ประชาธิปไตยใหม่ ในวิถีธรรมาธิปัตย์
 

 

 

สงกรานต์เดือดสาดเลือดบ้า

นึกว่าจะคึกชักแค่ไหน ไม่ทันไรเสื้อแดงแรงฤทธิ์ ก็ต้องจอด ไม่ใช่อยากจะดูถูก หรือยุแหย่ท้าทาย อันใดดอก เพียงบอกกันไปตามเนื้อผ้าเท่านั้น

คือกาลเวลาพิสูจน์ตัวคนได้จริงๆ ในที่สุดสังคมก็ รู้เช่นเห็นชาติแจ่มแจ้งแดงแจ๋ว่าไผเป็นไผ ใช่ไหมล่ะ...

เมื่อตอนที่เสื้อแดงแข็งขันหันมาธูธงสันติอหิงสาเหมือนอย่างพันธมิตรฯ บ้าง ใครๆ ย่อมพลอยโมทนาสาธุ เจ้าประคุณ เอาเลยจริงไม่กลัว กลัวไม่จริง เรา ไม่ควรดูเบาหยามน้ำใจกัน คนเดินทางถูกทาง ยิ่งต้องให้กำลังใจ ส่งเสริมเต็มที่ มันดีด้วยกันทุกฝ่าย

เสียดายไปได้ไม่กี่น้ำซะนี่

ชาวพันธมิตรฯ ต่อสู้อหิงสาอโหสิ สร้างวิถีการเมืองใหม่ให้เห็นประจักษ์ ๑๙๓ วัน จนบังเกิดผลมาตลอด น่าพึงพอใจ ก็หวังว่าตัวอย่างสร้างสรรสันติวิธี ดีๆ เช่นนี้ น่าจะทำตามอย่างกันเยอะๆ ไม่อิสสาเลย ถ้าใครจะทำได้ยิ่งกว่า...

เสร็จแล้ว ความจริงวันนี้ เป็นเช่นไร?

สงกรานต์วิปโยคที่เกิดก่อการร้ายจลาจลเผาบ้านป่วนเมือง ปิดถนนให้คนเคลื่อนรถแก๊สเตรียมบึ้ม ยิงชาวบ้านนางเลิ้งตายสอง เกิดเหตุร้ายแรงปั่นป่วนนานา เหมือนสร้างสถานการณ์ หมายยั่วยุให้มีปฏิวัติ ล้มกระดาน จนกระทั่งรัฐบาลต้องประกาศภาวะฉุกเฉินสลายชุมชน

เหตุการณ์เสื้อแดงบุกพัทยาล้มประชุมผู้นำ อาเซียนกลางคัน เป็นเรื่องขายขี้หน้ารัฐบาลต้อง หน้าแหกยับเยิน ทั้งเหตุร้ายบุกรุกมหาดไทยนายก- รัฐมนตรีอภิสิทธ์และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พากันเผ่นหนีอุตลุด ล้วนประจานความถ่อยและเถื่อนสิ้นดีของพวกเสื้อแดง ท่ามกลางความล้มเหลวสิ้นเชิง ของงานดูแล ความปลอดภัยสำคัญของประเทศ เพราะเจ้าหน้าที่จงใจหละหลวมยังไง โดยเฉพาะตำรวจเสื้อแดง

หลังเหตุวิกฤติรุนแรง มีประชุมรัฐภาเพื่อให้ช่วยหาทางออก กลับเป็นที่พ่นน้ำลายขยายความเท็จวันนี้ ปั้นน้ำเป็นตัว มั่วจริงครึ่ง ไม่จริงครึ่ง แค่กรณีผู้หญิงปากร้ายโดนจิกหัวเหมือนทะเลาะ ข้างถนน เรื่องไม่เป็นเรื่อง ก็นำคดีเข้าสภา

