หน้าแรก หน้าต่อไป
บันทึกปัจฉาสมณะ โดย สมณะแน่วแน่ สีลวัณโณ ตอน...
โพธิกิจ ๓ ทศวรรษ ๓๐ ปี โพธิกิจ
หนังสือพิมพ์สารอโศก อันดับที่ 232 เดือนมกราคม 2544
หน้า 1/2

พฤศจิกายนต้นเดือน พ่อท่านร่วมประชุมหมู่สมณะประจำปี ที่รู้กันในหมู่ชาวอโศกว่า “มหาปวารณา” ซึ่งปีนี้พิเศษตรงที่ผนวกรวมวันกตัญญู ครบ ๓๐ ปี การบวช ของ พ่อท่าน (๗ พ.ย. ๒๕๔๓) เข้ามาร่วมกับงานมหาปวารณา เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ของ ญาติธรรม และ จากความลงตัวหลายๆปัจจัย ทำให้งานมหาปวารณาปีต่อๆไปก็จะเลื่อนมาอยู่ในช่วงระหว่างวันที่ ๗ พ.ย. พ่อท่านเองก็เห็นสอดคล้องกับข้อเสนอนี้ ด้วยเหตุผลสำคัญว่า วันบวช ของ พ่อท่าน (๗ พ.ย. ๒๕๑๓) จะได้ไม่ถูกพุทธสถานต่างๆเอาไปอ้าง เพื่อแย่งกันจัดงาน ให้มาผนวกรวมกับงานมหาปวารณาไปเลย เช่นเดียวกับวันเกิด ของ พ่อท่าน (๕ มิ.ย. ๒๔๗๗) ที่พ่อท่านสลายให้เป็นวันอโศกรำลึกแทน จนเมื่อเกิดคดีความ ทำให้พระชาวอโศก ต้องเปลี่ยนชุดนุ่งห่ม และ เปลี่ยนคำนำหน้า จาก “พระ” มาเป็น “สมณะ” (๑๐ มิ.ย. ๒๕๓๒) ถือเป็นวันเกิดสมณะ วันอโศกรำลึก จึงเปลี่ยนย้ายจาก ๕ มิ.ย.มาเป็น ๑๐ มิ.ย. ของ ทุกปีแทน

“ตามประสา” เป็นชื่อรายการวิทยุที่พ่อท่านตั้งชื่อให้ ด้วยเห็นแก่คนจัดทำรายการ คุณเบญจวรรณ (ลูกดิน) เจริญวงษ์ ที่ปรารถนาดี อยากให้ธรรมะที่พ่อท่านนำพาปฏิบัตินี้ เผยแพร่ออกไป สู่ประชาชนวงกว้าง จึงวอนขอให้พ่อท่านแบ่งเวลาพูดธรรมะอะไรก็ได้ ที่พ่อท่านเห็นเหมาะควร แล้วอัดเท็ปไว้ เพื่อนำไปเผยแพร่ ในช่วงจันทร์-ศุกร์ เวลา ๑๒.๐๐-๑๒.๓๐ น. คลื่น A.M. ๗๔๗ MHz โดยถือเอาฤกษ์ ๗ พ.ย. ๒๕๔๓ เป็นวันแรกที่เริ่มออกอากาศ

“วันลอยกระทง” ๑๑ พ.ย. ๒๕๔๓ ที่สันติอโศก พ่อท่านแสดงธรรมทำวัตรเช้า เน้นเรื่องความสามัคคี จากบางส่วนดังนี้

“ความสามัคคี จะมีความระลึกถึงกันเป็นสาราณียธรรมที่ดี"

ถ้าจะระลึกถึงผู้ใหญ่ ที่ดีก็คือทำตัวเองให้ดีขึ้น มิใช่ไปนั่งประจบประแจงอยู่ตลอด อย่างนั้น เป็นความระลึกถึงอย่างเด็กๆ เราช่วยตัวเองให้ดีขึ้นแล้วจะช่วยผู้ใหญ่ได้ การระลึกถึงอย่างเบบี้นั้น เป็นการห่วงหาอาวรณ์ พิรี้พิไร ทำให้ตนเองเศร้าหมองเปล่าๆ การระลึกถึงควรมีปัญญา

