ข่าวอโศกรายปักษ์ ก.พ.๕๑
ข่าวอโศกรายปักษ์ฉบับนี้ มีข้อคิดจากท่านสมณะเดินดิน ติกขวีโร ที่ได้จากการไปร่วมงาน ฉลองหนาว ที่ภูผาฟ้าน้ำ จ. เชียงใหม่ ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๗ มกราคม ดังนี้ค่ะ

ท่านได้ข้อคิดอะไรในงานฉลองหนาวปีนี้บ้างคะ?
๑. ก็ได้ไปสัมผัสกับช่องฟรีสช์หรือว่าช่องแช่แข็งใหญ่ของชาวอโศก ถ้าพวกเราอยู่ข้างล่าง ขึ้นไปดอย เราก็ จะได้เห็น สภาพธรรมชาติ ที่ยิ่งใหญ่ มีภูเขาล้อมรอบ มีป่าใหญ่ทมึน โอบล้อมอย่างอบอุ่น มีแม่น้ำลำธาร ตัดขาด จากโลก ภายนอก มันก็จะทำให้เราสัมผัส ถึงความสุข ที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน เพราะได้เห็นถึง สิ่งที่เป็น ความอุดมสมบูรณ์ แต่เรียบง่าย ถ้าชีวิตเรา ไม่ต้องออกไปดิ้นรน กระเสือกกระสน กับโลกธรรมต่างๆ ชีวิต ก็น่า จะมี ความสุขมากๆ เลย แต่ละปีๆ การไปที่ไปงานฉลองหนาวก็ เหมือนเข้าไปอยู่ ในช่องแช่แข็ง ของชาวอโศก แม้อากาศจะหนาวเย็น แต่ก็รู้สึก มีพลัง อย่างพ่อท่านไปงานนี้ ได้พักแต่หัวค่ำ และตื่น เกือบหกโมง เมื่อท่าน ลุกขึ้นมา บริหารกาย และสรงน้ำ ตอนเช้าๆ ท่านยังรู้สึกว่า ตัวท่านเอง น่าจะอายุสัก ๓๕ มันไม่น่าจะถึง ๗๕ ปีเลย พ่อท่านยัง ท้าแข่ง กับพวกเรา ว่าใครแน่จริง วิ่งแข่งกับท่าน ดูบ้างก็ได้

พวกเราถ้าใครอยู่ข้างล่าง อ่อนเพลีย ไม่มีกำลัง ที่ภูผาฟ้าน้ำ ก็น่าจะเป็นห้องแช่แข็ง ที่จะเพิ่มพลัง ให้กับ พวกเรา ได้อย่างดีทีเดียว ที่สำคัญจะได้สัมผัส ความสุขที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน แบบลำลอง ที่ปลอดจากโลกีย์ มีแต่ ธรรมชาติ ที่เรียบง่าย

๒. พ่อท่านเสนอประเด็นว่าชาวอโศกน่าจะอยู่กันให้อายุยืนยาว ซึ่งจะอายุยืนยาว โดยการ ลอกคราบใหม่ พ่อท่าน ให้ข้อคิดว่า การจะลอกคราบใหม่ได้ ก็จะต้องเอา หลักของ ๘ อ. มาจัดสรร ความสมดุลชีวิต และก็มี การปฏิบัติ ๘ ม. คือ มรรคมีองค์ ๘ ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ให้เป็นชีวิตใหม่ ที่มีการคิดใหม่ ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ยิ่งขึ้น มีการทำใหม่ ให้เป็น สัมมาสังกัปปะยิ่งขึ้น การพูดใหม่ ให้มีสัมมาวาจายิ่งๆ ขึ้น มีอาชีพใหม่ๆ ที่ไม่ยอม ตกเป็น ทาส ของลาภยศ สรรเสริญ ที่เป็นสัมมาอาชีวะ ยิ่งขึ้น เป็นการงาน ที่ทำแล้ว มีความสุข ทั้งที่ตนเอง ได้รับ และเป็น ความสุข ที่ให้แก่ มวลมนุษยชาติด้วย ถ้าเรามีชีวิตใหม่ ที่เกิดจากการคิดใหม่ ทำใหม่ พูดใหม่ มีอาชีพ ที่ใหม่ๆ อย่างนี้ โดยมีหลัก ของ ๘ อ. ปรับความสมดุล พวกเราก็น่า จะมีอายุยืนยาว

