พระสารีบุตรเถระ

เป็นสาวกเลิศสุดด้วยปัญญา
ไร้ระอากล่าวธรรมพร่ำสั่งสอน
ยังธรรมจักรแล่นไปไม่สั่นคลอน
ใครค้านถอนจักรนี้มิได้เลย.

ในยุคสมัยของพระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมนั้น พระสารีบุตรเถระได้ถือกำเนิดจากสกุลพราหมณ์ ที่หมู่บ้าน นาลกะ ซึ่งอยู่ไม่ห่างนครราชคฤห์ ในแคว้นมคธ มีชื่อว่า อุปติสสะ เป็นบุตร ของหัวหน้าหมู่บ้านนั้น บิดาชื่อ วังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อ สารีพราหมณี มีน้องชาย ๓ คนชื่อ จุนทะ อุปเสนะ เรวตะ มีน้องหญิง ๓ คนชื่อ จาลา อุปจาลา สีสุปจาลา (ซึ่งภายหลัง น้องๆทั้งหมด ได้บวชอยู่ในพุทธศาสนา) และมีเพื่อนสนิทชื่อ โกลิตะ (คือ พระโมคคัลลานะ นั่นเอง)

อุปติสสะ กับ โกลิตะ เป็นสหายกันมาตั้งแต่ยังเล็กอยู่ เพราะสกุลทั้งสองสนิทสนมกันมาสืบเนื่องยาวนาน นับได้ ๗ ชั่วสกุลเลยทีเดียว ทั้งสองเติบโต มีบริวาร มากมาย ครั้นสำเร็จการศึกษาแล้ว ก็ไปไหนมาไหน ร่วมกันเสมอ

วันหนึ่ง ไปเที่ยวดูมหรสพด้วยกัน พบเห็นมหาชนพากันสนุกสนานรื่นเริง ลุ่มหลงจมอยู่กับความบันเทิง ทั้งสอง จึงบังเกิดความสังเวช (เกิดสำนึกดี จากความรู้สึก สลดใจ ในสิ่งที่ไม่ดี) ขึ้นมาว่า

"ผู้คนทั้งหมดนี้มัวลุ่มหลงเพลิดเพลินอยู่ ทั้งที่อายุสั้นนักไม่ถึงร้อยปี ก็ต้องเข้าสู่ปากแห่งความตายแล้ว"

ทั้งสองจึงตกลงใจร่วมกันว่า
"พวกเราควรจะแสวงหาโมกขธรรม (ธรรมที่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลส) และการที่จะแสวงหาโมกขธรรม ก็ควรที่พวกเรา จะออกบวช"

ดังนั้นทั้งสองจึงละทิ้งทรัพย์สินบ้านเรือนประมาณ ๕๐ โกฏิ (๕๐๐ ล้านบาท) แล้วออกบวชเป็น ปริพาชก (นักบวช พวกหนึ่งในชมพูทวีป ชอบสัญจร ไปที่ต่างๆ เพื่อแสดงทรรศนะ ปรัชญา ทางศาสนาของตน) อยู่ในสำนักของ สญชัยปริพาชก บวชพร้อมกับพวกมาณพอีก ๕๐๐ คน ทำให้สญชัยปริพาชก กลายเป็น ผู้เลิศด้วย ลาภและยศ ภายในนครราชคฤห์ขึ้นมาทันที

ทั้งสองศึกษาเล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท(คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของพราหมณ์) ภายใน ๓ วันเท่านั้น แล้วมองเห็นว่า
"ไม่มีสาระพอเพื่อทำให้หลุดพ้นจากกิเลสได้"
จึงออกเที่ยวไปถามปัญหาเหล่าบัณฑิตทั้งหลาย แต่แทนที่จะได้รับการแก้ปัญหา ทั้งสองกลับต้องตอบ แก้ปัญหา เสียเอง ไม่พบบัณฑิตที่จะช่วยตอบปัญหาให้ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงตั้งกติกาตกลงกันไว้ว่า
"ต่างช่วยกันไปแสวงหาโมกขธรรม แต่หากผู้ใดในพวกเราได้พบอมตธรรมก่อน ผู้นั้นจงมาบอกให้อีกคนรับรู้"
แล้วแยกย้ายกันไป ค้นหาโมกขธรรม

เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระอัสสชิเถระบิณฑบาตอยู่ในนครราชคฤห์ อุปติสสปริพาชกได้พบเห็นพระเถระ มีมรรยาท ก้าวไป ถอยกลับ คู้แขน เหยียดแขน แลเหลียว นัยน์ตาทอดลง ถึงพร้อมด้วย อิริยาบถ น่าเลื่อมใส จึงเกิด ความคิดขึ้นว่า

"ในบรรดาพระอรหันต์ หรือผู้ได้อรหัตตมรรค(ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุเป็นพระอรหันต์)ในโลก ภิกษุรูปนี้คงเป็น ผู้ใดผู้หนึ่ง แน่แท้ เราจะสอบถามท่าน"

แล้วจึงติดตามไปข้างหลังภิกษุนั้น รอคอยโอกาสที่จะถาม ครั้นสบโอกาสที่พระอัสสชิเถระ บิณฑบาตกลับ ได้เข้าไปหา พูดจาปราศรัยทักทายพอสมควร แล้วไถ่ถามว่า

"กายของท่านผ่องใส ผิวพรรณก็บริสุทธิ์ผุดผ่อง ท่านบวชกับใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน หรือท่านชอบใจ ธรรมของใครกัน"

"พระมหาสมณะศากยบุตร เสด็จออกผนวชจากศากยตระกูล เราบวชกับพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ท่านเป็น ศาสดาของเรา เราชอบใจในธรรม ของพระองค์"

"ก็พระศาสดาของท่านสอนอย่างไร แนะนำอย่างไร"

"เราเป็นภิกษุใหม่ บวชยังไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ ไม่อาจแสดงธรรมแก่ท่านกว้างขวาง แต่จะกล่าวใจความ แก่ท่าน โดยย่อ"

"น้อยหรือมาก นิมนต์กล่าวเถิด ท่านจงกล่าวแต่ใจความ ข้าพเจ้าต้องการใจความอย่างเดียวเท่านั้น จะกล่าว อย่างอื่นให้มากไปทำไม"

"ถ้าอย่างนั้นท่านจงฟัง พระมหาสมณะทรงสั่งสอนอย่างนี้.....ธรรม(สภาวะ)เหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคต ทรงแสดงเหตุแห่งธรรม (สภาวะ) เหล่านั้น และแสดงความดับของธรรม(สภาวะ)เหล่านั้น"

ได้ฟังธรรมเพียงเท่านี้ ดวงตาเห็นธรรมได้เกิดขึ้นแก่อุปติสสปริพาชกทันทีว่า
"สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้น เป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา"

บังเกิดปีติแรงกล้าด้วยศรัทธาอย่างยิ่ง จึงถามพระเถระอีก
"พระศาสดาของพวกเราประทับอยู่ที่ไหนเล่า"
"ที่ป่าไผ่เวฬุวัน นี้เอง"
"ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อนเถิด ผมจะไปบอกแก่สหาย เพื่อพาไปด้วย"

จากนั้นอุปติสสปริพาชกจึงกลับไปบอกข่าวแก่สหาย เพียงแค่ได้ฟังการบอกเล่าเท่านั้น ดวงตาเห็นธรรม ก็บังเกิดแก่ โกลิตปริพาชก ในทันที รีบชักชวนขึ้นว่า

"พวกเราพากันไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้ากันเถิด เพราะพระองค์เป็นพระศาสดาของพวกเรา"

แล้วทั้งสองจึงไปกล่าวลากับสญชัยปริพาชก แต่ถูกห้ามไว้ว่า
"อย่าเลย พวกท่านอย่าไปเลย เราทั้ง ๓ คน น่าจะช่วยกันบริหารหมู่คณะนี้"