แม้ว่าอุตส่าห์เรียกประชุมสองสภาแก้วิกฤติ ก็ไม่มีปัญญาหาลู่ทางคลี่คลายประการใดออกมาได้ นอกจาก เสียเวลา อภิปรายถล่มรัฐบาล และ ตอบโต้กันไป

อย่างไรก็ดี การดึงปัญหาเข้ารัฐสภา มีประโยชน์อยู่บ้างตรงที่คู่กรณีขัดแย้งสามารถแสดงจุดยืนของตน สาธารณชน จึงได้ฟังข้อเท็จข้อจริงของทั้งสองฝ่าย ทำให้เห็นชัดยิ่งขึ้นว่า ฝ่ายไหนเข้าท่าหรือขี้เท่อกันแน่

แน่นอนว่า พลพรรคเสื้อแดงจัดชุมนุม ก่อเหตุเดือดร้อนประชาชนไปทั่วโดยแผนชั่ว ขาดมโนธรรมสำนึกดี ทำลายเช่นผู้ก่อการร้าย จลาจลบ้าคลั่งอาละวาด มันคนละเรื่องกับชุมนุมดื้อแพ่ง ต่อต้านโดยสงบสันติอหิงสา เปล่าเลย

แล้วเสื้อแดงยังกำแหงอวดศักดา จะยกระดับสงกรานต์บ้าเลือด เทียบชั้นเหตุการณ์ ๗ ตุลา อันพันธมิตร ตกเป็นเหยื่อของ รัฐบาลอัปรีย์ชน แต่หนนี้ เสื้อแดงหาเรื่องเผาบ้านป่วนเมืองเองแท้ๆ ตกเป็นจำเลยสังคมเต็มๆ ยังจะมีหน้า กล่าวโทษ รัฐบาล หาว่าจัดการกับกลุ่มชุมนุม โดยสองมาตรฐาน

มันน่างงเหมือนกันจะให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ เอาอย่างรัฐบาลสมชายสามานย์ครั้งตุลาทมิฬหรือไร

ขนาดพันธมิตรชุมนุมกลางถนนสาธารณะโดยสงบ โดนรัฐบาลสัตว์นรก กวาดล้างตายเจ็บ เป็นใบไม้ร่วง สี่ห้าร้อย ชาวพันธมิตร ยังคงอหิงสา อโหสิ ไม่มีเผาบ้านพังเมือง เหมือนเสื้อแดงบ้า ระห่ำเลย กระทั่งชาวบ้าน ยังรวมหัวกันลุกขึ้นสู้เอง

สงกรานต์เลือด เท่าที่เสื้อแดงแผลงฤทธิ์เดชออกมาให้เห็นกมลสันดานลิ่วล้อทรราชย์ เป็นปรากฏการณ์ อันคาดหมายได้ไม่ยากว่า สุนัขบ้าตัวนั้น มันต้องทุ่มโถมสุดลิ่ม ทิ่มประตู ตามวิสัยของคนไม่ยอมรับผิด ไม่จำนนต่อความจริง และแพ้ไม่เป็น

เกมนี้มันจบแล้ว สำหรับกบฏทักษิณ-เปลว สีเงิน แห่งไทยโพสต์สรุปชัดเจน

เพราะฉะนั้น ถึงจะมีการต่อสู้ใดๆ ในภาคต่อจากนี้ไปของทักษิณและสมุนทาส ไม่อาจกำแหง เช่นเคย ดังที่ จักรภพ เพ็ญแข ประกาศจับอาวุธลงใต้ดิน

นี่แหละนะ ปฏิวัติหน่อมแน้มแถมได้นายกฯ สุรยุทธ์ สุดขี้ขลาด เป็นทาสนายโจรเสียมากกว่า ไม่นำพา ปฏิรูปการเมือง ก่อนเลือกตั้ง เราจึงได้ นักการเมืองน้ำเน่าเต็มสภา มาทำการเมืองอุบาทว์ น่าเบื่อ ไม่รู้จบสิ้นสักที

การเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตยใหม่ ท่านว่า ขึ้นอยู่กับสองปัจจัยสำคัญก่อนคือ ตุลาการภิวัตน์ และ ประชาภิวัตน์

ตราบใดที่เรายังปล่อยให้คนชั่วลอยนวล ไม่ เร่งเอาผิดจัดการลงโทษเด็ดขาดให้ได้ โคตรโกง ทักษิณ ก็ดิ้นสู้ไม่หยุด ล่าสุดเสื้อแดงยังกล้า เรียกร้อง เช่นให้นำรัฐธรรมนูญ ๔๐ กลับมาใช้แทน ให้นิรโทษกรรม ให้ยุบสภา ล้วนแล้วแต่เข้าทาง โจรสามานย์ทั้งนั้น แสนแสบขนาดไหน...

การเปลี่ยนแปลงตำรวจใหญ่ จึงจำเป็นรีบด่วน เมื่ออยากเห็นตุลาการภิวัตน์ก้าวหน้า บ้านเมืองมีขื่อแป กฎหมาย มีผลบังคับใช้แข็งขันเสมอหน้า

ส่วนทางประชาภิวัตน์ ติดขัดที่สื่อสารมวลชน เพียงสาธารณชนได้รับรู้ข่าวสารผ่านสื่อเช่นฟรีทีวี การเมืองใหม่ จะพลิกโฉมทันตาเห็น ดังเช่นพันธมิตร ได้ดูเอเอสทีวี จนเกิดการต่อสู้ ตามนโยบาย ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ช่วยกันไขความจริง ออกมาให้มากๆ หมดๆ ไม่นานเกินรอ ๑๙๓ วัน ยังพอทนไหว และไม่ผิดหวัง

ดังนั้น ปัญหาเฉพาะหน้าเร่งด่วน ควรแก้ก่อนอื่น คือการเมืองเป็นต้นเพราะทำอย่างไร จะเกิดการเมืองใหม่ เพื่อเศรษฐกิจ จะดีขึ้นเสียที แม้กระทั่งการท่องเที่ยว ที่ตั้งเป็นวาระแห่งชาติ ยังเรียกร้องกันว่า ต้องเปลี่ยนแปลง การเมืองเสียก่อน ให้หมดปัญหานั่นเอง

กว่าจะเปลี่ยนแปลงการเมืองใดๆ ได้ มันต้องเปลี่ยนตัวนักการเมืองโสโครกหน้าเก่าๆ อย่าง ขนานใหญ่ พร้อมๆ กับแก้มิจฉาทิฐิ ของพวกเสื้อแดงเสื้อขาวเขียว แม้เหลืองที่ยังเห็นแย้งอย่างแรง กับพันธมิตรในการบุกเบิก การเมืองใหม่ๆ เช่นที่ผ่านมา

ถึงวันนี้ เมื่อเสื้อแดงแผลงฤทธิ์ออกลายตามนายทาสสั่งลุยแล้วเป็นไฉน เชื่อเหลือเกิน ในพวกเป็นกลาง และถือหาง รักทักษิณ น่าจะมีหัวคิดเปลี่ยนใหม่ไม่น้อยได้แล้ว

แม้กระนั้น ประเด็นถกเถียงกันมาเป็นปีๆ ยังไม่ยอมจบหายกังขากันสักที

มันคงเป็นเพราะพวกอำนาจเก่ายังเยอะมาก เราเลยได้ยินเสียงเรียกร้องให้นิรโทษกรรมการเมือง ไม่หยุดหย่อน รวมทั้งข้ออ้าง ประนีประนอมสามัคคีโดยไม่เลือกกาลเทศะพระมาร

เมื่อไหร่จะรู้สักทีว่าถ้ายังไม่เปิดทางน้ำดี เข้ามาไล่น้ำเสียออกไป แล้วชาติไหนการเมืองไทย จะดีขึ้นหนอ

