
| ฎีกาแดง ทำให้แจ้งซึ่ง...อัตตา ... (ตอนจบ) | |
|
ปัญหาข้อขัดแย้งของสังคมไทยในปัจจุบัน เหมือนกับไม่รู้ว่าจะไปจบกันอย่างไร เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะดี ๑ ส่วน ต้องไปคานกับชั่ว อีก ๓-๔ ส่วน กรณีกลุ่มสีเหลือง ออกมาปกป้องชาติ และสถาบัน นอกจากจะถูกเล่นงาน จากฝ่ายสีแดงแล้ว ก็ยังถูกถล่ม จากสื่อมวลชน ที่อยู่ฝ่ายเดียวกับ พวกผีโม่แป้ง แถมรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในปัจจุบัน ได้บอกว่า ทั้งสีเหลืองสีแดง คือ พวกมีปัญหา ซึ่งก็เป็นธรรมดา ของผู้มีอำนาจรัฐ ทุกยุคทุกสมัย จะเลือกอยู่ข้าง ผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าเลือกอยู่ฝ่ายประชาชน เราจึงได้เห็นผู้มีอำนาจทั้งหลายต่างพากันเข้าเกียร์ว่าง เมื่อเกิดม็อบฎีกาแดง ต่างคนต่างรักษา อัตตา ของตัวเอง เพื่อให้ตัวเอง ดูดี ดูน่าเลื่อมใสบ้าง (อรูปอัตตา) หรือเพื่อรักษา เก้าอี้ของตนให้ปลอดภัยไว้ก่อนบ้าง ( โอฬาริกอัตตา) เมื่อต่างคนต่างแก่งแย่ง เพื่ออัตตา ( ตัวกู-ของกู) เป็นส่วนใหญ่ถึง ๓ ใน ๔ ส่วน บ้านนี้เมืองนี้ จึงมีทิศทางไปสู่ ความล่มจม ถ้าไม่หันมา เห็นแก่บ้านแก่เมือง มากกว่าเห็นแก่ อัตตา ของตนเอง จากคำถามของผู้ฟังรายการ สงครามสังคม ธรรมะการเมือง เมื่อวันที่ ๓ ส.ค. ๒๕๒๒ ที่ได้สอบถามพ่อท่านฯ เพื่อเจาะลึกเรื่องอัตตา ให้ถึงอนัตตา น่าจะเป็นประโยชน์ ในการสลายอัตตา ทั้งหลาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราได้กลับคืนสู่ภาวะสุขสงบ อย่างเก่า ขอทบทวน คำถามครั้งที่แล้วดังนี้ ผมได้อ่านบทความของหลวงตาบัวแล้วรู้สึกมึนงง ไม่รู้จะเชื่อฝ่ายไหนดี เพราะธรรมกายบอกว่า นิพพานเป็นอัตตา ท่านพุทธทาส บอกว่า นิพพานเป็นอนัตตา และเป็นธรรมชาติ หลวงตามหาบัว บอกว่า นิพพานไม่เป็นทั้ง อัตตาและอนัตตา เพราะอนัตตา เป็นเพียงทางที่ไปสู่ นิพพานเท่านั้น จึงต้องขอพึ่ง ปัญญาของหลวงพ่อ ช่วยอธิบาย เรื่องนิพพาน ให้ความกระจ่าง หายสงสัย ด้วยเถิดครับ อาตมาขอแนะนำคุณอย่างหนึ่งว่า หาหนังสือเรื่อง ถอดรหัสอัตตา อนัตตา นิรัตตา อาตมา เขียนไว้ บรรยายไว้ เหตุเพราะเขาเถียงเรื่อง อัตตา อนัตตานี่แหละ อาตมาเลย ต้องเขียนหนังสือ ขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อ ถอดรหัสอัตตา อนัตตา นิรัตตา (ซึ่งมีเนื้อหาที่น่าสนใจ ที่ได้คัดมาบางส่วน ดังนี้ )
