-๑-

เม็ดทราย ๑

ใ ค ร ! !
เขา...เป็นชายแก่ที่อายุมากกว่าใครในโลกนี้
เขา...สืบมาจากตระกูลที่เก่าแก่ยิ่งกว่าตระกูลใด
บ้านของเขาเล็กจิ๋วแต่ใหญ่ยิ่งกว่าบ้านใคร
บ้านของเขาอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง...
วันเวลาโผบินผ่าน
เขายิ่งกลับหนุ่มขึ้นๆ
กาลเวลายิ่งผ่านเร็ว
ความหนุ่มของเขาก็ยิ่งมาแรง!...
ร่างของเขาสูงตระหง่านยิ่งกว่าภูผา
เงาของเขาทอดยาวทะมึนจนจรดขอบฟ้า
ผิวของเขาเหลืองนวลยิ่งกว่ารัศมีจันทรา
รอยย่นยับ ต่างก็ล้วนผิดหวังในตัวเขา
พละกำลังของเขา แรงกล้ายิ่งกว่าพายุร้าย
มากมายยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร...
ดวงปัญญาของเขา
เจิดจ้ายิ่งกว่าสายฟ้า
ละเอียดลึกยิ่งกว่าการเห็นหุบเหวบนปลายเข็ม
และกว้างใหญ่จนเลยเปลือกฟ้า...
แม้ขุนเขาก็ยังสั่นสะเทือน
พระยามัจจุราชก็ต้องยืนสำรวม
ด้วยรอยยิ้มของเขา
หัวใจของเขาสงบ...เย็น
ซึ่งแรงยิ่งกว่าใจกลางแห่งดวงตะวัน...
ทุกครั้งที่เขาย่างก้าว
โลกก็หวั่นไหวกระหึ่มร้อง

เสียงครวญครางและโห่ฮึก ระคนกันเซ็งแซ่
กลองรบได้ถูกลั่นกึกก้องกัมปนาทอย่างเงียบกริบ...
ณ หนแห่งที่เขาพำนัก
ความโศกเศร้าก็ร้องอย่างรันทด
ความทุกข์ทั้งหลายต่างก็หวาดผวา
กาลเวลานั่งนิ่งด้วยความสงบ
ปีกของมันได้ถูกเด็ดทิ้งไว้ชั่วคราว...
เขา...ชายแก่คนนั้น
สร้างฐานะให้แก่ตัวเอง
ยิ่งกว่าเสื่อผืนหมอนใบ
เพราะเขาจนยิ่งกว่านั้น
เขามีแต่หัวใจอันเปล่าเปลือยเป็นต้นทุน
เขาทำงานหนักยิ่งกว่าขี้ข้า
แต่เปลืองข้าวของน้อยกว่ากระยาจก...
ยิ่งแก่ เขาก็ยิ่งทำงาน
เขาไม่เคยหยุด
เขาไม่เคยพัก
ในหนึ่งวัน เขาทำงาน ๒๕ ชั่วโมง...
อาชีพของเขา
เป็นมรดกตกทอดกันมานานจนเกินนับ
คนแล้วคนเล่า
ต่างก็ได้ถ่ายทอดฝีมือให้รุ่นต่อๆไป
เขา...กำลังทำหน้าที่ตามรอยบรรพบุรุษของเขา
ซึ่งมอบกันด้วยวิญญาณแห่งปัญญา
และรับผิดชอบยิ่งกว่าล้านเท่าของชีวิตแห่งตน...
งานของเขาเล็กละเอียด
ยิ่งกว่าขนอ่อนของสายลม
แต่ยิ่งใหญ่กว่าแผ่นฟ้า


ไม่มีใครเห็นงานของเขา
ถ้าหากใช้ตามอง
แต่งานของเขาครอบคลุมทั่วทุกตารางนิ้วบนพื้นโลก...
งานของเขา
หรือสิ่งที่เขารับมาเป็นหน้าที่
ไม่มีใครกล้าแย่งทำ
เพราะมันเล็กจนยิ่งใหญ่มหาศาลเกินกำลัง...
เขาเป็นช่างเจียระไน
เพชรพลอยเป็นสิ่งที่ต่ำเกินกว่ามือเขาจะเอื้อมถึง
หลายต่อหลายคนขอร้องให้เขาทำด้วยน้ำตานองใบหน้า
อ้างปริมาณอันมหาศาล
อ้างจำนวนอันมหึมา
แต่เขาก็ปฏิเสธด้วยความอ่อนละมุน
เขามีเพียงหน้าที่เดียว
คือเจียระไน"อัญมณีแห่งโลกุตระ"...
เพราะอัญมณีแบบนี้
มีน้อยคนที่สามารถ
เขารู้ว่าโลกต้องการในสิ่งที่เขาทำอย่างรีบด่วน
เขาไม่มีเวลาพอที่จะไปทำสิ่งอื่นๆ
ไฟประลัยกัลป์เริ่มแลบเลีย
และเสียงร้องคร่ำครวญเริ่มโหยหวนและกระชั้นถี่
หลายต่อหลายคนที่ซมซานมาหาเขา
ยื่นมืออันสั่นเทาร้องขอเพชรพลอย
แต่เขาหันหน้ามาปฏิเสธด้วยความอบอุ่น
เขายังคงก้มหน้าทำงานต่อไป...
และเขายังรู้ว่า อัญมณีของเขา
ต่างจากอัญมณีแห่งโลกุตระที่อื่นๆ
เพราะเขาต้องระดมความสามารถ เท่าที่มี
สร้างเหลี่ยมมุมที่แสนพิสดารลึกซึ้งลงไป
จนมันสามารถเปลี่ยนสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวของมัน
ให้กลายเป็นหยาดหยดอัญมณีแห่งโลกุตระ
อันใสบริสุทธิ์ตามไปด้วย
ที่สามารถเปล่งสะท้อน ทอประกายอยู่แวววับ
จนฉีกม่านสีดำในยามมืดให้ขาดวิ่น...
นับวันงานของเขาเพิ่มขึ้น หนักขึ้น
ร่างกายของเขา เริ่มยิ่งตั้งตระหง่าน
ทุกก้าวที่ย่างเดินผ่าน
ต่างสั่นสะเทือนด้วยความหนักหน่วง
บรรยากาศรอบรอบเริ่มคลี่คลาย
ความอึดอัดเริ่มหายไป
เสียงร้องไห้กำลังยืนตายซาก
ความตายเกาะกุมทุกทุกอย่าง
แม้เศษเสี้ยวชีวิตก็เริ่มคลายเกลียวด้วยความปีติ
เขากำลังทำงานเพิ่มขึ้นใน ย วัน ให้เป็น ดณ ชั่วโมง
เ ข า คื อ ใ ค ร ! ! ?

สูญญาณู
๒๗ มกราคม ๒๕๒๗

สารอโศก ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๙ เมษายน ๒๕๒๑


เราจะต้องมีการกระทำ
เพราะนั่นเป็นทางที่จะให้ธรรมชาติของตนปรากฏ
แต่การปรากฏอันนี้จะยังไม่สมบูรณ์
ตราบใดที่การกระทำของเรายังไม่เป็นอิสระแท้จริง
ที่จริงธรรมชาติของเรามืดมัว
ก็เพราะการกระทำอันเกิดด้วยความต้องการหรือความกลัว
มารดาแสดงธรรมชาติแท้จริงของเธอออกมา
ด้วยการประคบประหงมบุตร
ดังนั้นความอิสระอันแท้จริงของเรา
ไม่ใช่อิสรภาพจากการกระทำ
แต่เป็นอิสรภาพในการกระทำ
ซึ่งเป็นไปได้ก็ด้วยความรักบริสุทธิ์

รพินทรนาถฐากูร


พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง
โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี
นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์
สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา
โคลงโลกนิติ


เ ม ต ต า อั ล ลิ ก ะ
"สัตว์ทั้งหลายอย่าเบียดเบียนกันเลย
ฉันรักพวกเธอ เอ็นดูพวกเธอ..."
"เธอทำอะไรอยู่ ?"
"ฉันกำลังแผ่เมตตา"
"กินแผ่หรือเปล่า ?"
"แผ่"
"ตอนเคี้ยวเนื้อเพื่อนล่ะ ?"
"แผ่"
"โอ! ฉันยอมแพ้เธอ เธอเก่งกว่าฉัน"
แม้แต่ขณะกัดกินเนื้อเพื่อน
เธอก็ยังมีกะใจแผ่เมตตา
ฉันทำไม่ได้ ฉันจึงต้องเลิกกิน
ฉันทนไม่ได้ ถ้าเนื้อเพื่อนอัดอยู่เต็มปาก
เศษเอ็นติดอยู่นอกฟันยั้วเยี้ย
ฉันทำไม่ได้ ฉันจึงเลิกกิน
ฉันอดขมขื่นไม่ได้ หมดกะใจแผ่เมตตา
ถ้าหากเรอกลิ่นเนื้อเพื่อนของฉัน
ฉันเจ็บปวดทุกครั้ง จนแผ่เมตตาไม่ได้
ขณะที่ฉันบอกให้คนอื่นรักกัน สงสารกัน
เพราะต่างก็รักชีวิตของตัวเองทั้งสิ้น
แต่เมื่อเช้า ปากฉันยังไม่จางกลิ่นคาวคาวของเพื่อน
เธอเก่งจริงๆ ฉันต้องขอยกนิ้ว
เพราะฉันทำไม่ได้
กลิ่นเหม็นศพเพื่อนระเหยออกจากปาก
เธอก็ยังมีสมาธิมั่นคง ที่จะแผ่เมตตา