แม้ผู้สันทัดกรณี อย่างอดีต กกต. ยุวรัตน์ กมลเวชช ยังเคยให้ข้อสังเกตกับผู้ใกล้ชิดเชิงว่า หากสามารถหยุด นักการเมืองหน้าเก่า ทั้งหลายแหล่ ห้ามลงสมัครสักสองสมัยเท่านั้นแหละ (และเว้นวรรค เด็ดขาด อย่าส่งนอมินี ลูกเมียด้วย) การเมืองไทยมีวันดีขึ้นแน่ๆ...

เพราะฉะนั้นโทษผู้บริหารพรรคทำผิด ให้ยุบพรรค แล้วตัดสิทธิ์กรรมการบริหารอื่นๆ ไปด้วย จะอ้างว่า แรงไป ขนาดวางยาแรงๆ คนยังกล้าโกง ขืนเปิดช่องรอดเบ้อเร่อเมื่อไหร่ จะมีวันยุบพรรคได้ ...กติกานี้ตกผลึก ผ่านประชามติ มาแล้ว ไม่รู้แล้ว ยังไม่แคล้วจะแก้ให้อ่อน จนไร้น้ำยาน่าสังเวช

ขืนมัวแต่เดินหน้าถอยหลังอยู่อย่างนี้ เลยไม่มีวันก้าวหน้าอะไรได้สักที

พวกมากลากไปไหนดี

เราน่าจะตระหนักชัดว่า การเมืองเป็นเรื่องน่าเบื่อ เพราะนักการเมืองพวกมิจฉาชีพและมิจฉาทิฐิ คือขี้โกง และเข้าใจผิดๆ ว่า การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ และอำนาจ อันต้องยื้อแย่งแก่งชิง เป็นธรรมดา เหมือนหมากัดกัน

เมื่อทำกันซ้ำซากสามานย์แบบนั้น มันจึงถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง พร้อมซ้ำแซะ ประเด็นการเมืองใหม่ เหมือนท่านว่า แผ่นเสียงตกร่อง

ประเด็นสำคัญอันยังไขว้เขวตรงเป๋เฉไฉใช้กันไม่ถูกประมาณกาลเทศะคือเสียงข้างมาก กับ ประนีประนอม

โดยเฉพาะเสียงเรียกร้องให้นิรโทษกรรม ซากศพพรรคน้ำเน่าทั้งหลาย ๑๑๑ เก่า +๑๐๙ ใหม่ เพื่อสมานฉันท์ สามัคคีในชาติ พร้อมให้เอา รธน.๔๐ อันเคยเอื้อให้ นช.ทักษิณ ทำวิกฤติโคตรโกง กลับมาใช้แทน รธน. ปัจจุบัน

ปัญหาเหล่านี้ เป็นเพราะไม่งี่เง่าก็เฉโก ต่อแบบแผนนิติธรรมนิติรัฐ สังคมไทยจึงเต็มได้ด้วย เหล่าหัวหมอ ศรีธนญชัย เอะอะจะเอาแต่ ความถูกต้อง ตามตัวบทกฎหมายโดดๆ ซึ่งอาจตีความ เข้าข้างเลือกใช้ตามใจฉัน โดยไม่คำนึงถึงบริบททั้งหมด เฉพาะอย่างยิ่ง ขาดมโนธรรมสำนึก ในเจตนารมณ์

ประเด็นอันน่าวิเคราะห์เจาะลึก หลักธรรมสำหรับแก้วิกฤติหรือตัดสินปัญหาวินัยสงฆ์ และสังคมรัฐ คือ อธิกรณสมถะ ๗