ตัวกูของกู เกิดจาก อุปาทาน ที่บานปลาย .....จะเห็นได้ว่า อุปาทาน นี่เอง เป็นตัวหลักสำคัญทีเดียวที่ก่อให้เกิดความเป็น ตัวตน หรือ อัตตา กล่าวคือ ผู้นั้นมีความสำคัญมั่นหมาย (สัญญา) ในสภาพใดสภาพหนึ่ง แล้วยึดมั่นถือมั่น สภาพนั้น อยู่ในจิต (อุปาทาน) โดยไม่รู้ว่า ตนหลงมั่นหมาย แล้วยึดสภาพนั้นไว้ ฉวยสภาพนั้นไว้ อย่างสำคัญ สำเร็จเสร็จสม (สัญญามย) เป็นตนเป็นของตน เข้าไปแล้ว ลักษณะที่ก่อเกิด ตัวตน หรือเกิดเป็น ตัวกู ของกู มันก่อเกิดขึ้นมาเพราะ อุปาทาน อย่างนี้เอง เรื่อง อุปาทาน ดังว่านี้มันต้องเรียนรู้ให้ถ่องแท้กระจ่างชัด และฝึกปฏิบัติให้จริง กระทั่งมีญาณ รู้แจ้งเห็นจริง สภาพของ ความเป็นตัวตน กันอย่างมีสภาวะ แล้วเห็นสภาวะ ตัวตน นั้นๆ ด้วย ภาวนามยปัญญา หรือ วิปัสสนาญาณ จึงจะรู้ว่า ตนยึดความเป็นตัวตน นั้นๆ อยู่อย่างไร และ จะต้องละล้าง ตัวตน แบบใด ตรงไหน เพราะ ความเป็นตัวตน นั้น มิใช่ว่า จะ รู้จักความเป็นตัวตน หรือจะพ้น ความเป็นตัวตน ได้ด้วย การกล่าวการพูดถึง หรือ การรู้ได้ จากได้ยินได้ฟัง ได้อ่านมาแล้ว ก็เอามาพูด มาถกเถียง มาวิจัยกันแค่ภาษาคำพูด หรือ เพียงขบคิด ผกผันคะเนเอา ซึ่งก็รู้จัก อัตตา ได้แค่จากเหตุผล ถ้าได้แค่นี้ก็เป็น อัตตา กันแค่ รู้ แค่ เข้าใจ แล้วก็เอาที่ รู้ ที่ เข้าใจ เท่านั้นเองมา พูดกันเป็นตุเป็นตะ ถ้าเป็นแค่นี้ ก็นี่แหละคือ อัตตา ปากเปล่า ที่ชื่อว่า การยึดถือคำพูดว่า เป็นตน จึงเรียกว่า อัตตวาทุปาทาน ดังนั้น ถ้าไม่เรียนให้รู้ จนมีญาณหยั่งรู้รอบถ้วน ปล่อยให้เป็น การหลงยึด ที่สั่งสมความหลง จนเลอะเทอะ และหนาแน่น หลงผิดมาก อย่างจัดจ้าน ก็ยิ่งหลงปั้นสิ่งนั้น นึกเอาสภาพนี้ ขึ้นมา ยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวเป็นตน จนหลอกตัวเอง ได้สำเร็จเสร็จสม ก็เป็น อัตตา ที่หลงยึดกันอยู่ เต็มบ้านเต็มเมือง ตามประสาปุถุชน หรือแม้แต่เป็น อริยบุคคล แล้วก็ตาม ก็ยังเหลือ อุปาทาน ส่วนที่ยังไม่ได้กำจัด จนกระทั่ง หมดเกลี้ยง ตัวตน สมบูรณ์นั้นๆ ก็ต้องเรียนรู้และละล้าง ที่เหลือให้หมดสิ้น ซึ่ง อุปาทาน นั้นหมายถึงอะไรต่ออะไรต่างๆ ในโลก และ แม้ไม่มีในโลกก็ตาม ทั้งรูปธรรม และ นามธรรม