สารอโศก ฉบับที่ 294 ตอน.... กู้ชาติ กู้ศาสนา ในบทเรียนประชาธิปไตยที่งดงาม *** มีนาคม ๒๕๔๙ บันทึกฉบับนี้ตอนแรกตั้งใจว่าจะรวมเหตุการณ์ของเดือนมีนาคมและเมษายนในฉบับเดียว แต่พอเขียนเข้าจริงๆไม่ไหว ด้วยเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์ จึงลงรายละเอียดเยอะ แค่ ๑๕ วันนี่ก็ยาวมากแล้ว ต้องขออภัย หากยาวไป และการนำเสนอ มีลักษณะคล้ายจดหมายเหตุหรือบันทึกเหตุการณ์ประจำวัน ด้วยมีเกร็ดของ เหตุการณ์ ที่สำคัญ เป็นแง่มุมที่นักประวัติศาสตร์สนใจต้องการ เข้าใจว่าผู้อ่าน ก็คงเข้าใจ ในรูปแบบที่ต่างไป จากที่ผ่านๆมา # # # ๑ มี.ค. ๒๕๔๙ ที่สันติอโศก ขณะที่พ่อท่านบริหารกายอยู่ชั้นบนพระวิหาร ข้าพเจ้าทำงานในห้อง แล้วเปิดวิทยุ ฟังข่าว คลื่น FM ๙๔.๒๕ ได้ใช้ถ้อยคำส่อเสียดชาวอโศก แต่ไม่ได้กล่าวชื่อตรงๆ "....ถ้าพระสมถะจริง ทำไมขอทีตั้ง ๒๖,๐๐๐ ล้าน.... ผมอยากจะถามว่า กรมการศาสนาไปไหน ทำไมไม่ดูแล พวกที่มันนอกรีต ผมได้ยินประชาชน เขาบ่นมานะว่า สำนักสงฆ์บางสำนัก อนุญาตให้พระไว้คิ้วได้ พอประชาชนไปถาม ก็ชี้หน้าด่าประชาชนว่า ไอ้พวกนี้ มาจากนรก นรกจะกินหัว ผมก็เลยตั้งคำถามว่า การบวชเป็นพระเพื่อตัดกิเลส ก็คือให้ปลงผมซะ....." ๘.๕๕ น. คลื่น FM ๙๖.๕ เป็นรายงานข่าวว่า "....มหาเถรสมาคมจะพิจารณา กรณีที่สันติอโศกไปร่วมชุมนุม อย่าได้เอา มิติของศาสนาเข้าไปเกี่ยวข้อง มันไม่เหมาะสม ถ้าจะไปร่วมก็ไปในฐานะคนไทย และมหาเถรสมาคม จะหารือ เร็วๆนี้ ถึงเรื่องการแต่งกายคล้ายพระ ดังที่เห็นในจอโทรทัศน์ เข้าใจว่าเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา ทำให้เข้าใจได้ว่า ประเทศไทย สนับสนุนให้พระออกมาเล่นการเมืองได้ พระพุทธศาสนา เสียหาย คุณปรีชา กันธิยะ อธิบดี กรมการศาสนา บอกไว้...." ๑๑.๓๘ น. ขณะฉันอาหารได้รับการติดต่อจาก ASTV ขอสัมภาษณ์พ่อท่าน ผู้ดำเนินรายการ ได้ถามถึงท่าที ของสันติอโศก ในการชุมนุมครั้งต่อไป มีข่าวว่าทางสันติอโศกรู้กันกับท่านนายกฯหรือเปล่า จึงเคลื่อนตัว ออกจากสนามหลวงก่อน ๕ มีนาคมนี้ ทำให้ท่านนายกฯประกาศจะใช้เวทีสนามหลวง ๓ มีนาคม เพื่อบอกถึง สิ่งที่ถูก กล่าวหามานาน ข้าพเจ้าขอข้ามผ่านในประเด็นนี้ มาสู่ข่าวที่มหาเถรสมาคมจะให้ตรวจสอบ นักข่าว : ทางเถรสมาคมไม่สบายใจที่ทางสันติอโศก มาร่วมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ในนามของกองทัพธรรมน่ะค่ะ นักข่าว : แต่ถ้าทางเถรสมาคมเขาจะออกมาประท้วงสันติอโศกว่า ไม่เหมาะสมที่จะเอาชื่อกองทัพธรรม ท่านจะว่า อย่างไรครับ ถ้าหาก มส. จะมาเอาเรื่องครับ พ่อท่าน : อ๋อ ถ้ามาเอาเรื่องอาตมา มส. ก็อาบัติสิ เพราะว่าเราเป็นนานาสังวาสกันแล้ว ให้ท่านไปตรวจธรรมวินัยสิ คือทางธรรมวินัยนี่ เราเป็นนานาสังวาสกันแล้ว ทุกอย่างชัดเจน ทั้งทางโลกและทางธรรม เท่าที่เป็นอยู่แล้ว ท่านฟ้องศาล เรา ท่านแยกเราออกมา แต่ทางธรรมเรายืนยันว่าแยกเราไม่ได้ เราบอกว่าเป็นนานาสังวาสกัน ท่านก็ไม่ฟัง จริงๆมันเป็น นานาสังวาส คือมันต่างความคิดกันแล้วจริงๆ และเราก็ได้ประกาศนานาสังวาสมาแล้วจริงตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ทำตาม ธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้าเป๊ะ ที่เถรสมาคมมาอธิกรณ์เรา มาตู่ท้วงเรา ท่านอาบัติ ไปปลงอาบัติซะ ท่านจะมาฟ้อง มาตั้งข้อหา มาชำระคดีเราไม่ได้ ท่านทำไม่ได้ตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่จะมาตู่ท้วงเรา อย่างแรงๆ จนมากล่าว มาด่าอะไร ก็ทำไม่ได้ มีความผิดเป็นปฏิกโกสนา (การกล่าวคัดค้านจังๆ) ในธรรมวินัย มีละเอียดลออ ถูกต้อง หมดเลย แต่ทีนี้ท่านไม่ทำตามหลักเกณฑ์ ไม่ทำตามธรรมวินัย ท่านเอาอำนาจ อย่างเดียว และถือว่าตนใหญ่ เล่นงานเรา เท่านั้นเอง นักข่าว : ถ้าสมมุติว่าทางเถรสมาคมจะมาที่สนามหลวงบ้าง แล้วก็ออกมาบ้าง พ่อท่าน : มีสิทธิๆ จะมาสนามหลวงบ้างก็ทำได้ ทางเราไม่มีปัญหานี่ แต่จะมาทำอะไรล่ะ จะมาช่วยรัฐบาลในวันที่ ๓ มี.ค.เหรอ ก็ได้ ไม่เป็นไร ไม่ผิดนี่ คือต้องเข้าใจว่าต้องเลือกข้าง เลือกฝ่ายแล้ว เมื่อเกิดการแยกเป็นสองขั้ว ก็ต้องเลือกฝ่าย ฝ่ายใด ก็คือฝ่ายนั้น ส่วนประชาชนก็ต้องไปเลือกว่า จะเห็นด้วยฝ่ายใด จะเห็นด้วยทางด้านไหน อันใดเป็นธรรมวาที ก็เข้าข้างนั้น ก็เลือกฝ่ายนั้น นี่คือความเป็นกลาง เป็นสิทธิมนุษยชนในโลก ซึ่งพระพุทธเจ้าเป็นยอดแห่ง สิทธิมนุษยชน เลย พระองค์ บัญญัติหลักนานาสังวาสไว้ให้แก่โลกมา ๒ พันกว่าปีแล้ว นักข่าว : ในมุมมองของท่านสมณะโพธิรักษ์นี่ เป็นไปได้ไหมครับที่ทั้งสองขั้วนี่จะประสานกันได้ พ่อท่าน : ประสานกันก็คือมีจุดยุติ เมื่อความเห็นของสองฝ่ายมันต่างกันอย่างชัดเจนแล้ว ก็ต้องมีจุดยุติ เพราะฉะนั้น จุดยุติก็ต้องรู้ว่าตนเองอย่าไปละเมิด อย่าไปตู่ท้วง อย่าไปฟ้องร้องฝ่ายอื่นเขา ศัพท์ของธรรมะเรียกว่า อย่าอธิกรณ์ สองคัดค้านก็อย่าทำให้เกิดความรุนแรง จนเกิดโกรธเป็นคดี นั่นเรียกว่า ปฏิกโกสนา จะคัดค้านกันได้ ในภาษาธรรมะ เขาเรียกว่าแค่ ทิฏฐาวิกัมม์ คือทักท้วงกัน คัดค้านกัน จะว่ากันว่าคุณผิดอย่างโน้นอย่างนี้ ก็ต้องมีศิลปะ ในการว่า อย่าให้ มันเกิดเลยเถิด ยั่วยุกันให้เกิดความโกรธแค้น หรือทะเลาะวิวาทกันจนเป็นคดี อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นธรรมะ ของพระพุทธเจ้า ท่านบัญญัติไว้หมด อย่างน้อยๆนี่มาตั้งข้อหาอะไรนี่ไม่ได้เลย ผิดธรรมวินัย มีโทษ ต้องปลงอาบัติแล้ว ๑๓.๒๑ น. ได้รับโทรศัพท์จากคุณขวัญดินแจ้งว่า พล.ท.ปรีชา ติดต่อมา ท่านอยากจะมาพบ พล.ต.จำลอง แต่ท่าน จำลองบอกว่า ท่านตัดสินใจอะไรเองไม่ได้ เพราะมีกรรมการ ๕ คน ก็เลยไม่ต้องการที่จะพบ พล.ท.ปรีชา ตอนนี้ มาอยู่ที่ใต้โบสถ์ สันติอโศกแล้ว ต้องการจะพบกับพ่อท่าน ขณะเดียวกันนั้น ที่ใต้โบสถ์มีชาวบ้าน อีกกลุ่มหนึ่ง มาสนทนากับ สมณะเดินดิน ติกขวีโร ต่อมาภายหลัง ทราบว่า เป็นกลุ่มเกษตรกร ที่ต้องการให้รัฐพักหนี้ แล้วมาขอต่อรองกับทางเรา ขอเงินส่วนหนึ่งแล้ว เขาจะนำกำลังคน ของเขา มาร่วมชุมนุมด้วย แต่ได้รับการปฏิเสธว่ าพวกเราก็เป็นคนจน และไม่เคยใช้เงินจ้างใครมาร่วมชุมนุม ๑๓.๓๙ น. พล.ท.ปรีชา วรรณรัตน์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง และ รศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ของนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ ได้ขอพบและสนทนาด้วย พล.ท.ปรีชา แนะนำตัวเองว่า เคยไป ปฐมอโศก ไปศีรษะอโศกสมัยทัวร์นกขมิ้นยังได้ไปค้าง ส่วน ดร.สุชาติ ก็แนะนำ ตนเองว่า เคยมาที่สันติอโศก เช่นกัน เมื่อได้รับคำถาม ถึงสถานการณ์ปัจจุบัน พ่อท่านตอบว่าเห็นสังคมแบ่งเป็นสองขั้ว ก็ต้องเลือกข้าง ผู้เป็นกลาง ก็ต้อง เลือกข้าง คนที่เราเห็นว่าถูก แล้วไปช่วยคนถูก โดยที่ไม่มีอคติ ทั้งสองแทบไม่ได้แสดงภูมิหรือพูดอะไรออกมาเท่าไรนัก รศ.ดร.สุชาติดูจะเป็นคนพูดและถามมากกว่า ประเด็น การสนทนา เป็นเรื่องเหตุผลและการตัดสินใจร่วมชุมนุมด้วย พ่อท่านบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมด จุดหมายหลัก ก็เพื่อ ต้องการ เป็นน้ำเย็นหยดเล็กๆหยดหนึ่ง ท่ามกลางความร้อนแรงนั้น เพื่อไม่ให้เกิด ความรุนแรง ขึ้นมาให้ได้ เท่าที่จะ สามารถ ทำได้ เราไม่ใช่นักการเมือง เราไม่ได้ไปร่วมในฐานะนักการเมือง เราคือนักธรรมะ ทั้งสอง พยักหน้า ตอบรับ อย่างเข้าใจ ดร.สุชาติ เหมือนจะถามกลับให้คิด เช่นว่า "ข้อมูลส่วนที่กล่าวหาท่านนายกฯนั้น เป็นสิ่งที่ใส่ไข่หรือไม่ จริงหรือ เชื่อได้ แค่ไหน....." "ท่านนายกฯ ไม่ได้ทำอะไรผิด กฎหมายนั้นไม่ได้ผิดแน่ แต่เรื่องของจริยธรรมก็คงจะผิดบ้าง เพราะท่าน ยังเป็น ปุถุชนอยู่ ไม่ได้บวช....." "ท่านนายกฯไม่ได้ทุจริตคอรัปชั่นแน่นอน แต่ญาติพี่น้องไม่รับประกัน ก็คงจะมีบ้าง....." อีกคำพูดหนึ่ง ที่บอกถึงท่าทีของ ทั้งสองท่านก็คือ ดร.สุชาติกล่าว เหมือนเอาตัวเอง รับประกันแทนท่าน นายกฯว่า "ผมจะไม่ทำงาน ให้กับคนไม่ดีแน่" เมื่อพ่อท่านบอกเล่าถึงทางออกที่ได้ฝากให้คนใกล้ชิด เอาไปบอกท่านนายกฯ ทั้งสองท่านมีท่าที ตั้งใจจด ตามข้อเสนอ ที่ให้ท่านนายกฯ ทูลเกล้าลาออก และนายกฯกราบบังคมทูลขอให้ตั้งผู้เข้ามาทำการแก้ปัญหาชั่วคราว แต่ดูเหมือน ทั้งสองท่าน ยังเห็นว่า ท่านนายกฯ อยากจะทำงานการเมืองต่อ จึงเป็นเรื่องยาก ที่ท่านนายกฯ จะออกจากตำแหน่ง "ท่านกลัวว่า รัฐบาลใหม่ ที่จะเข้ามา จะเข้าไปหาเรื่องจนท่านอยู่ไม่ได้" ดร.สุชาติเผย [ข้าพเจ้าคิด...เป็นเรื่องน่าเห็นใจท่านเหมือนกัน ถ้ายอมออกก็กลัวจะอยู่ไม่ได้ แต่การจะให้ท่านเดินหน้าต่อ ก็เป็นเรื่อง ลำบากยิ่งกว่า เพราะประชาชนไม่ไว้วางใจแล้ว ขืนกลับเข้ามาได้อีก ก็ทำงาน ลำบาก ยิ่งถ้าจะแข็งขืนดึงดันเดินหน้าต่อ การเผชิญหน้าของสองฝ่าย ทั้งกลุ่มผู้สนับสนุน และกลุ่มผู้คัดค้าน โอกาส ที่จะเกิดความรุนแรงย่อมเป็นไปได้สูง ถ้าท่านคิด อย่างผู้ยอมเสียสละ ก็น่าจะเลือก การลาออก แต่ถ้าท่านคิด อย่างเห็นแก่ตัว ก็คงจะเลือกการเดินหน้าต่อ แล้วค่อย ไปแก้ปัญหาใหม่ไปเรื่อยๆ ท่านและครอบครัว อาจจะอยู่ได้รอด ปลอดภัย แต่ประชาชนอาจจะตีกันตาย กลายเป็น สงคราม กลางเมืองหรือเปล่า] เมื่อถูกรบเร้าถามว่ามีทางออกอื่นอีกไหม นอกไปจากให้ท่านนายกฯลาออก พ่อท่านยังคงเห็นว่าไม่มีทางอื่นแล้ว ถ้าท่านนายกฯ สามารถตอบข้อสงสัยได้หมด คนฟังก็พอใจแล้วว่า ท่านไม่ได้ทุจริต เหตุการณ์การชุมนุม วันที่ ๕ มีนาคม ก็จะไม่เกิด อาตมาคนหนึ่ง ก็จะไม่ออกไป ร่วมชุมนุมหรอก ความสงบก็จะมี ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุม ยังจะตีรวน คราวต่อไป ก็ไม่มีใคร เชื่อถืออีกแล้ว เพราะได้ตอบไปแล้ว ยังจะมาหาเรื่องอะไรอีก ท่าทีของทั้งสองท่าน ขานรับข้อเสนอนี้ แล้วกล่าวชม ว่าเป็นข้อเสนอที่ดี ข้าพเจ้าออกจะเป็นงง เป็นไปได้อย่างไร ที่ทั้งสอง ไม่คิดมาก่อนเลย กับเหตุผลธรรมดาสามัญ เช่นนี้ ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อมั่นใจว่า ตนขาวสะอาดบริสุทธิ์จริง ก็จะกระตือ รือร้น รีบๆเปิดโอกาส ให้ซักฟอกเร็วๆ ตนจะได้ พ้นมลทิน ประชาชน จะได้รู้ความจริงๆ ได้ถ้วนทั่ว แทนที่จะใช้วิธีการเลี่ยง เอาเรื่องอื่น มาพูดแก้ กลบไปกลบมา อยู่อย่างนั้น ดังที่ท่านผู้มีอำนาจ ได้กระทำมา หรือว่า การมาของ ทั้งสองท่านนี้ เป็นเพียงวิธีการ เป็นมารยาทของการเจรจา มาเพื่อสืบหาข้อมูล ให้มากที่สุด ส่วนคำแนะนำ ข้อเสนอ อะไร ก็ฟังไป อย่างนั้นเอง เป็นวิธีการหนึ่ง ของการทำหน้าที่ ของผู้ที่ยัง เกาะติด กับอำนาจ มากกว่าอิงอยู่กับ ความชอบธรรม ของสังคม ๑๕.