เธอเยือกเย็นได้ทุกครั้งแม้จะกินเนื้อเขา
แต่ก็สอนเมตตากันได้
ใครเล่าจะเก่งกว่าเธอ
จะหนักแน่น สงบนิ่งยิ่งกว่าเธอ
ที่สามารถทนกินเนื้อเพื่อนได้
แต่ยังมีกะใจแผ่เมตตาให้อย่างสงบและแสนจะเบิกบาน
เธอนั้นจะต้องมีธรรมะชั้นสูง
เห็นอนัตตาธรรมชัดแจ้ง
ไม่มีสัตว์ ไม่มีเรา ไม่มีเขา
เห็นทุกสิ่งไม่มีตัวตน
แม้เสียงร้องของเพื่อนที่ตื่นตระหนก
จะพลัดพรากญาติมิตร
จะร้องเจ็บปวดรวดร้าวขวัญหาย
จะเลือดรินหลั่งไหลนองกระจาย
แต่เธอก็ยังเห็นไม่มีเขา ไม่มีเรา
ธรรมะของเธอคงสูง
จนเห็นทุกอย่างไหลไปตามกระแส
จนวางจิตวางใจได้หมดจด ไม่ทุกข์ร้อน
เห็นอนิจจังแตกสลาย
เห็นทุกขังแตกกระจายแหลกเหลว
เห็นอนัตตาสิ้นฤทธิ์ในบัดดล
เธอจึงกินเนื้อเพื่อนได้อย่างเฉย
ฉันทึ่งใจทุกครั้งที่เห็นเธออ้าปากกัดกินเนื้อเพื่อน
เธอค้อมหัวด้วยความสำรวม
ทอดตาลงปลงเนื้อเพื่อนด้วยความสุภาพ
ไม่มีแววเศร้าหมองในดวงตาแม้แต่น้อย
เธอช่างเก่งเสียนี่กระไร
ที่สามารถตัดรอบเป็นปัจจุบันธรรม

ตัด ไม่ยอมคิดอดีตแห่งต้นเหตุ
ไม่ต้องสนใจว่าจะถูกฆ่าอย่างไร
จะมีที่มาชั่วช้า ต่ำทรามแค่ไหน
เอาเดี๋ยวนี้ ตรงนี้
เป็นชิ้นๆ อยู่ต่อหน้า
ไม่ได้ฆ่า ไม่ได้เจตนาเป็นพอ
จิตของเธอมั่นคงกว่าฉันนัก
เพราะทุกครั้งที่ฉันกิน
ฉันก็มักจะเห็นที่มาแห่งความปวดร้าว
ได้ยินเสียงโหยหวนของเพื่อนฉัน
ฉันจึงทนไม่ได้ ถ้าจะกิน
หัวใจของฉันฟุ้งซ่านคิดหนัก
จิตใจมันดื้อ ไม่ยอมเชื่อ
พูดเท่าไหร่ๆ ว่า มันเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของเรา
เวรกรรมของหัวใจ ที่ไม่ยอมคล้อยตาม
แต่หัวใจของเธอซิแน่
ตัดปัญหาพวกนี้ได้สิ้นเกลี้ยง
มีอะไรก็กินกินไป ไม่ต้องคิด
ไม่ถือตัว ถือตน ถือคน ถือสัตว์
กัดฉีกกินพลาง แผ่เมตตาไปพลาง
ไม่โศก ไม่เศร้า ไม่ละอาย ไม่กลัว
๓ เธอนี่ช่างเก่งเสียจริง

ละอองร้าว
๔ เมษายน ๒๕๒๑


ที่นี่..เป็นที่ยังไม่หมดความฝันความรักของฝูงชน
ที่นี่..เป็นที่พักผ่อนเป็นสุขของฝูงชน
ที่นี่..เป็นที่ไม่ต้องแบกหนักอยู่สบายของฝูงชน
จิตใจของฝูงชน อยู่ง่ายง่าย อยู่สบาย
จิตใจของฝูงชน พักผ่อน ตามธรรมชาติมีอยู่
แต่ฝูงชนได้ยินเสียงฝูงชนเรียก
ให้ฝูงชนไปอยู่ที่กว้าง
ในที่กว้างที่มีคนอยู่ด้วยกันสันติมากมาย
ให้ฝูงชนช่วยกันสร้างสรร สร้างเสริม
ใช้บทเพลงสันติ สร้างสรรสันติ
สำหรับฝูงชนทุกคน
จ่าง แซ่ตั้ง


การเมืองที่ปราศจากหลักธรรมทางศาสนา
เป็นเรื่องของความโสมม
ที่ควรสละทิ้งเสียเป็นอย่างยิ่ง
การเมืองเป็นเรื่องของประเทศชาติ
และเรื่องที่เกี่ยวกับสวัสดิภาพของประเทศชาตินั้น
ต้องเป็นเรื่องของผู้ที่มีศีลธรรมประจำใจ
เพราะฉะนั้น เราจึงต้องนำเอาศาสนจักร
ไปสถาปนาไว้ในวงการเมืองด้วย
มหาตมะ คานธี

 

โจทิตา เทวทูเตหิ เย ปมชฺชนฺติ มาณวา
เต ทีฆรตฺตํ หีนกายูปคา นรา
คนเหล่าใด อันเทวทูตตักเตือนแล้ว ยังประมาทอยู่
คนเหล่านั้นต้องเข้าถึงกายอันเลว เศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน
พุทธพจน์

 

เขาเริ่มยิ้มได้อย่างไร
ใบหน้า...ใบหน้าของเขาที่เต็มไปด้วยรอยย่น
รอยย่นแห่งความคิด...
ดวงตาที่เหม่อลอย หม่นหมอง ไม่สดใส
ริมฝีปากที่ปิดสนิทเหมือนคนไม่มีปาก
รอยยิ้มที่พยายามยิ้มเท่าไรก็ไม่เป็นรอยยิ้ม
สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความทุกข์ ความผิดหวัง
เสียงถอนลมหายใจ แสดงถึงความหมดอาลัยในชีวิต
ร่างกายเขาเหมือนท่อนไม้ไม่เคลื่อนไหว
เหมือนซากศพที่มีลมหายใจ
เขารู้สึกว่าเขาแบกโลกไว้คนเดียว
แบกทุกข์ไว้ทั้งหมด
โลกนี้ช่างแคบไม่น่าอยู่
เสียงช่างหนวกหูไม่น่าฟัง
เขาเกิดมาทำไม ?
อะไร ที่ชีวิตของเขาต้องการ
เขาตั้งคำถาม...ถามตัวของเขาเอง
และใครจะตอบคำถามให้เขาได้...เขาคิด !
นั่น คือ วันนั้น
เอ๊ะ! แต่วันนี้ ทำไม !
ทำไม! ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไป
ใบหน้าของเขาเริ่มยิ้ม และยิ้มขึ้นเรื่อยๆ
จนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความสงสาร
สงสารเพื่อน...เพื่อนมนุษย์ เพื่อนร่วมโลก
ถึงแม้บางครั้งเขาจะไม่ได้ตั้งใจยิ้ม ก็มีรอยยิ้มปรากฏออกมา

ดวงตาของเขาสดใส มีชีวิตชีวา
สีหน้าบ่งถึงความร่าเริง แจ่มใส
คำพูดที่อ่อนหวาน แสดงความเป็นไมตรี
ไม่มีเสียงถอนลมหายใจของเขาอีกแล้ว
โลกนี้ช่างน่าอยู่
เสียงหนวกหูไม่สามารถจะทำอะไร?เขาได้อีก
เขารู้ว่า เขาเกิดมาทำงาน
สิ่งที่มีชีวิตของเขาต้องการคือความพ้นทุกข์
ผู้ที่ตอบคำถามให้เขาคือ...!