ในชาวอโศกมีความสามัคคีพอสมควร ผู้ไม่สามารถทำความสามัคคีได้ ก็จะอยู่ไม่ได้ ผู้ใดที่มีใจวิวาท ไม่ยอม แม้ไม่แสดงออกทางกาย วาจา แต่ใจสะสมไปๆ วันหนึ่งก็ต้องแยกออกไป

อโศกทำอะไรได้ดีมีสามัคคีมาตลอด เพราะ เราได้ใช้ธรรม ของ พระพุทธเจ้ามาเป็นบทปฏิบัติกันอย่างจริงๆจังๆในชีวิตประจำวัน ถึงกระนั้น อโศกเราก็ยังต้องการความพรั่งพร้อม สามัคคียิ่งกว่านี้ ใครที่ยังมีวิวาทอยู่ในใจ ก็ขอให้ตรวจสอบสังวร แล้วปรับตนเองให้ดีๆ

ความสามัคคีที่ดีจะเกิดได้ก็ เพราะ

๑. ขยันขวนขวายขึ้น
๒. พัฒนาตนเอง ทั้งความรู้ และ กิจการงาน
๓. ลดกิเลสอัตตามานะ ของ ตนให้ได้ “

“ภูมิ ๘ วิ.” เป็นชื่อที่พ่อท่านใช้แสดงธรรมช่วงก่อนฉันวันอาทิตย์ ๑๒ พ.ย. ๒๕๔๓ และ ก่อนฉันวันจันทร์ ๑๓ พ.ย.๒๕๔๓ ที่สันติอโศก

“ภพภูมิ ๘ วิ. อันนี้อาตมากำหนดเรียบเรียงขึ้นมาเอง ไม่ได้บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติหรอก เป็นการเสริมให้สอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้แล้ว เพื่อกำหนดเป็นเครื่องรู้ เป็นเครื่องกำหนดหมาย ขยายความให้พวกเราเข้าใจขึ้น โดยภูมิ ๘ วิ.นี่ ครอบคลุมทั้งหมด ทั้งภูมิโลกุตระ หรือ ภูมิอาริยะ ภูมิกัลยาณชน และ ภูมิปุถุชน

แบ่งเป็น ๑. วิหาร ๒. วิมุติ ๓. วิเวก ๔. วิมาน ๕. วิชัย ๖. วิกล ๗. วิปริต ๘. วินาศ

เริ่มต้นตั้งแต่วินาศก่อน วินาศ คือความฉิบหาย บรรลัยจักร แม้แต่ในสังคมระดับบริหาร เหมือนกับคนหน้าด้าน เห็นอยู่ว่ามันผิด เอาเปรียบ เห็นแก่ตัว ก็ยังดึงดัน ตัวอย่างเช่น ซื้อเสียงนี่ มันผิดมันเลว ก็ยังทำ ชาวบ้านก็จำนนต้องกราบต้องเคารพ ตามกฎเกณฑ์ ของ สังคม นี่คือความวินาศ หรือ มีการทำร้าย ลอบฆ่าคนทำดีที่ไปขัดผลประโยชน์คนรวย หรือ คนมีอำนาจ คนพวกนี้นี่เราตัดหางปล่อยนรก อย่าไปตอแยเขา เขามีอำนาจบาตรใหญ่ ถ้าเราไปตอแย เขาทำร้ายได้ เขาทำชั่วกับเรายิ่งบาปมากซับซ้อน คนพวกนี้พูดไม่รู้เรื่อง ยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉานด้วย อาฆาตมาดร้ายก็มาก เอาชนะคะคานก็มาก เราต้องรู้แล้วพยายามเลี่ยงหลบ ไม่ต้องไปตอแย