ที่นำเสนอในโอกาสนี้ มี เยภุยสิกา ตัสสปา-ปิยสิกา และ ติณวัตรถารกา

เยภุยสิกา เป็นข้อยุติโดยเสียงข้างมาก ใครๆ ต่างเข้าใจเป็นพื้นสำคัญ จนสำคัญเลยเถิดว่า พวกมากลากไป ใช้ตัดสินปัญหาได้ทุกกรณี มั่วนิ่มไปหมด มันไม่ใช่เลอะเทอะแบบนั้นเลย ประชาธิปไตย ไม่ได้คับแคบว่า เยภุยสิกา เท่านั้น

เสียงส่วนใหญ่ในสภาตัวแทนประชาชน

สภาไหนๆ ก็ตาม จะถือเป็นเสียงสวรรค์ของประชาชนได้ ต้องมุ่งเป้าหมายเพื่อประโยชน์ ประชาชนเป็นใหญ่ เป็นที่ตั้ง ดังท่านพุทธทาสอธิบายไว้ ไม่ใช่ถือเอาแต่ ตัวคะแนนเสียง หรือตัวประชาชนเองลอยๆ เท่านั้น เช่นเกิดบ้าตามกลุ่ม เสื้อแดงส่วนใหญ่ ให้นิรโทษทักษิณ หมดเลย จะว่ายังไง!

ทักษิณเป็นเทวดาในสายตาเสื้อแดง แต่คนกว่าครึ่งสาปส่งเป็นผีเปรตจัญไรไปให้พ้นแผ่นดินไทย

ประชาธิปไตย จึงควรยืนอยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์เดียวกับวิถีพุทธ ตั้งแต่แรกเริ่มเร่งด่วน ประกาศสัจธรรม โดยพระอรหันต์ ๖๐ รูป เท้าเปล่า กระจายคนละทิศ สู่สังคมเมืองน้อยใหญ่ แม้พระพุทธองค์ ก็ทรงไปเดี่ยว เที่ยวนำพา ผู้คนเป็นไท เพื่อประโยชน์สุขของมหาชน (พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ)

ที่สำคัญอีกพลาดไม่ได้คือ สภาผู้ตัดสิน เป็น ผีกุ๊ยมัวสุมหัวอยู่แค่ไหน เป็นสภาผู้ทรงเกียรติ จริงๆ หรือ ทรงเกือก ส้นเท้าเสียมากกว่ารึเปล่า เราต่างเอือมระอา กับก๊วนถ่อย และเถื่อนเหล่านี้เต็มที

สภาใดไร้สัตบุรุษ สภานั้นไม่ใช่สภา พระ พุทธพจน์บทสำคัญยิ่งนี้ น่าจะตราตัวเบ้งๆ ไว้ที่สภาไทย ดูบ้างปะไร อยากเห็นจังเลยว่า หน้าไหนบ้าง พอนับเป็นสัตบุรุษได้กี่คนเชียว...

สำหรับการประนีประนอมสมานฉันท์ มันก็ยิ่งไม่ใช่มั่วนิ่ม เจ๊ากันไป หยวนๆ เลิกแล้วต่อกันส่งเดช โดยไม่รู้ผิด รู้ถูก ถ้าเป็นเรื่องตีตัวหมาด่า แม่เจ๊ก จะอนุโลม อโหสิ ยอมความตามหลัก ติณวัตรถารกา เหมือนเอาหญ้า กลบเกลื่อนทิ้งไป ก็ไม่เป็นไร แต่ประเด็นคดีสำคัญ คอขาดบาดตาย จะไปทำลาย กฎเหล็ก ขื่อแปบ้านเมือง จนเสีย ปกครอง ก็ยุ่งอีก จะเลือกที่รักมักที่ชัง หลายมาตรฐาน มันถูกเรื่อง ที่ไหนล่ะ

ตัสสปาปิยสิกา การลงโทษไปตามผิด จำเป็นต้องยืนหยัดแข็งขันเด็ดขาด ตุลาการภิวัตน์ อันสำคัญนี้ เป็นเสาหลัก ค้ำประชาธิปไตย ให้ตั้งมั่น ยั่งยืนตลอดไป

เพราะฉะนั้น การใช้มติเสียงข้างมากคือเยภุยสิกาก็ดี หรือจะออมชอมประนีประนอมในคดีใดๆ ถ้าทำเพื่อประโยชน์ มหาชนประชาธิปไตยจริง จำต้องไม่ทิ้งขว้าง ทำลายเสาหลัก ตุลาการภิวัตน์ ใครทำผิด ต้องว่าไปตามโทษ เสมอภาค

สรุปว่า ประชาธิปไตยที่เห็นและเป็นอยู่ ยังเป็นปัญหาทุกข์ยากแก่สังคม จำเป็นต้องช่วยกันวิจัยวิจารณ์ พาปฏิบัติ ปฏิวัติ ปฏิรูป เปลี่ยนแปลงการเมืองใหม่ไปเรื่อยๆ

เรารู้จักมักคุ้นแต่ประชาธิปไตยทุนนิยม ซึ่งสามานย์มากน้อยตามคุณภาพของนักการเมือง ยิ่งประชาธิปไตย ผีเปรตผีบ้า โคตรโกง คงอยากสาปส่งไปพ้นๆ

สำหรับประชาธิปไตยบุญนิยม เป็นทางเลือกใหม่สดๆ เพราะทวนกระแสโลกโลกียธรรม คืออยู่เหนือ โลกธรรม อิสระจาก ลาภยศสรรเสริญ โลกียารมณ์ ฟังดูเหมือนฝันเฟื่องลอยลม จะเป็นไปได้ที่ไหนเมื่อไหร่กัน...

พันธมิตรทั่วประเทศต่างเสียสละน้ำใจ น้ำแรงแม้น้ำเงินโดยอดทนต่อสู้นานถึง ๑๙๓ วัน ไม่ใช่เพื่อตัวเองเลย นี่คือ การเปลี่ยนแปลง ประชาธิปไตยใหม่นำร่อง ใครยังไม่เห็นช่องแสงสว่างน้อยๆ ปลายอุโมงค์บ้าง...

หากเชื่อว่า การเมืองเป็นงานทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ เป็นงานเสียสละของทุกคนเพื่อชุมชน บ้านเมือง

และนักการเมือง พึงเป็นคนดีมีศีลธรรมนำหน้า เป็นศาสนิกสัตบุรุษผู้นำกล้าหาญเสียสละซื่อสัตย์

เพื่อเป้าประสงค์ดังว่านี้ การเมืองจักเป็นเรื่องแยกขาดจากศาสนธรรมได้อย่างไร?

ก็เพราะศาสนาไม่มาเกี่ยวข้องให้การเมืองหายยุ่ง ประชาธิปไตยที่ขาดธรรมนำหน้า เลือกตั้งกี่ที มีรัฐบาลไหนๆ เราจึงได้แต่ ผู้มีอำนาจขาย ขี้หน้าสารเลวเต็มทน ไม่ถูกหรือ!

ปัญหาเฉพาะหน้าขณะนี้ ทำไฉนเราจึงจะ แหวกคอกออกจากกะลาครอบเยภุยสิกาอันสำคัญ ผิดๆ ว่าให้ตัดเชือก ยุติโดยถือเสียงข้างมาก เป็นสรณะสูงสุด เท่านั้น แพ้ชนะได้เสียกันไปเลย ผิดถูกอะไรไม่สน เลยกลายเป็น เปิดช่องขี้หมูขี้หมา ผีห่าอาศัยพวกมาก ลากทางโจร ปล่อยคนชั่ว ลอยนวลชวนสมานฉันท์ รักกันไว้เถิด ทั้งผีและคน

เราคิดอะไรฉบับ ๒๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ กำปั้นทุบดิน โดย ดังนั้น วิมุตตินันทะ