๒๐ น. ได้รับโทรศัพท์จากศูนย์ข้อมูลข่าวสารภาครัฐ แจ้งว่ามีประชาชนจากหนองคาย สงสัยว่า สมณะของ สันติอโศก มีหนังสือสุทธิ อย่างไรหรือเปล่า ได้แจ้งเบอร์ ของทางสันติอโศกให้เขาไปแล้ว แต่เขาบอกอยากให้ สอบถาม แทน แล้วจะได้โทรแจ้งกลับไป ให้ประชาชนได้ทราบ ข้าพเจ้าตอบแทนพ่อท่านว่ามี ซึ่งในหนังสือสุทธิ ก็มีรูปถ่าย มีประวัติของผู้บวช วันเดือนปีเกิด และมีชื่ออุปัชฌาย์ มีชื่อ กรรมวาจาจารย์ มีพระคู่สวด เช่นกัน แต่สิ่งสำคัญ ของการเป็นพระ ไม่ได้อยู่ที่ หนังสือสุทธิหรอก ดูที่การประพฤติ ปฏิบัติ ดีกว่า เพราะหนังสือสุทธิ ก็เป็นเพียง เอกสาร รับรองการบวช เป็นเรื่องไม่ยาก ที่จะได้หนังสือสุทธิ แค่ไปโกนหัวบวช ก็ได้แล้ว แต่การปฏิบัตินี่สิ สำคัญกว่าหนังสือสุทธิ หลังจากนั้นไม่นาน ๑๕.๓๔ น. ได้รับโทรศัพท์จากสิกขมาตุมาบรรจบ แจ้งเรื่องใบปลิวและเว็บไซด์ ของลูกสาว องคมนตรีคนหนึ่ง กล่าวถึง การพาคนไปตาย ของ พล.ต.จำลอง ในยุคพฤษภาคมทมิฬ สักพักต่อมา ได้รับโทรศัพท์จาก นักข่าวมติชน คุณตวงศักดิ์ ๑๕.๕๒ น. ถามถึงข่าวที่ออกมาว่า มหาเถรสมาคม จะประชุม พิจารณา ความผิด ของสันติอโศก ๒๐.๑๐ น. คุณแซมดินโทรศัพท์แจ้งว่าได้รับการติดต่อจาก พล.ท.ปรีชา ทางคุณหญิงพจมาน ต้องการจะพูด โทรศัพท์ กับ พล.ต.จำลอง แต่ได้รับ การปฏิเสธ เพราะ พล.ต.จำลอง ท่านไม่ต้องการจะพูดอะไร ๒๐.๓๕ น. คุณขวัญดินโทรมาปรึกษาเรื่องการใช้คำที่จะบอกผ่าน พล.ท.ปรีชา ไปถึงท่านนายกฯ โดยผ่านทางคุณหญิง พจมาน พ่อท่าน รับฟังทั้งหมด โดยไม่ได้แก้ไข หรือเพิ่มเติมอะไร พ่อท่านพักนอน ในเวลาสามทุ่มกว่า ขณะที่ข้าพเจ้ายังทำงาน ฟังการรายงานข่าว ของคุณสรยุทธ และคุณกนก มีประเด็น ที่พูดถึง พระมหาเดวิด จะนำพระและญาติโยม ไปร่วมสนับสนุน ท่านนายกฯ ในวันที่ ๓ มีนาคมนี้ และ ถ้าท่านนายกฯ ไม่ขัดข้อง จะขอขึ้นเทศน์ ให้กำลังใจ ญาติโยมด้วย # # # ๒ มี.ค. ๒๕๔๙ คณะทำงาน มีคุณถึงไท คุณแก่นฟ้า คุณแซมดิน คุณขวัญดิน ได้เข้าเรียนสถานการณ์ ปัจจุบัน แก่พ่อท่าน การลาออก มันกลายเป็นเรื่องของอัตตาไปแล้ว จึงควรหาทางออกให้ท่านนายกฯไว้ด้วย ทางฝ่ายแกนนำพันธมิตรฯ ได้คุยกันแล้ว เห็นว่า น่าจะให้ท่านนายกฯเว้นวรรค ทางการเมือง ในการเลือกตั้งสมัยนี้ไปก่อน แล้วหันมาตั้ง มูลนิธิ ที่เป็น ประโยชน์ต่อสังคม เหมือนร็อคกี้เฟลเลอร์ ในอดีตที่เคยได้รับการเกลียดชังจากประชาชน อเมริกัน แต่เมื่อได้ ตั้งมูลนิธิ แล้วบริจาคเงิน บำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งต่อมา ได้รับการยอมรับ จากประชาชน เป็นอย่างมาก นี่คือ ทางออก ที่ได้แนะนำไป ๘.๒๐ น. ได้รับการติดต่อจากคุณแซมดิน แจ้งว่าคุณหญิงพจมานเห็นด้วยกับข้อเสนอ แต่อยากจะได้ยิน จากปาก ของ พล.ต.จำลอง ถ้าจะติดต่อ ให้คุณหญิงได้พูดกับ พล.ต.จำลอง พ่อท่านจะเห็นอย่างไร พ่อท่านไม่ขัดข้องแต่อย่างใด เพียงแต่อยู่ที่ พล.ต.จำลอง จะยอมคุยด้วย หรือไม่เท่านั้น ขณะพ่อท่านยังฉันไม่เสร็จ ได้รับโทรศัพท์จากคุณแซมดิน แจ้งว่าได้รับข่าวจากญาติธรรมโคราช เห็นกองทหาร จากค่ายปักธงชัย เคลื่อนขบวน เข้ากรุง มีอาวุธครบมือ มีรถถังด้วย ๑๗.๐๒ น. ข่าวต้นชั่วโมง FM ๙๖.๕ เครือข่ายแพทย์อาวุโส ขอให้ท่านนายกฯเสียสละ เว้นวรรคทางการเมืองซะ แล้วจะได้รับ การยกย่องจากประชาชน ๑๙.๔๕ น. มีญาติธรรมชายคนหนึ่งแจ้งว่ามีเรื่องลับสำคัญ ต้องการพูดกับพ่อท่านเท่านั้น เนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน เขาเป็นคนที่ ไม่ค่อยจะฟังหมู่ สำคัญกับความคิดของตนจัด หลายครั้ง ละเลียดมาก จึงไม่ค่อยได้รับ ความร่วมมือ จากหมู่ ทำให้สิ่งที่เขาอ้าง ไม่น่าเชื่อถือนัก ข้าพเจ้าพยายาม ซักถาม เรื่องที่เขาคิดว่าสำคัญ แล้วพ่อท่าน ยังไม่รู้ เพื่อจะได้ บอกกับเขาว่า สิ่งที่เขาคิดเขารู้ พ่อท่านก็ทราบแล้ว เพราะมีคนอื่น เขาก็คิดเหมือนกัน เขาก็เป็นห่วง เหมือนกัน เพื่อพ่อท่าน จะได้ไม่เสียเวลาฟัง เรื่องซ้ำๆอีก ลองบอกแค่หัวข้อ หรือประเด็นก็พอ แต่เขายืนยันว่า เปิดเผยไม่ได้เลย ขอพูดกับพ่อท่านเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าจำต้องยอม ลองให้เขาพบได้ เผื่อว่าเขาอาจจะมีข้อมูล สำคัญมากๆก็ได้ เมื่อปล่อยให้เขา เข้าไปสนทนาได้สักระยะหนึ่ง พอดีสมณะหนักแน่น เดินเข้าไปหยิบของ แล้วกลับออกมา บ่นเบาๆว่า วนไปวนมา ข้าพเจ้าจึงรีบเข้าไป นั่งฟังสักครู่ เห็นว่า เป็นเรื่องที่พ่อท่าน พูดมามากแล้ว จึงทักท้วงว่ าเขาพูดไม่จริง แต่เขายังคงยืนยันว่า เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อได้ฟังจากเสียงที่บันทึกไว้ทั้งหมด ไม่มีอะไรใหม่หรือลับ ประเด็นสำคัญก็คือ การหา ทางออก ให้กับท่านนายกฯ แทนที่ จะให้ลาออก อย่างเดียว แต่เขาก็ไม่มีข้อเสนอ ที่เป็นทางออกอะไร เฮ้อ ถ้ามีคนที่ดึงดันอย่างนี้สัก ๕-๑๐ คน พ่อท่านและหมู่จะเหนื่อยขนาดไหน มองในมุมดีเขาก็ยังดี ที่มีใจเมตตา แทนที่จะเกลียดชัง ท่านนายกฯ # # # ๓ มี.ค. ๒๕๔๙ ที่สันติอโศก เช้านี้พ่อท่านนำทำวัตร เป็นการบอกถึงเหตุผลที่ทำไมต้องไปร่วมชุมนุม อาตมาไม่คิดมาก่อนว่า การเข้าร่วมนี้ จะทำให้ชาวอโศก ถึงกับเจ็บปวด เคียดแค้นชิงชัง ขนาดเลิกนับถืออาตมา แสดง พฤติกรรม ทางกาย วาจา เลือกข้างนายกฯชัดเจน ไม่ได้เลือกข้างสมณะโพธิรักษ์แล้ว อาตมาว่า โอ้....เป็นไปได้ ถึงขั้นนี้น้อ อันนี้เกิดจาก ความยึดถือ พูดกันโดยรูปธรรมง่ายๆ คนที่ไปเลือกฝ่ายคุณทักษิณนี่ ทั้งๆที่ไม่เคยพบพูดคุยอะไรกับคุณทักษิณเลย ทักษิณไม่เคย ให้อะไรกับเขา หรือช่วยเหลืออะไรทางจิตใจเขา เหมือนอย่างที่อาตมาได้ช่วย จนเปลี่ยนแปลงชีวิต และจิตวิญญาณ ของเขาได้ อย่างน้อยก็นำพาให้ได้กุศลโลกีย์บ้าง โดยเฉพาะได้โลกุตระบ้าง ก็ไม่รู้ว่าเขาไปนับถืออะไร จะว่าความดี เออ....อาตมาคงมีความดี ไม่เท่าคุณทักษิณเนาะ ถ้าจะว่า คุณทักษิณ ช่วยสังคม ประเทศชาติ ให้มีเศรษฐกิจดีขึ้น เรื่องเศรษฐกิจ ที่คุณทักษิณ ทำนี้ ก็ยังไม่ชัดเจนหรอก ว่าจะช่วยสังคมได้จริง หรือ ทำลาย สังคมแน่ ก็คอยดูต่อไป ก็แล้วกัน สำหรับอาตมานั้น มั่นใจด้วยตัว อาตมาเอง ว่าคุณทักษิณ อาศัย เศรษฐกิจหากิน อย่างน่าเกลียด ถึงขั้นว่า น่าเกลียด อย่างมากๆ ทีเดียว ก็เห็นๆอยู่ว่า มีคอรัปชั่น กันหนักหนา มีเล่ห์เหลี่ยม โกงกิน ทับซ้อน ใช้อำนาจหน้าที่ โลภจัด อย่างชัดแจ้ง ซึ่งเป็นความไม่ดี ไม่ควรไว้ใจ ให้ทำหน้าที่นายกฯ ทั้งนั้น แต่เอาเถอะ ถึงจะช่วยได้จริง ก็เป็นการช่วยแค่ ทางเศรษฐกิจทุนนิยม แค่ระดับโลกีย์ อันไม่แน่นอน และไม่ยั่งยืน ซึ่งอาตมา ก็สอนก็พูด ยังกะอะไรดี อาตมาพาทำ เศรษฐกิจบุญนิยม ระดับโลกุตระ ซึ่งก็เข้าใจนะว่า ดีเยี่ยมเหนือกว่า เศรษฐกิจทุนนิยมโลกีย์ แต่ถึงกระนั้น เมื่อเกิด เหตุการณ์นี้ขึ้น เขาเลือกเอา ข้างคุณ ทักษิณแฮะ ! ถึงขั้นไม่เคารพ นับถืออาตมาแล้ว เออ....เป็นได้ถึงปานนี้ นี่อาตมาไม่ได้ทวงบุญคุณนะ แต่กำลังพูดถึงความยึดถือของคน เป็นไปได้ถึงปานนี้ ตัดอาตมาทิ้งเลย ไม่เอาแล้ว สมณะ โพธิรักษ์ ทั้งๆที่เขารู้จัก คุณทักษิณโผล่ไม่ให้รู้กี่ปีเลย แต่รู้จักอาตมา คบคุ้นอาตมา สนิทกว่า นานกว่าแท้ๆ สิ่งสุจริต กับสิ่งที่ ไม่สุจริต สิ่งที่ควรกับสิ่งที่ไม่ควร กุศลกับอกุศล สิ่งที่เอาเปรียบ กับสิ่งที่เสียสละ โลกียะกับโลกุตระ โดย สัจจธรรม เราควรจะเลือกฝ่ายไหน ผู้ที่เลือก ฝ่ายท่านทักษิณ ก็ว่าอาตมา ว่าไม่ศึกษาข้อมูลความสองฝ่าย คนที่พูดอย่างนั้นตื้น ตนเองนั่นแหละ ฟังความ ข้างเดียว ที่โฆษณาเผยแพร่ ด้วยอำนาจของทุน อำนาจรัฐ ที่คุณทักษิณ ครอบงำได้สำเร็จ อยู่ในขณะนี้ เขาก็ไม่รู้ตัว ว่าตนเอง นั่นแหละได้ข้อมูลเอียง อยู่ข้างเดียว จึงหลงศรัทธา คุณทักษิณ แบบที่เป็นอยู่ อาตมาทำงานครั้งนี้คล้ายกับพระเวสสันดรที่รักลูก แต่ก็ต้องยอมสละลูกให้กับชูชกไป ลูกกัณหาชาลี ทั้งถูกลาก และ ถูกตี ต่อหน้า ต่อตา ก็ต้องยอมสละ เลือกสิ่งที่สูงกว่า การเลือกข้างไม่ได้หมายความว่า จะมีกิเลสเสมอไป หรือไม่เป็นกลาง อย่างพระพุทธเจ้าพอตรัสรู้ มารก็มาอาราธนา ให้ปรินิพพาน แต่พระพุทธเจ้าไม่ยอม เลือกข้าง ที่จะทำงาน สร้างศาสนา เหมือนกับ มีตัณหา เหมือนมีความอยากได้ อยากเป็น อยากมี เป็นวิภวตัณหา หรือ ตัณหาอุดมการณ์ คือ มีความอยากทำเพื่อสร้าง สิ่งที่เป็นประโยชน์ ต่อสังคม ทำไมอาตมาต้องตัดสินเข้าร่วม มีแต่ ASTV เท่านั้น ที่เสนออยู่หนักหนา เหน็ดเหนื่อย โทรทัศน์ช่องต่างๆ ไม่กล้าเสนอเลย คนที่รับรู้ข้อมูลข้างเดียว ก็จะคิด อย่างที่ภาครัฐ นำเสนอ ให้รู้เท่านั้น โอ้โฮ.... เห็นความเก่ง ของคุณทักษิณ ที่สามารถทำร้าย ครอบงำ ข้อมูล ข่าวสารได้ น่าสงสาร คนที่ไม่รู้ข้อมูล ข่าวสาร อีกด้านหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านก็เป็นกลาง แต่ความเป็นกลางนั้นท่านก็ให้ข่มคนที่ควรข่ม ยกคนที่ควรยก พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกว่า เป็นกลางก็คือไม่ต้องข่มคนผิด ปล่อยเขา อย่าไปว่าเขา บาปเวรเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่เลยนะ จึงเป็นเรื่องที่ไม่เข้าใจ ธรรมะ แล้วปฏิบัติไปตาม ความเห็นของตน ตนเองนั่นแหละ เกิดความลำเอียง ท่านให้เลือกฝ่าย ให้อยู่กับฝ่ายบัณฑิต อย่าอยู่ กับฝ่ายพาล สำหรับอาตมา มีเหตุผลสำคัญ เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นมาในสังคม ใครจะสร้าง หรือจะไม่สร้างก็ตาม มันเป็นไป โดยธรรมชาติ มันจะต้องเกิด อาตมาก็พูดไม่ไหว มัน อนิทัสสนัง ทุกอย่างนั้น มีมาแต่เหตุ สรุปง่ายๆ ทักษิณเป็นคนทำ มันจึงเกิด การต้าน ใครจะไปหยุด การชุมนุมนั้นได้ ไม่มีใครหยุดได้ เขานัด ๒๖ ก.