ถ้าเราทบทวนกันดูว่า ถ้าเราปล่อยชีวิตเราทำแบบเก่าๆ คิดแบบเก่าๆ ทำแบบเก่าๆ ก็จะเห็นได้ว่า จริงๆ แล้วเรา แต่ละคน สมควรจะตาย ไปนานแล้ว หลงไปหาลาภ หายศ หาเงินหาทองแบบเก่าๆ ไปแสวงหา อบายมุข แบบเก่าๆ จะอยู่มาร้อยปี ก็ไม่มีความหมายอะไร พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า คนอยู่แบบเก่า ๆ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปรารภ ความเพียร อยู่ร้อยปี ก็ไม่มีความหมายอะไร สู้อยู่แบบ ๑ วัน แต่เป็นหนึ่งวัน ของการ เริ่มต้น ชีวิตใหม่ คิดใหม่ ทำใหม่ ปฏิบัติแบบ มรรคมีองค์ ๘ ที่เปลี่ยนแปลง ความคิด ชีวิตของเราใหม่ๆ เพียงอยู่แค่ หนึ่งวัน ก็ประเสริฐกว่า และชีวิตใหม่ ก็จะทำให้เรา เป็นชีวิตใหม่ ที่อยู่อย่างยั่งยืน ยาวนาน เพราะ ถ้าเราอยู่ แบบเก่าๆ คิดเอาแต่ใจตัว แบบเก่าๆ ทำแบบสนองอัตตา สนองภพเรา แบบเก่าๆ มันก็จะอยู่กันได้ ตามกรรมเก่าของเรา ซึ่งมันคง จะไม่ได้นาน สักเท่าไหร่ เหมือนกับ ญาติธรรมของเรา ที่บอกว่า ถ้ายังกินหมู กินไก่ ไม่กินเจ กินเหล้า แบบเก่าๆ ป่านนี้ ตายไปนานแล้ว แต่ที่เราอยู่ได้มา ยั่งยืนยาวนานนี่ ก็เพราะว่า เรามาเปลี่ยนแปลง ชีวิตใหม่ๆ แต่ถ้าจะให้ใหม่ ที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็คือการได้เข้ามาอยู่ ในองค์ประกอบของ มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มันจะเป็น เหตุปัจจัย ที่ทำให้ชีวิตใหม่ ของเรา ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ดังนั้นการที่จะลอกคราบเป็นชีวิตใหม่ให้ดีที่สุดได้ ก็คงจะใช้สูตรการลอกคราบ ด้วยมรรค มีองค์ ๘ ของ พระสัมมา สัมพุทธเจ้า ชีวิตตรงนี้ แม้อยู่วันเดียว ก็คุ้มแสนคุ้ม ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ยิ่งสามารถ ที่จะได้เข้ามาอยู่กับ จุดป้อม ปราการ ที่เป็นภูผาบุญนิยม ของชาวอโศก ก็จะยิ่งคุ้มแสนคุ้ม เพราะมันจะเป็น ประโยชน์ตน และ ประโยชน์ท่าน ที่สมบูรณ์ อย่างประโยชน์สูง และประหยัดสุด ทีเดียว

ท่านอยากจะฝากอะไรให้ญาติธรรมบ้างคะ?
ก็ขอฝากโอวาทของพ่อท่านที่ให้ไว้ที่ภูผาฟ้าน้ำเมื่อวันที่ ๒๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๑ ดังมีเนื้อหา ใจความ ดังต่อไปนี้....