ศิษย์วัด



เพลงชีวิตหมายเลข ๒
โลกจึงคือเสียงหัวเราะและเสียงร้องไห้
ที่เกิดขึ้นแล้วก็หยุดไปคละเคล้าสลับกันอยู่อย่างไม่รู้จบ
แต่...
ถ้าเราไม่ร้องไห้เลย
ทั้งไม่หัวเราะเลย
ในทุกทุกกาล
และไม่ว่า ณ ที่ใดๆ ด้วย
นั่นแหละ เราคือเจ้าของ"ความแท้จริง"
ที่ไม่มีเปลี่ยนแปลงอย่างเด็ดขาด
ไม่ว่าด้วยอำนาจโลกหรืออำนาจของวิญญาณ
"ความแท้จริง"นี้นี่เองคือ "อริยสัจ"
คือความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง
(เฉพาะท่อนที่ ด)

เมื่อเวลานั้นมาถึง
เมื่อเห็นว่าสมควรกับการลดมื้ออาหาร
เพราะเราจะเลื่อนฐานให้แข็งแกร่งขึ้น
ชนะใจตนเองให้มากขึ้น
การลดมื้ออาหารจึงเหลือสองมื้อ
ตามที่ตั้งใจกำหนดวันเวลาไว้
การอดเริ่มแล้วในวันนั้น
ใหม่ๆนั้น ฉันอิ่มเพราะความปีติ ฉันไม่หิว
อาจเป็นเพราะทานมากกว่าปกติ
พอนานวันไป ปีติที่เคยมีหายไป เรารู้สึกหิว
เพราะเราเห็นคนเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อย
น้ำย่อยในกระเพาะเริ่มก่อกวน
แต่ด้วยสัจจะที่เราตั้งเอาไว้ว่าต้องเหลือสองมื้อนั้น
เราก็ต้องพยายามหาวิธีไม่ให้รู้สึกว่าหิวนั่นเอง
คือ ไม่ให้รู้สึกว่าหิว หยุดอยาก
ตัวเราเริ่มเบา ผอมลง จนแทบไม่มีแรงพยุงกาย
เสื้อผ้าหลวมจนคนทัก หน้าซีดลงเพราะยังไม่ลงตัว
นานวันต่อไป...ใจเราเบิกบานแล้ว
สบายดี ไม่มีอะไรน่าห่วง
ไม่หิว...คือย้ำตนว่าสองมื้อในเวลาไหน
นั่น! ไม่ใช่เวลาที่จะทานสักหน่อย
เตือนจิตเสมอ จนมันต้องยอมว่าอย่ามารู้สึกหิวนะ
คนเรา...ก็ว้าวุ่นแต่ในเรื่องกินจริงๆ
เพราะถือว่าการกิน คือการเชื่อมไมตรีชนิดหนึ่ง
พอเวลาต่อมา...ความผอมของเราก็เริ่มเลือนหายไป
เรารับสองมื้อ แต่ตอนนี้ทำไมเราอ้วนขึ้นจนแน่นเล่า
โอย! แย่จัง เอาละ ลดอาหารลงในสองมื้อนั้นต่อไป
เราคงทานเกินไปแล้วต่อหนึ่งวันน่ะซิ
เอ! ร่างกายเรานี่แปลก ให้กินหลายมือต่อหนึ่งวัน สองมื้อต่อหนึ่งวัน ร่างกายเราก็ปกตินี่
มันก็อยู่ของมันได้ดีทั้งที่ไม่ได้กินเนื้อสัตว์ที่เขาอ้างว่าโปรตีนสูง
ถ้าลงเหลือมื้อเดียวก็คงเช่นกัน
แต่คงต้องใช้กำลังจิตต่อสู้กับความอยากของปากมากพอดู
น่าพิสูจน์จังนะว่าเราก็อยู่ได้โดยไม่เปลืองเท่าไรนักสำหรับการดำรงชีวิต
เราก็คงจะผอมอีกแน่ตอนนั้น...และเราก็คงอ้วนอีกตอนนั้นแน่
จุดหมายของเราก็เหลือมื้อเดียว
เมื่อเวลานั้นมาถึง เราต้องฆ่ากิเลสตัวนี้ลงได้เรื่อยๆ
เราจะชนะปากที่แสนอยากได้ดีขึ้นทุกวัน
ฝึกวันละนิดวันละหน่อย...
ฆ่ากิเลสอย่างผ่อนส่งลงทุกวัน
เราคงไม่ขาดทุนหรอก
มีแต่กำไรที่เอามารร้ายออกจากจิตเรานั่นเทียว
เราไม่อยากเก็บเจ้าต่อไปในจิตอีกแล้ว...
กิเลสเอ๋ย !

ใต้ร่มโพธิ์๑๘ ก.พ. ๒๕๒๑



เห็นแก้ว แวววับ ที่จับจิต
ไยไม่คิด อาจเอื้อม ให้เต็มที่
เมื่อไม่เอื้อม จะได้ อย่างไรมี
อันมณี หรือจะโลด ไปถึงมือ
อันของสูง แม้ปอง ต้องจิต
หากไม่คิด ปีนป่าย จะได้หรือ
ไม่ใช่ ของตลาด ที่อาจซื้อ
หรือแย่งยื้อ ถือได้ โดยไม่ยอม
ไม่คิดสอย มัวคอย ดอกไม้ร่วง
คงชวดพวง บุปผชาติ สะอาดหอม
ดูแต่ ภุมริน เที่ยวบินตอม
จึ่งได้ออม อบกลิ่น สุมาลี
ท้าวแสนปม



ส อ น ใ จ เ ร า
ก็คือรุ่ง ก็อรุณ ก็จะเห็น
ก็สีทอง ก็ส่องฟ้า ก็คิดหลง
ก็เห็นเป็น ก็สัญญา ก็ว่าเป็น
ก็แสงวัน ก็เวลา ก็ของเรา
ก็ควรรู้ ก็เห็นด้วย ก็ปัญญา
ก็ว่าเป็น ก็แสงของ ก็สัมมา
ก็สัมพุท ก็ธเจ้า ก็คำนวณ
ก็รู้เห็น ก็ด้วยญาณ ก็ว่าเป็น
ก็แสงของ ก็ผีป่า ก็ซาตาน
ก็ชั่วร้าย ก็ที่เป็น ก็อันตราย
ก็ที่กับ ก็ดวงตา ก็เรียกว่า
ก็ตาต่ำ ก็มิถึง ก็ตาตุ่ม
ก็รุ่งแจ้ง ก็แต่งกาย ก็ถือชั่ง
ก็นั่งนิ่ง ก็รู้จริง ก็วางจริง
ก็ได้จริง ก็พ้นจริง ก็ถือชั่ง
ก็ช่างเขา ก็ช่างมัน ก็รู้เขา
ก็มันรู้ ก็หัวเผือก ก็ตามพันธุ์
ก็หัวมัน ก็ตามเถา ก็ประเภท
ก็ของเขา ก็ตามตัว ก็หัวเรา
ก็ตามกรรม ก็ตัวเรา ก็ผู้เขลา
ก็ทำเรา ก็เกิดมา ก็กิเลส
ก็เป็นเหตุ ก็เกิดเรา ก็จะพ้น
ก็กิเลส ก็สังเกต ก็ดูเอา
ก็การกิน ก็ให้รู้ ก็การอยู่
ก็ให้เป็น ก็การหลับ ก็ให้สบาย
ก็การนอน ก็ให้มี ก็ความสุข
ก็จะสนุก ก็ตามธรรม ก็ธาตุไง
สายลม


ธ ร ร ม ร า ช สี ม์

ณ ถิ่นแห้งแล้ง แดนกันดารเมืองโคราช
การหมุนกงจักรแห่งธรรมเริ่มสะท้านอีกครั้ง
มือน้อยๆแห่งอริยะอันน่ารักหลายต่อหลายคู่
ได้ช่วยเป็นไม้เป็นมือ ช่วยเหลือ
ให้การหมุนแห่งธรรมจักรเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ทั่วทุกถิ่นเต็มไปด้วยโลกีย์ ร่านทุรน
พวกเขาต่างก้มหน้าก้มตาเข็น
คนละไม้คนละมืออย่างจริงจัง
แม้จะมีไม่กี่คน ก็เต็มใจ
พวกเขาไม่ได้อะไร
นอกจากให้บวรพุทธศาสนาสะอาดขาว
ให้สัจธรรมยืนยงกระจ่างชัด คู่ฟ้าดิน
ให้ ณ จุดนั้น เริ่มสว่างใส
ให้ ณ จุดนั้นสะอาดเย็น
ท่ามกลางความมืดที่แสนสะพรั่ง
ให้ธรรมธาราไหลอาบทั่วถิ่นไทย
แม้สายฝนจะสาดสะกัดกั้น
แม้รถโฆษณาหนังจะไล่หลังรถโฆษณาธรรม
ก็ไม่สามารถหยุดกระแสคลื่นแห่งสัจธรรมได้
กงล้อแห่งธรรมหยุดผงาดเดิน
ท่ามกลางชาวประชาผู้ใฝ่ธรรม
ณ จุดเล็กๆ บนพื้นโลก
ได้เริ่มสั่นสะเทือนด้วยธรรมฤทธิ์อีกวาระ

กิ่งฟ้า
๒๖ เม.ย. ๒๕๒๑


ความอัศจรรย์ ๔ ประการ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ ประการเป็นไฉน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีอาลัย(คือกามคุณ) เป็นที่รื่นรมย์ยินดีในอาลัย บันเทิง
ในอาลัย เมื่อตถาคตแสดงธรรมอันหาความอาลัยมิได้อยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วยดี  เงี่ย
โสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ข้อที่ ๑ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีมานะ(ความถือตัว) เป็นที่รื่นรมย์ ยินดีในมานะ
บันเทิงในมานะ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันเป็นเครื่องปราบปรามมานะอยู่ หมู่สัตว์
นั้นย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ข้อที่ ๒ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้มีความไม่สงบ เป็นที่รื่นรมย์ยินดีแล้วในความไม่สงบ
บันเทิงในความไม่สงบ เมื่อพระตถาคตแสดงธรรมอันกระทำความสงบอยู่ หมู่สัตว์นั้น
ย่อมฟังด้วยดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ข้อที่ ๓ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย หมู่สัตว์ผู้ตกอยู่ในอวิชชา เป็นผู้มืด ถูกอวิชชารัดรึงไว้
เมื่อพระตถาคตแสดงธรรม อันเป็นเครื่องปราบปรามอวิชชาอยู่ หมู่สัตว์นั้นย่อมฟังด้วย
ดี เงี่ยโสตสดับ ตั้งจิตเพื่อรู้ทั่วถึง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นความอัศจรรย์ไม่เคยมี ข้อที่ ๔ ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมี ๔ ประการนี้ย่อมปรากฏ เพราะ
ความปรากฏแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าฯ

จาก..อัจฉริยสูตร สุต. อัง. จตุก.