พ.เอาให้แรงเลย เหตุนี้ มันต้องเกิด เราจึงจำเป็น ต้องเลือกฝ่าย ที่จะทำอะไร สักอย่างหนึ่ง เพราะเราอยู่ในสังคมนี้ อยู่ในประเทศนี้ เหตุการณ์ในสังคม ที่เราอยู่ด้วยรุนแรง ขนาดนี้ เราจะทำเป็นเฉย ไปได้อย่างไร ถ้าเราโง่ เราไม่รู้เรื่อง ก็ไปอย่าง คนที่โง่ ไม่รู้ว่า อะไรเป็นอะไร ทั้งๆที่เป็นภัย ในบ้านของตน ที่ตนเอง อยู่ร่วมด้วย แต่เขาก็ไม่รู้ นั่นก็เป็นเรื่องของ คนโง่ผู้นั้น ก็แล้วไปเถอะ ก็เขาโง่หนะ เขาไม่ ประสีประสา จะโทษเขาก็ไม่ได้ แต่ถ้ารู้อยู่โทนโท่ ทว่าไม่ช่วยกัน ระงับภัย หรือ ไม่ช่วยกันทำ ในส่วนที่ดี ไม่ช่วย เพื่อเพิ่ม น้ำหนัก ให้ความดีงาม ถูกต้องเกิดขึ้น ในสังคม มันก็ใจจืด ใจดำ อำมหิตเกินไป อาตมา ทำงาน สร้างความดีงาม ให้เกิดขึ้น ในสังคมแท้ๆ ไม่ได้ทำงานอื่น นี่ก็เห็นๆอยู่ รู้ๆอยู่ว่า ควรจะช่วยฝ่ายไหน ฝ่ายหนึ่ง ประชาชน รวมตัวกัน อีกฝ่ายหนึ่ง กำลังทำไม่ถูกแล้ว กำลังก่อความเสียหาย มันเป็นเรื่อง ความไม่ชอบธรรมชัดๆ จึงจำเป็นต้อง เข้าไปช่วย และการช่วยของอาตมา ก็มีนัยลึกซึ้ง คนจะเข้าใจยาก อาตมา ไม่ได้ไปช่วยในประเด็น ที่เป็น การเมือง แต่อาตมา ไปช่วย ในประเด็นที่จะไม่ให้เกิด ความรุนแรง จลาจล อันนี้ต่างหาก ที่เราทำ เราไม่ได้เป็นนักการเมือง เราไม่ใช่คู่แข่งทางการเมือง จะเป็นบ้างก็ทางสังคมศาสตร์ มานุษยวิทยา เมื่อสังคมเป็นเช่นนี้ เราจำเป็น ต้องเลือกฝ่าย ทำงานให้แก่สังคม เราขอยืนยันว่า เราทำด้วยความเป็นกลาง ความเป็นกลางนั้น ต้องใช้ ปัญญา เหมือนกรรมการ ที่ตัดสินฟุตบอล ต้องเป็นกลาง เมื่อเห็นคนทำผิด ก็ต้องไล่ฝ่ายผิด ออกจากสนาม ก็ต้องทำ เหมือนผู้พิพากษา ต้องเป็นกลาง ตัดสินสั่งประหาร คนทำผิด ก็ต้องทำ ความเป็นกลางต้องมีปัญญา ใช้ปัญญา อย่างชาญฉลาด มิใช่อยู่เฉยๆ แล้วจะเรียกว่า "ความเป็นกลาง" ดังนั้น ทั้งผู้เป็นกรรมการ และทั้ง ผู้พิพากษานี้ คือผู้ที่มี "ความเป็นกลาง" เป็นผู้กระทำ สิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่มีอคติ ๔ ให้ได้ ก็คือ "คนเป็นกลาง" แล้ว ในโลกในสังคมคนฉลาดมีน้อยกว่าคนโง่ ดังนั้นผู้รู้ดีรู้ความถูกต้อง ต้องเข้าข้างไปอยู่กับฝ่ายคนดีฝ่ายถูกต้อง ไม่เช่นนั้น คนดี จะยิ่งน้อย จะยิ่งไม่มีน้ำหนัก ถ่วงฝ่ายชั่ว ไว้ไม่ได้ เลยถูกฝ่ายชั่วเหิมเกริม ทำชั่วได้ยิ่งๆขึ้น หรือข่มเหงคนดี ร้ายแรงขึ้น เท่านั้นเอง สัญชัยเวลัฏฐบุตร ผู้เป็นครูได้ถามพระสารีบุตรว่า ในโลกนี้มีคนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากัน พระสารีบุตรว่า คนโง่ มีมากกว่า พระสารีบุตร ชวนครูสัญชัย ไปอยู่กับ พระพุทธเจ้าด้วยกัน สัญชัยไม่ไป พระสารีบุตร เลือกไม่อยู่กับ ครูสัญชัย ไปอยู่กับพระพุทธเจ้า ฉันใด คนมีกิเลสในโลก มีมากกว่าคนไม่มีกิเลส สรุปคือคนชั่ว มากกว่าคนดี ถ้าเกิดการแบ่งฝ่าย น้ำหนักของคนชั่วก็ต้องมากกว่าคนดี เพราะฉะนั้น คนที่เป็นกลาง จริงๆควรเข้าข้าง คนถูกคนดี แม้คนถูก คนดี จะน้อย และการเข้าข้างคนถูก ไม่ได้เป็นความผิดอะไร เพราะโดยสัจจะ ต้องให้น้ำหนักกับ สิ่งที่ถูกที่ดี มากกว่าสิ่งที่ผิด นี่คือ ความลึกซึ้งของ ธรรมะพระพุทธเจ้า ถ้าเราจะอยู่ เฉยๆ แล้วปล่อยให้เขา ฆ่ากันตาย ใจดำไหม โอ้โฮ.. อาตมาว่า อาตมาไม่ได้เป็นคน ใจแบบนั้น อาตมาไม่ได้ กลัวตาย แต่ก็ไม่ใช่อยากตาย เพราะยังทำงานได้อยู่ แต่ถ้าจะตายก็ตาย ถ้าจะช่วยกัน เราก็ต้องเลือกฝ่าย ฝ่ายถูกต้อง ฝ่ายดีงาม ฝ่ายสัจจะคนน้อย อาจจะแพ้ เพราะอำนาจน้อยกว่า ทุนน้อยกว่า หรือ อะไรต่ออะไร น้อยกว่า ก็แล้วแต่ อาตมาให้สัมภาษณ์พูดกับสื่อสารมวลชนต่างๆที่ได้มาสัมภาษณ์ อาตมาบอกว่าเรื่องประชาธิปไตย เมืองไทย ได้เกิด ประชาธิปไตย ที่งดงาม ขึ้นแล้ว ที่คุณสนธิก่อการชุมนุม ต่อต้านขึ้นมา ถึง ๑๕ ครั้งแล้ว ดี สงบเรียบร้อยมาตลอด ไม่เกิด เหตุการณ์ รุนแรง แม้จะเกิดการเสียดแทงกัน ด้วยหอกปากบ้าง ครั้งสุดท้ายนี่ตำรวจ ไม่พกกระบองไปเลย ข่าวต่างประเทศ ก็เผยแพร่ไปทั่วโลก แต่ในประเทศไทย ไม่ถ่ายทอดเลย อย่างนี้มันผิดหน้าที่ ของสื่อสารมวลชนแล้ว ทั้งๆที่ มันเป็นเหตุการ ณ์สำคัญของประเทศ ประชาชนชุมนุมกัน ร้องเรียนขับไล่ ท่านผู้นำประเทศ เป็นเรื่องใหญ่ ต้องเป็นข่าวใหญ่ แต่สื่อสาร ไม่ทำข่าว นี่คือความลำเอียง ของสื่อสารมวลชน แสดงว่า ผู้มีอำนาจ ได้ใช้อำนาจ ไม่ว่าจะ โดยตรง หรือโดยอ้อมก็ตาม โดยหลักประชาธิปไตย ก็คือ การปิด หูปิดตา ประชาชน ถ้าจะว่าไปแล้ว นายกฯทักษิณ หมดเครดิต กับต่างประเทศแล้ว เหตุการณ์คราวนี้เป็นการชุมนุมประท้วง เป็นวิธีการของประชาธิปไตยที่สวยงาม วันที่ ๒๖ ก.พ.ที่ผ่านมา เราก็นึกว่า จะยุติ แต่ก็ยังไม่ยุติ เรื่องมันชัก เคี่ยวข้นขึ้นหนักแล้ว จึงจำเป็นต้อง เข้าร่วม แต่เราก็ไม่ได้ไปทำ อย่างที่เขาทำ ใครเห็นบ้าง มีคนขอร้องให้พวกเรา ตะโกนตามเขา ท้ากกกสิน ออกไป แต่พวกเรา ก็ไม่ได้ตะโกนร้อง อย่างที่เขาทำกัน ประเด็นที่เราจะไปทำ คือ เราจะไปทำงานของเรา หรือเราจะไปทำงานที่เรามุ่งหมาย และงานที่ว่านั้น ก็ได้แก่ เราจะไป ช่วย ไม่ให้เกิด ความรุนแรง ไม่ให้เกิดจลาจล ไปช่วยเสริมน้ำหนัก ให้เกิดความสงบสันติ เพราะเท่าที่คุณสนธิ ได้นำพากัน ทำมาก่อนแล้วนั้น เป็นการประท้วง ล้มผู้นำประเทศ ที่สงบ สันติ มาได้ดีเหลือเกิน เราจะมีความสามารถ ขนาดไหน เราก็จะทำตามภูมิ ตามความสามารถของเรา เรามุ่งมั่นจะไปช่วย ในประเด็นนี้ นี่ต่างหากคือ งานของเรา เราพยายาม ทุกรูปแบบ -ทุกกรรมกิริยา ที่เรามีภูมิปัญญาเห็นว่า จะมีผลมีน้ำหนัก ช่วยให้เกิดความสงบ สันติได้จริง ป้องกันไม่ให้เกิด ความรุนแรง ได้จริง แม้แต่ได้ขอร้องกัน ว่าบนเวทีนั้น อย่าได้ใช้คำหยาบกันเลย เราก็พยายาม กำชับกำชากัน แม้แต่เอา สมณะ ไปนั่งอยู่ ในที่อันพึงควร เพื่อสร้างรูป แบบแห่งความนิ่ง ความสงบ ความสำรวม เราก็พยายามทำ พยายาม สร้างสมณสารูป อันจะช่วยให้สงบเย็น หรือ สวดมนต์ แสดงธรรม เอื้อเฟื้อเจือจาน เสียสละ ช่วยในความมีน้ำใจ อันเป็นมิตร แก่กันและกัน ช่วยไปทุกๆสถานะ ที่จะเป็นหยดน้ำเย็น หล่อหลอม ไม่ให้เกิด ความเร่าร้อน รุนแรง เป็นต้น ภาพของพวกเราไปเดินธรรมยาตรา เป็นเหตุการณ์ที่คนมีปัญญาเขาประทับใจ อย่างนักข่าวเขาชมพวกเรา ปุ๊บปั๊บ เข้าแถวพร้อม สงบเรียบร้อย อาตมาว่าเป็นกายธรรม ที่คนไม่เคยเห็น จะสะดุด เราไปทำหน้าที่ ที่จะทำความเย็น เราไม่เก่งการเมืองแบบที่ เขาทำกัน เราไม่มีความรู้ความสามารถในการเมืองแบบนั้น ความรู้ที่เขาแฉกัน เขาทำกันเอง เราไม่ได้มีความรู้ อย่างนั้น วันที่พูดกับคุณจำลอง ที่ศาลีอโศก ในเรื่องที่เราจะออกมาร่วมครั้งนี้ อาตมาก็เกรงใจคุณจำลอง เพราะมีความสัมพันธ์กับ คุณทักษิณ มาก่อน แต่เมื่อจำเป็นต้องเลือกฝ่าย เพื่อเข้าทำงาน เราก็ต้องเลือก เพราะมันเป็น "นานาสังวาส" กันจริงๆ แล้ว และงานนี้เป็นงานที่ จะเกิดผลต่อสังคม แก้ปัญหาให้แก่ ประชาชนไทย ทั้งมวล ไม่ใช่เพื่อ คนใดคนหนึ่ง เป็นงานเพื่อ ประเทศชาติแท้ๆ ถ้าสุดวิสัยมันจะรุนแรง แม้ที่สุดเราอาจจะต้องบาดเจ็บ อาจจะต้องตาย ถึงตายเราก็ต้องไป เหตุการณ์ในสังคม มันถึงขั้นแล้ว จะทำดูดาย ยังไงกัน ถ้าไม่ไป มันเป็น การเห็นแก่ตัว ใช่ไหม ขี้กลัว เอาตัวรอดเป็นยอดเดี่ยว อย่างที่ เขาอธิบาย ความเป็นกลางเข้าข้างตัวเอง เจาะช่องเอาตัวรอด ปล่อยให้คนอื่น แบกสังคมไป เราไม่เกี่ยว คนอย่างนั้น ก็คือคนอย่างนั้น ก็ช่างเขา สรุปแล้วเราไม่ได้เป็นคนใจดำ เราต้องอนุเคราะห์ ต้องช่วยโลก เราไม่ได้อะไร เราไปเสียสละ เราถูกด่าด้วยซ้ำ จริงๆ นั้นเราก็ได้ช่วยคุณทักษิณในเชิงหนึ่ง คือ ช่วยให้คุณทักษิณ หยุดทำบาป อย่าทำบาปให้มากไปกว่านี้เลย บาปที่ทำมาแล้ว มันมากแล้วจริงๆ อย่างร็อคกี้เฟลเลอร์ เคยขี้โลภ อะไรๆก็เป็นของเขาหมด ทำให้ประชาชนอเมริกัน เขาไม่ชอบมาก แต่ต่อมา เขาเปลี่ยน มาตั้งมูลนิธิ แล้วบริจาค ช่วยเหลือสังคม อย่างจริงใจ ทำกุศลจริงๆ หยุดโลภ มาเสียสละกันให้จริง ทุกวันนี้ ก็ได้รับ การยอมรับ จากประชาชนทั่วโลก มีคนทั่วโลก บริจาคสบทบเป็นทุน แห่งการกุศล ที่ยิ่งใหญ่ของโลก ที่มีบทบาทไปทั่วโลก เราก็อยากให้ คุณทักษิณ กลับตัวกลับใจ เหมือนอย่าง ร็อคดี้เฟลเลอร์บ้าง เราไม่ได้ปรารถนาร้าย กับคุณทักษิณเลย จริงๆ ๗.๑๕ น. สมณะรูปหนึ่งเล่าข้อมูลที่ได้รับมาจากคุณ ส. คือ ท่านกับคุณ ส. เป็นสหายที่เคยเข้าป่า สมัยที่พรรค คอมมิวนิสต์ เติบโต ในยุค หลังเหตุการณ์ นองเลือด ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ ปัจจุบัน คุณ ส. มีตำแหน่ง ในคณะรัฐบาล คุณ ส. ได้โทรมาคุยด้วย ๒ ครั้ง พยายามที่จะทัก เตือนชาวอโศก ขออย่าเข้าร่วม การชุมนุม เพราะคาดว่า จะเกิดเหตุการณ์ ที่รุนแรง และถามถึงจำนวน ของชาวอโศก นอกจากนี้ คุณ ส. ยังได้วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะ คุณทักษิณ มีความสามารถ มาก จึงทำให้.... ไม่ชอบ ต้องการจะล้ม ข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากบุคคลในเครื่องแบบสีเขียว เชื่อว่าเหตุการณ์จะไม่รุนแรง เบื้องบนจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้รัฐบาลใหม่ อย่างช้า วันที่ ๔ มี.ค. นี้ เพราะมีบทเรียน จากเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ และวันมหาวิปโยค ในเดือนตุลาฯ มาแล้ว จึงไม่มีใครอยากให้เกิด หากเลยวันที่ ๔ ไปแล้ว นายกฯยังไม่ยอมลาออก วันที่ ๕ อาจจะเกิดเหตุการณ์ที่รุนแรงได้ จึงอยากจะให้ชาวอโศก ระมัดระวัง อย่าประมาท แต่ไม่ควรหวั่นกลัว จนเกินไป และควรจะมี ๕-๖ คน ผลัดเปลี่ยนกันดูแลกัน เป็นกลุ่มย่อยๆ ส่วนการกินอาหาร ควรกินให้น้อยไว้ จะได้ไม่เป็นปัญหา ที่จะต้องขับถ่าย สำหรับพ่อท่านมองอย่างหวังๆว่าครั้งนี้มันจะเป็นเหตุการณ์ที่พิเศษ ที่ทำให้นานาประเทศ รู้จักประเทศไทย ในเรื่องของ ประชาธิปไตย ที่ไม่รุนแรง หลังฉัน พ่อท่านเปิดดู การเสวนา ถ่ายทอดจาก ASTV ในหัวข้อ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗ : ทางออกจากวิกฤติการเมือง จัดที่โรงแรม ปทุมวันปริ้นเซส โดยมี ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ดำเนินรายการ มี ดร.