ทีนี้วิปริต จะกึ่งมีสำนึกอยู่ในตัวบ้าง แต่ก็ผิดทางแล้ว ในกรรมกิริยา ของ เขา การดำเนินชีวิตผิดทาง วิปริตแล้ว พูดลึกลงมาถึงวงการศาสนานี่อยู่ในสภาพวิปริต ส่วนคนทำให้วินาศฉิบหายมีอยู่แล้วในวงการศาสนา ทุกวันนี้มันผิดทาง มันแปรปรวนแล้ว ไม่ได้เดินเข้าหาสัจธรรม ของ พระพุทธเจ้าเลย แต่ก็มีหิริอยู่บ้างกลัวบาปอยู่บ้าง เพราะ มีอันนี้เหลืออยู่ เรา จึงรอด เขามีอำนาจบาตรใหญ่ ยึดครองอำนาจศาสนาไว้เลย เขาจะทำร้ายทำลายเราอย่างถอนรากถอนโคนก็ทำได้ แต่ก็ยังมีการเกรงกลัวบาปอยู่ เพราะ รู้อยู่บ้าง โดยพฤตินัย กับนิตินัยที่ออกกฎระเบียบมา มันไปย้อนแย้งสิ่งที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ตั้งเยอะ อย่างเช่น เขาสอนอุทิศส่วนกุศลไปถึงผู้ตายนี่ มันไม่ถึง มันไม่ใช่ เขาก็ยืนยันว่านี่ถูก อาศัยหากินอยู่นั่นแหละ การใช้ไฟเป็นสื่อ ใช้น้ำเป็นสื่อ มีน้ำมูกน้ำมนต์รดน้ำมนต์ ก็ผิดอยู่แล้วในมหาศีลก็บอกไว้ชัดๆอยู่แล้ว เขาก็ยังรดน้ำมนต์อยู่นั่นแหละ”

ทั้งหมดข้างต้นนี้เป็นเพียงบางส่วนที่พ่อท่านได้อธิบาย สำหรับผู้สนใจรายละเอียดทั้งหมด ของ “ภูมิ ๘ วิ.” กรุณาติดตามรับฟังได้จากเท็ปที่เผยแพร่

“บริษัทขอบคุณจำกัด” บริษัทน้องใหม่ ของ ชาวอโศก ๑๙ พ.ย.๒๕๔๓ ที่สันติอโศก มีการประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท เพื่อคัดเลือกคณะกรรมการบริษัท และ ผู้ทำหน้าที่ในตำแหน่งต่างๆ จากบางส่วนที่พ่อท่านให้โอวาทเปิดประชุม ดังนี้

“เราจดทะเบียนเบื้องต้น ๓ ล้านบาท เมื่อบริษัทดำเนินกิจการไปได้ดีก็จะซื้อหุ้นคืน จากผู้ถือหุ้น เหมือนบริษัทพลังบุญ และ บริษัทฟ้าอภัย จนที่สุดไม่มีผู้ถือหุ้นเป็นตัวตน หากล้มละลายก็ไม่มีใครเสีย

เงินกองบุญนิยม ของ บริษัทขอบคุณจะชิดในเหมือนอย่างคนในวัด พนักงานมีเงินเดือนตามกฎหมาย ของ กรมแรงงาน แต่รับแล้วพนักงานจะเสียสละเอาเข้ากองกลาง กองบุญนิยม ของ บริษัทขอบคุณ

บริษัทนี้น่าจะอยู่รอดได้มากกว่าบริษัททั่วๆไป เพราะ เพียงแค่รักษาตัวให้รอดเท่านั้น คนทำงานก็ไม่เอาเงินเดือน ดอกเบี้ยก็ไม่มี บริษัททั่วไปพนักงานทุกระดับมีแต่จะกอบโกยเข้ากระเป๋าให้ได้มาก แต่ ของ เราไม่มีอย่างนั้น อย่างนี้จะอยู่ไม่รอดได้อย่างไร...”