 

เ พื่ อ น รั ก
เพื่อนรัก...
นั่นเธอจะไปไหน...?
นั่น! หยาดน้ำตาบนใบหน้าของเธอ ?
นั่น! เธอกำลังทุกข์?!
มือสองข้างของเธอแนบขนานกับร่างกาย
มือของเธอปราศจากเรี่ยวแรง
ที่จะยกขึ้นปาดหยาดน้ำตาให้ตัวเอง
นั่น! เธอกำลังจากฉันไป ?!
เธอคงจะไปหาใครสักคนหนึ่ง
ให้เขาปาดหยาดน้ำตาให้กับเธอ
ไปเถิด...ไป...เพื่อนรัก
ไปหาผู้ที่เธอคิดว่า
เขาจะปาดหยาดน้ำตาให้กับเธอ
ไปหาผู้ที่เขาพร้อมที่จะปลอบใจให้กับเธอ
ไปหาผู้ที่จะชี้แสงสว่างให้กับเธอ

ในขณะที่เธอลืมฉันไป
แม้ว่าฉันจะเป็นเพื่อนของเธอ
ก็เหมือนไม่ใช่เพื่อนของเธอ
ตราบใดที่เธอยังไม่ไว้วางใจในตัวฉัน
เมื่อใดที่เธอพบว่าไม่มีใครเหลียวแลเธอ
ขอเธอจงกลับมา...
ฉันจะคอยและคอยเธอ
แขนทั้งสองของฉันจะคอยประคอง
และพยุงเมื่อเธอล้มลง

เพื่อนรัก...
เราจะมีความ"สัมพันธ์"ซึ่งกันและกัน
แต่มิใช่..."ความผูกพัน"ต่อกัน

เมื่อใดที่เธอเข้าใจ...และไว้วางใจในตัวฉัน
ขอเธอจงจำไว้ว่า...
เมื่อใดที่เธอมีทุกข์
ขอให้คิดถึงฉันเป็นคนแรก
และเมื่อใดที่เธอมีสุข
ขอให้คิดถึงฉันเป็นคนสุดท้าย
ฉันจะคอย...และคอยเธอ

จาก..เพื่อน


 

กบเกิดในสระใต้ บัวบาน
ฤาห่อนรู้รสมาลย์ หนึ่งน้อย
ภุมราอยู่ไกลสถาน นับโยชน์ ก็ดี
บินโบกมาค่อยคล้อย เกลือกเคล้าเสาวคนธ์

อัทธุวัง เม ชีวิตัง ชีวิตเราเป็นของไม่ยั่งยืน
ธุวัง เม มรณัง ความตายเป็นของเรายั่งยืน
อนิยตัง เม ชีวิตัง ชีวิตของเราไม่เที่ยง
นิยตัง เม มรณัง ความตายของเราเที่ยง



จ า ก ใ จ ถึ ง เ ธ อ

ฉันรู้อยู่แก่ใจว่า พวกเราที่มาล้วนแต่ปรารถนาดี
แต่บางครั้ง ฉันยอมรับว่า ฉันยึดดีมากเกินไป

ฉันลืมคิดไปว่า คนเรานั้นมันต่างจิตต่างใจ
จะเอาอะไรเล่าให้ได้อย่างใจ แม้แต่ความว่าง
การฝึกตนเองให้อารมณ์อยู่กับความวาง ความว่าง
มันไม่ใช่เป็นของง่ายเลย สำหรับฉัน
ฉันไม่อยากเห็น แม้ใครสักคนในโลก มีความโกรธ
แม้แต่พวกเรา ซึ่งรวมถึงตัวฉันเองด้วย
แต่ฉันทำให้เธอต้องโกรธ ต้องทุกข์ใจ
ยกโทษให้ฉันด้วยเถอะ
ฉันไม่มีเจตนาเช่นนั้นเลย
จิตใจที่อึดอัด ขัดเคืองมันเป็นความทรมานเหลือหลาย
ฉันรู้จักหน้าตาของมันดี
ได้โปรดเถิด เธออย่ายึดผิด ยึดถูก
ยึดถูกในเรื่องนั้นอีกต่อไปเลย
ฉันยอมแล้ว ฉันอยากเป็นผู้ผิด
มันเป็นความยึดดีของฉันเอง
นะเธอ ! อย่าถือสาเรื่องที่ผ่านไปแล้วเลยนะ
ต่อไปฉันจะไม่ทำอย่างนั้นอีก
ฉันจะพูดกับเธอแต่คำดีดี เป็นอรรถเป็นธรรมที่ชวนฟัง

แม้จะต้องเจือด้วยน้ำตาลบ้าง ฉันก็จะยอม
ให้อภัยเถิดนะ
อย่ามองฉันแต่แง่ร้ายเลย
ปล่อยเถิดนะ เธอจะได้ไม่ทุกข์ใจ ยังไงล่ะ
ไหนว่า... เราจะมาละ มาปล่อยไงล่ะ
งั้นเรื่องนี้...เธอจงเข้าใจให้ชัดเถิด
และให้อภัย พวกเราจะสบายนิรันดร
คนอง คำนึง ๓๐ มี.ค. ๒๕๒๑


 

ความหวังของแม่ให้
เมื่อก่อนนี้
ฉันขายแต่ของเน่าเสีย
ตามรอยบรรพบุรุษของฉัน
ต่อมา
มีคนทำให้ฉันได้คิด
ลูกคิดรางแก้ว รัวขึ้นลงอยู่หลายนาน
ฉันเปลี่ยนอาชีพใหม่
ใครใคร แม้แต่พ่อแม่ต่างพากันด่าว่า
แต่อาชีพพ่อค้าอย่างฉัน
กำไรคือสิ่งสำคัญ
ตลาดไม่เคยอิ่มตัว
เพราะมันตั้งอยู่ที่เปลือกลมกับผิวแดด
สินค้าของฉัน
ผลิตจากโรงงานในตัวฉัน
ไม่ต้องลงทุน
ไม่ต้องมีคนงาน
แต่มันก็มีมากมาย
ราคาของมัน จะเอาเงินมาวัดไม่ได้
มีตั้งแต่ชิ้นเล็กไปจนถึงชิ้นยักษ์
ตั้งแต่ระดับ"คนบาป"ไปถึง"คนบุญ" ใช้
เมื่อฉันวางขาย
ฉันไม่ต้องเซ้งร้าน
ไม่ต้องกลัวตำรวจจับ
เพราะสินค้านั้น
แขวนวางไว้ที่แผงของหัวใจ
ศูนย์สรรพสินค้าใหญ่ๆ
ก็จุได้ไม่เท่าแผงร้านของฉัน
มีขายทั้งโกรธ ทั้งโลภ ตัวอยากได้ อยากใหญ่ หลงชม กลัวเขาว่า
โมโห ขุ่นเคือง น้อยใจ เสียใจ
ออเซาะ สำออย อ้อยสร้อย ตอแหล..!!ฯลฯ
สินค้าเหล่านี้ น่าขายทั้งนั้น
เมื่อลูกค้าสนใจชนิดใด
มันก็จะลอยออกมาข้างหน้า!
สินค้าจะออกมาโชว์
ก็ต่อเมื่อมีลูกค้ามา
เมื่อลูกค้ากลับหมดแล้ว
มันก็จะนอนคอยอย่างสงบนิ่ง
เพื่อนฉันหลายคน ก็หันมาขายอย่างฉัน
ลูกค้าบางรายที่ไปซื้อกับเขา
ต่างก็หอบพะรุงพะรัง
แต่บางรายก็กลับไปมือเปล่า
เพราะเพื่อนฉัน
บางทีก็ลืมอาชีพของเขา
เผลอคิดถึงอาชีพเก่า
ที่เคยขายของเน่าเสียอยู่ร่ำไป
จึงมักด่าว่าลูกค้า
ที่ทำให้สินค้ามันตื่นออกมา
ว่า "มาซื้อทำไม?"
พูดอ่อยๆว่า
"ก็เห็นตั้งขายอยู่ ใครจะรู้ได้ว่าไม่อยากขาย"
แต่ร้ายไปกว่านั้น
เขาหาว่าลูกค้า
แอบขโมยสินค้าไป"เติม"ไว้ในร้านเขา !
สินค้าพวกเราขายดี
เพราะลูกค้าที่มาต่างก็อยากได้
ฉันไม่เคยปล่อยให้เขากลับไปมือเปล่า