ปราโมทย์ นาครทรรพ คุณโสภณ สุภาพงษ์ น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ๑๕.๐๕ น. ญาติธรรมคนหนึ่งเสนอให้เคลื่อนการชุมนุมไปปิดล้อมที่ทำเนียบรัฐบาล แต่พ่อท่านเห็นว่า ไม่เหมาะ จะเป็นการ กดดัน รุนแรงไป เราจะเสียได้ แล้วพูดถึงเรื่อง หลายคนกำลัง ช่วยหาทางออกให้ ๑๖.๕๙ น. นักข่าวไทยโพสต์โทรมาขอสัมภาษณ์ เกี่ยวกับวันที่ ๕ มีนาคมที่จะถึงนี้ ทางสันติอโศกจะเคลื่อนตัว อย่างไร จะทำ อะไรต่อ จะอยู่อย่างไร พ่อท่าน : ยังตอบอะไรตอนนี้ไม่ได้ ต้องดูเหตุการณ์ในวันนี้ก่อน เนื่องด้วยท่านนายกฯ และพรรคไทยรักไทย จะเปิด ปราศรัย ที่สนามหลวง [ด้วยมีข่าวว่าท่านนายกฯ อาจจะลาออก หลังการปราศรัยแล้ว สองข่าวที่ว่า เบื้องสูง อาจจะตัดสิน ยอมเปื้อนอีกครั้ง เพื่อยุติปัญหาความรุนแรง ก่อนที่คนไทย จะฆ่ากันเอง] เหล่านี้เป็นปัจจัย ที่จะแปลว่า เราจะทำอะไรต่อไปได้อย่างไร # # # ๔ มี.ค. ๒๕๔๙ ที่สันติอโศก เช้านี้หมอวีระพงษ์เข้าพบ ด้วยเป็นห่วงว่า จะเกิดความรุนแรง ขึ้นมา เกรงว่าอโศก จะเปลืองตัว มากไป อีกทั้งเห็นว่า พ่อท่าน จะหนักเหนื่อยเกินไป กับกิจนี้ ซึ่งได้รับคำตอบ จากพ่อท่านว่า พวกเราก็ พยายามที่สุด ที่จะไม่ให้เกิด ความรุนแรง ขึ้นมา นี่คือ สิ่งที่เราไปทำ ส่วนตัวพ่อท่าน ไม่รู้สึกว่า หนักเหนื่อยอะไร ไปก็ได้ แต่นั่งอยู่เฉยๆ ให้เห็นว่า มีสมณะแค่นั้น อ่านนั่น อ่านนี่ อ่านหนังสือพิมพ์บ้าง ไม่ได้ไปเพ่นพ่านที่ไหน ไม่รู้สึกว่า ยากลำบาก อะไร อากาศก็ร้อนบ้าง เป็นธรรมดา ขณะฉันอาหาร ได้รับโทรศัพท์จากคุณหนึ่งฟ้าแจ้งว่า คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ติดต่อมาว่า พรุ่งนี้อยากจะมา กราบพ่อท่าน พร้อมกับ ตัวแทน เกษตรกร ที่สนามหลวง หลังจากพ่อท่าน ได้ไปถึงที่นั่น และจะแถลงข่าว ยืนยันว่า สิ่งที่พ่อท่าน นำพา กองทัพธรรม มาประท้วง เรียกร้อง ให้ท่านนายกฯ ลาออก นั้นถูกต้อง ชอบธรรมแล้ว เท่ากับเป็นการ ประกาศ เลือกข้าง ต่อหน้าสื่อมวลชน ๑๑.๒๒ น. FM ๙๖.๕ คุณสุทิน วรรณบวร นักข่าวเอพีวิเคราะห์สถานการณ์ที่สุดของปัญหาท่านนายกฯ จะจบโดยสงบ เชื่อว่า คุณทักษิณจะต้องไป นักกฎหมาย ที่อยู่แวดล้อม พยายามหาทางปิดล้อม อย่างนั้นก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็อยู่ไม่ได้ ขอให้ เอาหลัก รัฐศาสตร์มาใช้ ๑๒.๑๖ น. FM ๙๖.๕ ข่าวต้นชั่วโมง มีประเด็นที่ท่านนายกฯพูดที่สนามหลวงเมื่อวาน โดยกล่าวว่า อยากจะคุยกับ คุณสนธิ พล.ต.จำลอง และ คุณเสนาะ นักข่าว ได้นำเรื่องนี้ ไปถาม พล.ต.จำลอง ซึ่ง พล.ต.จำลอง ได้เขียนจดหมาย เปิดผนึกว่า จะไม่ขอพบกับ ท่านนายกฯ หากพูดกัน ก็จะเสนอ ให้ลาออก เหมือนเดิม ไม่ว่า จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ก็พร้อม จะยอมรับ ข่าวต่อมาอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ได้แถลง มั่นใจว่าพลังประชาชนจะได้รับชัยชนะ แม้ไทยรักไทย จะได้รับชัยชนะ ในการ เลือกตั้ง ก็ตาม แต่ที่สุดแล้ว จะอยู่ไม่ได้ นายกฯ กำลังถูกคัดค้าน จาก ๓ พลังใหญ่ พลังประชาธิปไตย พลังจารีต พลังภาคธุรกิจ ซึ่งกำลังแสดงพลัง ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สำหรับการชุมนุมของพลังประชาชน ไม่ควรใช้วิธีรวบรัด แต่ควรใช้วิธีรุก แล้วก่อให้เกิดความแข็งขืน แบบอาริยะ คือ ทำให้เกิด ความไม่ยอมรับ ท่านนายกฯขยายวง ขึ้นเรื่อยๆ และระหว่างนี้ พันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ก็ควรมีการ ปรับตนเอง ด้วยการเพิ่มบุคลากร ที่มีลักษณะ อหิงสาเข้าไป อย่างเช่นคุณโสภณ ๑๖.๓๐ น. เดินทางไปวัดบึงทองหลาง เพื่อร่วมเผาศพพ่อของคุณน้อมคำ ปิยะวงค์รุ่งเรือง เสร็จแล้วกลับมาที่ สันติอโศก พ่อท่านให้ข้อคิด ที่เราไปนี่ต้องการเพื่อให้สังคมเห็นว่าการประท้วงอย่างสงบสันติมีในโลก เพื่อช่วยไม่ให้เกิด ความรุนแรง คนที่เขากลัว จะได้กล้า มาร่วม อาตมาจะไม่ร่วมมือ ถ้ากลุ่มผู้ชุมนุม หรือกรรมการพันธมิตรฯ จะใช้วิธีเคลื่อนไปกดดัน อย่างนี้มีโอกาสจะรุนแรง และ เสียเลือดเนื้อได้ ไม่ควรจะเลิกดึก และควรเชิญ นักวิชาการ ที่มีความรู้ในด้านต่างๆ มาให้ความรู้ ไปเรื่อยๆ การทำอย่างนี้ เป็นการกดดัน ด้วยปัญญา เป็นประชาธิปไตย ที่งดงาม คุณธำรงบอกที่ประชุมพันธมิตรฯต้องการให้กองทัพธรรมเป็นทัพหน้า มันเป็นเครดิตความเชื่อถือของเขา แล้วเขาจะเป็น ทัพหนุน ทัพเสริม คุณแซมดิน การเคลื่อนทุกครั้ง จะโปร่งใส จะประสานบอก ตำรวจก่อน เพื่อสะดวกในการทำงาน ของตำรวจ นักข่าว ก็ไปตั้งกล้อง ไว้ก่อนได้ การเคลื่อนอย่างสงบ ความปลอดภัยจะสูง แล้วมวล จะมาร่วมเยอะ ประเด็นการเคลื่อนตัวไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ผู้หญิงจะลำบากในเรื่องห้องน้ำ อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา มีห้องน้ำ สามารถใช้ได้ ตลอดเวลา แถวริ้วขบวน จะเป็นแถวตอน เรียง ๖ ถ้าพวกเรากระตือรือร้น ก็สามารถเคลื่อนขบวนได้เร็ว คราวที่แล้ว ภายใน ๑๕ นาที การไปนอนคราวนี้ ไปนอนแบบหมาๆ แมวๆ ควรมีสัมภาระน้อย เพื่อการเคลื่อนตัวเร็ว ยังไม่รู้เหตุการณ์ จะเป็นอย่างไร วันแรก ก็จะไปดูก่อน มีผู้อยากจะให้ไปต่อรอง เรื่องการนอน ที่ถนน แต่ที่ประชุมเห็นว่า มันไม่เหมาะ อาตมาก็ดูกระแสของสังคมขณะนี้ ก็เห็นว่ายังไม่น่าจะเอาสมณะเข้าไปร่วมเดินด้วย ที่เราทำอยู่ครั้งวันที่ ๒๖ นั้น ก็ถือว่าดีแล้ว หลายคน สัมผัสแล้ว ก็รู้สึกดี ยุทธการนี้ ยิ่งกว่า ๓ ก๊กอีก สำหรับความร่วมมือพวกเราก็ฝึกกันไป หลายอย่างอาตมาไม่ได้คิด มาถึงวันนี้แล้ว มันเกินคาด แม้แต่เราโดนจับ ขึ้นศาล มันเป็นเรื่องดี ทำให้เป็นไปได้ถึงขนาดนี้ มันไม่น่าเกิด ถ้าไม่มีเหตุอย่างนี้ มันทำไม่ได้ พวกเราออกมาได้นั้น เป็นเรื่องดี ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้ คำว่า นานาสังวาส ก็มีแต่ใน พระไตรปิฎก เป็นเรื่องที่เกิดกับ สังคมจริง ไม่ได้เลย ไม่เช่นนั้นก็ มีแต่นิกาย อาตมาทำให้นานาสังวาสปรากฏ เพื่อยืนยันถึง พระปัญญาธิคุณ ของพระพุทธเจ้า ได้จริงในยุคนี้ ในยุค พระพุทธเจ้าไม่มี แม้แต่สังคมสงฆ์ เถรสมาคม ก็ยังไม่มีความชัดเจน แจ่มแจ้งในเรื่องนี้ อาตมาต้องอธิบาย ต้องเขียน ลงไป ในหนังสือ เพื่อเผยแพร่ ถึงทฤษฎี ที่วิเศษยิ่ง ของพระพุทธเจ้านี้แก่โลก การไปร่วมชุมนุมคราวนี้ กระแสมาว่าเถรสมาคมจะเอาเรื่องเรา อาตมาก็ต้องยอมให้ท่านเอาเรื่อง แล้วจะบอกให้ พวกท่าน ไปปลงอาบัติเถอะ อย่ามาหลงผิดว่าเราอยู่ในคณะของท่าน ท่านว่าเราด้วยซ้ำ กล่าวหา ว่าเราทำสังฆเภท ด้วยซ้ำ ที่จริง ท่านอธิกรณ์ ฟ้องร้องไม่ได้ คราวที่แล้ว เราก็บอก ความถูกต้อง ของธรรมวินัยนี้ แต่ทางโน้น ไม่ยอมทำตาม ธรรมวินัย ถ้าเถรสมาคม จะมาตู่ท้วง ก็ต้องไปปลงอาบัติ อาตมาก็ไม่คิดว่า จะเป็นไปถึงปานนี้ มันเป็นไปตาม ธรรมวินัย ๒๐.๓๔ น. นักข่าวมติชนได้โทรมาสอบถามเรื่องการเคลื่อนตัวพรุ่งนี้ ถามการไม่ใช้คำว่า "ทักษิณ....ออกไป" แล้วจะใช้ คำอื่นไหมครับ แล้วถามถึง การปราศรัย ของท่านนายกฯ เมื่อวาน กับข่าวที่ว่าจะมีการปิดถนน ซึ่งเป็นประเด็นย่อยๆ ใช้เวลาไม่นาน # # # ๕ มี.ค. ๒๕๔๙ เช้านี้พ่อท่านนำทำวัตรเช้า แล้วส่งสัญญาณเสียงไปยังพุทธสถานต่างๆ เป็นการให้นโยบาย ในการชุมนุม หรือ ยุทธศาสตร์ ในการชุมนุมครั้งนี้ เริ่มด้วยความเป็นมนุษย์ วนเวียนตาม กรรมวิบาก มานาน นับชาติ ไม่ถ้วนแล้ว เพราะมนุษย์ หลงอยู่กับโลกีย์สุข ทำให้หลงวน อยู่ในวัฏฏสงสาร หลงติดเปลือก หลงติดโลกีย์ ไม่ได้สนใจ โลกุตระ สังคมที่ไม่ได้เรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะไม่รู้โลกุตระ แล้วเขาจะทำอะไรได้นานาสารพัด แต่พวกเรา ได้มา ศึกษาธรรมะ ของพระพุทธเจ้า แล้วมีปัญญา เข้าใจรู้โลกุตระ แต่ถ้าใครยึดติดกับภูมิของตน ก็ไปไม่รอดได้ เพราะ หลายอย่าง มันจะมีปฏินิสสัคคะ เหมือนกัน ต่อมาเป็นการอธิบายถึง ทศพิธราชธรรม ๑๐ ประการ ทาน ศีล ปริจจาคะ(เสียสละความสุขของตน เพื่อความสงบ เรียบร้อย ของบ้านเมือง) อาชชวะ (ความซื่อตรง) มัททวะ ตปะ( ข้อขัดเกลาตน มีศีลเคร่ง) อักโกธะ(ไม่โกรธ) อวิหิงสา (ไม่เบียดเบียน) ขันติ (ความอดทน) อวิโรธนะ (ไม่คลาดจากธรรม) มาถึงวันนี้เราจะต้องถึงขั้นออกมาปรากฏตัว และเข้ามาทำงานกับสังคม ถึงเวลาวาระเราก็ต้องเข้ามาร่วม เราจะได้พิสูจน์ พวกเราด้วย ว่าเรามีความอ่อนโยนไหม มีความไม่โกรธไหม มีความอดทนไหม มีความไม่เบียดเบียนผู้อื่นไหม แม้จะ หนักหนา เหน็ดเหนื่อย ลำบาก เราทนได้ไหม หัดอดที่ใจเรา การไปคราวนี้ เรามียุทธศาสตร์ว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงกันออกมา ให้มากๆๆ ให้หมดๆๆ ถ้าหมู่กลุ่มไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ไม่ต้องใจร้อน เย็นเรื่อยไป ไปคราวนี้มันยาวก็ยาว เป็นการต่อสู้ด้วยความซื่อตรง จริงใจ เสียสละ เป็นการรบ ที่สุดยอดของมนุษย์ คือรบด้วยมือเปล่า รบด้วยการไม่โกรธ ไม่เบียดเบียน และมีลักษณะของคน ที่มีธรรม อยู่ในตัวด้วย ถ้าจะต้องอยู่เป็นเดือน ก็ต้องอยู่กัน อย่างงานเพื่อฟ้าดินก็อาจจะต้องเลื่อนไปอีก พวกเราอยู่ยาวได้ เพราะได้ฝึกหัด กินน้อย ใช้น้อย มากันแล้ว ใครที่ไม่ได้ฝึกอดทน ต่อแดดร้อนลมฝน ก็ต้องฝึกบ้างๆ เผื่อจะได้ไปกอบกู้อะไร จากสิงคโปร์ หรือ อเมริกา ส่วนไขความจริงกัน ออกมาให้มากๆ ให้หมดๆๆ นั้นคือ ความจริง ที่ตัวนายกฯได้กระทำไว้ ก็ให้ผู้รู้ พูดกันออกมา เอาผู้รู้ ทั้งหลาย มาอธิบาย มาให้ความรู้ ให้มากๆ แหม.....ปัญญาสมโภชคราวนี้ เราไม่ต้องแสดงปัญญาเอง ให้คนอื่นเขาแสดงปัญญา เราไปเป็นตัวจริง เป็นมวลให้ ๘.๔๒ น. ได้รับโทรศัพท์จากญาติธรรม เป็นห่วงเรื่องการเคลื่อนตัวโดยให้อโศกนำขบวน เกรงว่า พวกเราจะถูกหลอกใช้ ให้เป็นเครื่องมือ ทำให้สถานการณ์รุนแรง ถ้าปิดถนน มันจะทำให้คนเดือดร้อน ซึ่งไม่ใช่วิธีการของ สัตยาเคราะห์ ถ้าเกิดเขาแรงมาก เราไม่ร่วมได้ไหม ๙.