“ประชุมกลุ่มสาธารณโภคี” ที่สันติอโศก ๒๔ พ.ย. ๒๕๔๓ เป็นการประชุมตามปกติเดือนละครั้ง จากบางส่วนที่พ่อท่านให้โอวาทปิดประชุม ดังนี้

“พวกเราเจริญขึ้น งานเยอะขึ้น ทั้งๆที่แบบวิธี เราไม่ได้กระตุ้นด้วย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทางโลกย์เขาใช้สิ่งนี้กระตุ้นให้คนทำงาน เหมือนเอาหญ้าผูกหน้าลา ล่อให้ลามันเดิน เราทำโดยเข้าใจมีปัญญา ไม่ตกเป็นทาสสิ่งล่อ หรือ อามิส เราทำ เพราะ เข้าใจว่า มนุษย์มีคุณค่า มีประโยชน์ สร้างสรร ก็ จึงทำ...”

“ประชุมชุมชนสันตินาคร” ที่สันติอโศก ๒๕ พ.ย. ๒๕๔๓ เป็นการประชุมตามปกติ เดือนละครั้ง จากบางส่วนที่พ่อท่านให้โอวาทปิดประชุม ดังนี้

“ดูพวกเราคึกคักขึ้นมา เมื่อมีพรรคสหกรณ์ อาตมาก็ว่าดี เพราะ พวกเราเฉื่อยๆกันมานาน ยุคนี้เป็น ยุครอยต่อ ของ สังคม ที่สะบักสะบอม จากสังคมนิยม และ ทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสังคม เศรษฐกิจ ชุมชน การ ศึกษา ฯลฯ ขณะที่พวกเรามีแต่กระแสดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่ทำให้สังคมส่วนใหญ่เขามายินดีชื่นชมอะไรพวกเรา เนื่องจากข่าวที่ถูกสร้างให้พวกเราไม่ดีมีมาก่อน แต่ก็มิใช่พวกเราอยากให้เขามายินดี โดยที่พวกเราก็ไม่พัฒนาต่อ

ที่จริงเราควรขมีขมัน เหมือนเจอบ่อเพชร บ่อทอง ที่ต้องตื่นเต้นตาวาว แต่พวกเรายังดูเฉื่อยๆ น่าจะตื่นเต้นขึ้นมาบ้าง เพราะ เป็นโอกาสที่จะได้กอบกู้สัจธรรม

อาตมาไม่พยายามปลุกเร้าพวกเราด้วยการโฆษณา แต่จะพยายามให้พวกเราขมีขมัน ด้วยสำนึก ของ ตนเอง

แต่ก่อนเขาไม่กล้าเอ่ยอ้างคำว่าอโศกเลย ทุกวันนี้เขาพูดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพระที่มีชื่อเสียงมีบทบาทอยู่ในสังคม หรือ จะเป็นคนในสังคมที่มีบทบาทเคลื่อนไหวเพื่อความเป็นธรรมในสังคม เขาก็กล้าพูดกันแล้วว่า ชุมชนอโศกเป็นชุมชนพึ่งตนเองที่เข้มแข็ง สนองพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง...”

“ประชุม ๔ องค์กร” ที่สันติอโศก ๒๖ พ.ย.๒๕๔๓ เป็นการประชุมตามปกติเดือนละครั้ง ประกอบด้วย มูลนิธิธรรมสันติ กองทัพธรรมมูลนิธิ สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม และ ธรรมทัศน์สมาคม

ช่วงหนึ่ง ของ การประชุม ท.ญ.ฟากฟ้าหนึ่ง อโศกตระกูล ตัวแทนจากปฐมอโศก ได้แจ้งในที่ประชุมว่า คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ติดต่อขอใช้พื้นที่ปฐมอโศก ทำโครงการนำร่องการแปรรูปสมุนไพร โดยจะสร้างอาคารแปรรูปสมุนไพร เพื่อการทำวิจัยสมุนไพรไทย เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆจะมอบให้ชุมชน หลังจากทำวิจัย ๓ ปีแล้ว และ จะมีอาจารย์มาแนะนำให้ความรู้ มีนักศึกษา และ หน่วยงานอื่นๆ ไปใช้สถานที่ศึกษาดูงาน และ การทำวิจัย

“ได้ ไม่มีปัญหาอะไร ดีเสียอีก เรากำลังสร้างโรงงานยาสมุนไพรพอดี ยิ่งจะมีอาจารย์มาแนะนำให้ความรู้กับชุมชน และ มาทำวิจัยก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์เสริมให้พวกเรา จะได้ทำประโยชน์กับสังคมให้ยิ่งขึ้นไปอีก