แม้สญชัยปริพาชกจะห้ามปรามถึง ๓ ครั้ง แต่ทั้งอุปติสสะและโกลิตะก็ยังคงยืนยันอย่างเดิม มุ่งสู่พระวิหาร เวฬุวัน พร้อมกับปริพาชกอีก ๒๕๐ คน ที่ปรารถนา ติดตามไปด้วย เพราะเหตุนี้เอง ทำให้สญชัยปริพาชก เสียใจยิ่งนัก ถึงกับกระอักเลือด ออกจากปากเลยทีเดียว

ณ พระวิหารเวฬุวัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นปริพาชกทั้งหมดมาแต่ไกล จึงได้ตรัสกับ ภิกษุทั้งหลาย ในที่นั้นว่า
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สหายสองคนนั้นคือ อุปติสสะ กับ โกลิตะ กำลังมานั่น ทั้งสองจะเป็นคู่สาวกของเรา จะเป็นคู่ที่เจริญชั้นเยี่ยมของเรา"

เมื่อปริพาชกทั้งหมดได้เข้าเฝ้าพระศาสดาแล้ว ก็ขอบวช พระองค์ก็ทรงกล่าวอนุญาต

"พวกเธอจงเป็นภิกษุเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์(อริยมรรค- องค์ ๘) เพื่อทำที่สุดทุกข์ได้โดยถูกตรงเถิด"

พระวาจานี้ของพระองค์ เป็นการบวชให้แก่ปริพาชกทั้งหมดได้เป็นภิกษุในทันทีนั้น เมื่อบวชแล้ว อุปติสสปริพาชก ได้ฉายาใหม่ว่า สารีบุตร เพราะมีมารดาชื่อ สาร

บวชเป็นภิกษุได้ ๑๕ วัน ภิกษุสารีบุตรได้ฟังธรรมเทศนาของพระศาสดา ที่ทรงแสดงแก่ ทีฆนขปริพาชก ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์ ญาณ (ความรู้แจ้ง ในสัจธรรม) บารมีบังเกิดขึ้น ได้บรรลุธรรม เป็นพระอรหันต์ องค์หนึ่ง มีคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ กระทำกิเลส หมดสิ้นแล้ว กิจของ พระพุทธศาสนา ได้กระทำจบแล้ว

ถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์แล้ว แต่พระสารีบุตรเถระยังเป็นผู้มีความกตัญญูสูง ท่านจะระลึกเสมอว่า
"เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน พระอัสสชิเถระเป็นอาจารย์ของเรา เราเป็นศิษย์ของท่าน อาจารย์ของเรา พำนักอยู่ ในทิศใด เราจะนอนหันศีรษะ ไปทางทิศนั้น เพื่อเคารพบูชาท่าน ไว้เหนือศีรษะของเรา"

พระสารีบุตรเถระเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธเจ้า ในการประกาศเผยแพร่ธรรมของพระพุทธศาสนา จนได้รับยกย่อง เป็นพระธรรมเสนาบดี มีคำสอนเอาไว้ มากมาย กระทำประโยชน์ แก่หมู่มหาชน เป็นอย่างยิ่ง ได้สอน ข้อประพฤติต่างๆ ได้แก่

"ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริถูกตรง ไม่ประมาท ยินดีในกรรมฐานภาวนา (วิธีปฏิบัติ ลดละกิเลส อย่างเหมาะสม กับฐานะ จนกระทั่ง เกิดผลสำเร็จ) มีใจมั่นคง อย่างยิ่ง อยู่ผู้เดียว (ประพฤติพรหมจรรย์) ยินดีด้วยปัจจัย ตามมีตามได้ ปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ภิกษุ (ผู้เห็นภัยในการเวียนว่ายตายเกิด)

เมื่อบริโภคอาหารจะเป็นของสดหรือของแห้งก็ตาม ไม่ควรติดใจจนเกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหาร พอประมาณ มีสติอยู่ หากบริโภคอาหารยังอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสีย แล้วดื่มน้ำ เป็นการสมควร เพื่อความอยู่สบาย ของผู้มีใจเด็ดเดี่ยว