๐๙ น. ขณะพ่อท่านยังฉันอยู่ได้รับโทรศัพท์ จากคลื่น FM ๙๔ ถามการเคลื่อนตัวของกองทัพธรรม ในการไปร่วม ชุมนุม วันนี้ สถานีวิทยุต่างๆ รายงานข่าว การเคลื่อนตัวชุมนุม ในวันนี้ ๑๒.๐๘ น. FM ๙๖.๕ อาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ได้แนะนำเกี่ยวกับการชุมนุมที่ไม่อยากให้รวบรัด ควรมีความอดทน และ อดกลั้น อย่างอาริยะ ๑๒.๔๓ น. นักข่าว TV ๙ & ASTV ขอสัมภาษณ์ ประเด็นคำถามแรกที่นักข่าวถามก็คือ ได้ข่าวว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับ การเคลื่อนตัว ไปปักหลักที่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พ่อท่านตอบว่า จะบอกว่าไม่เห็นด้วย เดี๋ยวจะขัดแย้งกัน เพราะเขามีมติออกมาเมื่อคืนนี้แล้วว่า จะเคลื่อนย้าย ก็เคลื่อน ย้ายกันไป ไม่มีปัญหาอะไร คนเรามีความเห็นไม่เหมือนกันได้ เพียงแต่อาตมา อยากที่จะให้เป็น การชุมนุมที่สงบ ตามที่ ได้มี ยุทธศาสตร์ว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงกัน ออกมาให้มากๆๆๆ ให้หมดๆๆๆ หมายความว่า ถ้าจะต้อง ต่อสู้กันยาวนาน ก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้ต่อสู้กัน อย่างเย็นๆๆ เย็นแปลว่า นิพพาน นะ มีสันติ อหิงสากัน อย่างแท้จริง ทีนี้ก็สู้กันด้วยปัญญา สู้กันด้วยภูมิธรรม ให้พ่ายแพ้กันด้วยความจริง ที่ต้องจำนน ไม่จำเป็นต้องใช้มีดไม้ แล้วก็เอา ชนะกัน อย่างนี้ ๑๓.๒๒ น. พล.ต.จำลอง และคณะแกนนำของอโศก ได้เข้าพบพูดคุยกับพ่อท่าน คุณแก่นฟ้าเปิดประเด็นเรื่อง การโกง ภาษี ของบริษัท ที่ให้บริการ สัญญาณโทรศัพท์ มือถือบริษัทหนึ่ง ซึ่งดอกเตอร์คนหนึ่ง ได้มาให้ข้อมูลไว้ พ่อท่านแนะ ให้ทำเป็น รายการ บอกให้ประชาชนรู้ อย่างเดียวกับที่ ดร.วุฒิพงษ์จัดทำ พ่อท่านย้ำยุทธศาสตร์ของการชุมนุมในครั้งนี้ว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงกันออกมาให้มากๆๆ ให้หมดๆๆ พล.ต.จำลองได้เปิดเผยข้อมูลในวงทหาร ที่ยืนยันว่าไม่ใช้กำลังแน่ สำหรับประเด็นที่มีผู้เป็นห่วงเรื่องการเคลื่อนตัว อันเนื่องมาจากความคิดที่ว่า ถ้าไม่ทำให้รัฐบาลเดือดร้อน รัฐบาล จะไม่คิดแก้ไข จึงเกิดความคิด ที่เคลื่อนมาจากสนามหลวง เพื่อปิดถนนราชดำเนิน รถยนต์จะได้แล่นไม่ได้ พ่อท่านเห็นว่า การปิดถนน เพื่อกดดันนั้น มันไม่ดี เพราะกำลังจะชนะอยู่แล้ว อย่าไปทำให้มันเป็นเหตุ ที่เขาเอาไปอ้างว่า เราทำให้ ประชาชนเดือดร้อน ย้ำยุทธศาสตร์ที่กล่าวไว้ ตอนทำวัตรเช้า ไม่อยากให้ใจร้อน พวกเราประท้วงได้ยาว ๑๔.๒๕ น. คุณวิทยาและภรรยาเจ้าของหนังสือพิมพ์เส้นทางเศรษฐกิจ ได้มานมัสการและนำเอาหนังสือ มาถวาย พ่อท่าน สนทนาเรื่อง ของสถานการณ์บ้านเมือง พ่อท่านพูดเหมือนกับที่พูดมาแล้วหลายๆครั้งว่า เป็นความงดงามของประชาธิปไตย ไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน และ การชุมนุมต้องมีทิศทางให้เย็น ให้สงบ ออกจาก สันติอโศก โดยรถ"ทัวร์ทีป" คุณแดนดินขับ มีญาติธรรมอาสารักษาความปลอดภัยร่วมนั่งมาด้วย ๓ คน ถึงสนามหลวง ๑๕.๔๖ น. กลุ่มคนทยอยกันมาเรื่อยๆ แดดยังร้อน พวกเราส่วนใหญ่ มานั่งรออยู่บริเวณ ด้านตรงข้าม มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ยังไม่มีเต็นท์กาง เนื่องจากสถานการณ์วันนี้ ยังไม่มีอะไรแน่นอน สมณะ สิกขมาตุ และ ญาติโยม นั่งรายล้อม รอบพ่อท่าน ๑๖.๑๙ น. ชายกลางคนนำเอากฎหมายเกี่ยวกับที่ดินมาถวาย นักข่าวเอพี ได้มาขอสัมภาษณ์พ่อท่าน สมณะที่มากันอย่างนี้มากันอย่างไร แล้วหลักปฏิบัติเป็นอย่างไร พ่อท่าน : ตั้งแต่ตื่นเช้า สำหรับที่นี่ยังไม่แน่ว่าจะทำอย่างไร ถ้าอยู่ที่วัดก็จะทำงานทำอาหาร ทำอะไรกัน ตามหน้าที่อื่นๆ ด้วย ๙ นาฬิกา ก็มาฟังธรรม แล้วทานอาหารกัน หลังจากนั้น ก็แยกย้ายกันไปทำงาน นักข่าว : ปกติสมาชิกของกองทัพธรรมจะใช้ชีวิตแบบสมถะใช่ไหมครับ การมาอยู่อย่างนี้นานๆจะเป็นปัญหา หรือ อุปสรรค กับสมาชิกบ้างไหม พ่อท่าน : มันก็ลำบากเหมือนกัน แต่ลำบากเราก็ต้องสู้ ที่นี่แดดมันร้อน ลำบากเราก็ต้องยอม เพราะนี่เป็น การทำงาน และเราก็ได้ฝึกฝนด้วย กิเลสเราจะติด จะยึดที่นั่ง ที่นอน ที่ไป ที่มา อากาศร้อน อากาศหนาว ติดยึดทั้งนั้นแหละ เราก็ หัดวาง หัดปล่อย ไม่ว่าจะเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นกลิ่น เราต้องอ่านใจ อ่านกิเลสเราแล้วลดกิเลสเรา นอกจากนี้เป็นการซักถามเกี่ยวกับการปฏิบัติศาสนกิจ บิณฑบาต สวดมนต์ และการปฏิบัติ ๑๖.๕๙ น. มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต ได้มาขอสัมภาษณ์พ่อท่าน เหตุที่มาร่วมชุมนุม พ่อท่านตอบสั้นๆ ไม่ได้อธิบายอะไร มาก ว่า เพื่อช่วย ไม่ให้เกิดความรุนแรง อีกคำถามหนึ่ง ที่หลายคนอยากจะรู้ แต่ไม่มีใครถามอย่างนี้ อยากให้ท่านให้โอวาท หรือแนวทาง การแก้ไข กับท่านนายกฯ หน่อย พ่อท่าน : มิบังอาจ หญิงมีอายุอีกคนได้มากราบพ่อท่าน "ท่านมีบุญคุณกับชีวิตดิฉันมาตลอด" (ดูหน้าแล้วไม่เคยเห็นมาก่อน เข้าใจว่า พ่อท่าน ก็คงจำไม่ได้ ว่าเป็นใคร) พร้อมกับแนะนำ เพื่อนหญิงอีกคน ที่อยู่ในวัยไล่เรี่ยกัน ว่าเป็นนายทหาร ที่ต่อสู้กับ ความถูกต้อง มาตลอด ๑๗.๒๗ น. คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้มากราบพ่อท่าน แล้วกล่าวว่าสิ่งที่พ่อท่านทำนี้ถูกต้องแล้ว และมันจะเป็น บรรทัดฐาน ต่อไปว่า นักการเมืองต้องถูกตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังได้กล่าวถึงตนเอง ได้ลาออกจากกรรมการบริหารของพรรคไทยรักไทยมาได้ ๒-๓ วันแล้ว ไม่ทันได้ สนทนา อะไรกันนัก เนื่องจาก สภาพสถานที่คน ผ่านไปมา นมัสการกันมาก คุณสมพงษ์อดีตภรรยา ดร.กู้ศักดิ์ โกมลฤทธิ์ ซึ่งเป็นประธานมูลนิธิธรรมสันติคนแรก ได้มานมัสการ แล้วปวารณา จะเอา น้ำดื่มมาให้ มีชายพิการคนหนึ่ง ได้มากราบ แล้วบอกเล่าว่า "ได้เห็นอาจารย์จากจอทีวี อยากมากราบ" ริมทางเดิน รอบนอก ด้านหลังที่สมณะนั่ง มีกลุ่มนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้มาทักทายประชาชนท่าทีเป็นมิตร และ หยุดคุย กับญาติธรรม ก่อนผ่านเลย ต่อไปจุดอื่น (ทราบภายหลัง ว่าเป็น พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ) ๑๗.๔๐ น. คุณสนธิและคุณสโรชา ได้มากราบนมัสการพ่อท่าน สนทนากันเล็กน้อยก่อนคุณสนธิขอตัวไปที่เวทีใหญ่ ๑๘.๑๓ น. คุณไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ได้มากราบพ่อท่าน ขณะที่เวทีใหญ่มีนักเรียนเตรียมอุดมฯขึ้นกล่าวถึงการมาร่วม ๑๘.๕๖ น. พล.ต.จำลอง สนทนากับอาจารย์ไพบูลย์ สักพักใหญ่ๆ ก่อนทั้งสองจะจากกันไป นักข่าวสนใจสัมภาษณ์ อาจารย์ไพบูลย์ต่อ ๑๙.๒๔ น. งิ้วธรรมศาสตร์เริ่มแสดง พวกเราไม่เห็นการแสดงบนเวที เนื่องจากอยู่ในมุมที่คนยืนฟัง บังเวทีหมด ครู่ต่อมา ได้รับการบอกเล่าว่า ประมาณสามทุ่ม กลุ่มผู้ชุมนุม จะเคลื่อนตัวไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อความสะดวก ในการ ทำงาน ของฆราวาส พ่อท่านกำหนดเวลาสองทุ่ม สมณะ และสิกขมาตุ จะเคลื่อนตัว กลับสันติอโศกก่อน ๒๐.๓๒ น. นักข่าววิทยุ FM ๙๔ ได้โทรศัพท์มาขอสัมภาษณ์ ถามถึงผลของการชุมนุม พอใจหรือไม่อย่างไร และ เรื่องที่คุณประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ได้มากราบนมัสการ และให้กำลังใจ กล่าวเห็นด้วยในการตัดสินใจ ทำอย่างนี้ และ จะชุมนุมกัน อย่างนี้ อีกนานแค่ไหน ถึงสันติอโศก มีสมณะและญาติโยมบางส่วน กำลังเปิดดูรายการถ่ายทอด จากสนามหลวง พ่อท่านเอง ก็ขึ้นไป เปิดดู ในห้อง ด้วยต้องติดตาม สถานการณ์ เกรงจะเกิดเหตุร้าย ทำให้พ่อท่าน ยังไม่พักนอน อยู่ดูการถ่ายทอด การเคลื่อน ขบวน จากสนามหลวง ไปอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ประมาณสามทุ่มกว่าผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนตัว มีขบวนกองทัพธรรมนำหน้า แต่เนื่องจากกลุ่มคนจำนวนมาก การควบคุม ลำบาก ทำให้มีคน จำนวนหนึ่ง เคลื่อนตัวไปก่อน จากอนุสาวรีย์ฯ เคลื่อนตัวไปต่อ ที่หน้าทำเนียบ ภาพกลุ่มคน จำนวนมาก ที่รายล้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ดูจะเข้ากับสถานการณ์ ได้มากกว่าที่สนามหลวง เป็นภาพ ประวัติศาสตร์ ที่หาดูได้ยาก ตื่นเต้นเล็กน้อย เมื่อตำรวจกั้น และไม่ยอมให้ขบวนผู้ชุมนุมผ่าน แล้วมีกำลังทหารหน่วยปราบจลาจล เคลื่อนกำลังเข้ามา เกรงความวู่วาม ของอารมณ์คน ที่อาจจะเป็นเหตุ ให้เกิดความรุนแรงได้ นอกจาก ASTV ที่รายงานข่าวและภาพตลอดแล้ว ยังมีช่องอื่นๆรายงานเป็นระยะๆ แม้แต่ช่อง ๑๑ และไอทีวี ที่อยู่ภายใต้ อำนาจของท่านนายกฯแน่นอน ก็อุตส่าห์ถ่ายทอด รายงานด้วยเหมือนกัน พ่อท่านดู จนประมาณตีสอง จึงได้พักนอน เพื่อตื่นในเวลาก่อนตีห้า เดินทางไปบิณฑบาต ให้กำลังใจ กับพวกเรา ที่ไปร่วมชุมนุมด้วย # # # ๖ มี.ค. ๒๕๔๙ พ่อท่านลุกตื่น ๔.๕๐ น. ออกจากสันติโศก ๕.๓๐ น.เดินทางไปสนามหลวง นักข่าว : ถ้าการเคลื่อนตัวอย่างสงบอย่างนี้ไปเรื่อยๆ พ่อท่านเห็นว่าสันติอโศกจะร่วมด้วยทุกครั้งใช่ไหมครับ พ่อท่าน : เราได้ทดสอบมาแล้วถึงความเป็นคนสงบ สันติ อหิงสา เป็นคุณธรรมหรือคุณภาพของกลุ่มชุมนุมต่อต้าน เป็น ประชาธิปไตยของไทย ซึ่งมีคุณภาพขึ้นมาแล้วจริงๆ ชุมนุมมา ๑๘ ครั้งแล้ว ยังสงบเรียบร้อยอย่างนี้ ดี มันจะชนะกัน ด้วยการ แสดงความจริง แสดงความรู้ ให้ประชาชน ได้รู้ขึ้นมาว่า ใครถูก ใครผิด ใครดี ใครชั่ว ใครจริง เขาก็จะเลือกๆๆๆ นั่นคือ ความเห็นของปวงชน เป็นประชาธิปไตย ที่แท้จริง ๘.๑๕ น. พล.ต.จำลอง ได้มาสนทนาเหตุการณ์การเคลื่อนตัวเมื่อคืน ได้ทำอย่างที่พ่อท่านว่าแล้ว คนเป็นแสน ไม่เกิด ความรุนแรงอะไร ทั้งๆที่ ตำรวจก็เยอะ แต่ไม่ได้กระทบ กระทั่งอะไรกัน พ่อท่านกล่าวชมว่าได้ดูอยู่ งดงามมาก ๘.