แต่บางขณะเหมือนกัน
ที่ฉันลืมอาชีพของตัว
มันก็เลยมีเรื่องกัน...
ตะวันเริ่มตกดิน
นกบินกลับรัง
ฉันยังคงขายอยู่
สินค้าเหล่านี้
คนที่เขาเก่งจริงๆ
แม้ยามหลับ เขาก็ขายได้
ซึ่งฉันก็กำลังฝึกอยู่
ฝึกขายให้ได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
สินค้าของฉันเริ่มลดน้อยลง
ฉันอยากจะขายให้หมดๆ
แม้จะไม่เปลืองที่
แต่มันก็หนักยิ่งกว่าน้ำหนักใดใด
มันถ่วงหัวใจของฉันให้จมดิ่ง
คนอื่น เขาก็ถูกถ่วงเหมือนกัน
แต่พวกเขาสนใจ แต่การขายของเน่า
จึงละเลยมันไป
ฉันกำลังเร่งขาย
แข่งกับเวลาของชีวิต
เมื่อสินค้าชิ้นใดลูกค้าซื้อไป
ฉันก็เอา "เมล็ดพืชแห่งพุทธะ" มาขายแทน
ฉันหวังว่า
หากสินค้าชิ้นสุดท้าย
มีคนซื้อไป
เมื่อนั้น...
ฉันจะเปลี่ยนเป็นร้านขาย"เมล็ดพืชแห่งพุทธะ"โดยสมบูรณ์
แม่ค้าเก่า / ๑๐ ก.พ. ๒๕๒๑


 

บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมสูงส่ง
มิได้ผยองว่าตนเองมีคุณธรรม
ดังนั้น เขาจึงเป็นผู้มีคุณธรรม
บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเพียงเล็กน้อย
พยายามดิ้นรนรักษาคุณธรรมของตนไว้
กลับต้องสูญเสียมันไป
ผู้สูงส่งด้วยคุณธรรมดูคล้ายกับเฉื่อยชา
แม้กระนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็สำเร็จเรียบร้อยลง
ผู้ต่ำต้อยด้วยคุณธรรมทำแล้วทำเล่า
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับไม่สำเร็จผล
ผู้มีเมตตายิ่งนั้นกระทำโดยปราศจากการกระตุ้นเตือน
ผู้มีความยุติธรรมยิ่งนั้นกระทำโดยการกระตุ้นเตือน
ผู้ยึดถือประเพณีอันเคร่งครัดกระทำโดยการกระตุ้นเตือน
ผู้ยึดถือประเพณีอันเคร่งครัดกระทำลงไป
เมื่อมิได้รับการตอบสนองจากผู้ใด
ก็หันมาใช้วิธีการบังคับ
เนิ่นนานต่อมาผู้คนจึงค่อยๆเชื่อถือตามอย่างประเพณี
จาก...บทที่ ๓๘ (ท่อนแรก)
ของ..."เต๋าเต็กเก็ง"


 

 

อันทรัพย์สิน ถิ่นฐาน ทั้งบ้านช่อง
อีกเงินทอง ไร่นา มหาศาล
เป็นสมบัติ ของตัว เพียงชั่วกาล
ต้องผันผ่าน จากกัน เมื่อวันตาย

ส่วนความดี มีสัตย์ สมบัติแท้
ถึงตัวแก่ กายดับ ไม่ลับหาย
จะสถิต ติดแน่น แทนร่างกาย
ชนทั้งหลาย สรรเสริญ เจริญพร



น้ ำ ต า ตั ด โ ล ก
เมื่อเขามา
สละทิ้งการงานที่มีรายได้เป็นเงินตรา
มาฝึกหัดเป็นนักเรียนโลกุตระ
ใครใครต่างก็พากันประณามเขา
หาว่าเป็นคนเห็นแก่ตัว เอาแต่สุขสบาย
ตัดช่องน้อยเฉพาะตน
แม้แต่ พ่อแม่ ญาติพี่น้องก็ไม่เข้าใจเขา
แต่เขาก็ไม่ได้หนีโลกไปไหน
เขายืนท้าทายกลางเตาหลอมเหล็ก
มิได้หนีผู้ห่างคนไปเสพสุข
ถ้าเขาเห็นแก่ตัว เขาก็อยู่ป่าได้สบาย
แต่เขาก็ไม่ได้อยู่
ถ้าเขามาสบาย เขาจะนอนเมื่อไหร่ก็ได้
แต่เขาก็มีกฎห้ามนอนกลางวัน
ที่เขาทำอยู่ก็เป็นงาน
แต่เป็นงานสร้างความเจริญให้แก่หัวใจทุกๆคน
จำต้องใช้ความสุขุมและละเอียดลออในการศึกษา
จำต้องใช้อาศัยผู้กล้าเสียสละอย่างยอมตาย
งานทางด้านศาสนายังต้องการกำลังคนอีกมาก
เขาจึงสละทุกอย่าง
ที่เป็นสิ่งผูกพันให้เขาต้องกังวล
แม้จะเจ็บปวดยิ่งกว่าเจ็บปวด
แม้จะรักแสนรัก อาลัยแสนอาลัย
ทุ่มตัวทั้งชีวิต หันมาช่วยจรรโลงความดี
มันเป็นงานที่มีค่าเกินตีราคา

แต่เขาก็มิได้มีเงินทองตอบแทนแต่อย่างใด
เขายังคงทำงานเช่นเดียวกับชาวโลก
แต่งานของเขาไม่มีผลตอบแทน
แม้จะกินก็ไม่ได้กิน จะนอนก็ไม่ได้นอน
ชีวิตมีแต่การฝึกหัดสำรวมระวัง
เพียรล้างคราบชั่วออกจากหัวใจ
เพียรฝึกข่มรู้ตัดกิเลส
แม้จะปวดร้าวยิ่งกว่าปวดร้าว
ทุกๆวันเขายังคงเป็นนักเรียน
ผู้ต้องหัดบังคับ เอาชนะตนเองอยู่เสมอ
ในหัวใจของเขามีแต่การรบ
แม้จะเหน็ดเหนื่อยก็ไม่ถอย
แม้คาวเลือดจะคละคลุ้ง ก็ไม่สะท้าน
แต่ญาติมิตร พ่อแม่ และพี่น้อง
ก็ยังหวงห่วงกันเขาไว้อยู่กับโลก
ให้เขาเป็นผู้ร่วมการแก่งแย่งในสังคม

ทั้งๆ ที่รู้ว่าโลกนี้ไร้คุณธรรม
จะหาผู้เสียสละช่วยกันสรรสร้างก็แสนยาก
งานศาสนาแม้จะเป็นงานที่ยิ่งใหญ่
เกินกว่าจะเปรียบเทียบกับความกตัญญู
การเผยแพร่สัจธรรมกำลังต้องการอย่างรีบด่วน
ทุกชีวิตต่างก็เร่าร้อน
จึงจำต้องเทิดทูนค่าของศาสนาเหนืออื่นใด
มิไยลูกเมียหรือผัวจะร่ำร้อง
มิไยพ่อแม่จะคร่ำครวญ
สัจธรรมย่อมเหนือสิ่งอื่นใด
แม้จะรักแสนรักก็ต้องตัด
แม้จะปวดแสนปวดก็ต้องยอม

เขามิได้มาสบาย แต่เขามาทำงาน
มิใช่เพื่อญาติมิตรหรือวงศ์วานเพียงแคบๆ
แต่เพื่อคนส่วนใหญ่ที่กว้างออกไป
เพราะดวงตาที่ไร้ธรรม
สัตวโลกจึงโหดร้ายเบียดเบียนกัน
เพราะดวงตาหนาทึบด้วยม่านธุลี
สัตวโลกจึงมองเห็นแต่ผลประโยชน์ของตัวแต่ถ่ายเดียว
เวลาเหลือน้อยทุกที
โลกกำลังร้อนระอุ
การเผยแพร่คุณธรรมย่อมอยู่เหนือเหตุผลของทุกๆสิ่ง
แม้จะเป็นลูกหรือพ่อแม่ก็ตาม
เขาทำงานใหม่ด้วยความเหน็ดเหนื่อย
ไม่มีคำว่าพัก
ทุกลมหายใจที่เคลื่อนผ่าน
แม้ในขณะที่หลับตาพักผ่อน
แม้น้ำตาจะนองใบหน้า เขาก็ปักมั่น
เขามิได้มาสบายหรือเห็นแก่ตัว
แต่เขารู้ว่าเขากำลังทำอะไร
ในวันที่เขาเริ่มเปลี่ยนสมมติจาก"นาค" มาเป็น"เณร"
พ่อแม่พี่น้องต่างก็มากันคับคั่ง
แม้พ่อแม่จะไม่เข้าใจเขา
แต่เขาก็ได้ทำสมเจตนารมณ์ของพ่อแม่
เพราะพ่อแม่ทุกคนต่างก็อยากให้ลูกของตัวสูง
อยากให้ลูกของตัวเจริญก้าวหน้า
แต่ท่านไม่รู้เท่านั้นเองว่า
นี่แหละคือความสูง ความเจริญที่แท้ยิ่งกว่าแท้
พิธีบรรพชาเริ่มอย่างสงบ
เขากำลังจะเปลี่ยนรูปสมมติ