ธรรมะก็จะเป็นเช่นนี้แหละ เมื่อจะทำอะไรก็จะมีเหตุปัจจัยเสริมเข้ามาพอดี จังหวะเวลาลงตัว เราไม่ได้คิดวางแผนจะให้เป็นอย่างนี้เลยนะ เราก็ทำ ของ เราไปตามความเหมาะควรที่เราเห็นเหมาะควร เขาเองก็กำลังหาแหล่งที่จะทำวิจัย ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติอยู่เหมือนกัน ก็พอดีสอดคล้องกัน เราเองก็มีโรงเรียนอยู่แล้ว ก็จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนด้วย....” พ่อท่านกล่าว

อีกเรื่องหนึ่งที่แทรกเข้ามา ไม่อยู่ในวาระประชุมใดๆ ก็คือ การไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ จะสมควรไปช่วยเหลือ หรือ ไม่ อย่างไรแค่ไหน พ่อท่านนำเสนอให้ที่ประชุมช่วยกันคิด เนื่องจากมีญาติธรรมที่หาดใหญ่ทักท้วงมา เกรงว่าจะไม่คุ้ม ด้วยหน่วยงานต่างๆก็ลงไปกันมากแล้ว ตอนนี้คนที่หาดใหญ่ก็ไม่ได้อดอยากอะไร

หลังจากหลายท่านได้แสดงความคิดเห็น ก็ตกลงว่าจะไปช่วย เอาอาหาร และ สิ่งจำเป็นไป โดยจะตระเวนไปตามหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลการช่วยเหลือ ซึ่งมีอยู่หลายพื้นที่ที่ประสบภัยน้ำท่วม ไม่ใช่เฉพาะที่หาดใหญ่เท่านั้น พื้นที่จังหวัดอื่นก็มีเดือดร้อน โดยจะติดต่อประสานไปกับญาติธรรมในพื้นที่ต่างๆ ช่วยหาข้อมูล หาแหล่งที่สมควรนำสิ่ง ของ ไปแจก

มีเสียงแทรกถามพ่อท่านว่า หากจะมีคนภายนอกที่ไม่ใช่ชาวอโศก จะช่วยบริจาคสิ่ง ของ หรือ อาหารที่มีเนื้อสัตว์ สมควรจะรับไปแจก หรือ ไม่

พ่อท่านเห็นว่า “ก็รับได้ ชาวบ้านทั่วไปเขากินเนื้อสัตว์ ของ เขาอยู่แล้ว เราเอง ก็ไม่ได้มีส่วนที่ทำให้สัตว์ ต้องตายอะไร มันเป็นเหตุการณ์พิเศษ เป็นเรื่องเฉพาะกิจ ไม่ใช่เรื่องปกติ ของ พวกเรา”

ค่ำวันที่ ๒๘ พ.ย. ๒๕๔๓ พ่อท่านเดินทางกลับมาจากการไปประชุมสหกรณ์บุญนิยมราชธานีอโศกจำกัด และ ประชุมชุมชนราชธานีอโศก มาถึงก่อน ๒๒.๐๐ น. เห็นพวกเรากำลังช่วยขน ของ ขึ้นรถหลายคัน เพื่อเดินทางไปช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ดูคึกคัก ทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว และ คนแก่ ช่วยกันเสร็จพอดี แต่ยังมีอีก ๑ คันที่จะมารับ ของ ในเวลาประมาณตีหนึ่ง

หลังจากพ่อท่านนอนประมาณสี่ทุ่มเศษ ประมาณตีหนึ่ง พ่อท่านอุตส่าห์ตื่นขึ้นมาช่วยยก ของ ขึ้นรถ ด้วยเกรงว่าหลายคนจะเหน็ดเหนื่อยไม่สามารถลุกตื่นขึ้นมาช่วยขนได้ แต่เอาเข้าจริงๆ ก็มีหลายคนลุกขึ้นมาช่วยกัน