๕๑ น. สวดมนต์เสร็จ พ่อท่านอธิบายถึงการตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้คนที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณนั้น ได้เข้าใจ ไปด้วย จากคำอธิบายถึง การตั้งจิตอธิษฐาน ดังนี้ การตั้งจิต ของตนๆ อธิษฐานไม่ได้แปลว่า "ขอ" อธิษฐานนั้นคือการตั้งใจ-การตั้งจิต "การขอ" นั่นเป็นการกระทำ ในศาสนา แบบเทวนิยม เป็นศาสนาที่ นับถือ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ นับถือพระเจ้า บันดล บันดาล นับถือพลังที่อยู่นอกตัว ก็เป็นอำนาจ ที่จะทำให้เป็นไป บันดาลให้เป็นไป ศาสนาเทวนิยมเป็นอีกชนิดหนึ่ง ส่วนศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนา อเทวนิยม เป็นศาสนาที่เชื่อกรรม เชื่อวิบาก ไม่ได้เป็น ศาสนา ที่จะเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยบันดล บันดาล คอยกำหนดทุกอย่างในโลก ในมหาจักรวาล ตามที่ศาสนา เทวนิยม เขาเชื่อถือกัน ผู้ใดยังไม่เข้าใจศาสนาพุทธ ผู้นั้นก็คงจะอธิษฐานแบบเทวนิยม คืออธิษฐานแบบขอ อ้อนวอนร้องขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ให้สิ่งที่มีอำนาจอะไรต่างๆนานา ช่วยบันดลบันดาล อย่างนั้นอย่างนี้ นั่นเป็นการเข้าใจผิด ยังเป็นมิจฉาทิฐิอยู่ ยังไม่เข้าใจ ศาสนาพุทธเพียงพอ เพราะฉะนั้น การอธิษฐาน ก็ต้องเข้าใจ ในเรื่องของศาสนาพุทธ ให้ถูกตรง ถ้าไม่ถูกตรง ก็ผิดไปเรื่อยๆ ศาสนาพุทธเชื่อกรรม เชื่อวิบาก แต่ชาวพุทธส่วนมากก็ปฏิบัติผิดตั้งแต่ต้นที่มีมิจฉาทิฐิ จึงไม่เชื่อกรรม กรรมชั่วกรรมดี ไม่เชื่อ ไม่พึ่งกรรมของตน กรรมเป็นของตนไม่เชื่อ จึงไม่ได้เห็นความสำคัญในเรื่องกรรม ไม่ได้ระวัง เรื่องกรรม ไม่พึ่งกรรม แต่ไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไปพึ่งสิ่งที่ไม่ใช่ อำนาจกรรม ไปพึ่งสิ่งอะไรบันดลบันดาล จึงกลายเป็น คนที่เผิน ไม่รู้จักตัวเอง ไม่รู้จักกรรมกิริยาของตัวเอง ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติ เพื่อสำรวมสังวร กรรมกริยา ของตนเอง จึงไม่ได้แก้ไข พฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม คนจึงไม่ได้พัฒนาขึ้นมา ตามศาสนาพุทธ ที่สอนเอาไว้ แม้แต่อธิษฐานนี้ก็จงอธิษฐานอย่างดี เช่น ณ บัดนี้เราจะออกมาปฏิบัติธรรมอย่างมีองค์ประกอบ มีเหตุปัจจัย ที่ลำบาก ตั้งตน อยู่บนความลำบาก เราจะต้องตั้งใจ ที่จะอดทน ตั้งใจเป็นผู้ที่จะไม่รุนแรง ตั้งใจที่จะไม่ถือสาสิ่งที่มากระทบ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ตั้งใจในสิ่งที่จะเป็นกุศล ตั้งใจที่จะปฏิบัติธรรม อย่างลึกซึ้งเท่าไหร่ ก็ตามแต่ละบุคคล จะพึง มีปัญญา เพราะฉะนั้น การตั้งใจตั้งจิต หรือ การอธิษฐานนี้ ก็ขอให้พวกเรา อธิษฐานให้ตรง จะมีอานิสงส์ถูกต้อง ทั่วทุกคน ๙ นาฬิกาพ่อท่านเริ่มแสดงธรรม จากบางส่วนที่ให้คะแนนความสวยงามของการเคลื่อนขบวน รวมถึงบอกถึงเหตุผลว่า คนเป็นกลาง ต้องเลือกข้างคนดี ถ้าไม่เลือกข้าง จะเกิดผลเสีย ต่อสังคมอย่างไร ดังนี้ "อาตมากลับไปถึง....โน่นประมาณ ๓ ทุ่ม แล้วยังดูเขาถ่ายทอดตลอด นอนเกือบตี ๒ เมื่อคืนนี้ เหตุการณ์ที่ผ่านไปดีมาก ให้คะแนน ๙๕ % สวยงาม แล้วก็เป็นไป อย่างเรียบร้อย ราบรื่น สงบ สันติ ดังที่ตั้งใจ ขอให้เป็นเช่นนี้ จนกระทั่งกลาย "เป็นเช่นนั้นเอง" เถิด จนแข็งแรงมั่นคง "เป็นเช่นนั้นเอง" เป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องไปคอยระวัง คอยสังวร แต่ก่อนนี้เนี่ยนะ ผู้ที่มีฐานะทางสังคมครูบาอาจารย์ นักวิชาการหรือผู้ที่ได้รับความเคารพนับถือในสังคม ไม่ค่อยกล้า ที่จะเลือกข้าง ไม่ค่อยจะออกมา ประกาศตัว ประกาศตน ว่าจะอยู่ฝ่ายนั้น ฝ่ายนี้ จะเป็นเพราะว่า หนึ่ง เข้าใจว่า ความเป็นกลางนั้น อยู่เฉยๆ ไม่เข้าข้างไหน อย่าไปแสดงตัวว่า เห็นด้วยกับฝ่ายไหน ซึ่งอาตมาถือว่า เป็นความเข้าใจผิด ความเป็นกลางนั้น ต้องอยู่ฟากข้างของคนดี และก็จะต้องตำหนิคนชั่ว หรือ ช่วยคนชั่วให้หยุดชั่ว กำจัดคนที่ผิด คนที่ไม่ดี แล้วสนับสนุนส่งเสริม อุปถัมภ์ค้ำชูสิ่งที่ดี หรือคนที่ดี นี่เป็นเรื่องสามัญ ที่ผู้มีปัญญา เขาฟัง แล้วเขาก็เข้าใจ ยิ่งในโลก หรือในสังคมนั้น คนที่รู้ดี คนที่รู้ถูก มีน้อย คนที่มีปัญญานี่จะมีน้อย คนที่ไม่ค่อยมีปัญญา จะมีปริมาณมาก ยิ่งจะต้องช่วยฝ่ายดี จึงจะช่วยสังคมได้ เมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญในสังคม คนก็จะต้องให้ผู้ที่มีปัญญา ผู้ที่ถูกต้องแสดงตนต่อสังคม เพื่อที่จะขับเคลื่อนสังคม ให้ดำเนินไป สู่ทิศทาง ที่ถูกต้อง ที่ดี ช่วยข้างที่ถูก ผลักดันข้างที่ถูกที่ดี ให้หมุนให้เคลื่อนไปในสังคม สังคมจึงจะเจริญ สังคมจึงจะอยู่เย็นเป็นสุข พระพุทธเจ้าท่านก็สอนให้อยู่ในหมู่คนดี คบคุ้นบัณฑิต คบคุ้นผู้มีปัญญา อย่าไปอยู่กับหมู่คนชั่วคนโง่ บาลีเรียกว่าพาล หรือ พาละ อย่างนี้ เป็นต้น ต้องถือฝ่ายต้องไปอยู่กับฝ่ายดี ต้องผนึกกับฝ่ายดี อย่าไปผนึกกับฝ่ายโง่ ฝ่ายชั่ว นอกจาก ให้เลือกฝ่ายแล้ว พระพุทธเจ้าให้ตำหนิคนผิด หรือ ตำหนิคนชั่ว คนที่ไม่ถูกต้อง ต้องยกย่อง คนที่ถูกต้อง ต้องยกย่อง คนที่ดี สรรเสริญคนที่ดี อีกด้วย นิคคัณเห นิคคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง จึงมีความจำเป็น ที่เราจะต้องเลือกข้าง ให้ชัด ตามภูมิปัญญาเรา อันนี้บังคับเราไม่ได้หรอก ใครจะเลือกข้างไหน ก็เป็นสิทธิของเขา ตามภูมิปัญญาของเขา เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ไม่เลือกข้าง มันก็จะเกิดอึมครึม หรือเรียกว่า มันก็จะระบม อยู่อย่างนั้นแหละ มันไม่มีการตัดสิน หรือไม่ทำให้สำเร็จจบ มันไม่มีเรื่องที่จะสุดสิ้น และมันก็จะทรมาน ทรกรรม ปวดร้าวระบมเจ็บ เพราะไม่มีอะไร ที่จะเป็น การชี้ชัด เป็นการตัดสิน จนกระทั่ง ส่วนที่ดี ที่ถูกนั้น มีน้ำหนัก มีพลังถึงขั้นชนะ มันก็ไม่เกิด คนที่ไม่ดีนี่นะจะทำสิ่งที่ไม่ดีไม่งามได้ วิธีขี้โกง คนชั่วจะทำได้ เขาจะผนึกกันทำแต่สิ่งที่เลวร้ายได้ แม้เขาจะเห็น อย่างที่ เขาทำนั้น ว่ามันไม่ถูก เขาจึงไม่ดีจริงๆ โดยสัจจะ และเขาจะทำร้ายทำเลวได้ด้วย ส่วนคนที่ทำดี ทำถูกต้องนี่ จะทำชั่ว ไม่ได้ ทำเลวทำร้ายไม่ได้ จึงต้องเจ็บปวด ถูกฝ่ายคนชั่ว ทำร้ายเอาได้ เพราะฉะนั้น จึงจำเป็น ที่จะต้อง ผนึกพลังฝ่ายดี ให้มีพลังเท่าเทียมกัน หรือว่ามีพลังมากกว่า ฝ่ายชั่วจะเกรงคร้าม ไม่กล้าที่ จะเข้ามาปะทะ จริงๆลึกๆในคนนี่นะ ถ้ามันไม่วิปริต หรือไม่โง่ ไม่เป็นอเวไนยสัตว์ จริงๆแล้ว เขารู้แม้แต่โจรนี่ เขาก็รู้ว่า ดีนี่ เป็นสิ่งที่ ควรส่งเสริม เพราะฉะนั้น คนทำดี แม้ไม่มีปริมาณมาก ก็จะชนะ น้ำหนักของความดีนี่ จะมีคุณลักษณะของ น้ำหนักสูง เปรียบประดุจดัง ปรอท ส่วนความไม่ดีนี่ มันจะเปรียบเหมือน กับโฟม แม้มันจะมีมาก มีมวลก้อนโต มีเยอะ แต่น้ำหนัก สู้ปรอทไม่ได้เลย" ๑๐.๑๖ น. นักข่าวของ ASTV ขอสัมภาษณ์ จากบางส่วนของการสนทนาดังนี้ พ่อท่าน : เนื้อหาที่เราเห็นว่าต้องการให้เกิดความสำเร็จนี้มันเป็นมิติใหม่ เราต้องการสภาพความสำเร็จ ด้วยความจริง กับความรู้ ถ้าเราจะชนะ จะชนะด้วยความจริง กับความรู้ ที่ยืนยันกับประชาชน อย่างชัดเจน แล้วประชาชนจะมาผนึก เป็นมวลส่วนใหญ่เอง การที่คุณทักษิณ ยังอยู่ได้ทุกวันนี้ ก็เพราะ หนึ่ง...มีอำนาจทางรัฐ สอง...มีอำนาจที่ตนเอง ได้กระทำ ไว้แล้ว ทำให้ผู้ใต้บริหาร จะเกรง สาม...สิ่งที่ยังติดยึดอยู่ ในวัฒนธรรม ในจารีต ของสังคมบริหาร ก็ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะ เงินยังเหลืออยู่เยอะ แต่การประท้วงคราวนี้ เป็นประชาธิปไตยมิติใหม่ และ คงจะยาวนาน มันไม่ใช่วิธีการ อย่างเก่า ที่รุนแรง ฆ่ากันตาย ตัวการต้องตายด้วย รีบเผ่นหนี ออกจากประเทศ อย่างมาร์กอส นี่มันเป็นเวอร์ชั่น เก่าแล้ว มันน้ำเน่า เราจะประท้วงกัน อย่างคลาสสิกขึ้น คือเราจะต้องยืนยัน เรามา อยู่เป็นหลัก เพื่อยืนยัน ให้เห็นความสงบ ความเรียบง่าย ความเกื้อกูลกันได้ อยู่กันอย่างมีราชธรรม หรือ ทศพิธราชธรรม เป็นธรรมะของ คนชั้นสูง เราจะมีกันจริงๆ ตั้งแต่ มีทาน การให้ มีศีล มีการเสียสละ ปริจจาคะ... เมื่อเราเป็นตัวหลักที่จะอยู่ให้ยืนยาว อาตมาจึงมียุทธศาสตร์ว่า ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงกันออกมาให้มากๆๆ ให้หมดๆๆ อยู่กันยาวได้ และทุกคน ก็จะอยู่กันอย่างสงบ อย่าร้อนแรง อยู่อย่างเย็น อย่าใจร้อน และไขความจริงออกมา ให้มากๆ เอาผู้รู้ ผู้มีหลักฐาน มายืนยันกับสังคม นี่ไงผิด นี่ไงไม่ดี จนคุณทักษิณจำนน จะจำนนเพราะประชาชน มากันมากๆ ตามหลัก ประชาธิปไตยก็ตาม หรือจำนนเพราะ คุณทักษิณ จำนนกับความจริง และเป็นผู้ที่จะต้องถอย นักข่าว : เมื่อวานท่านประพัฒน์ได้มาสนทนากับท่านแล้วมาขอคำปรึกษาอะไรบ้างคะ นักข่าว : ท่านประพัฒน์มีลักษณะอย่างคุณทักษิณหรือเปล่า นักข่าว : ที่มีข่าวว่าคุณประพัฒน์ออกมาเพราะน้อยใจไม่มีชื่ออยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ อย่างอาตมาทำงานมา ๓๖ ปีแล้ว ถูกว่ามาตลอด เขาก็ด่าอาตมา ออกมาอย่างนี้ ก็มีคนด่าอาตมา แต่อาตมา ไม่มีปัญหา หรอก อาตมาใช้ภูมิปัญญา ของอาตมา อาตมาก็ ตรวจดูตนเอง อาตมาทำงานนี้เพื่อลาภ เพื่อสรรเสริญ หรือเปล่า ก็ไม่ใช่ อาตมาว่า อาตมาทำงานเพื่อเป็นประโยชน์ ต่อมนุษยชาติ ขอสรุป เข้าหาเป้า มาที่การชุมนุมมิติใหม่ ที่ไม่เกิดเหตุร้ายรุนแรง ไม่เสียเลือดเสียเนื้อเลย แล้วสามารถให้สำเร็จผล จนท่าน นายกฯ ลาออกไปได้ อย่างนี้ยอดเยี่ยม ต่อให้จัด โอลิมปิก ๑๐ ครั้ง แล้วมีชื่อเสียงไปทั่วโลก ก็สู้ประชาธิปไตย อย่างนี้ไม่ได้ ประท้วงท่านผู้นำ แล้วไม่เกิดเหตุร้าย รุนแรงอะไร ๑๓.๐๐ น. คุณโสภณ สุภาพงษ์ ได้มาสนทนาด้วย มีประเด็นที่คุณโสภณบอกเล่าว่า ได้เสนอให้คุณทักษิณ ออกบวช และตนยินดี จะเป็นอุปัฏฐากให้ ๑๓.๓๐ น. ดร.วุฒิพงษ์ เพรียบจริยวัฒน์ ได้มาสนทนาและนำรายชื่อที่ราชนิกูล ร่วมกับนักวิชาการ ถวายฎีกา พร้อมกับ หนังสือพิมพ์ อีกหลายฉบับ ให้พ่อท่าน ใช้เวลาชั่วโมงเดียว ได้รายชื่อมาตั้ง ๖๐ ท่าน มี ส.