เจริญธรรมทุกๆ คน เอ้าวันนี้ลองมาฟังอะไรที่อาตมามีความบันดาลใจขึ้นมา พอสมควร เมื่อคืน อาตมา เกิดจิต บันดาลใจว่า เอ๊ เรานี่หยุดตาย หยุดเป็น กันซะหน่อยเถอะ มีจิตบันดาล ขึ้นมาว่า เรานี่หยุดตาย หยุดเป็น กันได้แล้ว คือ อาตมาจะไม่คำนึง ถึงความตาย ไม่คำนึงถึง ความเป็นอะไรแล้ว ควรมาคำนึงถึง คำว่าชีวิต.... เรามีชีวิต แล้วเราก็จะ สร้างชีวิต แล้วเราก็จะกอบก่อชีวิต จิตวิญญาณนี่ เป็นประธาน เรามีจิตวิญญาณ เป็นตัว ตั้งต้น

แล้วเราก็ไม่ต้องไปคำนึงถึง... อาตมาไม่คำนึงถึงจริงๆ เลยนะว่า... ไอ้โลกนี้ไม่ต้องห่วง อะไรหรอก ไม่ต้อง ห่วงหา อาวรณ์ อะไรหรอก ไม่ต้องห่วงเรื่องนั่น เรื่องนี่ ไม่ต้องห่วงเรื่อง ขาดแคลน ไม่ต้องห่วง เรื่องที่มันจะ หนักหนา สาหัส อันนั้น อันนี้ ปลดปลงหมด แล้วก็ตั้งหน้า.... ฟังดีดีนะ ฟังให้ดีๆ ฟังให้เข้าใจ... ทำใจ อย่างนั้น เลยนะ วางใจ แล้วก็ ปลดปลงหมด แล้วก็ตั้งหน้า ปลดปลงหมดแล้ว ก็ไม่เอาแล้ว ไม่ต้องคำนึง อะไรอีกหมด ทิ้งเลย สิ่งที่มันผ่านมา เกี่ยวทิ้งๆ จากนี้ไป ตั้งหน้า ตั้งหน้า เพื่อที่จะ ดำเนินอะไร ก็แล้วแต่ ที่เรา มีพลัง เรามี ความสามารถ เรามีความรู้ เรามีความตั้งใจ เรามีจุดมุ่งหมาย เราจะทำอันนั้น เต็มที่ไปเลย ทำไป เต็มที่เลย

อาตมาไม่กลัวว่า อาตมาจะอดอยาก อาตมาจะไม่มีกินมีใช้ อาตมาไม่กลัวว่า อาตมาจะทำงาน แล้วไม่ได้ลาภ ตอบแทน ไม่ได้ยศตอบแทน ไม่ได้สรรเสริญตอบแทน ไม่ได้ทำเพื่อที่จะ เอาไปแลกอะไรมา ตอบแทน เอาไป แลกกาม ไปแลกอัตตา แลกรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อะไรก็แล้วแต่ ที่เราตั้งในจิต ของเราที่ เรียกว่า “อัตตา” แล้วก็ต้อง มาบำเรอ ตามที่ใจข้าฯ ต้องการ ข้าฯต้องการอย่างนี้ ต้องได้อย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ ไม่ตั้งอะไร ไปทาง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ตั้งอะไร ไปจาก จุดที่เราอยากจะเป็น จะมี จะได้ ไม่ต้องตั้งตรงนั้น สำหรับเรา

อาตมาก็ได้คิดแล้วก็ โอ๊..สบายใจ เพราะงั้น อาตมาก็เลยรู้สึกว่า ตั้งต้นใหม่ดีกว่า จากนั้น รุ่งเช้าขึ้นมา ออก กำลังกาย โอ้โห ออกกำลังกายทำ โยคะ 1 ชม.เสร็จ ไปอาบน้ำ ถูเนื้อ ถูตัว เอ๊..อายุเรามันเลข 7 ขึ้นไปได้ ยังไง เหมือนกับ เราอายุ 30 แค่นั้นเอง จริงๆ นะ ใครจะวิ่งแข่ง กับอาตมาบ้างนี่ มะ เอ้าจริงนะ ...จริงๆ ใครจะ วิ่งแข่งได้ แม้อาตมา จะแพ้ ก็ไม่ว่ากัน มันเหมือน เราอายุ 30 มันรู้สึก อย่างนั้นจริงๆ แล้วก็ดูท่าที กล้ามเนื้อ ส่วนสัดของมัน ก็รู้สึกว่า แหม อาตมาว่า เกิดจาก จิตวิญญาณ เกิดจากใจ ของเรานี่แหละ ถ้าเราฟังเข้าใจนะ ที่พระพุทธเจ้า ท่านตรัสว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฎฐา มโนมยา