ทั้งอรูป ที่ผู้นั้นหลงยึดมั่นว่า หยาบ กลาง ละเอียด จนกระทั่งเป็น อัตตา เพราะยังไม่ได้เรียนรู้ว่า อัตตา คืออะไร? อุปาทาน เป็นอย่างไร? เมื่อยังอวิชชา ก็หลงติด หลงยึดมั่น ในสิ่งนั้น สภาพนั้นเป็น ตัวตน หรือ ของของตน ผู้ติดยึดนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ที่ เข้าครองอัตตา หรือได้อัตตา (อัตตปฏิลาภ) นั้นๆ เข้าแล้ว โดยไม่รู้ตัว อยู่เสมอแหละ เพราะตนเอง ไม่มีภูมิ ไม่มี วิชชา ที่จะรู้เท่าทัน ความเป็น อัตตา หรือ อุปาทาน ตามประสา ปุถุชน แม้คนที่ได้เรียนรู้มาจากตำรับตำราหรือจากครูบาอาจารย์มาแล้ว อย่างดีก็ตาม แต่ถ้ารู้ อัตตา หรือ อุปาทาน เพียงแค่ สุตมยปัญญา และ จินตามยปัญญา ยังไม่ได้ปฏิบัติจนเกิด ภาวนามยปัญญา กระทั่งรู้เห็น สภาวะจริง และ สามารถละลด อัตตาหรืออุปาทาน จางคลายลงได้ด้วย วิชชา ซึ่งได้แก่ ฌาน(แบบพุทธ) , วิปัสสนาญาณ เป็นต้น (วิชชาข้ออื่น ต่อจากนั้นอีก ก็มี มโนมยิทธิ , อิทธิวิธี , ทิพยโสต , เจโตปริยญาณ , ปุพเพนิวาสานุสติญาณ , จุตูปปาตญาณ , อาสวักขยญาณ) ผู้นั้นก็ยังคงมี อัตตาหรืออุปาทาน นั้นๆ อยู่ ยังไม่ได้ลดละ จางคลายความเป็น อัตตา หรือ อุปาทาน ลงแม้เล็ก แม้น้อย เพราะคนผู้นี้ มีภูมิเพียงแค่ รู้ อาจจะเป็น ผู้รู้ อย่างยอดเยี่ยมก็ได้ แต่ยังไม่มีมรรคผล รู้ซึ้งให้ถึงอัตตา ๓ พระพุทธเจ้าตรัสถึง การได้อัตตา หรือ การเข้าครองตัวตน (อัตตปฏิลาโภ) ไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม ๙ ข้อ ๓๐๒ มี ๓ ประการ ๑. การเข้าครองหรือได้อัตตาที่หยาบ (โอฬาริโก อัตตปฏิลาโภ) โอฬาริกอัตตา (สมบัติข้าฯใครอย่าแตะ!) ได้แก่อวิชชา (ธาตุโง่ที่อยู่ในจิต) มันหลงยึดมั่นเอา อุปาทาน ที่ยึดแล้ว และแล้วก็ ยึดมั่นแนบแน่น จนถึงขั้น หลงสนิท ราวกับว่า ตัวเอง เป็นสิ่งนั้น หรือสิ่งนั้นเป็นตัวเอง มันยึดในส่วนของหยาบที่เป็นวัตถุ เข้าไปเป็นตัวกู สนิทเลย เช่น หลงยึด จริงจังเหลือเกินว่า ทองๆ เงินๆ นี้เป็นของตน เพชรนิลจินดา ทรัพย์สฤงคาร ก็หลงยึด เป็นตัวกู เป็นของกู แม้ข้าวของ บ้านช่อง เรือนชาน ก็หลงยึดเป็นตน เป็นของตน ดินนี้ก็หลงยึด เป็นตัวกูของกู หรือแม้แต่นกของเรา หมูของเรา หมาของเรา คนที่ติดหมา ก็ยึดหมา เป็นตัวเรา ก็ลองสังเกตดูเอาเถิด ติดกันนักกันหนา หรือแม้แต่ตำแหน่ง ยศชั้น กระทั่งสรรเสริญ ลมๆ แล้งๆ แท้ๆ ก็หลงเสพหลงติด เป็นอัตตา หลงยึดเป็นตน เป็นของตน สนิทยิ่งนัก จนยากที่จะละวาง ปลดปล่อยกันได้ มีกันเต็มบ้านเต็มเมือง ๒.