ว. ๑๐ กว่าคน มีอาจารย์ ชัยอนันต์ อาจารย์ปราโมทย์ นาครทรรพ เป็นผู้ช่วยประสานงาน แต่อาจารย์ไม่ได้เป็นคนยื่น คนยื่น เป็นหม่อมราชวงค์ยง ยุพลักษณ์ กับอาจารย์ หมอมงคล ณ สงขลา ที่เป็นอดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข นะครับ นอกจากนี้ มีหมออาวุโส หมอไพโรจน์ หมอบรรลุ ข่าวหนังสือพิมพ์ตอนนี้ขายหมดแผงเร็ว เสนอข่าวมากขึ้น แต่โทรทัศน์ยังไม่ค่อยจะเสนอ ที่น่าสนใจ ก็คือ แม้แต่ หนังสือพิมพ์ เรื่องหุ้น ก็เสนอข่าวนี้ โบรกเกอร์บอกฝรั่ง อย่าเพิ่งเข้ามา ให้ Wait and see พ่อท่านเสนอ "การประท้วงต้องมีมิติใหม่ อย่างที่เป็นมาทั้งหลายมีสไตล์เดียว คือแรงๆๆๆ อยู่ไม่ได้คือปะทะ ขับไล่ ฆ่ากันตายไปเลย หรือไล่หนี ออกประเทศไปเลย มันมีมาตั้งแต่สมัย จูเลียตซีซ่า เจงกีสข่าน จนถึงวันนี้ อาตมาว่า ประเทศไทย จะเริ่มต้นได้สวย ที่จะใช้ปัญญา และความจริง เป็นตัวที่จะนำไปสู่ ชัยชนะ อาตมาเลย ออกโศลกมาว่า ให้กลุ่ม พันธมิตรฯ อยู่กันอย่าง ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงกันออกมาให้มากๆๆ ให้หมดๆๆ อย่างที่อาจารย์จัด อยู่ที่ สหัสวรรษ นั่นแหละ เอาผู้รู้ เอาผู้ที่มีหลักฐานความจริง มาเปิดเผย มาระบายก็ได้ เพราะผู้ใหญ่พูดออกมา มีน้ำหนัก หรือนักวิชาการ ในเชิงเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ก็ไขความจริง กันออกมา จะได้มีหน้าใหม่ๆ ขึ้นเวทีบ้าง แทนที่จะมีแต่หน้าเก่าๆ เสียงจะหมดอยู่แล้วด้วย" ๑๖.๕๐ น. หนังสือพิมพ์อเมริกาฉบับหนึ่งได้มาขอสัมภาษณ์ พ่อท่านตอบประเด็นนี้ว่า คำถามนี้เหมือนจะเป็นการเข้าข้างท่านนายกฯว่า คนอื่นก็เหมือนกัน ที่จริงไม่เหมือนหรอก ใครก็ได้ ที่โง่กว่านี้ ก็ยังได้ บ้านเมืองจะไม่หมดเนื้อ หมดตัวเท่า จะเหมือนอาเยนตินา ได้เร็วกว่าคนอื่น มาบริหาร มันเป็น ความล้มเหลว ของสังคมอย่างมาก ถ้ารู้ว่าผู้นำทุจริต แล้วยังปล่อยให้ บริหารประเทศต่อ โดยไม่ทำอะไร ด้วยคิดว่า คนอื่นมา ก็ทุจริตเหมือนกัน เท่ากับเรา งอมืองอเท้า จำนนกับ ภาวะอย่างนี้ ต่างคน ต่างเอาตัวรอด ปล่อยให้มัน เป็นไปตามยถากรรม ทั้งๆที่ เราก็พอจะคัดค้าน ทักท้วงได้ ผู้ที่รู้ว่าเกิดการทุจริตขึ้นในสังคม แล้วไม่ทำอะไรเลย เป็นไปได้ว่าคนๆนั้นก็คือคนที่มีพฤติกรรมทุจริต หรือ เคยทุจริตด้วย หรือไม่ก็เป็นคน ที่เห็นแก่ตัว หนีเอาตัวรอด เพราะกลัวว่า ถ้าทักท้วงหรือมาร่วมคัดค้าน ตนเองจะเหนื่อยยากลำบาก หรือ อาจกลัว ผู้มีอำนาจ เล่นงานกลับ เพื่อความอยู่รอดของตน จึงยอมให้สูญเสีย ผลประโยชน์ของชาติ ของสังคม มากกว่า ยอมเสียผลประโยชน์ของตน นั่นคือ คนที่เห็นแก่ตัวแท้ๆ ไม่ใช่คนเป็นกลาง อะไรหรอก แท้จริงคือ คนเป็นกลัว คนเช่นนี้ มีอยู่เยอะในสังคม การทุจริตคอรัปชั่น จึงเต็มผืนแผ่นดินไทย เพราะมีคนที่คิด และทำเช่นนี้ วังวนของการทุจริต จึงยังดำรงอยู่ ในสังคมไทย นักข่าว : เมื่อเรามีปัญหาเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง เราจะทำอย่างไรจึงจะเหลือน้อยหรือหมดไปได้ครับ พ่อท่าน : เราก็สร้างคนอยู่ตลอดเวลา อาตมาเห็นว่าความดีที่สุดก็คือต้องมาสร้างคนให้มีคุณงามความดี มีจริยธรรม หรือ ลดกิเลสให้ได้ จริงๆนี่แหละ อาตมาถึงได้มา ทำงานอย่างนี้ เหน็ดเหนื่อยมาก ยากมาก แต่ดีที่สุด อาตมาเต็มใจ เลือกงานนี้ ต้องสร้างคนขึ้นมา ให้เป็นคนที่ดีจริงๆ ขึ้นมาให้ได้ อย่างสุดความสามารถ ก็ช่วยกัน ๑๗.๑๕ น. คุณหนึ่งแก่นบอกเล่าข้อมูลที่ได้จากเพื่อนที่เป็นทหารว่า ทักษิณจะปฏิวัติตนเอง โดยอาศัยทหาร ที่คุม กำลังพล ซึ่งเป็นเพื่อน รุ่นเดียวกัน เขาจะอ้างสถานการณ์ ที่ประชาชน แบ่งเป็นสองฝ่าย เมื่อราชนิกูล และ นักวิชาการ ถวายฎีกา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็ถวายฎีกา ให้มีการเลือกตั้ง วันที่ ๒ เมษายน เช่นกัน ๑๘.๔๕ น. มีข่าวว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามพระบรมราชกุมารี เสด็จวัดพระแก้ว ทำให้เสียงจาก เวทีใหญ่ ต้องยุติลงไป ชั่วคราวก่อน ๑๙.๑๐ น. คุณสนธิและคุณสโรชาได้พากันมานมัสการพ่อท่าน คุณสนธิ : มันเป็นธรรมนะฮะ คุณสนธิ : จริงๆ มันมีอีกนัยยะหนึ่งนะ พ่อท่าน คือ ผมกำลังจะบอกภาคประชาชนว่า เราเนี่ยเสียธรรมไม่ได้ ต้องทำ เพื่อความจริง เพื่อสัจธรรม คุณสนธิ : ผมสู้นะ เพราะฉะนั้นแล้ว ผมนี่จะเป็นคนซึ่งเข้าใจอะไรดี แล้วผมไม่ยึดติดกับรูปแบบที่จะต่อสู้ ดูเหมือน จะไม่เคยมี คุณสนธิ : ตรงนั้นก็คือส่วนหนึ่ง ซึ่งพยายามสู้ เมื่อตายไปแล้วหวังว่าตรงนี้อาจจะดีขึ้น ก็เลยอุทิศตัวเอง เพราะความจริง ที่สู้นั้นเนี่ย มันมาได้ หลายนัยยะ ความจริงในทางการเมือง ความจริงทางการปฏิบัติตัวเอง ความจริง ทางศาสนา ความจริง ในเรื่องของการเคารพผู้อื่น เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยู่ในสัจธรรม ตรงนี้ได้นี่ เท่ากับ เราเอา พระธรรม ของ พระพุทธเจ้า ขึ้นในสังคมไทย อันนี้คือสิ่งที่ผมสู้ แต่ว่าผมไม่ได้ไปพูดกับใคร ผมคิดว่า ถ้าผมไป พูดกับคน ซึ่งเขา ไม่ค่อย เข้าใจ เขาจะไม่เข้าใจ เขามองว่า ผมนี่สู้เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบความจริง เรื่องรัฐบาล แต่จริงๆ นัยยะ ที่ลึกลงไป ก็คือ ให้ประชาชน มีปัญญา พ่อท่าน : อันนี้แหละซึ่งอาตมาก็บอกว่าคราวนี้นี่ เราควรจะใช้นโยบายไขความจริงกันออกมาให้มากๆ ให้หมดๆ พ่อท่าน : การที่มีผู้ที่รู้ความจริง มีความรู้ พากันออกมาผนึกกัน ปรากฏการณ์คราวนี้นี่มันประหลาดที่สุด พ่อท่าน : เพราะฉะนั้นถึงบอกว่า คราวนี้นี่ โอ้โฮ!..ประชาธิปไตยเมืองไทยนี้งดงาม อาตมาอยากให้มันเกิดขึ้นมา เป็นสิ่งหนึ่ง ในโลก ถ้าใครทำได้นี่ อาตมาว่า เยี่ยม พ่อท่าน : เอามาอภิปราย มาพูดเลย ตอนนี้ท่านผู้อยากพูด ก็มีขึ้นเยอะแล้ว เอามาเลย อย่างที่ดอกเตอร์วุฒิพงษ์ ทำที่เอเอสทีวี ถ่ายทอด นั่นแหละ ไม่รู้กี่ครั้งแล้ว อาตมาก็ตามดู โอ....เอาอันนั้นแหละ มาแฉ ทุกคนพูดออกมา อื้อฮือ มันเป็นเนื้อ ๆ ทั้งนั้นเลย วิเศษเลย นั่นแหละ เอามาเปิดที่นี่ ออกไป อีกๆๆ ให้ประชาชน ได้รับ ซับทราบ เพิ่มเติมขึ้นมา อาตมาว่า ถ้าจำนนด้วยเชิงปัญญา อย่างนี้ดีกว่า ไม่ใช่เอากำลัง เอาอำนาจ แล้วใช้ความรุนแรง แต่เราต้องเอาปัญญา ความรู้ กับความจริง สุดท้าย จำนนด้วยความจริง อันนี้อาตมาว่า จะชนะสวยที่สุดเลย ๒๐.๓๐ น. ขณะกำลังนั่งรถกลับสันติอโศก เปิดวิทยุฟังรายงานข่าว จากคลื่น FM ๙๔ เป็นการระบายระเบิดของ พล.ต.อ. อชิรวิทย์ สุวรรณเภสัช เรียกร้องให้ทุกฝ่าย หันหน้าเข้าหากัน พ่อท่านพักนอนในเวลาสามทุ่มกว่า # # # ๗ มี.ค. ๒๕๔๙ ที่สนามหลวง การแสดงธรรมก่อนฉันอาหารวันนี้ มีประเด็นที่พ่อท่านกล่าวถึง เรื่องผู้ใหญ่ ที่จริง ควรยอมแพ้ให้เป็น ขอนำบางส่วน มาถ่ายทอดดังนี้ นานาสังวาสนี่สุดยอดแห่งประชาธิปไตย สุดยอดแห่งสังคมศาสตร์ สุดยอดแห่งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ เพราะธรรมชาติ ของคน มันต้องมี ความเห็น ที่ต่างกันได้ บังคับไม่ได้ ที่สุดแห่งที่สุดแล้ว มันก็เห็นต่างกัน เมื่อเห็น ต่างกันแล้ว จะปฏิบัติ อย่างไร ก็แยกกันอยู่ปฏิบัติ ตามที่เราเห็นเราเชื่อ เหมือนอย่าง ในสังคม ผู้ที่ถือศาสนา ต่างกัน ก็เห็นต่างกัน แต่ก็อยู่ ร่วมกันได้ มีอะไรที่จะสัมพันธ์กัน ที่จะสร้างสรรร่วมกัน ก็ร่วมกันได้ ส่วนในเรื่องของ การนับถือ ศาสนา นับถือศาสดา ของแต่ละองค์ ก็ปฏิบัติกันไป คำสั่งสอนของศาสดาทุกพระองค์ แต่ละศาสนาสอนให้คนดี สอนให้สังคมเป็นสุขทุกศาสนา แต่มีแนวคิด ต่างกัน หลักเกณฑ์ ต่างกันบ้าง แต่ก็จะไปสู่ผล แห่งความสงบ ร่มเย็น เป็นสุขกันทั้งนั้น แม้ศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาที่มีโลกุตรธรรมก็ตาม โลกียธรรมก็สอดคล้องกับศาสนาอื่นหมด กุศลธรรม- อกุศลธรรม เป็นสมมุติสัจจะ เหมือนกันหมด แต่โลกียธรรมในศาสนาพุทธนี่ มีการยืดหยุ่นมากกว่า เพราะพุทธไม่ยึดมั่น ถือมั่น และ ไม่ใช่เหลาะแหละ ยอมยืดหยุ่นเมื่อคราที่จะต้องยืดหยุ่น พุทธจึงเป็นศาสนาที่สุดยอด คือ "แพ้ก็ได้" เช่น สมณะโพธิรักษ์ เป็นต้น แพ้มานักแล้ว แต่ก็ยังสดชื่นเป็นสุข สรุปแล้ว คนเราต้องแพ้ให้เป็น เย็นให้ได้ ถ้าแพ้ไม่เป็น เย็นไม่ได้ ไม่เป็นความสุข นอกจากไม่สุขแล้วสังคมก็สงบไม่ได้ ถ้าแพ้ไม่เป็น คนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ต้องมีลีลาที่แพ้ อย่างสวยงาม แพ้แล้วทุกอย่างก็สงบเรียบร้อยเป็นไปด้วยดี และ ก็ไม่เสียธรรม เราก็ไม่ดูถูกดูแคลน แน่นอน คนที่ไม่มีปัญญาก็อาจจะเห็นเพี้ยน เห็นผิดไป ตอนแรกๆ ก็อาจจะเข้าใจผิด เห็นว่าเราไม่ถูกต้อง ไม่ยอมรับเรา ดูถูกดูแคลนเรา ก็เป็นได้ แต่การดูถูกดูแคลนนี่ มันเป็นแบบฝึกหัด มันเป็นโจทย์ ของมนุษย์ ที่จะต้องได้รับด้วยบ้าง แล้วเราก็จะได้ปฏิบัติธรรม คนดูถูกดูแคลนเรานี่ เราจะมีอัตตามานะมั้ย เขาจะข่มเรา เขาจะด่าเรา แล้วเราก็จะเสียใจมั้ย คนเคยเคารพ แล้วก็ไม่เคารพ หรือคนไม่เคารพ ด่าทออย่างหยาบ อย่างแรง อย่างนี้ เป็นต้น เมื่อเราได้รับคำด่า คำต่อต้าน อย่างแรงๆ คำดูหมิ่น ดูแคลนอะไร ก็ตาม เราจะวางใจได้มั้ย เราจะโกรธ เคืองมั้ย อาการที่ไม่ชอบใจ จะขึ้นมั้ย เป็นโจทย์ของจริง เจอโจทย์นั้นแล้วก็ทำโจทย์ได้สำเร็จ ชนะ หลายครั้ง เจอห้าครั้ง สิบครั้ง ร้อยครั้งก็ได้ บางคนอาจจะต้อง เจอถึงร้อยครั้ง พันครั้ง บางคนเจอ ไม่กี่ครั้ง ก็บรรลุธรรมได้ นิ่งสนิท หมดวิบาก ขนาดพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว องค์สมณะโคดม ก็ยังมีคนมาด่า มีคนเอาเหล้า มอมช้าง นาฬาคีรี แล้วก็ไล่ช้าง เข้าไป ให้ทำร้ายพระพุทธเจ้า อย่างนี้ เป็นต้น ขนาดพระพุทธเจ้าแล้ว ยังมีสิ่งที่จะทดสอบ สิ่งที่จะรุนแรง มันเป็นธรรมดา ของมนุษย์ สังสารวัฏ โดยเฉพาะ กรรม วิบาก เพราะฉะนั้น คนอย่างพวกเรานี่ เจอแค่นี้ๆ ปัดโธ่ LITTLE มาก SMALL หลังฉันอาหารแล้วมีคนมาจากอเมริกาบ้าง จากต่างจังหวัดไกลๆบ้าง ได้มานมัสการด้วยความเป็นห่วง ในสถานการณ์ บ้านเมือง แล้วขอบริจาคเงินช่วย ในการชุมนุม ๑๖.๑๓ น. มีชายไม่คุ้นหน้า เข้ามากราบแล้วบอกข่าวว่า แถวเยาวราชมีป้ายใหญ่ๆติดไว้ว่า สันติอโศกไม่ใช่พุทธ ๑๙.๐๕ น. คุณสนธิและคุณสโรชา ได้มากราบนมัสการพ่อท่านอย่างที่เคยทำทุกวัน ประเด็นสนทนาวันนี้ คุณสนธิบอก ...