มโนปุพพังคมา ธัมมา ประโยคแรกคือ จิตวิญญาณ มาก่อนอะไรหมด จิตวิญญาณ เป็นประธาน จิตวิญญาณ เป็นใหญ่ จิตวิญญาณ เป็นอำนาจตัวต้นเลย อาตมาว่า จิตวิญญาณเป็น อำนาจตัวต้น ถ้าเข้าใจนะ อาตมาว่า เราจะใช้ จิตวิญญาณ หรือเราจะทำ จิตวิญญาณ และทำให้ได้ ทำจิตวิญญาณให้ได้ ดั่งที่เรา เข้าใจแล้ว “มนสิการ” คือ การทำ จิตวิญญาณของเรา เราต้องทำกับมัน จิตของเรา เราต้องทำกับมัน เราจะจัดมัน เป็นยังไง เราจะปรับมัน ยังไง เราจะเปลี่ยนมันยังไง เราจะให้มัน เป็นยังไง เราเป็นคนจัด เราเป็นคนทำ มันไม่มี รูปร่าง ตัวตน แต่มันมี ส่วนสัด ของมัน มันมีพลังรวมของมัน มันมีอำนาจ ในตัวของมัน ที่เราจะจัดมัน ให้ได้

อันนี้เป็นจุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้เรื่องมนสิการ การทำใจในใจ คนที่ทำใจในใจ ไม่เป็นนี่ ไม่เกิด สัมมาทิฏฐิ มันจะไปตาม ครรลองเดิม คือ ครรลองโลกีย์ คนที่มีครรลองโลกีย์ ก็ไปอยู่กับโลก นั่นแหละ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีสุขมีทุกข์ แบบโลกๆ ไป แบบนั้นเลย แก้ไขจิตวิญญาณไม่ได้ เพราะฉะนั้น ใครที่ สามารถ แก้ไข จิตวิญญาณได้ เพราะมีมนสิการ จนเปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณ ของตนเองได้ ไม่ใช่ ภาษาพูดนะ เปลี่ยนแปลง จิตวิญญาณ ไม่ใช่ภาษาพูด เป็นเรื่องจริง เป็นการกระทำได้จริง ทำจิตวิญญาณ ในตัวเรา แล้วเราก็ จัดการกับจิตวิญญาณ ของตัวเราเอง ถูกเราทำ เปลี่ยนแปลงมัน ได้จริงเลย ตั้งแต่ ความเห็น ความเข้าใจ ตั้งแต่ ความเชื่อ เรียกว่า ทิฏฐิ มันเชื่อ โลกีย์นี่โอ๊ว...เราก็ต้อง ล่าลาภ ล่ายศ เราก็จะต้อง เป็นสุข เพราะมีลาภมาก ยศมาก เราก็เอามา เสพกาม เสพด้วยรูป ด้วยรส ด้วยกลิ่น ด้วยเสียง ด้วยสัมผัส หรือว่า เสพอัตตา ดังที่ใจเรา จะต้องการอะไร จะยึดถืออะไร อยากได้อะไร ที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น เราจะเอา อย่างนั้นแหละ เราเป็นทาสใจ ตัวเอง เลิกซะที มันเป็นนายอะไรเรา มากมายนัก

อาตมาว่าพวกเราหลายผู้หลายคน คงจะชัดเจนแล้วว่า ชีวิตอยู่อย่างพวกเรานี่ ไม่ต้องไป แสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่กันอย่าง ระบบสาธารณโภคี เราต่างคน ต่างขยัน หมั่นเพียร ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ทำงาน สร้างสรร เราสร้างสรร ให้ได้มากๆ ตัวเราเอง เรากินใช้ให้น้อยลง แต่ไม่ใช่ ทรมานตนเอง ไม่ใช่ทรมานสังขาร ร่างกาย แต่ความเฟ้อ ความเกิน มันซ้อนอยู่ ในกิเลสของเรา เราทำแล้ว มันจะได้ ถ้าพัฒนา คนชนิดนี้ ขึ้นมาเสร็จ ก็เป็นคน มีกำไร เราสร้างมาก แต่เราใช้น้อย นอกจากสร้างมาก ใช้น้อยแล้ว ไม่กักตุนด้วย ไม่สะสม กอบโกย ไว้เป็นของตัว ของตนด้วย สะพัดออก เราไม่มีหน้าที่สะพัด เราก็เอามารวมไว้ ที่กองกลาง เจ้าหน้าที่ กองกลาง เขาก็สะพัด ตามควร เรามีหน้าที่สร้างให้ ก็สร้างไป สร้างให้แล้วก็รวม เป็นกองกลาง หน้าที่สะพัด ก็สะพัดไป อาตมาก็ว่า เศรษฐศาสตร์บทนี้นี่ สุดยอดจริงๆ เลย นักเศรษฐศาสตร์ ระดับโลก น่าจะมาเจอ กันกับ อาตมา ในเรื่องนี้.. เอ้าจริงๆ นะ