ผู้ใดพิจารณาเห็นสุขโดยความเป็นทุกข์ พิจารณาเห็นทุกข์โดยความเป็นลูกศร(กิเลส)ปักอยู่ที่ร่าง แล้วไม่มี ความถือมั่น ว่า เป็นตัวเป็นตนใน อทุกขมสุขเวทนา (ความรู้สึก ไม่สุขไม่ทุกข์) ผู้นั้นจะพึงติดอยู่ในโลก ได้อย่างไร ด้วยกิเลสอะไรเล่า

ผู้ใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ผู้นั้นย่อมพลาดนิพพาน (ดับกิเลส สิ้นเกลี้ยง) อันเป็น ธรรม เกษมจากโยคะ (กิเลสที่ผูกใจให้ติดอยู่ใน กาม -ภพ-ทิฏฐิ-อวิชชา)

บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญาชี้โทษ มีปกติกล่าวข่มขี่ เหมือนเป็นผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ควรคบบัณฑิต เช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบกับบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีชั่วเลย ปราชญ์ (ผู้มีปัญญารู้แจ้ง) จึงสั่งสอน และห้ามผู้อื่น จากธรรม ที่ไม่ใช่ของสัตบุรุษ (คนที่มีสัมมาทิฏฐิ) แต่บุคคลเช่นนี้ ย่อมเป็นที่รักใคร่ ของสัตบุรุษ เท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ ของอสัตบุรุษ (คนที่มีมิจฉาทิฏฐิ)

เราไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะจะละทิ้งร่างกายนี้ไป รอคอยเวลาตายอยู่ เหมือนลูกจ้าง รอให้หมดเวลาทำงาน ฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญ (เพิ่มพูน) แต่สัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอย่าได้ปฏิบัติผิด พินาศเสียเลย

ขณะ(เวลา)อย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปเสียแล้ว ต้องพากันไปเศร้าโศก ยัดเยียด อยู่ในนรก

ฉะนั้นผู้สงบระงับ ละเว้นกองกิเลสทุกข์ ที่เป็นเหตุทำให้เกิดความคับแค้น แล้วมีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว มีศีลงาม เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุดแห่งทุกข์ได้"

อีกทั้งพระศาสดาทรงยกย่องพระสารีบุตรเถระ ว่าเป็นยอดในการเผยแพร่ธรรม ได้ตรัสไว้ว่า
"สารีบุตรอยู่ในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้รู้จักผล ๒. เป็นผู้รู้จักเหตุ ๓. เป็นผู้รู้จักประมาณ ๔. เป็นผู้รู้จักกาล ๕. เป็นผู้รู้จัก บริษัท สามารถกระทำให้ธรรมจักรชั้นเยี่ยม ที่เราตถาคต ให้เป็นไปแล้ว ได้เป็นไปตามโดย ถูกตรง ธรรมจักรนั้น ย่อมเป็นจักร ที่สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆในโลก จะคัดค้านไม่ได้เลย"

และทรงยกย่องในการเจรจาแก้ปัญหาของพระสารีบุตรเถระ เพราะมีคุณสมบัติเป็นเลิศในการเป็นทูต ทรงแสดงไว้ว่า

"สารีบุตรเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๘ นี้ ควรอย่างยิ่งในการทำหน้าที่ทูตคือ ๑. สารีบุตรรับฟังผู้อื่น ๒. สามารถ ให้ผู้อื่น รับฟัง ๓. กำหนดศึกษาไว้ดี ๔. ทรงจำไว้ดี ๕. รู้เข้าใจ เนื้อความชัด ๖. สามารถให้ผู้อื่น เข้าใจ เนื้อความชัด ๗. ฉลาดในประโยชน์ และไม่เป็นประโยชน์ ๘. ไม่ก่อความทะเลาะวิวาท"

ก็ด้วยความมีปัญญายอดเยี่ยมเลิศกว่าสาวกทั้งปวงนี้เอง พระศาสดาทรงยกย่อง พระสารีบุตรเถระ ไว้ในตำแหน่ง พระอัครสาวกฝ่ายขวา เพราะนับเม็ดทราย ในแม่น้ำคงคา ยังอาจ นับถึงที่สุดได้ แต่ที่สุด แห่งปัญญา ของพระสารีบุตรเถระ นั้นหามีไม่