เดี๋ยวจะขึ้นเวที อธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงอหิงสา อีกครั้ง เพราะว่า มีคนที่ค่อนข้าง ที่จะมีความรู้สึก อารมณ์ร้อน ไปหน่อย ว่าทำไมถึงไม่แตกหัก ต้องอธิบายอีกทีหนึ่งว่า จริงๆแล้ว ชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ คือชัยชนะที่ไม่เสียเลือดเนื้อ และที่สำคัญ ก็คือว่า มันจะเป็นการสะท้อน หลักธรรม ที่แท้จริง ให้เห็นว่าเราเนี่ย เข้าใจธรรม และก็ต้องอธิบาย ให้เขาฟังว่า ไอ้การแตกหักแล้วเนี่ย เนื่องจากโลกนี้ มันชอบแตกหัก มันถึงไม่มีความสงบ เราต้องเอาวิธีการของเรา เป็นตัวอย่าง ให้เขาเห็น ผมจำเป็น ต้องอธิบายขึ้นมา เพราะว่า หลายๆคนไม่เข้าใจ มีความรู้สึกว่า โอ้ย คนตั้งเป็นแสน ไปถึงทำเนียบ แล้วทำไมไม่ไปปะทะ ผมบอกว่า ก็มัวแต่ไปคิดแบบนั้นน่ะซี้ มันถึงไม่เข้าใจกัน พ่อท่าน : นิยายบทเก่า นั่นนิยายน้ำเน่าเก่าๆ ไอ้ที่มันล้มกันด้วยวิธีแตกหัก วิธีต้องสูญเสีย ต้องทำร้าย จนถึงขั้นรุนแรง มันต้องเอา สายคุณค่า สายความดีงาม และก็จำนน กันด้วยความดีงาม อันนี้เราจะ...อื้อฮือ...จะวิเศษมากเลย คุณสนธิ : ก็เพราะมันชอบความแตกหักมันก็เลยไปยึดถืออำนาจกันไงฮะ พอไปแตกหักปั๊บ พอชนะ เพราะแตกหัก ทุกคนก็เลย แย่งอำนาจกัน เพราะใครมีอำนาจมากกว่า คนนั้นก็ชนะ พ่อท่าน : อำนาจไม่สามารถเป็นธรรม ให้ธรรมเป็นอำนาจ ใช่ คุณสนธิ : มากราบพ่อท่าน ว่าเดี๋ยวขออนุญาตเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน ๑๙.๕๐ น. มีคนแต่งตัวมีระดับ มาขอบริจาคเงินช่วยการชุมนุม และขอหนังสือ จากนั้นมีผู้มาเสนอ อยากให้กองทัพธรรม เป็นแกนนำ ในการทำหนังสือให้ประชาชน มาร่วมกันลงชื่อ ถวายฎีกาภาคประชาชน เพราะนักวิชาการ เขาก็ทำแล้ว ราชนิกูล เขาก็ทำกันแล้ว น่าจะมีการถวายฎีกาภาคประชาชนบ้าง กลับถึงสันติอโศก พ่อท่านพักนอน ขณะที่สมณะและญาติโยมส่วนหนึ่ง ยังคงเปิดดูรายงานข่าว ของการชุมนุม ที่สนามหลวง จนเลยสี่ทุ่มแล้ว ก็ยังคงดูรายการของ ASTV # # # ๘ มี.ค. ๒๕๔๙ ขณะเดินทางไปสนามหลวง ได้เล่าให้พ่อท่านฟังเรื่องที่สมณะธาตุดิน บอกข้าพเจ้า เมื่อคืนว่า คุณ ส. (สหายที่เคยร่วม อุดมการณ์ในป่า หลังเหตุการณ์ เดือนตุลา'๑๘ ปัจจุบันคุณ ส. ร่วมงานอยู่ในคณะรัฐบาล) ได้ติดต่อมา คุณ ส. บอกว่าได้มาดูกลุ่มชุมนุมเมื่อวันที่ ๕ มีนาคม ที่ผ่านมา เห็นด้วยแล้วกับ การมาร่วมชุมนุม ของชาวอโศก ที่ต้องการมาร่วม เพื่อลดความรุนแรง ของกลุ่มผู้ชุมนุมลง ช่วยให้เกิดความสงบ ลงมาได้ แต่ก่อนนี้คุณ ส. ไม่เห็นด้วย ที่ชาวอโศก มาร่วมชุมนุม เมื่อข้าพเจ้าถามว่า แล้วคุณ ส. เขาเห็นอย่างไรกับกรณีคุณทักษิณ ก็ได้คำตอบว่าเขาก็เห็นว่า คุณทักษิณ ก็มีส่วนผิด แต่เขายังเห็นว่า ควรจะยึดกติกาของ รัฐธรรมนูญ อย่างเดียวกับที่ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง ได้กล่าวมาแล้ว ในรายการ ที่พวกเรา ได้ดูเมื่อวาน ก่อน ๙ นาฬิกาเล็กน้อย หลังจากสวดมนต์ไหว้พระแล้ว พ่อท่านเริ่มแสดงธรรม นำด้วยการอ่าน บทความ จาก หนังสือพิมพ์ มติชน กล่าวถึงความเห็นต่าง ของคนใกล้เคียงกัน ระหว่างนายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ กับ คุณจาตุรนต์ ฉายแสง และ น.พ.เหวง โตจิราการณ์ กับ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงค์ลี จากบทความนี้ เป็นการเปรียบเทียบแนวคิด ของผู้ที่ยึดถือแนวทางการเมืองที่มีเศรษฐกิจเป็นสำคัญ กับผู้ที่ยึดถือ แนวทาง การเมือง ที่มีจริยธรรมเป็นสำคัญ ระหว่างฉันอาหาร เปิดดูรายการศาลจำลอง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดเมื่อวานมาให้ดู ๑๒.๐๗ น. มีข้าราชการหญิง ๒ คน ได้มาแนะนำตัวเอง และแจ้งว่ามีชาวสิงคโปร์ไม่ทราบเรื่องเหล่านี้ อยากให้ทางเรา ได้จัดทำข้อมูล เพื่อให้ประชาชน สิงคโปร์ ได้ทราบด้วย หลังฉันอาหาร มีข่าวว่ามีผู้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจชนะสงคราม กล่าวโทษว่า สมณะอโศกแต่งกายเลียนแบบ พระ ครู่ต่อมา มีนักข่าวทั้งหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ ทยอยกันมา ขอสัมภาษณ์ เรื่องที่มีผู้ไปแจ้งความ จากบางส่วน ที่นักข่าว ได้สนทนาซักถาม ดังนี้ นักข่าว : การที่มีผู้ไปแจ้งความว่าท่านแต่งกายเลียนแบบพระ ท่านคิดอย่างไรในเรื่องนี้ พ่อท่าน : เขาก็รักศาสนาและก็มีความคิดที่ต่างกัน ก็เพราะความคิดที่ต่างกันนี่แหละ มันจึงปฏิบัติต่างกัน ซึ่งมันเป็น เรื่องที่ต่างกันอย่างจริงๆ อันนี้ศาสนาพุทธเรานี่ พระพุทธเจ้าท่านเข้าใจถึงธรรมชาติ แห่งความจริงอันนี้ อยู่แล้ว ท่านถึงได้ ตั้งหลักธรรมวินัยคือ "นานาสังวาส"ขึ้นไว้ เพื่อให้ใช้ในการเกิดกรณี อย่างนี้ขึ้นมา เราก็ดำเนินการตาม ธรรมวินัย ในเรื่อง ของ นานาสังวาส อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว แต่ทางสงฆ์เถรสมาคม กลับไม่ยอม ทำตามธรรมวินัย แล้วก็ไปหาเรื่อง เอาทางด้าน การเมือง หรือทางด้านรัฐ หรือ ทางด้านโลก เอามาจัดการกับพวกอาตมา ซึ่งอาตมา เป็นพวกน้อยก็แพ้ เคยแพ้ มาแล้ว คราวนี้ก็ยังไม่รู้ว่า จะเป็นยังไงอีก ท่านก็ยังเป็น ฝ่ายใหญ่อยู่นั่นแหละ อาตมาก็เป็น ฝ่ายน้อย เพราะถูก ทำอยู่ อย่างนี้แหละ คราวนี้ ก็คงต้อง ถูกกระทำอีก ก็ไม่รู้ จะทำยังไง เราก็ได้แต่อ่อนน้อม ถ่อมตนไป เราก็ทำตาม ธรรมวินัย ท่านจะว่ายังไง ท่านก็มีสิทธิ์ ซึ่งเราก็บอกว่า ทำตามธรรมวินัยสิ ท่านก็ไม่ทำ ตามธรรมวินัย ที่จริง ท่านมาฟ้อง อาตมาไม่ได้ เพราะเราเป็น นานาสังวาส กันแล้ว ท่านฟ้องอาตมานี่ ท่านก็อาบัติ ตามหลักธรรมวินัย ท่านก็อาบัติ แล้วที่ฟ้องก็โมฆะ ฟ้องไม่สำเร็จหรอก โดยธรรมวินัยนะ แต่ถ้าท่านจะไปเอาคดี ทางโลกมา แล้วก็ไป ออกกฎหมาย ทางโลก มาใช้ของท่าน ท่านทำกันแล้ว อาตมาก็ไม่รู้ จะทำยังไง ถ้ามีข้อกฎหมาย สามารถเอาผิด อาตมา ก็จำนน อาตมาจะทำยังไง ก็ต้องถูกว่า ถูกจับไป แต่อาตมาก็ขอทำหน้าที่ ตามที่อาตมาทำมา ตลอดนั่นแหละ อาตมา ก็ขอ ยืนยันว่า อาตมาทำตาม ธรรมวินัย ของพระพุทธเจ้า ทำงานกับ ปวงชนมนุษยชาติ ก็ได้ผลมา อย่างที่เห็น นี่แหละ ทุกวันนี้ ก็มีพัฒนาการขึ้นมา นักข่าว : ในส่วนที่ไปแจ้งความกับท่านน่ะ คือกล่าวว่าท่านทำให้ชาวพุทธเสื่อมเสีย นักข่าว : และที่ข้อหาที่ว่าแต่งกายเลียนแบบสงฆ์นี่ล่ะครับ นักข่าว : ครับ ก็คือกระทำอย่างนี้ ก็คือ ไม่ได้เลียนแบบสงฆ์อย่างที่เขากล่าวหา ๑๕.๐๐ น. นักข่าวญี่ปุ่น KYODO NEWS ได้มาสัมภาษณ์เรื่องการชุมนุม ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นที่แต่งกาย เลียนแบบพระ จากบางส่วน ของการสัมภาษณ์ดังนี้ พ่อท่าน : มันเป็นวิธีการของการเมืองเขา เราไม่ได้มาด้วยเรื่องการเมือง เราเห็นว่าเมืองไทยมันร้อนแรง เหตุการณ์ มันทำท่า จะรุนแรง ประวัติศาสตร์มันเคยรุนแรง เรามาเพื่อช่วยให้เกิดความสงบเรียบร้อยของการชุมนุม จะแพ้หรือชนะ เป็นเรื่องรอง การช่วยให้เกิดความสงบได้เป็นเป้าหมายหลักที่เราตั้งใจทำ นักข่าว : ที่ญี่ปุ่นเขาไม่คุ้นเคยกับการประท้วงของเรา กลางวันและกลางคืนเราทำอะไรบ้าง พ่อท่าน : เราไม่มีอะไรประจำ สวดมนต์ทำวัตร เน้นไปในทางปฏิบัติธรรม เรามาอยู่เพื่อเป็นมวลให้เขา ช่วยเก็บกวาด ทำความสะอาด สถานที่ ทำอาหารเลี้ยงผู้มาชุมนุม ทำตนให้เป็นแบบอย่างของการชุมนุมอย่างสงบ สันติ แม้แต่คำพูด หยาบๆ หรือรุนแรง พวกเราก็ไม่ใช้ ไม่ทำอย่างเขา กลางคืนฆราวาสพวกเราที่อยู่ที่นี่ก็นอนเร็วกว่าเขา สำหรับ นักบวชนั้น กลับไปพักที่พุทธสถาน ก่อน ๑๗.๐๐ น. สมณะเพาะพุทธ จันทเสฏโฐ ได้มาถึง แล้วไปประสานกับทางผู้จัดรายการในเวที เพื่อจะได้นิมนต์ พ่อท่าน ได้ไปขึ้นรายการในเวลา ๑๗.๐๐ น. รายการบนเวทีพันธมิตรฯเพื่อประชาธิปไตย ที่สนามหลวง คุณอัญชลี ไพรีรักษ์ น.พ.วิชัย เอกทักษิณ ขึ้นร่วมเป็น ผู้ดำเนินรายการ โดยป้อนคำถามในประเด็นที่ประชาชนส่วนหนึ่งสงสัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการมาร่วมชุมนุม ในฐานะ นักบวช อย่างนี้ กับประเด็นที่กำลังเป็นข่าวแจ้งความว่าแต่งกายเลียนแบบ ญาติธรรมส่วนหนึ่ง มาร่วมนั่ง ด้านหน้า ของเวที รวมถึง พล.ต.จำลอง เสร็จจากรายการบนเวที พ่อท่านและหมู่สมณะกลับมาที่เต็นท์กองทัพธรรม ๑๙.๑๔ น. คุณสนธิและคุณสโรชา ได้มากราบพ่อท่าน จากนั้นหมอวิชัย เอกทักษิณ ได้เข้าไปสนทนาด้วย [ขณะหมอวิชัย กำลังสนทนา มีประชาชนที่สนใจ มุงดูจำนวนมาก] เดินทางกลับมาที่สันติอโศก ก่อนเวลาเล็กน้อย เนื่องจากคณะหมอสันต์ และหมอเหวงได้นัดหมายไว้ ๒๐.๒๐ น. หมอสันต์ หัตถีรัตน์ หมอเหวง โตจิราการ และผู้หญิงมีอายุอีกคน มาสนทนากับพ่อท่าน เรื่องการ จะดำเนิน วิธีการ อย่างไรต่อไป ในปัญหานี้ หรืออยากจะให้มีคนกลาง ที่ไว้ใจได้ ทั้งสองฝ่าย เป็นคนกลาง ในการเจรจา ณ วันนี้ เท่าที่ดูก็น่าจะเป็น พล.อ.เปรม แต่ปัญหาสำคัญก็คือ พล.ต.จำลอง ไม่ยอมจะไปบ้านป๋า ด้วย พล.ต.จำลอง เกรงว่า จะทำให้ป๋าเปรม เสียภาพพจน์ นอกจากว่า พล.อ.เปรม จะเรียกไปพบ ปัญหาของคุณทักษิณ เขากลัวจะถูกยึดทรัพย์ ถ้ามีทางออกให้เขาก็คงจะพอเจรจากันได้ แต่ประชาชนส่วนหนึ่ง จะไม่ยอมแน่ หมอสันต์อยากจะให้พ่อท่าน เป็นแกนนำในการเจรจา ถ้าเราไม่ทำให้หมาจนตรอก การเจรจา น่าจะเป็นทางออกได้ เพราะถ้า หมาจนตรอก มันจะกัดเราได้ ซึ่งนั่นย่อมหมายถึง การสูญเสียเลือดเนื้อ ของประชาชน ทางเรา น่าจะเสนอ ให้ทางออก โดยเจรจาว่า ให้เขาลาออก แล้วทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการ ยุติธรรม หมายความว่า อันใดที่เป็น ของเขา ก็ให้เป็นของเขา อันใดที่เป็นของรัฐก็คืนให้รัฐ ส่วนอันใด ที่จะต้องถึงขั้น จองจำ ก็ต้องจองจำ อย่างนี้ จะมีทาง ให้เขาออกได้บ้าง ไม่ใช่การยึดทรัพย์ทั้งหมด นั่นไม่ได้ผ่าน กระบวนการยุติธรรม นี่เป็นหนทางเดียว ที่สองฝ่าย จะเจรจากันได้ ข้าพเจ้าเปรยถามว่า แล้วใครจะเป็นคนกลางที่จะประสานทั้งสองฝ่ายได้ คือไม่ใช่ตกลงกันอย่างนี้แล้ว แต่ประชาชน อีกส่วนหนึ่ง จะไม่ยอม ต้องการจะยึดทรัพย์ให้หมด เพราะดูเหมือนอารมณ์ของประชาชนตอนนี้แรงมาก คุณหมอ โยนลูก มาให้พ่อท่านและ พล.ต.จำลองที่จะประสานสองฝ่าย โดยมี พล.อ.เปรม เป็นคนกลาง ในการเจรจา ข้าพเจ้าคิดว่า คุณหมอให้ค่า สูงกว่าความเป็นจริงแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไร |