>ข่าวอโศก.

จิตผู้รับใช้ หรือ จิตผู้จัดการ


การทำงานคือการปฏิบัติธรรม แล้วทำงานอย่างไรจะลดกิเลสได้คะ?
๑. การทำงานนั้น ถ้าทำงานไปแล้วมีแต่หนักหน้าไปเรื่อยๆ ก็แสดงว่าน่าจะผิดทาง แต่ถ้าทำงานไปแล้วมี แต่กาย เบา จิตเบาขึ้น เพราะเชี่ยวชาญชำ นาญขึ้น แม้งานจะมากขึ้นก็ตาม นั่นก็แสดงว่าถูกทางแล้ว

สาเหตุที่ทำให้งานหนักงานเบา เกิดจากปัจจัยหลายด้านด้วยกัน เช่น ถ้าทำงานโดยจมไปกับงานเป็น กัมมรามตา อย่างบางคนดูแลโรงครัว ก็จะกลายเป็นเจ้าแม่โรงครัว พยายามที่จะบังคับให้คนวางชาม วางถ้วย วางช้อน อย่างที่ตัวเอง ยึดเอาไว้ จนลืมวางใจ จนลืมเจริญเมตตากายกรรม เจริญเมตตาวจีกรรม เจริญเมตตามโนกรรม ปล่อยให้ "อัตตา" เจริญรุ่งเรืองอย่างเดียว อันนี้ก็ทำให้งานเราหนัก และก็ขาดความเจริญในธรรม

๒. งานจะหนักถ้าเราไม่ได้ลดความสำคัญของตัวเอง ปกติทางภาคอีสานจะมีสำนวนที่พูดติดปากก็คือ "แล้วแต่หมู่" แต่คนที่ให้ความสำคัญกับตัวเองก็จะมีแต่ "แล้วแต่กู!" โดยเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ถ้าไม่ได้ อย่างที่ใจฉันกำหนด -ใจฉันต้องการ ก็เลิกกันไปเลย อันนี้ก็เป็นเหตุหนึ่ง ที่ทำให้งานหนัก เพราะว่าไม่ได้ลด ความสำคัญของตนลงเอา อัตตาธิปไตย เอาตัวเองเป็นใหญ่ ประเด็นนี้ก็ทำให้งานหนัก เพราะไม่ได้ลด ความสำคัญ ของตนลงไป

ดังนั้นคนจะทำงานเบาได้เราก็คงต้องตั้งจิตเป็นผู้รับใช้มากกว่าที่จะตั้งจิตเป็นผู้จัดการ หรือ เลือกทำงาน ประเภท ที่จะได้หน้าได้ตา เพื่อหวังเจริญในอัตตา หรือเจริญในโลกธรรม

บางคนระบายออกมาว่าเสียความรู้สึกมากๆ ที่มีความตั้งใจจะช่วยงานพ่อท่านอย่างแรงกล้า แต่ก็ถูกขัดขวาง ไม่ให้ เขาทำงาน เช่น การออกทีวี อย่างนี้เป็นต้น ก็น่าเห็นใจ ว่างานที่จะช่วยพ่อท่าน มีมากมาย เช่น ช่วยล้างถ้วย ล้างชาม ทำ ๕ ส. เก็บขยะ แต่บางคนก็มีปัญญา เข้าใจแต่เพียงว่า ตัวเองเหมาะ ที่จะได้ออกทีวี เท่านั้น ก็เป็นการที่ไม่รู้ตัว และคัญตัว มากเกินไป จนไม่ได้พยายามที่จะลด ความสำคัญของตัวเอง ซึ่งปัญหาของ ชาวอโศก ที่พ่อท่านหนักอยู่ ทุกวันนี้ก็คือว่า แต่ละคนทำงานกันไปแล้ว ไม่สามารถลด ความสำคัญ ของตัวเองลงไปได้ จึงไม่เกิดความอบอุ่น มีแต่ความขัดแย้ง หรือมุ่งที่จะเอาชนะ คะคานกัน


เมื่อถูกคนอื่นเขาว่าเป็นคนล้มละลายจะทำใจอย่างไรให้ได้ประโยชน์คะ?

นี้เป็นคำถามของแฟนรายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง ซึ่งเขาได้ถามพ่อท่านมาว่า ทั้งๆ ที่ตัวเขา เองไม่ได้ถูก ศาลฟ้องล้มละลาย แต่มีคนว่าเขาเป็นคนล้มละลาย เขาทำใจไม่ค่อยได้ และก็ไม่รู้ว่า เขาหมายว่าอะไร? ซึ่งตรงนี้ หากเราไปมุ่งการตีความ ทางกฎหมายแบบพวก ศรีตะแบงชัย เขานิยมทำกัน เราก็จะเป็น นักปฏิบัติธรรม ที่เข้าใจอะไร ได้ยาก!

