ปฏิบัติธรรมอย่างไรจึงกลายเป็นคนตาบอด หูหนวก แต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่า ที่นักบวชสายโลกุตระ ผู้มีสิทธิ์ออกบิณฑ์รับอาหารจากเทวดา ทุกๆ เช้า กลับนำพาผู้คน ออกนอกเส้นทาง (มิจฉามรรค) จนเกิดอันตราย ต่อจิตวิญญาณได้ยิ่งกว่า นักบิณฑ์ ที่ผิดพลาดเหล่านั้น ต้องถูกลงโทษ สถานหนัก บ้างถูกจับประหารชีวิต ในทางธรรม บ้างถูกจับ ขังเดี่ยว (ต้องอยู่กรรม) เพราะละเมิดความผิดร้ายแรง ต่อกฎเกณฑ์ ที่พระพุทธองค์ ทรงห้ามเอาไว้ สาเหตุสำคัญก็เพราะ นักบิณฑ์เหล่านั้น ไม่ฟังสัญญาณ จากหอบังคับการบิน และไม่ฟังสัญญาณ จากเพื่อนนักบิณฑ์ด้วยกัน ทั้งๆ ที่การมาเป็นนักบิณฑ์นั้น เพื่อออกจากเส้นทางแห่งธุลีมาสู่เส้นทางแห่งแสงสว่าง และไร้บาป เพราะได้อยู่ ในท่ามกลาง แห่งมิตรดีสหายดี แต่ก็มีนักบิณฑ์อยู่ไม่น้อย ในธรรมวินัยนี้ ที่ปล่อยให้ชีวิต อยู่ในสภาพ มืดมนอนทกาล ทั้งตาบอด ทั้งหูหนวก เพราะไม่สามารถ รับสัญญาณ เตือนใดๆ จากสหธรรมิกด้วยกัน อันเนื่องด้วย อำนาจแห่ง “ตัณหาและทิฏฐิ” จึงปล่อยให้ชีวิต ดำเนินไป ตามอำเภอใจของตน ในงานมหาปวารณาที่ผ่านมา พ่อท่านนำบทความ ที่เขียนติติงการทำงานของพ่อท่าน มาอ่านอย่าง สบายอก สบายใจ เพราะพ่อท่าน เห็นว่า การที่คนเขากล้าวิพากษ์วิจารณ์เราได้ เป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่เขาปล่อยให้เรา อยู่ในฐานะบุคคลที่ ไม่ควรยุ่งเกี่ยว หรือไม่กล้าแตะต้อง (untouchaber man) ซึ่งเป็นฐานะของ คนจัณฑาลดีๆ นี่เอง พ่อท่านเป็นตัวอย่างให้ลูกๆ ได้เห็นฐานะของความเป็นคนร่ำรวย โดยการยินดีในการ “รับขุมทรัพย์” ทั้งจากผู้หวังดี และผู้ร้าย ได้ตลอดเวลา และย้ำเตือนกับลูกๆ ทั้งหลายให้สำคัญว่า ต้องมีมิตรดี สหายดี คอยปรึกษาหารือ ติติงว่ากล่าว เพื่อนำพากันไป สู่แสงสว่าง หรือเส้นทาง แห่งความพ้นทุกข์ จึงเป็นส่วนหนึ่งของที่มาในโศลกธรรมประจำปีนี้ว่า “แสงอรุณไม่มา สุริยาไม่มี” คณะผู้จัดทำ
เราคิดอะไร ฉบับที่ ๒๓๒ พ.ย. ๒๕๕๒ -แถลง- |