เพื่อเป็นแบบอย่างของผู้ทำงานด้านศาสนา
ด้วยเลือดเนื้อและวิญญาณ
ก้าวเข้าสู่การงานละเอียด แต่หนักหน่วงขึ้น
ครอบครัวของเขาน้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า
ด้วยวิญญาณที่รู้ว่า นี่มิใช่การบวชเล่นๆ

แต่เป็นการแลกชีวิตด้วยชีวิต
น้ำตาหลายหยดตกลงพื้น
เสียงสะอื้นในจมูกดังอย่างเบาๆ
ความอาลัยอาวรณ์ยังคงก่อเกิดความโศก
ไม่มีอะไรที่ไม่พลัดพรากจากกัน
แต่นี่คือการพลัดพรากเพื่อทำงานที่มีค่ายิ่งกว่า
เขานี่หรือที่เลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ
หิวก็ร้อง ชอบใจก็หัวเราะ
คุยกัน ทะเลาะกัน ด้วยความกลมเกลียว
ทุกๆวันก็พร้อมหน้าบนโต๊ะกินข้าว
แต่นี่เขากำลังจะตายจากไป
พิธีกรรมยังคงเป็นไปอย่างสงบสำรวม
เขาประนมมือรับการให้ศีล
ตั้งแต่นี้คือการตัดหัวถวายต่อศาสนา
จะไม่มีการถอยหลังอีกต่อไป
หมดสิ้นแล้วซึ่งสภาพโลกๆ
ตั้งแต่นี้คือการดำรงชีวิตแบบนักบวช
เขากำลังตัดวัฏฏะอันกว้างไกลให้หลุดออก
ความสุขทั้งหลายจะต้องถูกถอนรากถอนโคนให้สิ้นเกลี้ยง
น้ำตาก็เริ่มเอ่อไหลจนท่วมท้น
มันมิใช่น้ำตาแห่งความปีติ
แต่เป็นน้ำตาแห่งความเศร้า

ที่ยังอาลัยอาวรณ์ในความเป็นโลกด้วยสายใยสุดท้าย
แม้จะโหยหา และอาลัยอย่างซ่อนเร้นและแฝงลึก
เขาก็จะตัดให้ขาดสนิท
เขามิใช่ผู้มาสุขสบาย
เขาก็ปวดร้าวได้
แต่เขาก็รู้หน้าที่อันแท้จริงของเขา
ในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุสโส
นับแต่นี้การงานของเขาเริ่มกระจ่างชัดขึ้น
เขากำลังก้าวเข้าเสริมเป็นหน่วยหนึ่งของกองทัพธรรม
เพื่อช่วยเข็นกงล้อแห่งธรรมให้ระบือไกล
หยาดน้ำหยดสุดท้ายถูกเช็ดทิ้ง
พร้อมกับการก้มกราบเบญจางค์อุปัชฌาย์และหมู่สงฆ์
นับแต่บัดนี้ สัจธรรมย่อมเหนือสิ่งอื่นใด

วิญญาโณ
๑๙ เม.ย. ๒๕๒๑


 

ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร?
เกิดมาเพื่อตาย...!
ถ้าอย่างนั้นเกิดมาทำไม ?
เกิดมาทำงาน...!
ทำงานเพื่ออะไร...?
เพื่อให้ตายอย่างมีคุณค่า...
สมกับที่ได้ เกิดมาเป็นมนุษย์

สารอโศก ปีที่๑ ฉบับที่๙ เมษายน ๒๕๒๑


 


ป่าเขาแห่งดวงใจ
หัวใจแห่งเดียรถีย์
ผู้ชอบเอาแต่ใจตัวเป็นใหญ่
เขามักจะเปรียบเทียบทุกแห่งและตัดสินทุกที่
โดยเอาหัวใจของเขาเป็นหลัก
ผิดจากที่เขาคิด ก็หาว่าผิด
ผิดจากที่เขาเห็น ก็เหยียดหยาม
ผิดจากที่เขารู้ก็เยาะเย้ย
บางคนอาจจะพูดในทันควัน
แต่บางคนเขาก็จะทำยิ้มอย่างยิ่งใหญ่
ด้วยหัวใจที่ร้องเฮอะๆ อยู่ภายในอย่างเขื่องโต
บางคนอาจจะแข็งกร้าว
แต่บางคนอาจจะทำดุจผู้อ่อนโยนแสนสุภาพ
มองทุกๆแห่งที่เขาผ่านด้วยสายตาของผู้ใหญ่มองดูเด็ก
เมื่อเขาเห็นขุนเขาลำเนาไพร
หมู่ไม้กระจายคลุมทั่วท้องฟ้า
เขาจะเริง
เขาจะชื่น
เขาจะยิ้ม
ราวกับสมใจที่เกิดมา
หัวใจของเขายังอ่อนแอและเปราะบาง
หวั่นไหวง่ายดายยิ่งกว่าสายลม
จิตวิญญาณยังรักที่จะสมสู่กับหมู่พฤกษ์
ดวงใจของเขายังรักที่จะซุกอยู่ในอ้อมกอดแห่งขุนเขา
ยังรักที่จะเกลือกกลิ้งบนร่างอันเปลือยเปล่าของต้นหญ้า
ยังคลั่งไคล้ที่จะเสวนากับสัตว์ป่า
ชีวิตของเขาก็มีแค่นั้น
สำหรับการเกิดมาที่ยากแสนยาก
เพียงหวังเบียดกายนอนซุกในอ้อมอกแห่งชู้ไพร แต่หัวใจแห่งพุทธะ
ผู้รู้สัจจะแห่งชีวิต
ไม่เพ้อฝันคลั่งไคล้ไปกับสิ่งใด
เขาสามารถจับแก่นแท้ของทุกเรื่องได้อย่างวิเศษ
ธรรมชาติแห่งขุนเขาแมกไม้ก็คือขุนเขาแมกไม้
ธรรมชาติแห่งมนุษย์ก็คือมนุษย์
แต่ด้วยหัวใจแห่งพุทธะ
แมกไม้ก็จะกลายเป็นมนุษย์
มนุษย์ก็จะกลายเป็นแมกไม้
เขาจะไม่ออเซาะหรือออดอ้อน
เขาจะไม่เพ้อคลั่งหรือปีติซ่าน
เขาจะไม่ร่ำร้องหรืออยากเหลือแสน
ที่จะวิ่งหาอ้อมกอดแห่งธรรมชาติ
ซบบนแผงอกแห่งพงพี
เมื่อเขาเห็นป่าเขาอันเขียวชอุ่ม
เหล่าไม้ที่ยืนเด่นตระหง่านอย่างท้าทายทั่วทุกแห่ง
อันโอบกอดกันด้วยความรัก
ต่อให้พายุบ้าซัดกระหน่ำ
ต่อให้ฟ้าคะนองก้องสะท้าน
ขุนคีรีแห่งป่าชัฏก็มิได้หวั่นเกรงแต่อย่างใด
มันยังคงแข็งแกร่งหนักแน่นและสุภาพอย่างจริงใจ
ไม่มีภัยใดที่จะทำให้ขลาดกลัวหรือหวาดผวา
มันยังคงทอดแขนโอบกอดกัน แม้บางส่วนจะหักสลายไป
ไม่มีน้ำตาแห่งความเสียใจ
เสียงหรีดหริ่งแมลงใหญ่น้อย
ยังคงก้องระงมทั่วป่าพฤกษ์
ธารน้ำยังคงไหลไปอย่างชุ่มฉ่ำ
ประสานกับบทเพลงของนกทั้งหลายที่เริงไพร
มันยังคงยืนอย่างสงบและสันโดษ พลังฤทธิ์แห่งไอเย็นยังคงกระจ่างไปทั่ว
จะหาที่ใดร่มรื่นไปกว่านี้ ?
แม้ขุนไพรจะมีฤทธิ์ยิ่งใหญ่
แม้จะโอบช่วยสรรพชีวิตให้สุขสบาย
แต่มันก็นอบน้อมถ่อมตนอย่างสง่างาม
ใบไม้ทุกใบ เถาวัลย์ทุกต้น หญ้าทุกเรียวเส้น
ยังคงไหวอย่างอ่อนโยน
ไร้ความกระด้างเย่อหยิ่งหรืออวดดีแม้น้อยนิด
มันยังคงสงบ ไม่หวั่นไหว
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม
และด้วยอานุภาพแห่งพุทธะ
แสงที่สุกเย็นก็สว่างไปทั่วทุกซอกในดวงใจ
แทนที่จะไปออเซาะต่อป่าเขาผู้แข็งแกร่ง
แทนที่จะเป็นทาสแห่งป่าดงพงพีอันสงบวิเวก
แทนที่จะเพ้อหาดั่งลูกแห่งผู้พลัดแม่
แทนที่จะคอยฝันคะนึงอยู่ทุกลมหายใจ
หวังเสมอที่จะแอบซุกไซ้ ภายใต้กระดองแห่งไพรพง
เมื่อพุทธะได้หยั่ง ณ กลางทวารแห่งดวงใจ
เขาจะลุกขึ้นอย่างมั่นคง
และยกมือโอบขุนเขาทุกลูก ต้นไม้ทุกต้น
เขาจะเหนี่ยวเอาไม้ทุกเถา ใบไม้ทุกใบ
ก้มลงวักธารน้ำทุกสาย แหล่งน้ำทุกแหล่ง
หงายฝ่ามือรองรับหยาดน้ำค้างทุกๆหยด
และคุกเข่าลงอย่างสุขุม
กว้านเก็บไม้เล็กทุกต้น ใบหญ้าทุกเส้น
บดรวมทุกๆ สิ่งที่ได้มา
ยกไปปลูกไว้ในจิตวิญญาณ
ด้วยความเอาจริง
ด้วยความกดข่ม ด้วยความอดทน
และด้วยความเพียรอย่างสม่ำเสมอ วันแล้ววันเล่า
ให้ธรรมชาติแห่งป่าเขาเอ่อล้น
ให้ความเย็นร่มรื่นไหลซึม
ให้ความไม่หวั่นไหวหรือเศร้าโศกพุ่งทะลัก
ให้ความสันโดษและวิเวกฉาบคลุมไปทั่วกาย
ให้ทุกอย่างกลั่นกรองออกมาจากดวงวิญญาณ
และเมื่อนั้น
บทเพลงชีวิตของเขาก็จะเริ่มเบิกบานแจ่มใส
ไม่มีโศกใดจะทำให้เขาโศก
ไม่มีหมองใดจะทำให้เขาหมอง
เขาจะเลิกร่ำร้องคู่สวาทแห่งไพรสณฑ์
ไม่มีอีกต่อไปที่เขาจะวิ่งไปซบบนแผงอกแห่งแมกไม้
ด้วยความกระหาย ด้วยความอ่อนแอ
ด้วยความหวาดหวั่น ด้วยความออเซาะ
หมดแล้วซึ่งความเป็นทารก
สิ้นแล้วซึ่งความเป็นลูกแหง่
เพราะขณะนี้เดี๋ยวนี้
ธรรมชาติแห่งป่าดงได้ซุกอยู่ในอ้อมกอดของเขา
ด้วยความอบอุ่น ด้วยความมั่นใจ