ประโยชน์ที่นักปฏิบัติธรรมควรจะได้อันดับแรกก่อนก็คือ การเข้ามาตรวจอ่านจิตใจของเรา เมื่อมีผัสสะ มากระทบ แบบนี้ เข็มเรากระดิก หรือ เข็มกระโดด หรือ ว่าวางเฉยได้สบาย อันนี้เป็นประโยชน ์ข้อแรกอย่าง สำคัญที่พ่อท่าน เคยบอกเราว่า "คุณจะไปจ้างใครมาทดสอบคุณได้?" เพราะศาสนาพุทธ นั้นเน้นเรื่อง ผัสสะ เป็นปัจจัย จะบรรลุธรรมได้ หรือ บรรลุธรรมไม่ได้ ก็อยู่ที่ผัสสะนี่แหละ

ดังนั้นประโยชน์ข้อแรกเลย ก็คือเราวางเฉยได้ไหม หรือวางเฉยไม่ได้ มันเบามันแรง หรือหนักกว่าเก่า อันนี้พระพุทธ เจ้าท่านเปรียบไว้ว่า เหมือนกับคนที่ถูกลูกศรยิงมา เมื่อถูกลูกศรยิงแล้ว เราจะต้องรีบเอา ลูกศรออก และหาทางดับ ความเจ็บปวดนั้นได้ก่อน ไม่ใช่ไปถามว่า คนที่ยิงเป็นใคร มีพ่อมีแม่ ชื่ออะไร อยู่หมู่บ้านไหน????

ดังนั้นนักปฏิบัติธรรมก็จะต้องเข้ามาอ่านปรมัตถ์ ว่าจิตวิญญาณของเราแข็งแรง หรือมั่นคง หรือ อ่อนไหว มากน้อย อย่างไร และถ้าสามารถเข้าใจเขาได้ด้วยว่า นัยยะที่เขาบอกว่า เราล้มละลายนี่เป็นนัยยะไหน อาจจะเป็นว่า เราทำ อะไร เหยาะๆ แหยะๆ หยิบโหย่ง จนเป็นคนล้มละลาย ในความน่าเชื่อถืออย่างนี้ อันนี้ก็จะทำให้เรา ได้ประโยชน์ ที่สมบูรณ์ คือ จิตใจก็อ่านได้ ก็จะเกิดประโยชน์ ในการอ่านจิตใจของตัวเองด้วย และก็ได้ปัญญาในการ ที่คนอื่น เขาช่วย สะท้อน มาให้ด้วย ถ้าเรา มุ่งมองตน -อ่านตนได้เช่นนี้ เราก็จะได้ประโยชน์จากทุกๆ ผัสสะที่มากระทบ อยู่ตลอดเวลา


สิ่งที่ท่านอยากจะฝากให้กับญาติธรรมในปักษ์นี้คืออะไรคะ?

พ่อท่านได้นำเอาเรื่องแสงเงินแสงทอง ก่อนที่พระอาทิตย์จะมา ซึ่งเป็นเรื่องของคุณธรรม ๗ ประการด้วยกัน อันได้แก่


๑.การมีมิตรดี ทุกวันนี้เราก็คงจะต้องทบทวนว่าเราเป็น "อาริยะ" หรือ อริเยอะ กันแน่ ไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรม ไปแล้ว มีคู่อริ เต็มไปหมด ไม่เกี่ยงแม้แต่นักบวช สมณะ-สิกขมาตุ หรือฆราวาสด้วยกัน เราก็ต้องเช็ค ดูว่า ทุกวันนี้อยู่นานไปๆ อบอุ่นมากขึ้น หรือว่ามีแต่ความอบอ้าว หรือว่ามีแต่ตัวเองดุ่ยๆ ไม่ยุ่งไม่สนใจ ไยดีกับใคร ตัวเองมีแต่ดุ่ยๆ ตัวเองไม่ได้เจริญ ไม่ได้คบคุ้นเกื้อกูลกับใครๆ เลยไม่ได้ยุ่งอะไรกับใครเลย

๒.ต้องถึงพร้อมด้วยการถือศีล หรือว่าเราพร้อมที่จะถือสามากกว่าการถือศีล ในข้อนี้เป็นเครื่องชี้วัดว่า เราเป็นผู้เพ่งมองตน หรือเป็นผู้เพ่งโทษคนอื่น อันไหนมากกว่ากัน ถ้าถึงพร้อมด้วยการถือศีล มากกว่า เราก็จะเป็นผู้เพ่งมองตน อ่านตนมากกว่าที่จะไปถือสา เพ่งโทษคนอื่น สำนวนหลวงพ่อ ดงเย็น บอกว่า "อย่าเอาเขามาสวมหัว"

๓.เป็นผู้มีความยินดี มากกว่าความอึดอัดขัดเคืองใจ ซึ่งพ่อท่านเองก็บอกไว้ว่า ถ้าคนมาปฏิบัติธรรม ไม่ได้มีความ ยิน ดีอะไรนะ มีแต่ความกดดัน ท่านบอกว่าออก ไปก่อนดีกว่า ไม่เช่นนั้น จะระเบิด หรือธรรมแตกได้

เราปฏิบัติธรรมด้วยความยินดีไหม? เราขึ้นทำวัตรด้วยความยินดีไหม เราถือศีลด้วยความยินดีไหม ถ้ายินดีไม่มีปัญหา คงมีแต่ปัญญา แต่ถ้าไม่ยินดีขึ้นมาแล้ว ก็จะเต็มไปด้วยปัญหา และ ความมอดม้วย ในปัญญา

๔.มีความถึงพร้อมในอัตตา ถ้าเราปฏิบัติธรรมไปแล้ว เห็นอัตตาเบ่อเร่อ เบ่อร่าของเราเลย ก็ถือว่าได้เห็น แสงเงิน แสงทองแล้ว ถ้าสามารถที่จะทำตัวเอง ให้เป็นผ้าขี้ริ้ว ไม่ยอมเป็นทาสของอัตตาต่อไป นั่นคือ เส้นทางที่จะนำไป สู่แสงสว่างของชีวิต

๕.เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ซึ่งตรงนี้พ่อท่านก็เน้นเรื่องสัมมาทิฏฐิ ๑๐ เป็นผู้ที่รู้จักเข้าใจในยัญพิธี ในสังเวย บวงสรวง ในเรื่องของกรรม ซึ่งจะมีสัตบุรุษมาอธิบาย ให้เราได้เข้าใจในความลึกซึ้ง ของสัมมาทิฏฐิทั้ง ๑๐

๖.เป็นผู้ไม่ประมาท ซึ่งในข้อนี้ก็สำคัญมากทุกวันนี้เราเป็นผู้ที่ห่วงเงินหรือห่วงธรรม ? กำลังเตรียมหอบเงิน เอาไปกิน ในชาติหน้าใช่ใหม? พ่อท่าน บอกว่าชาวอโศก น่าจะมารวมกัน ในโครงการ หนึ่งในพัน ตรงนี้ ก็เป็นเครื่องเช็ค ได้เหมือนกันว่า เอ๊ะ...เราเป็นผู้ประมาทไหม ทั้งๆ ที่น่าจะออกมาได้ แต่ก็ยังติดอบาย ติดสุขอยู่

๗.เป็นผู้มีโยนิโสมนสิการ โดยหมั่นตามล้างตามเช็ดจนถึงที่เกิดของกิเลส อย่างเช่นเมื่อเราเกิดความ ไม่พอใจ ไม่ชอบใจ ก็ต้องเจาะเข้าไปหาว่า มันเกิดจากกิเลสตัวไหน อาจจะเป็นริษยาก็ได้ อาจจะเป็นการ ผูกโกรธไว้ก็ได้ หรือว่าเป็น อภิชฌาวิสมโลภะ การเพ่งเล็งกล้า ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ของเราก็ได้ เราจะต้องเข้า ไป ล้วงลึก ตามล้าง ตามเช็ดไปถึงที่เกิด เช่นนี้ จึงจะเรียกว่า โยนิโสมนสิการ


ทั้ง ๗ ข้อนี้คือแสงเงินแสงทองของชีวิต จะเกิดได้ก็เพราะว่า มีมิตรดี มีศีล มีความยินดี ถึงพร้อม ด้วยความเข้าใจใน อัตตาและทิฏฐิ และเป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต และสามารถที่จะตามบี้กิเลส เข้าไปจนถึง แหล่งเกิด มีมิตรดี มีศีล มีสัมมาทิฎฐิ มีฉันทะ มีอัตตะ มีอัปปมาทะ มีโยนิโสมนสิการ.

ข่าวอโศก ปักษ์แรก ตุลาคม ๒๕๕๒
สัมภาษณ์ สมณะเดินดิน ติกขวีโร