“ประชุมบริษัทแด่ชีวิต จำกัด” ที่สันติอโศก ๒๙ พ.ย. ๒๕๔๓ เป็นการประชุมตามปกติเดือนละครั้ง แต่ไม่ได้รบกวนนิมนต์พ่อท่านร่วมประชุมทุกครั้ง ครั้งนี้พ่อท่านร่วมประชุมด้วย

คุณวิภา พีรพัฒนโภคิน ตัวแทนฝ่ายผลิตยาสมุนไพร ของ ปฐมอโศก ให้ข้อมูลเรื่องการผลิตยาสมุนไพร ของ ปฐมอโศก เพื่อทางบริษัทจะได้แนะนำบอกความจริงกับลูกค้าได้ว่า มีความแตกต่างจากการผลิตยาสมุนไพร ของ แหล่งอื่นๆ ตามหลักบุญนิยมที่ซื่อสัตย์ ไม่ฉวยโอกาสไม่เอาเปรียบลูกค้า “...แคปซูล ของ ปฐมอโศก แต่ก่อนใช้ราคา ๗ สตางค์ หลังจากที่ทราบว่า มีสารกันบูด ก็เปลี่ยนมาใช้อีกบริษัทหนึ่งราคาแคปซูลละ ๑๔ สตางค์ ต่อมา จึงทราบว่ามีส่วนผสม ของ กระดูกสัตว์ ตอนนี้เรา จึงเปลี่ยนมาใช้แคปซูลที่ทำจากน้ำมันสน แม้ราคาจะแพงขึ้นกว่าเท่าตัว ราคาแคปซูลละ ๓๐ สตางค์ เป็น ของ บริษัท V-cap”

มีเสียงแนะนำจากเจ้าหน้าที่บริษัทแด่ชีวิตว่า ปฐมอโศกน่าจะทำเอกสาร บอกให้ลูกค้ารู้ถึงความแตกต่างในการใช้วัตถุดิบอย่างนี้ ทางบริษัทแด่ชีวิตจะได้สะดวกในการแนะนำลูกค้า

พ่อท่านเสริม “การโฆษณาล่อหลอกลูกค้า กับการบอกความจริงนั้น ต่างกัน ล่อหลอกนั้น มีการพรางลวง บอกความจริงไม่หมด ยังมีอะไรแฝงอยู่ ทำทีให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเราดี ของ มีคุณภาพดี แท้จริงแล้วส่วนผสมไม่จริง”

และ เมื่อตัวแทนผลิตยาสมุนไพรปฐมอโศกบอกเล่าต่อ เมื่อก่อนปฐมอโศก ซื้อสมุนไพรเก็บไว้เป็นจำนวนมาก เพราะ ราคาจะถูกกว่าซื้อครั้งละน้อยๆ เมื่อมีปัญหาเชื้อรา และ อะฟลาท็อกซิน ทุกวันนี้ซื้อสดแล้วทำทันที ไม่เก็บค้างไว้มาก

“ระบบบุญนิยมเป็นระบบคนขยัน เป็นระบบข้าวกรอกหม้อ อย่างข้าวกล้องนั้น สีแล้วขาย ไม่ต้องกักตุน จะประหยัดไม่เสีย ของ และ ได้ ของ คุณภาพดี จะช่วยทำให้นายทุนไม่เกิดการกักตุน จะได้ไม่ต้องใช้สารกันบูด ทำให้พ่อค้าไม่กักตุนสินค้าไว้มากๆต้องรีบขาย คนซื้อต้องรีบกิน ทำให้ไม่มีขั้นตอนไหนกักตุน นี่เป็นระบบธรรมชาติที่ดี ช่วยให้คนขยัน ทำงานตามธรรมชาติที่ดี” พ่อท่านกล่าว

มหาปวารณา ครั้งที่ ๑๙

๓ พ.ย. ๒๕๔๓ ที่ปฐมอโศก ก่อนการประชุม สมณะรูปหนึ่งแจ้งอาบัติต่อหมู่ เพื่อจะขอสวดอัพภาน ในวันนี้พอดี

พ่อท่านทักถาม และ ให้ความรู้ว่า “จิตใจเป็นยังไง ยังเต็มใจที่จะปฏิบัติธรรมอยู่ หรือ เปล่า