ฤาษีเก่า
๒ พฤษภาคม ๒๕๒๑



สารถึงโพธิสัตว์
ถ้าเธอจะไปนิพพาน
หรือถ้าเธอจะอยู่เพื่อมวลชน
เธอก็ต้องจนกว่าจนให้ได้
จนต่อวัตถุที่จะอุปการะกาย
จนต่ออารมณ์ที่จะค้ำจุนใจ
จนที่สุดยิ่งกว่าผู้ยากไร้
เมื่อนั้น
มันจะทำให้เธอยิ้มได้อย่างเบิกบาน
และยิ้มอย่างอาจหาญ
เพราะเธอได้ทำแล้วซึ่งสัจจะแห่งปัจเจก
เพราะเธอได้ทำแล้วซึ่งสัจจะแห่งปวงชน
ด้วยหัวใจของเธอ
เธอสามารถยกตัวเธอให้สู่ดวงดารา...
ด้วยกายกรรมของเธอ
เธอสามารถ ยกชาวประชาให้สุขเย็น
ด้วยปาก..ที่ผลิตด้วยถ้อยคำ
ด้วยรูปแบบ..ที่เป็นตัวอย่าง
ณ เวลานั้น
ยิ้มของเธอจะได้เป็นยิ้มที่สมบูรณ์ ที่ยิ่งใหญ่
เป็นยิ้มของผู้ที่ช่วยตนและช่วยโลก
ตรงนี้...เวลานี้...
ฉันหวังว่าเธอ
คงจะสร้างเศษเสี้ยวแห่งการยิ้มที่บริสุทธิ์
ด้วยการยังชีวิตที่ปราศจากเลือดเนื้อ

ฉันก็คงปีติ
ปีติที่รอยยิ้มของเธอ
มิใช่รอยยิ้มของราชสีห์
ที่นอนเกลือกกลิ้ง
มองเหล่าสัตว์เล็กสัตว์น้อยด้วยความเอ็นดู
ภายหลังจากที่ฉีกกระชากเจ้าเหยื่อน้อยน้อย
ผู้น่าสงสารมาแล้ว

อนุพุทธ



เราก่อบาปด้วยตัณหาในความรื่นรมย์
ไม่ใช่เพราะสิ่งเหล่านั้นน่าประสงค์
แต่แสงเพลิงแห่งราคะของเรา...
ทำให้มันดูน่าประสงค์
เราขวนขวายหาสิ่งต่างๆ
ไม่ใช่เพราะมันมีธรรมชาติในตนยิ่งใหญ่
แต่ความโลภของเราทำให้มันดูมหึมา...ฯ

รพินทรนาถ ฐากูร


 

ใครก็ตามพูดคัดค้านการฆ่า
และใครก็ตามที่ต้องการไว้ชีวิต...
ให้แก่สรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งปวง
นั่นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
เป็นสิ่งที่ดีงามในการคุ้มครองชีวิตให้
แม้กระทั่งจะเป็นเพียงสัตว์หรือแมลง
แต่...เราจะกล่าวอย่างไร
ต่อบุคคลที่ฆ่าทำลายเวลา
ต่อบุคคลที่ได้ทำลายความสมบูรณ์
และต่อบุคคลที่ทำลายเศรษฐกิจ
เราไม่ควรจะเพิกเฉยต่อเขาเหล่านี้
ยิ่งไปกว่านั้น...
อะไรก็ตามที่บุคคลได้ท่องบ่น
หรือเทศน์สั่งสอนไปนั้น
โดยตนเองปราศจากความรู้แจ้ง
นั่นแหละ...เขาผู้นั้นกำลังฆ่าศาสนาพุทธ

กาซาน



แ ส น แ ส บ

หลบงานเป็นนิจ ป่วยจิตเป็นประจำ
ฟังธรรมชอบเลี่ยง ส่งเสียงชวนคุย
ทำชุ่ยอยู่เสมอ พอเผลอชอบหลับ
โค้งคำนับตลอดเวลา หูตาล่อกแล่ก
ชอบแจกรอยยิ้ม กรุ้มกริ่มออเซาะ
ฉอเลาะมารยา เจรจาสามหาว
ยกตนข่มขู่ ลบหลู่คุณท่าน
เพ่งโทสตลอดวัน สำคัญว่าตนดี
ธุระมีตลอดวัน ธุระท่านก็ไม่เอา
งานเบาก็ไม่สู้ งานหมู่ก็ไม่สน
มรรคผลก็จะเอา แต่หนักเน่าข้างใน
จัญไรไม่เอาออก มักหลอกตนเอง
อยู่ไม่ติดที่ อยากยึดดีมากนัก
ความดีเลยทะลัก เป็น"สุนัขขี้เรื้อน"

ซี ม่ า โ ล ชั่ น


 

นักสร้าง บ ท เ พ ล ง ผู้ยิ่งใหญ่
เสียงร้องไห้ดังขานรับช่วงต่อกันเป็นทอดทอด
บางครั้งก็สอดแทรกการหัวเราะอย่างโง่เง่า
เพลงชีวิตบนพสุธาแผ่นนั้น
ถูกสอดใส่ ลีลา ซ้าซาก
บทเก่าๆ ร้องแล้วร้องอีก
คนแล้วคนเล่า
ดักดานอยู่ที่ตัวโน้ตบนแผ่นพสุธาใบนั้น
เสียงแหบเครือ ดังบาดระคายหู
ฉอเลาะ ออดอ้อนก็แค่นั้น
พร่ำเพ้อ ราวกับคนละเมอ
กระซิก กระซี้ ถวิลไห้
ระริกระรี้อย่างจริตจะก้าน
บทกระแทกกระทั้น ประดุจไฟนรกกระพือโหม
บทหวาน แม้มดก็อิ่มตาย
โน้ตทุกตัวยังคงอึดอัดอยู่ในเส้น
มันหมองคล้ำยิ่งกว่าคืนแรมกลางม่านหมอก
และหงิกงอสุดแสนอัปลักษณ์
เบียดเสียดกันราวกับกลัวพลัดพราก
ช่วงหายใจจึงหาแทบไม่ได้ขณะร้อง
เพลงชีวิตบทนี้ ใครหนอที่ทนฟังได้ แม้เจ้าตัว ?
และแล้ว...
เมื่อแสงสว่าง สาดส่องทั่วบ้านหัวใจ
เธอจับแก่นแท้แห่งบทเพลงได้มั่นคง