วันคืนผ่านไป เมื่อถึงเวลา ๖ เดือนก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงปรินิพพานนั้น พระสารีบุตรเถระได้ตรวจดูอายุสังขารของตน แล้วทราบว่า

"อีก ๗ วันเท่านั้น เราจะปรินิพพานแล้วหนอ"

ดังนั้นจึงเกิดความปรารถนาตอบแทนคุณมารดาให้ถึงที่สุด ด้วยความคิดว่า

"มารดาของเรามีบุตรธิดา ๗ คนออกบวช จะได้เป็นมารดาของพระอรหันต์ถึง ๗ องค์ แต่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ไม่เลื่อมใส ในพระพุทธ -พระธรรม -พระสงฆ์ เราควรไปเปลื้องความเห็นผิดของมารดาเสีย แล้วจึงปรินิพพาน"

ตกลงใจแล้ว ได้ไปเข้าเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต นี้เป็นกาลปรินิพพานของข้าพระองค์ อายุสังขารข้าพระองค์ปลงแล้ว"

"เธอจะปรินิพพานที่ไหนเล่า"

"ข้าพระองค์จะไปปรินิพพานในห้องที่ข้าพระองค์เกิด ในหมู่บ้านนาลกะของแคว้นมคธ พระเจ้าข้า นี้เป็นการ ไปไม่กลับ ของข้าพระองค์แล้ว นับกาลที่ผ่านมา หากกระทำ สิ่งใด ให้พระองค์ ไม่พอพระทัย โทษใดๆ ของข้าพระองค์ ที่เป็นไปทางกายหรือวาจา ขอพระองค์ทรงอดโทษนั้นด้วยเถิด"

"สารีบุตร เราอดโทษต่อเธอ โทษใดๆของเธอที่ไม่ชอบใจเรานั้น ไม่มีเลย สารีบุตรบัดนี้เธอจงสำคัญ ในกาลอันควรเถิด"

พระสารีบุตรเถระจึงถวายบังคมพระบาทของพระศาสดา แล้วมุ่งสู่หมู่บ้านนาลกะ ตลอดทางนั้น ชาวบ้าน ชาวเมือง รู้ข่าวการจะปรินิพพานของพระอัครสาวก พากันติดตาม มากราบไหว้ สักการะ แล้วคร่ำครวญ อาลัยอาวรณ์ ตลอดทาง จนพระเถระต้องกล่าวสอน

"ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ขึ้นชื่อว่าสังขารทั้งหลายนั้นย่อมแตกสลายเป็นธรรมดา ขอพวกท่าน จงกลับไปเถิด"

แล้วพระเถระก็เดินทางไปกับหมู่ภิกษุที่เป็นลูกศิษย์ ๕๐๐ รูป ถึงหมู่บ้านนาลกะในวันที่ ๗ พระเถระ ได้พัก อยู่ที่ห้อง ซึ่งมารดาคลอดท่านออกมา เย็นวันนั้น อาพาธหนัก เกิดขึ้นแก่ท่าน ทุกขเวทนาแรงกล้า ด้วยปักขันทิกาพาธ (โรคบิด ท้องร่วง) ถ่ายเป็นเลือด

เมื่อมารดามาเยี่ยม พระสารีบุตรเถระจึงแสดงธรรมโปรดมารดาให้พ้นจากมิจฉาทิฏฐิ เกิดดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระโสดาบัน ณ ที่ตรงนั้นเอง

ครั้นใกล้เวลาจะปรินิพพานแล้ว ได้บอกสามเณรจุนทะ(น้องชายของพระสารีบุตร) ให้ประคองท่านนั่ง เพื่อกล่าวกับหมู่สงฆ์ในที่นั้น

"พวกท่านทั้งหลายเที่ยวไปกับผมตลอด ๔๔ ปี กรรมใดของผมทั้งทางกายทั้งวาจาก็ตาม หากทำให้พวกท่าน ไม่ชอบใจ ขอให้พวกท่าน อดโทษแก่ผมด้วย"