การเข้าครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ (มโนมโย อัตตปฏิลาโภ) มโนมยอัตตา (ร้ายยิ่งกว่าปั้นน้ำเป็นตัว จนจมอยู่กับช่องนี้ช่องเดียวไม่เกี่ยวกับใคร) ได้แก่อวิชชา (ธาตุโง่ที่อยู่ในจิต) มันหลงยึดมั่นเอา รูปที่สำเร็จด้วยจิต ที่ จิตเป็นตัวปั้น หรือ นิรมิตร แท้ๆ ที่จิตปั้นสำเร็จจริง แต่เป็นของไม่จริง ซึ่งเป็นสิ่งที่เหมือนจริง ในความรู้สึกลึกๆ จึงฝังความเชื่อมั่น ได้สูงยิ่ง สำหรับผู้มี ปรากฏการณ์ ด้วยตัวเอง ทั้งๆ ที่เป็นอุปาทาน ซึ่งเป็นภาพลวงตา ที่ปั้นขึ้นมา จากลมแล้งๆ จนกลายเป็น รูปธรรมกันทีเดียว เช่น เพ่งดิน เพ่งไฟที่เปลวเทียน เพ่งลูกแก้ว เพ่งพระพุทธรูป แล้วก็นั่งสมาธิเข้าไป ปั้นนิมิต ปั้นนิมิตดินอย่างนั้น ไฟอย่างนั้น ลูกแก้วอย่างนั้น พระพุทธรูปแบบนั้น อยู่ในสมาธิ แล้วก็ปรากฏนิมิตตามนั้น ขึ้นในสมาธิ ก็ล้วนเป็นการ ปั้นนิมิตขึ้นมา จนสำเร็จในจิต อันชื่อว่า รูปที่สำเร็จด้วยจิต ทั้งสิ้น แม้แต่รูป ที่สำเร็จในจิต ที่เป็น ปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ ระลึกย้อนอดีต จนเห็นภาพในอดีต ได้ก็ตาม ก็เป็น รูปที่สำเร็จด้วยจิต เพราะว่า รูปเหล่านั้น ไม่ใช่ของจริง แต่เป็น อัตตา ที่ปั้นขึ้นมา เพราะเป็นเพียง รูป ที่เราปั้นขึ้นมาจาก สัญญา ของเราเอง ที่เคยพบ เคยเป็น เคยมีมาแล้ว ไม่ใช่ รูปนั้นเป็นตัวจริง ของสิ่งนั้น หรือของผู้นั้น คนนั้น สัตว์นั้น เช่น คนผู้เห็นภาพ หลวงปู่แหวน นั่งอยู่บนเมฆ ก็ดี คนผู้เห็นภาพ หลวงพ่อสด ปรากฏอยู่บนท้องฟ้า กลางดวงอาทิตย์ (ดังที่เป็นข่าวกันก็ตาม) ก็ล้วนเป็นอัตตา (มโนมยอัตตา) อันเกิดจาก อุปาทาน ที่ยึดมั่นถือมั่น ถึงขีดถึงขั้นจริงทั้งสิ้น ภาพนั้นเห็นจริงๆ แต่เป็นภาพที่เกิดจาก อุปาทาน ซึ่งไม่ใช่ของจริงในโลก ๓.