เธอเริ่มวิเคราะห์อย่างช้าๆ แต่ขยัน
โน้ตทุกตัวถูกขัด ฟอก ชะล้าง จนใสสะอาด
ถูกดัดให้ตรงตั้งตระหง่าน
ขยายช่องว่างระหว่างโน้ตให้ห่างสวย
เสียงเพลงเริ่ม ใส กระจ่าง
เริ่มรื่นหู คลายอึดอัด สะอาด
ไม่ร้อน ไม่โอ่ ไม่เพ้อ
ฮึกเหิมเร้าใจอยู่ในที
จริงจัง อย่างชวนดื่มด่ำในท่วงทำนองอันบริสุทธิ์
ยัง...ยังหรอก
บทเพลงของเธอยังไม่บรรลุจุดสุดยอด
แม้เธอจะคลุกคลีอยู่ ณ แดนแห่งบ่อเกิดธรรมคีตะขนานแท้
จนรู้แจ้งสร้างบทเพลงชิ้นใหม่ได้
แต่เธอยังพอใจที่จะใช้เครื่องดนตรีชิ้นเดียว
ขับ ประสานกับบทเพลง
เธอยังไม่สามารถเข้าถึงแก่นแท้แห่งบทเพลงได้
เพลงชีวิตของเธอจึงไพเราะ แต่ก็ไม่ไพเราะ
เบิกบานซึ้ง แต่ก็ไม่เบิกบานซึ้ง
เมื่อแสงสว่าง สาดส่อง กระทบทั่วดวงใจอีกครั้ง
ไม่มีมุมมืดใดที่จะรอดพ้น
และแล้วอีกครั้งหนึ่ง
โน้ตทุกตัว ถูกดัดแปลงให้เหมาะสม
ทุกตัวโน้ตเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังไร้สภาพ
ดนตรีทุกชิ้นถูกระดมมาร่วม
ต่างก็เพราะพริ้งกันคนละแบบ
แฝงพลังแห่งความไพเราะคนละลีลา
สูง-ต่ำ ทุ้ม-แหลม ดัง-ค่อย
ต่างก็เกรียงไกรในเชิงของตัว

เมื่อบทเพลงเริ่มขับ
เสียงเครื่องดนตรีทุกชนิดก็เริ่มประสาน
ดังกระหึ่มกังวานอย่างวิเวก
กู่ร้องอย่างฮึกเหิม
แข็งแกร่งยิ่งกว่าขุนคีรี
อ่อนโยนดุจสายน้ำที่เอื่อยไหล
และเบิกบานยิ่งกว่าเบิกบาน
จนไม่มีความเศร้าหมองใดจะทำลายได้
จนไม่มีความโศกใดจะกล้าประจัน
เสียงแห่งการขับประสาน
กู่สะท้อนไปทั่วเขตขัณฑ์
ผ่านใบหญ้า ยอดสน ทิวไม้
ปลุกบทเพลงชีวิตผู้อื่นให้รู้ตาม
เพื่อช่วยกันขับประสานให้โลกทั้งโลกกระหึ่มเย็น

ดอกหญ้า
๒๒ มีนาคม ๒๕๒๑



มีเงินทอง กองล้น พ้นภูเขา
จะซื้อเอา ชีวิตไว้ ก็ไร้ผล
อันความตาย หมายทั่ว ทุกตัวคน
ติดสินบน สักเท่าใด ชีพไม่คืนฯ
มีอำนาจ วาสนา อย่าผยอง
หลงลำพอง คะนองจิต คิดโอหัง
ชีวิตไซร้ ไม่มี สิ่งจีรัง
อนิจจัง ทั้งนั้น หมั่นคำนึงฯ
เด็กจะดี เพราะมีธรรม ประจำจิต
พูด ทำ คิด พินิจหนัก รักเหตุผล
อนาคต ประเทศชาติ ปราศมืดมน
เพราะเยาวชน มีธรรม ประจำใจฯ
ชาติผู้ดี ใช่ดี ที่ทรัพย์สิน
หรือปริญ- ญาบัตร หรือหลักฐาน
หรือโคตรเหง้า เผ่าพงศ์ วงศ์สิงคาร
เครื่องหมายอ่าน ผู้ดี อยู่ที่ธรรม ฯ

มงคลภาษิต


 

เราอาจกล่าวถึงคุณธรรมในเธอได้
แต่มิอาจกล่าวถึงความชั่ว
เพราะความชั่วร้ายนั้นมิใช่อื่นไกล
มันคือคุณธรรมอันถูกทรมาน
โดยความหิวกระหายของตนเอง
แท้จริงนั้น เมื่อคุณธรรมเกิดความหิวโหยขึ้น
มันย่อมดื่มได้แม้น้ำโสโครก
เธอมีคุณธรรม ในเมื่อเธอเป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง
แต่เมื่อเธอมิได้เป็นหนึ่งเดียวกับตนเอง
เธอก็มิได้ชั่วร้าย
เพราะบ้านที่แตกแยกนั้น ก็ยังมิได้เป็นซ่องโจร
ยังคงเป็นเพียงบ้านที่แตกแยก
และนาวาไร้หางเสือ
แม้จะล่องลอยไปอย่างไม่มีจุดหมาย
ในท่ามกลางหินโสโครก
แต่ก็ยังมิได้จมลงสู่ก้นสมุทร...ฯ
คาลิล ยิบราน

 

ตัดหัวรายใหม่
เมื่อมรสุมพัดผ่าน
ท้องฟ้าก็เริ่มแจ่มใสอีกครั้ง
หลังจากถูกบดบังด้วยหยาดฝนและก้อนเมฆ
ดวงอาทิตย์นั่งรออย่างสงบ
เมื่อความอึงคะนึงโกลาหลหายไป
เม็ดฝนกับสายลมเลิกทะเลาะต่อสู้กัน
ดวงไฟใหญ่บนฟากฟ้าก็เดินทางต่อไปด้วยรอยยิ้ม
ขณะเปล่งเผาหยดเลือดแห่งธรรมชาติให้เหิดระเหย
พลางชำเลืองลงมา ณ จุดหนึ่งอย่างสนใจ
ณ ที่นั้น แม้การต่อสู้ของธรรมชาติได้หยุดลง
เพลงรบบทใหม่ถูกลั่นขึ้นมาอย่างสงบและทระนง
กระหึ่มก้องไปทั่วอย่างไร้สำเนียง
ใบไม้หยุดกระดิกด้วยความกลัว
การต่อสู้ของโลกกำลังจะเริ่มในไม่ช้า
วันแห่งประวัติศาสตร์กำลังถูกบันทึกลง
นี่คือสงครามล้างผลาญที่จะต่อสู้กันเป็นครั้งสุดท้ายของชายหนุ่ม
ผู้ฝังตัวเองลงในหินผาแห่งสัจจะ
และสะสมความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก
เสาร์ที่ ๒๐ พฤษภา ๒๕๒๑ บ่ายตรง เริ่มแล้ว ! เริ่มแล้ว !
กองรบระเบิดขึ้นแล้ว
เสียงร้องอย่างเจ็บปวดดังไปทั่วสารทิศ
ผู้ขลาดกลัวกระโดดหนีอย่างตื่นตระหนก
ดัง! ดัง! หนวกหู! หนวกหู! อย่างเงียบเหลือเกิน
ชายหนุ่มรุกกระหน่ำตีอย่างไม่สะท้าน
เหล่ามารแตกพ่ายกระเจิง
เขาเดินหน้ารุกเข้าไปอย่างอาจหาญและสุภาพ
จวนแล้ว ด่านสุดท้ายของเหล่าริปูกำลังจะแตกทลาย

๑๓.๔๘ น. ทลายแล้ว
หยดเลือดแห่งธรรมสาดกระจายคลุกเคล้ากับหยดน้ำ
เซ็นกระสายใส่นักรบอื่นจนถ้วนทั่ว
เย็นเอยเย็นหนอ สงบเอยสงบหนอ
หัตถ์พระพุทธองค์สั่นไหวด้วยของหนัก
"อานนท์ อะไร ?"
"ศีรษะนักรบใหม่ ฝากถวายพระเจ้าค่ะ"
"ใ ค ร ?"
"ผู้ทรงไว้ซึ่งชัยชนะ......"

หิ่งห้อย
๒๑ พฤษภาคม ๒๕๒๑

สารอโศก ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๒๑ / ๐๐๗๐a.ver หน้า ๑


เม็ดทราย หน้า 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 | 12 | 13 | 14 | 15 |

| 16 | 17 | 18 | 19 | 20 | 21 | 22 | 23 | 24 | 25 | 26 | 27 | 28 | 29 | 30 |

| 31 | 32 | 33 | 34 | 35 | 36 | 37 | 38 | 39 | 40 |