ภิกษุทั้งหลายได้ยินเช่นนั้น ต่างก็พากันตอบว่า
"พวกผมติดตามอาจารย์เที่ยวไป ดุจเป็นเงาของท่าน สิ่งที่ไม่น่าพอใจทั้งหลาย ไม่มีแก่พวกผมเลย มีแต่ต้องให้อาจารย์ ช่วยอดโทษให้แก่พวกผมต่างหากเล่า"

แล้วพระอัครสาวกก็ปรินิพพานในห้องที่เกิดนั้น ในวันเพ็ญเดือน ๑๒ หลังจากปลงศพแล้ว สามเณรจุนทะ ได้นำเอา บาตร และจีวรของพระสารีบุตรเถระ กลับไปเข้าเฝ้า พระศาสดา เพื่อแจ้งข่าวให้ทรงทราบ โดยมีพระอานนท์ กราบทูลถวายว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามเณรจุนทะได้แจ้งบอกอย่างนี้ว่า พระสารีบุตรเถระปรินิพพานแล้ว นี้บาตรและจีวร ของท่าน ข่าวนี้ ทำให้กายของข้าพระองค์ประหนึ่ง จะงอมระงมไป แม้ทิศทั้งหลาย ก็มืดมน แม้ธรรมก็ไม่แจ่มแจ้ง แก่ข้าพระองค์เลย"

"ดูก่อนอานนท์ สารีบุตรได้เอากองศีล กองสมาธิ กองปัญญา กองวิมุตติ กองวิมุตติญาณทัสสนะ ปรินิพพานไปด้วยหรือ?"

"หามิได้ พระเจ้าข้า ก็แต่ว่า ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้กล่าวแสดงให้เห็นชัด ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ไม่เกียจคร้าน ในการแสดงธรรม อนุเคราะห์เพื่อนพรหมจารี ทั้งหลาย ข้าพระองค์ ระลึกถึง โอชะแห่งธรรม สมบัติแห่งธรรม และการอนุเคราะห์ ด้วยธรรมนั้นของท่าน พระเจ้าข้า"

"ดูก่อนอานนท์ เราได้บอกเธอทั้งหลายไว้ก่อนแล้วมิใช่หรือ ว่าจะต้องมีความจาก ความพลัดพราก ความเป็นอย่างอื่น จากของรักของชอบใจทั้งสิ้น ฉะนั้น จะพึงได้ในของรัก ของชอบใจนี้ จากที่ไหน สิ่งใด เกิดแล้ว มีแล้ว ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว มีความทำลายเป็นธรรมดา การปรารถนาว่า ขอสิ่งนั้น อย่าทำลายไปเลย นี่มิใช่ฐานะ ที่จะมีได้

เพราะฉะนั้นแหละ เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง คือมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่งอยู่เถิด

ภิกษุพวกใดกระทำได้ดังนี้ ไม่ว่าจะเป็นบัดนี้ก็ตาม ในกาลที่เราล่วงไปแล้วก็ตาม ภิกษุเหล่านี้ ที่เป็นผู้ใคร่ ต่อการศึกษา ย่อมจะเป็นภิกษุผู้เลิศ"

ตรัสแล้วทรงให้ก่อสถูปบรรจุอัฐิธาตุของพระสารีบุตรไว้ ณ พระเชตวัน เมืองสาวัตถีในแคว้นโกศล.

ณวมพุทธ
อังคาร ๒๙ มี.ค. ๒๕๔๘
(พระไตรปิฎกเล่ม ๔ ข้อ ๖๔
พระไตรปิฎกเล่ม ๗ ข้อ ๓๙๙
พระไตรปิฎกเล่ม ๑๙ ข้อ ๗๓๓
พระไตรปิฎกเล่ม ๒๒ ข้อ ๑๓๒
พระไตรปิฎกเล่ม ๒๖ ข้อ ๓๙๖
พระไตรปิฎกเล่ม ๓๒ ข้อ ๓
อรรถกถาแปลเล่ม ๓๐ หน้า ๔๒๓
อรรถกถาแปลเล่ม ๕๓ หน้า ๒๒๙
อรรถกถาแปลเล่ม ๗๐ หน้า ๓๙๙)

- สารอโศก อันดับที่ ๒๘๑ มีนาคม ๒๕๔๘ -