล่านั้น ว่า เราหลุดพ้นขึ้นมานะ เราเบาบางลงมา เราสบายใจขึ้น แล้วเราก็อยู่ของเราได้

ของเราเดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้นี่ มันเป็นสังคมมนุษย์ มีวงจรขึ้นมา มีระบบ มีอะไรต่ออะไร อาตมายิ่งพูดได้ อย่างแจ่มชัด ยิ่งพูดได้ มีที่รองรับ มีอะไรรองรับมากขึ้นว่า เราอยู่กันได้ยังไง เราไม่มีเงินสักบาท ไม่ได้มี รายได้เลย แล้วมันจะอยู่ได้ยังไง เอ๊ มันอยู่ได้แฮะ โลกเขาไม่มีรายได้มันอยู่ไม่ได้นะนี่ อาตมาอ่านข่าว พวกคน ไปทำงานที่สิงคโปร์นี่นะ ไปอยู่เขาบอกไม่ได้เป็นบ้านหรอก เป็นกล่องๆ ใครอ่านไหมละ ข่าวคราว เขาบอกว่า ไปอยู่ในกล่อง อยู่กัน มันทุเรศ ทุรังการ ว่ายังงั้น อัดกันอยู่อย่างนั้น บางคนมันไม่มี มันอยู่ไม่ไหว มันก็ออกมานอนข้างนอกบ้าน สะเปะสะปะ อับชื้น มีเชื้อโรค มีอะไรต่ออะไร แต่มันเป็นคนงานทาส ต้องไปทำสัญญาเข้ามากู้เงินมา เพื่อที่จะให้ทางบ้านไปก่อน ๔ หมื่น ๕ หมื่น แล้วก็จะต้องทำใช้หนี้ ใช้อะไร มีสัญญาผูกมัด หนีมาไม่ได้ ต้องทนทำให้มันหมดหนี้ หมดสิน อะไรต่ออะไรต่างๆนานา เพราะเขาเอาเงิน ซื้อไว้ก่อน อะไรต่างๆนานา พวกนี้ดูแล้ว รู้ว่าดิ้นรนชีวิต น่ะ ตัวเองตาย ก็ต้องตาย ยอมตายทุกอย่างนะ รู้ว่า ไอ้นี่เป็นพิษ ไอ้นี่เป็นอะไร มันถึงตาย ก็ต้องยอม จะต้องกินยา จะต้องกินโน่น กินนี่ จะต้องทุกข์ยากยังไงอยู่ ก็ต้องทนอยู่ ไอ้อย่างนั้นสิ มันน่าสงสาร มันไม่มีทางออก เขาไม่มีความรู้ เขาไม่รู้ว่า จะอยู่ยังไงน่ะ
ทีนี้ ทางพวกเรานี่ ได้มาพบ ได้มารู้ ได้มาเห็น ได้มาอยู่ แม้จะมีความรู้ หรือไม่มีความรู้ เราก็อยู่อย่างพี่ อย่างน้อง คนที่มีความรู้มากๆ ก็เอ็นดูกัน มีฝีมือ มีความสามารถ ก็ทำมากๆ เป็นบุญของเรา เราได้เกื้อกูลกันไป ก็บุญของเรา แม้แต่คนที่ความรู้ไม่มาก ความสามารถก็มีได้ เกื้อกูลได้ สร้างสรรได้ บางคนมีบุญ ได้มากๆเหมือนกันนะ คนที่เรียนสูงๆ บางทีหยิบโหย่ง บางที มันอัตตามันเยอะ ขี้เกียจ จะให้แต่คนที่ไม่ได้เรียนสูง ยังมีลักษณะศักดินา ทุนนิยม อยู่พอควร แกทำก็แล้วกัน มีเชิงฉลาดอยู่ในหัว คุณทำก็แล้วกันนะ คุณได้บุญมาก ฉันไม่ค่อยทำ คุณไม่ค่อยทำ คุณก็ไม่ค่อยได้ ไม่มีปัญหา คุณจะไปทำ ฉลาดโกงอย่างนั้น ไม่ได้เรื่องอะไรน่ะ ใครทำก็ใครได้ มันเรื่องธรรมดา
แต่พวกเราก็ทำกันไปอย่างนั้นแหละ แล้วแต่ บุญใครบุญมัน บาปใครบาปมัน กรรมใครกรรมมัน