การเข้าครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ (อรูโป อัตตปฏิลาโภ) อรูปอัตตา นั้นคือรูปที่สำเร็จด้วยสัญญา หมายถึงสภาพที่เราสำคัญมั่นหมายอยู่ในจิต แล้วก็หลงยึด เป็นตัว เป็นตน จนสำเร็จ อรูปอัตตา นี้ มันยึดแล้ว จะไม่รู้ตัวเองง่ายๆ เลย อรูปคือ สภาพที่ไม่มีรูป เช่น รสเสพสมอยู่ในจิต ทุกชนิด ไม่ว่ารสอร่อยทางลิ้น หรือ รูปสวยงามทางตา เสียงไพเราะทางหู แม้แต่ ทิฏฐุปาทาน ก็เป็นอรูปอัตตา ซึ่ง ความเห็นนี้แหละ ที่ยึดเป็นตัวกู ของกู ได้อย่างสำคัญ โดยเฉพาะ ผู้ที่เรียนรู้มามาก แล้วยึดความรู้ของตน มีกันเต็ม ในวงการ ปัญญาชน หรือ ยึดศักดิ์ศรี ยึดความเก่ง ความสามารถ ยึดความเห็นของตน ยึดความคิดฝันของตน ยึดอารมณ์อย่างนั้น อย่างนี้ของตน ล้วนยึดเป็นตัวเป็นตนได้ทั้งสิ้น อรูปอัตตา นั้นรวมไปถึง รูปฌานที่ไม่มีนิมิตก็เป็นอรูปอัตตา หากเสพติด หรือยึดสุข อยู่แต่กับ รูปฌานก็นั่นแหละ อรูปอัตตา ส่วนอรูปฌานนั้น ก็โดยตรงอยู่แล้ว ย่อมเป็นอรูปอัตตา แน่นอน
บทสรุป. หากผู้ใดสามารถละล้างมันได้อย่างหมดสิ้นทุก อัตตา การพิจารณา ธรรมในธรรม : อุปาทานขันธ์ ๕ , อายตนะ ๖ ซึ่งแม้แต่ ขันธ์ ๕ และ อายตนะ ๖ เราก็สะอาดบริสุทธิ์แล้ว เพราะเราได้ปฏิบัติละล้างกำจัดนิวรณ์ ๕ , ตัณหา , อุปาทานใดๆ สำเร็จจนกระทั่ง สิ้นอาสวะ มาก่อนแล้ว ก็ตาม บัดนี้เราเหลือ ขันธ์ ๕ แม้จะสะอาด ปราศจากกิเลสาสวะ ปานนี้จริง เรายังจะต้องปฏิบัติ ทำใจในใจ อย่างแยบคาย กับ ขันธ์ ๕ ให้ได้ขั้นสุดว่า นั่นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่นั่น เป็นการปล่อยวาง อุปาทานขันธ์ ๕ ให้เป็นท้ายสุด จบสุด ครบบริบูรณ์ อายตนะ ๖ ก็นัยเดียวกัน เช่นกัน เมื่อสามารถทำใจในใจอย่างแยบคาย สำเร็จได้จริงว่า นั่นไม่ใช่เรา เราไม่ใช่นั่น อายตนะ ๖ ก็เพียง เป็นเหตุปัจจัย ที่ประกอบกันอยู่ ให้ผู้เป็น อาริยมนุษย์ ทำประโยชน์แก่โลก แก่สังคม ชนิด ไม่เป็นอัตตา หรือ ไม่มีตัวตน อย่างสนิทสุดๆ จึง ไม่เห็นแก่ตัว เพราะไม่เหลือ เศษธุลีแห่งความเป็นตน จริงสนิท ตั้งแต่ยังไม่ ตาย ไปจากโลก ดังนั้น ความเห็นแก่ อาตยนะ ใดที่ยังเป็น อัตตา หรือที่ยังเห็นแก่อะไร ก็ตามที่อยู่ใน เมืองนิพพาน ใน อายตนะนิพพาน จึงไม่มีแล้ว เพราะสูญสิ้น สนิทจริง ชาติ หรือ ภพ ก็จบอยู่ สูญอยู่หลัดๆ ณ บัดเดี๋ยวนี้ ชีวิตก็อยู่อย่าง ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว ชนิดสูงสุด สัมบูรณ์ ไปจนกว่าจะ ปรินิพพาน ก็เท่านั้น ชาติ- ภพ มันจบแล้ว ตั้งแต่ยังเป็นๆ
๑ เมษายน ๒๕๔๒ - เราคิดอะไร ฉบับที่ ๒๓๑ เดือน ตุลาคม ๒๕๕๒ คิดคนละขั้ว - |