การมาบวชต้องเต็มใจประพฤติ เมื่อไม่เต็มใจแล้วไม่ได้ เพราะ อาบัติต่างๆ ทั้งหยาบ และ ละเอียด จุกจิก จู้จี้มาก ตั้งแต่จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นหลักแรก ของ ศาสนา มีมาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ ของ ศาสนา

แม้แต่การเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต การกินมื้อเดียว หรือ วินัยบางข้อดูจุกจิก แต่สิ่งเหล่านี้เป็นข้อที่เราต้องสังวร อย่าประมาท

การควบคุมใจได้ จนอยู่เหนือโลกเป็นโลกุตรจิตอย่างแท้จริงได้ จะมีอำนาจอยู่เหนือจริง ถ้าเราไม่สามารถทรงไว้ ซึ่งอำนาจให้อยู่เหนือ ก็ไม่สมบูรณ์ เราจะเห็นด้วย หรือ ไม่ก็ต้องปฏิบัติให้สมบูรณ์

ธรรมมีหยาบกลางละเอียด อาการกายกิริยาอย่างนั้น ให้ทำ อย่างนี้ไม่ให้ทำ หากเต็มใจปฏิบัติ แม้หน้านองน้ำตาอยู่ พระพุทธเจ้าก็ยังสรรเสริญ ดีกว่าอยู่อย่างหมักหมม เน่าใน ว่าไงยังจะสู้อยู่ หรือ เปล่า (สู้อยู่ครับ)

ขอให้ตั้งใจให้เห็นจริงเห็นจัง ถ้าไม่มีเจตนาจะทำผิด มันสุดวิสัยก็เอา สู้ต่อไป ขอเตือนทุกรูปด้วย แม้อาบัติเบาก็ตาม อย่าประมาท “

หลังจากพ่อท่าน ขอปลงอาบัติปาจิตตีย์ และ ทุกกฏ ที่ได้กระทำไปในหลายๆ ครั้งคราว ตามเหตุปัจจัย ของ งานที่เกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อท่านทำเช่นนี้ต่อหน้าหมู่สมณะ ในการประชุมมหาปวารณาครั้งหลังๆ ที่ผ่านมา จนเป็นเรื่องปกติที่รู้กันในหมู่สมณะ ในการขอปลงอาบัติ และ กราบหมู่สมณะครั้งแรก ของ พ่อท่านนั้น ทำเอาหลายๆ ท่านรู้สึกไม่สบายใจ ไม่ประสงค์ให้พ่อท่านต้องกราบหมู่สมณะเลย เมื่อทราบเจตนาจริง ของ พ่อท่าน ในการนำพาเป็นตัวอย่าง จึงพากันวางใจ

เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ตามวาระประชุม ก่อนเริ่มการประชุม พ่อท่านจะให้โอวาทเปิดประชุม ครั้งนี้ก็เช่นกัน มีเนื้อหาบางส่วนดังนี้

“...ก่อนจะได้ไปทำงานมหาปวารณาต่อ ขอให้พวกเราใช้โศลก จริง (สัจจะ) รู้สึก (สติ) สำนึก (หิริ) ฝึกฝน (ทมะ) ขวนขวาย (เวยยาวัจมัย หรือ อิทธิบาท) หมายมุ่งพัฒนา (ภาวนา) อานิสงส์สัมบูรณ์ (ปริโยสาน หรือ กตญาณ)

จริง คำว่าจริง ทำความเข้าใจเอา เรามานี่จริงนะ เอาจริง สังวรจริง พากเพียรจริง เป็นนิพพานให้ได้จริงๆ คุณจริงอย่างนั้น หรือ ไม่ จริง ของ ใคร ของ มัน ให้มันจริงที่สุด ของ แต่ละคนให้ได้