ประโยชน์ของการเจริญอานาปานสติน่ะ อานากับอาปานะ แปลว่า ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก หรือ อัสสาสะ ปัสสสาสะ ก็เหมือนกันน่ะ อัสสาสะ ปัสสาสะ ก็หมายถึง ลมหายใจเข้าอันหนึ่ง ลมหายใจออก อันหนึ่ง กายไม่หวั่นไหว จิตไม่หวั่นไหว เรียกว่า งามนอกงามใน คำว่ากาย ไม่หวั่นไหว จิตไม่หวั่นไหวนั้น ไม่ได้หมายความว่า กายไม่กระดุกกระดิก แล้วก็เลย จิตก็ไม่กระดุกกระดิกด้วย เรียกว่า ไม่หวั่นไหว ไม่ใช่อย่างนั้น กายไม่หวั่นไหว หมายความว่า กายของเราก็อยู่ตามสภาพ ที่จริง องค์ประชุมน่ะ ถ้าว่ากันลึกๆ แล้ว มันหมายถึงองค์ประชุม ไม่ได้หมายความว่า ร่างกายอย่างนั้นเท่านั้น หมายถึงองค์ประชุม องค์ประชุมส่วนนอก ที่เรารับอะไรต่ออะไร มันอยู่ในรูปแบบของมันอย่างดี มันอยู่ในวงจร มันอยู่ในการเป็นไป การเคลื่อนไหว หรือว่าการดำเนินบทบาทของมัน ได้สัดส่วน ได้สภาพที่ดี ไม่แปรปรวน ไม่ออกนอกวงโคจร ไม่พลิกแพลง ไม่ออกนอกเส้นทาง หรือว่า ออกจากสภาพที่มันไม่ ไม่อยู่ในระบบ อยู่ในระเบียบ มันอยู่ในระเบียบ เรียบร้อยดี เรียกว่า อย่างนั้นถูกกว่านะ กายก็ดี จิตก็เป็นจิตที่แข็ง แรง เป็นจิตที่มีปัญญา มีอะไรรู้อย่างดี ไม่บกพร่อง ไม่มีอารมณ์

สรุปง่ายๆ ถ้าจิตแล้ว สรุปไปได้ถึงที่สุด จิตไม่หวั่นไหว ก็คือ จิตไม่มีอารมณ์อะไร ที่มีกิเลสเข้ามาแทรกได้ด้วย จิตไม่หวั่นไหว จิตไม่แปรปรวน เป็นจิตที่แข็งแรง เป็นจิตที่ใสสะอาด เป็นจิตที่บริสุทธิ์ เป็นจิตที่สมบูรณ์ ทำงานได้เต็มที่ ทำหน้าที่ของจิตได้ อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ใครจะมีบุญบารมี จิตจะมีสมรรถภาพเท่าไหร่ ไม่เท่ากัน พระอรหันต์แต่ละองค์ ก็ไม่เท่ากัน พระอรหันต์ทุกองค์ มีจิตที่ว่างจากกิเลสทุกองค์ แต่ประสิทธิภาพ ของจิตวิญญาณ ที่มีความสามารถ ทางเฉลียวฉลาดก็ดีน่ะ ทางเฉลียวฉลาด ทางรอบรู้ จะเป็นเชิงจำ จะเป็นเชิงคิด จะเป็นเชิงปฏิภาณอะไร ก็ตามใจเถอะ ไม่เท่ากัน

เพราะฉะนั้น ก็ทำงานได้เต็มที่ จะเก่งเท่าไหร่ ก็เท่าพระอรหันต์ที่มีบุญบารมี แต่ละองค์นั้น ฉันใด เราไม่ใช่ อรหันต์ เราก็มีประสิทธิภาพทางจิตเหมือนกัน แม้จะยังไม่อรหันต์ แต่ถ้าเราทำฌานในชั่วคราว ฌานไม่มีนิวรณ์ชั่วคราว เราก็มีจิตทำงานได้เต็มที่เหมือนกัน ทีนี้ มันมีความไม่แข็งแรงอย่างสมบูรณ์ มันก็อาจจะหวั่นไหวได้ ขณะใดที่เราทำงานได้เต็มที่ ตามประสิทธิภาพของจิตของเรา แล้วไม่หวั่นไหว นั่นแหละ เรียกว่าจิตไม่หวั่นไหว มันเป็นชั่วคราว ก็ชั่วคราว ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ไม่หวั่นไหวตลอด เพราะไม่มีความวูบวาบอะไร มันไม่กลัว มันไม่ทุกข์ มันไม่อาลัยอาวรณ์ห่วงหาอาลัย นั่นเรียกว่าจิต ส่วนกาย ก็คือ สภาพองค์ประกอบทุกอย่าง... มันไปในระบบระเบียบของมันอย่างสงบเรียบร้อย เรียบรื่น ง่าย งาม สันติ นั่น เรียกว่า กายไม่หวั่นไหว

ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะอบรม ทำให้มาก ซึ่งสมาธิ มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นอารมณ์น่ะนี่ วงเล็บว่า อานาปานสติสมาธิ กายย่อมไม่หวั่น ไหว จิตย่อมไม่หวั่นไหวน่ะ

(อ่านต่อหน้า ๒)
FILE:0690A.TAP