เพราะฉะนั้น จากนี้ไป อาตมาจะลุยแล้ว ขอเกิดใหม่ อายุ 30 จะลุยแล้ว ใครที่ยังไม่มา ร่วมมือ ร่วมไม้ มาเล้ย อาตมา จะลุยแล้ว เราจะสร้างสรร เราจะทำ อย่างที่พูดนี่แหละ และอาตมา มั่นใจด้วยว่า อาตมาจะมี ร่างกาย แข็งแรงขึ้น เชื่อไหม...เชื่อแล้วเอาด้วยนะ ไม่ใช่เชื่อแล้ว ปล่อยอาตมาดุ่ย ๆ ๆๆๆ ไม่ได้นะ เชื่อแล้ว ลุยด้วย กันนะ เพราะฉะนั้น สงสัยอาตมา จะแบ่งเวลา ไปอยู่ที่บ้านราช ให้มากขึ้นแล้ว อาตมา ตั้งใจแล้วล่ะ จะรวม พลกัน ให้ได้ เพราะฉะนั้น ใครจะมา ช่วยอาตมา ...อาตมาว่าโลกทั้งโลก มันเดือดร้อนมาก เพราะแนวคิด ไปทาง โลกีย์ ซึ่งเป็น แนวคิด ไปในทาง เสียหาย ทำลาย มันเป็นแนวคิด ที่ผลาญพร่า ทำลายโลก มานานแล้ว อย่างไม่เอา อะไรมาก ที่อาตมา พูดซ้ำ พูดซาก แนวคิด วิธีคิด ที่เอากำไร ของทุนนิยม กำไรคือ การเอาเปรียบ เกินทุน แล้วก็เป็น การเอาเปรียบ เกินทุน ที่ได้มาแล้ว ก็ไม่รู้จัก ละอาย ได้มามากเท่าไหร่ๆ ๆ ก็ยิ่งชอบใจ ได้มากเท่าไหร่ ก็จะเอา มามาก เท่านั้น ไม่เคยยับยั้ง หลงว่าเป็น ความสามารถ ของเราเอง ซะอีกด้วย ขูดรีด เอาเปรียบ ได้มามากๆ แล้ว ไปหลงว่า เป็นการดี ตนเองได้ดี ซึ่งมันเข้าใจผิด หลงผิดแท้ๆ เลย ไปหลงกงจักร เป็นดอกบัวอย่างนั้น ได้ยังไง

เพราะงั้น ทางโลกีย์ทางทุนนิยมนี่ เขาจะยังไม่หันทิศในความรู้ความเห็นของเขา มาทางเรานี้ ได้ง่ายๆ เราเห็นแล้ว เราเข้าใจแล้ว ต้องมาเร่งรัด พัฒนา พิสูจน์ ถ้าเราเห็นแล้ว รู้แล้ว และเราก็ได้ปฏิบัติแล้ว จนกระทั่ง มาเป็น พลังรวม ด้วยทิฏฐิ อย่างนี้ ด้วยความเข้าใจอย่างนี้ และก็ดำเนิน ตามทฤษฎี อย่างนี้นี่ มันก็ได้ผลมา ขนาดหนึ่งแล้ว ถ้าเราไม่ทำ ให้ยิ่งขึ้นไปอีก ให้มันเป็น รูปธรรม ให้มันมี รังษี ให้มันมีพลังปรากฏ ทั้งรูป และนาม ออกไป ให้มันชัด กว่านี้ ยิ่งใหญ่กว่านี้ อาตมาว่า เขาก็จะเผินๆ เขาก็รับแค่นี้ เขาไม่รับ มากกว่านี้หรอก

เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่เราจะต้องเพิ่ม คุณภาพ เพิ่มคุณลักษณะต่างๆ สิ่งที่เราว่า มันดีนี้ขึ้น ให้ได้ เพราะฉะนั้น จะเกิดได้ ก็โดยคน วัตถุเอง มันเกิดเองไม่ได้ อะไรอื่นๆ ก็เกิดเองไม่ได้ คนนี่แหละ จะเป็นตัวแปร คนนี่แหละ จะสริมอันนี้ ให้เกิดขึ้นได้ โดยพลังงาน จากคน พลังเอาจริงเอาจัง จากคน ที่ร่วมไม้ ร่วมมือกัน คนละไม้ คนละมือ คนละแรง แล้วเป็นแรงที่ เป็นไปใน ทิศทางเดียวกัน เป็นฤทธิ์แรง ที่เป็น ทิฏฐิสามัญตา ศีลสามัญตา เป็นทิศทาง ที่มันเป็น ความเห็นร่วม ไปในทางหนึ่ง ทางเดียวกัน โดยหลักเกณฑ์ ศีลสามัญตา อันเดียวกัน แล้วเราก็มี จิตเมตตา กันทุกคน

เมตตาคืออะไร? เมตตาคือจิตปรารถนาดีต่อผู้อื่น เมตตาไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ฟังดีๆ ทำความเข้าใจดีๆ เมตตา ไม่ใช่ ความเห็นแก่ตัว เมตตาคือ ความเห็นแก่ผู้อื่น ปรารถนาให้ผู้อื่น เป็นสุข ปรารถนา ให้คนอื่น พ้นทุกข์ ปรารถนา ให้ผู้อื่น ได้ดี ปรารถนาให้ผู้อื่น เลิกชั่ว หยุดชั่ว นี่คือคุณลักษณะ หรือ คุณสมบัติของ เมตตา เพราะฉะนั้น เรามีตัวนี้ ในจิตวิญญาณเรา เรามีตัวนี้แล้ว คนจะมีตัวนี้ได้ ต้อง ไม่หวงแหนตัวเอง ไม่ขี้เหนียว ตัวเอง ไม่หลงตัวเอง ไม่กอบโกย มาให้แก่ตัวเอง เพราะฉะนั้น มันจะย้อนแย้ง ถ้าเรายังมีตัวเอง แล้วเราก็ยัง เห็นแก่ตัวเอง คนที่ยัง เห็นแก่ตัว คนที่ยัง กอบโกย มาให้แก่ตัวเองอยู่ เมตตาไม่มี

เพราะฉะนั้น คนที่เมตตา ก็คือ ต้องลดความเห็นแก่ตัว หรือไม่มีความเห็นแก่ตัว คนที่ไม่มี ความเห็นแก่ตัวแล้ว สร้างสรร ได้ไหม?.... ได้ แล้วเราก็อาศัยกิน อาศัยใช้ สิ่งที่เราสร้าง เราไม่ได้ไป เบียดเบียนใคร เราไม่ได้ ไปทำ ความลำบาก เป็นภาระ ให้แก่ใคร เพราะฉะนั้น เราสร้างสรรขึ้นมา สมรรถนะของเรา สร้างสรรเกิน คิดโดย สัจจะแล้ว เราอาศัยใช้สอย ในแต่ละวัน มันเกินผลผลิต สิ่งที่เราสร้าง เราทำ แต่ละวัน คนคนนี้ มีกำไร และคนนี้ มีเมตตา คนคนนี้ ไม่เห็นแก่ตัว ก็สะพัด ให้แก่คนอื่น เผื่อแผ่ให้แก่คนอื่น ปรารถนา ให้คนอื่นได้ ไม่ใช่ปรารถนา โลภ ปราศนาเห็นแก่ตัว ปรารถนากอบโกย สะสม ขี้เหนียว แย่งยังไม่ให้เลย ขี้เหนียวถึงขนาด เขาแย่ง ยังไม่ให้เลย โอ้โห...สุดท้าย เขาก็... ฆ่ามันเสีย ก็เอาของมันมา นี่คือ ความรุนแรง ความโหดร้ายของ มนุษยชาติ ฯลฯ