จริงมีทั้งเอาจริง รู้จริงด้วย ทั้งกำหนดจริงด้วย มี สัปปุริสธรรม ๗ ใช้ตลอดเวลา

รู้สึก ก็คือเกิดการดำริ หรือ เกิดการรู้รอบ มีญาตปริญญา มีตีรณปริญญา

สำนึก คือ วิจัย รู้แล้วว่านี่ควร นี่ไม่ควร เมื่อสำนึกแล้วลงมือเลย

ฝึกฝน ทมะ แปลว่า ฝึกฝน แปลว่าอดทน แปลว่า ข่ม แปลว่า ฝืน

ฝน ก็คือ ทำให้มันบริบูรณ์ ฝนทำให้หมดไปเลย ฝนทำให้เล็กลงได้รูปได้ร่าง มีเชิงทำให้หมดบาปสมาจาร คำว่าฝึกฝน

ขวนขวาย เติมเข้ามาอยู่เรื่อยๆ ถ้ามันจะขี้เกียจ ถ้าจะเฉื่อย ถ้าจะอืดอาด ต้องขวนขวาย

หมายมุ่งพัฒนา ทำให้เจริญ ทำให้ก้าวหน้า จึงจะเรียกว่ามีภาวะ ภาวะแปลว่าความจริง ภาวะแปลว่าสิ่งที่ปรากฏ ทำให้เกิดผลภาวนา เกิดผลจริงๆ แม้แต่พระอรหันต์ก็ยังมีสิ่งที่ต้องพัฒนา

อานิสงส์สัมบูรณ์ ปริโยสาน จบสัมบูรณ์ ความหมายคงไม่ยาก แต่ยากตรงที่คุณจะมีตัวจบให้มาอ่าน หรือ ยังเท่านั้น เอง

โลกนี้มันคือ การเคลื่อนไหวกับดับสนิท คือละลาย ปรินิพพานกับเคลื่อนไหวเท่านั้น เอง สูญกับมีอยู่ก็ต้องเคลื่อน ไม่มีอะไรไม่เคลื่อน ไม่มีอะไรไม่จุติ จุติลงต่ำ หรือ จุติขึ้นสูงเท่านั้น เอง จุติจะแปลว่า เกิด หรือ จะแปลว่าดับก็ได้ทั้งคู่

ฉะนั้น มีแต่เคลื่อนกับสูญในโลกนี้ ถ้าอยู่นิ่งๆ คือ ของ เน่า ของ ตาย ศาสนาฤาษีไปจับเอาตัวนิ่งมา ด้วยความเข้าใจผิดพลาด ไปจับเอาตัวนิ่ง ไม่ใช่เอาตัวสลาย ตัวสูญ ของ เขาไม่มีสูญ ของ เขามีนิ่ง แล้วกลายเป็นนิรันดร์ด้วย นั่นเน่าสนิท หมักหมมสนิท ไม่ได้สูญ ไม่ได้ปรินิพพาน”

ช่วงหนึ่ง ของ การประชุม ในวาระที่พุทธสถานต่างๆรายงานความเป็นอยู่ และ ปัญหาที่เกิดขึ้น

มีเสียงท้วงสมณะรูปหนึ่งที่ตั้งกองทุนในการทำหนังสือ ของ ตน จะเหมาะควรแค่ไหน

พ่อท่านแสดงความเห็นว่า “แม้ไม่ได้เอาเงินมาใช้ส่วนตัว แต่หากรูปอื่นๆ จะมีกองทุนอย่างนี้บ้าง ก็จะไม่ดี”

มีผู้เสนอว่า หากพ่อท่านเกรงว่า ถ้ามีกองทุนอย่างนี้กันหลายรูปจะเป็นปัญหา อยากจะเสนอว่า ถ้าใครคิดจะทำอะไร โดยมีการตั้งกองทุนอย่างนี้ ก็ให้ไปขออนุญาตจากพ่อท่านก่อน

“ไม่เอา ให้มันเป็นระบบไปเลย เดี๋ยวผมตายไปแล้วจะปรึกษาใคร น่าจะมีการรวมกองทุนไปกับกองทุนอื่น จะดีกว่า” พ่อท่านกล่าว

end of column
หน้าแรก หน้าต่อไป

บันทึกจากปัจฉาสมณะ (สารอโศก อันดับ ๒๓๒ หน้า ๔๔ เดือน มกราคม ๒๕๔๔)