๑๕ นาทีกับพ่อท่าน ความสุข..เป็นความรู้สึกที่งดงาม และทรงคุณค่า เป็น ที่ต้องการของทุกคนก็ว่าได้แต่จะมีสักกี่คน ที่ได้เข้าใจ และเข้าถึง ความสุขอย่างแท้จริง และเคยได้รับ ความสุขที่แท้จริงกันมาบ้างล่ะ เคยมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า การอวยพรมอบ ความสุขแก่กันนั้น ความสุขให้แก่กันได้จริงหรือ ? และผู้รับ ได้รับ จริงๆหรือ ? บางคน บอกว่าไม่ได้ แต่อาจมีความสุขนิดหนึ่ง ที่รู้ว่า ยังมีผู้นึกถึงเรา บางคนก็ว่า ความสุขนั้น มีแต่เราเท่านั้น จะให้แก่ตัวเองได้ อาจด้วยการ ทำอะไรดีๆให้แก่ ตัวเอง และเราก็รู้สึก สบายใจ เป็นสุข มากขึ้นอีกนิด ก็แค่นั้นเอง ปีใหม่นี้ มีผู้เสนอมอบ ความสุขที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน ให้แก่มวลมนุษยชาติ หลายคนอาจ ไม่เชื่อ มีจริงหรือ ความสุขที่ว่านี้ มันคืออย่างไร ? และเราจะเป็นเจ้าของมันได้อย่างไร ? จากบทสัมภาษณ์ พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ผู้กำลังมอบความสุขชนิดนี้ ขอ..ความสุขที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน จงมีแด่ มวลมนุษยชาติ ทั้งมวลเทอญ ถาม---ปีใหม่นี้พ่อท่านให้พร ขอ..ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน จงมีแด่มวล มนุษยชาติ กราบรบกวน ขยายนัยะนี้ ตอบ--- ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน มี ๒ ประเด็นที่จะขยายความหมาย คำว่า ยิ่งใหญ่ และยั่งยืนนี้ มีนัยะ สำคัญ ยิ่งใหญ ่ก็หมายถึง ความสุขที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เพราะเป็นความสุขที่ไม่ใช่ความสุขโลกีย์ ที่ใครๆก็รู้ก็เป็น ก็มีได้กัน ตามฐานะ ของปุถุชนทั่วไป เป็นของดื่น แต่นี่มันเป็น ความสุขระดับโลกุตระ เป็นความสุขของ นักปฏิบัติธรรม ของพระพุทธเจ้าจริงๆ ต้องบรรลุธรรม ของพระพุทธเจ้า จึงจะได้ ความสุข ยิ่งใหญ่ อันวิเศษนี้ ความสุขที่เรียกว่า สุขอันสงบ มันก็ยังมี ๒ นัย ความสุข อันสงบ ที่เข้าใจกันดี อยู่ทั่วไป นักปฏิบัติธรรม ทั้งหลาย เขาก็เข้าใจได้ง่ายๆ ซึ่งเป็นความสุขที่หมายถึงความสงบนะ ไม่ใช่ความสุข ที่เป็นรสอร่อย รสสนุก ปรุงแต่ง เข้าไปในอารมณ์ ที่พูดนี้หมายถึง ความสุขชนิด หยุดปรุง อารมณ์ เป็นรสสงบ นัยะแรกนี้ก็คือ สุขอันสงบแบบพื้นๆสามัญ ที่เข้าใจกันได้อยู่ทั่วไป มีมาแต่โบราณ จิตสงบจริงแต่ สงบ ชนิดที่ไม่คิด ไม่นึก ไม่ทำงาน สงบอยู่เฉยๆ นิ่งๆ ถึงขนาด ดับไม่รับรู้ อะไรเลย ชนิดนี้ ทำกันอยู่ทั่วไป ไม่ใช่ของ พระพุทธเจ้า ค้นพบ เป็นความสุข ที่ไม่ใช่แบบ โลกุตระ แต่เป็น ความสุข ที่ใช้สมาธิสะกดจิต ซึ่งก็เป็น ความสุขอันสงบ เขาก็เอา ความหมายนี้ ไปพูดเหมือนกัน เช่น นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง สุขอื่นใด ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี ความหมาย ก็ถูกต้อง แต่ไปหมายเอา ความสงบของจิต ที่ได้รับการสะกดจิต แล้วจิตก็สงบลง อย่างพาซื่อ จิตไม่ทำงาน จิตสงบ ชนิดที่ ไม่มีบทบาท ของปัญญา ทำหน้าที่รู้ร่วมร่วม คิดร่วมทำงาน กับภาวะ ที่เป็นอยู่ สัมผัสอยู่ และใช้สรรถนะ อย่างเต็มที่นั่นเอง ดีไม่ดีวิ่งหนี ปลีกเดี่ยวไปให้ไกลสิ่งนั้นๆเอาด้วย อย่างนั้น มันก็สงบ หนีความวุ่นวาย หนีสังคม หนีความเป็น สามัญ ของสังคมสัมพันธ์ หนีไกลไปจาก สภาพนั้นๆ เป็นพวก หนี ไม่ใช่ เหนือ เขาก็สงบ นั่นเป็น สุขอันสงบ ของเขาเหมือนกัน แต่นัยของ ความสุขอันสงบแบบโลกุตระ มันมีนัยะลึกซึ้งกว่านั้น ของพระพุทธเจ้า ไม่หนีสังคม ไม่หนีสามัญ ของสังคมสัมพันธ์ เป็นโลกุตระที่จิตมีความสามารถพิเศษอยู่ เหนือ อำนาจฤทธิ์โลกีย์ ของสังคมนั้นๆ โดยสัมผัส สัมพันธ์ อยู่กับสังคม หรือสิ่งนั้นๆนั่นแหละ แต่มีอำนาจ ไม่ตกเป็นทาส ฤทธิ์แรง โลกีย์นั้นๆ เพราะกิเลสมันดับ กิเลสมันลดละได้จริง ตัวตนของกิเลส ถูกกำจัดลง จิตยิ่งเป็น ธาตุรู้ ที่ทำหน้าที่รู้ยิ่ง ทำงานได้ดี ยิ่งกว่ามีกิเลสเสียอีก ไม่ใช่จิต หยุดทำงาน อยู่ว่างๆ อยู่เฉยๆนิ่งๆ อย่างเช่น โสดาบันก็อยู่เหนือสังคมที่เขามีอบายมุข อบายมุขมีอยู่ในโลก โฉ่งฉ่างๆ ตูมตาม หวือหวา ฟู่ฟ่า อยู่เต็มที่ ของอบายมุข แต่ผู้ที่หลุดพ้นแล้ว ละกิเลสแล้ว กิเลสสงบจากใจแล้ว จิตก็ทำงานอยู่ท่ามกลางสังคม กิเลส ที่สัมสัมพันธ์ อยู่ตามสามัญ ของโลกนั่นแหละ แต่จิตเรา ไม่สุขไม่ทุกข์ไปกับอบายมุขนั้น ตามแบบฉบับ พระพุทธเจ้านี่ ดับกิเลสถูกตัวตนของกิเลส แล้วกิเลสก็สงบ กิเลสก็ตาย กิเลสไม่ทำงาน อยู่ในจิต นี่คือ สงบ หรือเรียกเต็มๆว่า สงบเพราะไม่มีกิเลสทำให้ทุกข์ให้สุขอีกแล้ว สุขอันสงบเพราะกิเลสไม่ร่วมทำงานอยู่ในจิต กิเลสไม่เกิดอยู่ในจิตอีกเลย ซึ่งเป็น ความสงบต่างกันกับ สุขอันสงบในแบบโลกีย์ อย่างลึกซึ้งที่มีนัยสำคัญ บางทีก็มีบทบาททำงานกับ สังคม ที่เขามีอบายมุขนั้นได้ ช่วยเขา ไม่ให้ตกต่ำได้ ด้วยซ้ำ กอบกู้เขาได้ บางทีก็สุดวิสัยที่จะช่วยเขาได้ เป็นผู้ให้ประโยชน์แก่เขา เพราะฉะนั้น ความสุขที่ยิ่งใหญ่อันนี้ จึงเป็นความสุข ที่สุดยอด เป็นความสุข ที่ประเสริฐมาก ความสุข แบบนี้แหละ ที่อาตมาเจตนา ใช้ภาษาคำว่าเป็น ความสุขที่ยิ่งใหญ่ และความสุข ที่ยิ่งใหญ่ ของพระพุทธเจ้า นี้มีอยู่จริง เป็นไปได้จริง แม้ในยุคที่ความเข้มข้น ของกิเลส มันทั้ง หนาแน่น ทั้งใหญ่โต กว้างขวาง เหลือหลาย ก็ตาม ถ้าได้ สุขอันสงบชนิดนี้แล้ว มันยั่งยืนอีกด้วย ยั่งยืน อย่างไม่กลับกลอก กำเริบอีก (อสังกุปปัง) ส่วง สุขแบกดข่มได้อย่างโลกีย์ เพราะดับไม่รู้จัก ตัวตนของกิเลส จึงดับไม่ถูก ตัวตนของกิเลส แม้จะสงบได้ ก็ไม่ยั่งยืนหรอก และ ไม่มีประโยชน์กับสังคม จึงไม่ยิ่งใหญ่ เป็นความสุข ที่สะกดจิตไว้ได้ มันก็ได้แค่นั้น สักเวลาหนึ่ง ระยะหนึ่ง ถ้าเก่งก็อาจจะอยู่นาน หรือมีอะไร มากระทบ กระแทกไ ด้ขนาด ก็สงบไม่ได้แล้ว จึงไม่เป็นความสุข แต่ถ่ายดียว ถ้าอยู่ในสังคมที่วุ่นวายก็ดี ก็จะอยู่ไม่ได้ หรือไม่สุขสงบสนิทหรอก หรือถ้า สมาธิเคลื่อน ก็ดี ก็ไม่สุขสงบแล้ว เพราะไม่ใช่ สัมมาสมาธิของพระอาริยะ หรือเคยอยู่ป่าเขาถ้ำพอเข้ามาอยู่ใน เมืองก็ดี เขาก็ไม่สุขแล้ว เดือดร้อนวุ่นวาย เขาสู้ไม่ได้ สู้ความวุ่นวายไม่ได้ อยู่เหนือไม่ได้ เพราะว่าจิตไม่เป็น โลกุตรจิต อย่างนี้เป็นต้น แต่ของพระพุทธเจ้านี่ได้แล้วได้เลยอย่างถาวรยั่งยืน เพราะว่าฆ่ากิเลสตายชนิดดับหมด แม้ตัวตน ลึกละเอียด เป็นส่วนสุดท้าย ที่เป็นอาสวะ และสิ้นอวิชชาด้วย เมื่อกิเลสตายดับสิ้นสนิทแล้วก็ตายเลย ไม่มีการเกิดใหม่ ได้อีก เพราะกิเลสตายในจิต จึงสะอาดจากกิเลส จึงยิ่งเป็นปัญญา ปัญญาก็ยิ่งรู้ชัดเจนว่า อย่างนั้น เราไม่เอา แน่ๆ เราเข้าใจอย่างดีแล้ว ป่วยการไป ไร้คุณค่ากับมัน ไปแสวงหาไปเสียแรงงานเพื่อมัน มันไม่เข้าท่า อะไร จึงไม่เอาอีกเด็ดขาด เพราะฉะนั้น โลกียสุข ซึ่งเป็น สุขเพราะกิเลสได้เสพสม จึงไม่มีในจิตอีก หมดสุข หมดทุกข์สนิท เพราะได้ดับเหตุแห่งสุข หรือ กิเลสตัณหา อุปาทาน แบบโลกีย์ ไปได้แล้ว ดับ ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้น เมื่อดับแล้ว มันก็ถาวรยั่งยืน ที่สำคัญคือ ไม่มีรสสุขอย่างโลกีย์ที่เคยมีนั้นอีกแล้ว เป็น สุขอันสงบแต่ถ่ายเดียวตลอดไป พระพุทธเจ้า ทรงยืนยันเลยว่า ปรมังสุขังหรือ บรมสุขนี้ มีคุณภาพ..นิจจัง ธุวัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง หมายความว่า มันเที่ยงแท้ (นิจจัง) ยั่งยืน (ธุวัง) ตลอดกาล (สัสสตัง) ไม่แปรเปลี่ยน เป็นอื่น (อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรมาหักล้างได้(อสังหิรัง) ที่ได้แล้วมันไม่กลับกำเริบอีก (อสังกุปปัง) อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นความยั่งยืน ความสุขแบบนี้ เป็นความสุขที่มีประโยชน์ต่อ มวลมนุษยชาติ..พหุชนหิตายะ เป็นความสุข ที่สร้างสุข ให้แก่มวลมนุษยชาติได้ซ้อนอีก..พหุชนสุขายะ คือสุขที่ไม่เบียดเบียนใคร ไม่มีผล กระทบต่อใคร และ อนุคราะห์โลก.. โลกานุกัมปายะ ช่วยเหลือ เกื้อกูลโลก.. โลกานุกัมปายะ จึงเป็นความสุข ที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน ด้วยประการฉะนี้ อาตมาก็เจตนาที่จะเสนอความสุขแบบนี้ให้แก่มวลมนุษยชาติ และที่ใช้คำว่า ขอ [ขอ ความสุข ที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืนจงมีแด่มวลมนุษยชาติ] ก็ไม่ได้หมายความว่า อาตมาอ้อนวอน ขอ จากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดล บันดาล ก็ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างเทวนิยมตามที่เขาชอบขอกัน หรือ ขอ เพื่อใครเขาจะหยิบยื่น สิ่งนั้น สิ่งนี้ให้ ก็ไม่ใช่ ขอในที่นี้หมายความว่า ขออนุญาต มวลมนุษยชาติ ขออนุญาตปวงชน เพราะ ความสุข ชนิดนี้ เป็นความสุขที่ ทวนกระแสใจ คนสามัญทั้งหลายทั่วไป มันเป็นสุขที่ฝืนใจคน มันจะต้านจะค้านใจคน มันเป็นปฏิโสตัง เพราะมันทวนกระแสโลก หรือความสุขโลกีย์ที่ทุกคนใฝ่หา มันขัดแย้งกันอยู่ เมื่ออาตมา จะนำ ความสุข ชนิดนี้ มาเสนอ คนทั้งหลายก็จะรู้สึกว่า อาตมามาขวางโลก มาค้านมาต้าน อาตมาก็ ขอโอกาส ขอ อนุญาต ขอเสนอความสุขชนิดนี้ ถึงอย่างไร ก็เป็นอิสระเสรีภาพ ใครเห็นดี เห็นชอบ ก็มาเอา แต่ก็ขอ อนุญาตไว้ ใครไม่เห็นดีเห็นชอบ ก็ไม่มี ปัญหาอะไร เราไม่ได้ไปบังคับใคร ไม่ได้ไปหาเสียงอะไร เพียงแต่ ขอเสนอ ความสุข อันยิ่งใหญ่ นี้กับ มวลมนุษยชาติ เท่านั้น ถาม--- ความสุขที่ว่านี้จะได้มาอย่างไร ตอบ--- ขอให้มาปฏิบัติ มาเรียนรู้ให้เกิดสัมมาทิฐิ ให้เข้าใจว่าความสุขของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างไร แตกต่างกับ ความสุข สามัญโลกีย์ทั่วไปอย่างไร หรือแตกต่างกับ สุขอันสงบของฤาษีที่ มีอยู่ทั่วไป อย่างไร เพราะ สุขอันสงบของพุทธนี้เป็นโลกุตระ ก็ต้องมาพิสูจน์จนบรรลุสภาวะนี้กันว่า เป็นอย่างไร ถ้าเรียนรู้ จนเกิด สัมมาทิฐิว่า อ๋อ..โลกุตระเป็นอย่างนี้ ที่อยู่เหนือโลกเป็นอย่างนี้ และปฏิบัติพิสูจน์ไป ก็จะอยู่เหนือโลก ไปตามลำดับ ตั้งแต่เป็นโสดาบันพ้นโลกอบายหรือ อยู่เหนืออบายทั้งหลาย สูงขึ้นไป ในโลกธรรม โลกกามารมณ์ กามคุณ โลกอัตตาอาตมันทั้งหลายแหล่ ทั้งหมด ก็สามารถ อยู่เหนือ โลกต่างๆ ขึ้นไป ได้เรื่อยๆ ฝึกฝนไปเรื่อยๆตามลำดับตั้งแต่ระดับ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ อย่างแท้จริง ขอยืนยันว่า ธรรมของ พระพุทธเจ้าจะหลุดพ้นไม่เป็นทาส อบายต่างๆ หลุดพ้น ไม่เป็นทาส ลาภ ยศ สรรเสริญสุข (โลกีย์) หลุดพ้นไม่เป็นทาสกามารมณ์ ไม่เป็นทาสอัตตา ได้จริง แม้ในยุคสมัยนี้ อกาลิโก และ เอหิปัสสิโก เชิญชม ของจริง ที่เกิดที่เป็นได้กันได้จริงๆ จะได้รับ ความสุขที่ยิ่งใหญ่ กว่า สุขที่ยังเป็นทาส อะไร ต่ออะไรต่างๆนั้น ในประเทศไทย ที่ชื่อว่า เมืองพุทธนี้ กันจริงๆเสียที และยั่งยืน ทำให้สังคม สงบสุขสันติ จริงด้วย ถาม--- ปีหนูทอง บรรดาโหรต่างๆออกมาทำนายทายทักว่าเป็นปีหนักสุดๆ จะมีเรื่องรุนแรง ความไม่ดีต่างๆ และ ความสูญเสีย เกิดได้มากมาย ความสุขที่พ่อท่านหมายนี้ จะช่วยได้ไหม ตอบ--- ช่วยได้อย่างยิ่งเลย นี่แหละเป็นความสุขที่จะช่วยได้อย่างยิ่ง อาตมายังมองไม่เห็น ความสุขชนิดอื่น เพราะความสุข ชนิดอื่นไม่ใช่การแก้ปัญหา มันเป็นการยิ่งสร้างปัญหา ถ้าผู้ชนะ ผู้ที่จะหาทา งเอาชนะ เขาไม่ได้ ลดกิเลส เขาไม่ได้เกิด ภูมิปัญญา เพราะฉะนั้นคนที่แพ้ก็ยิ่งจะต้องอาฆาตเคียดแค้น หรือแก้แค้น อย่างที่เป็นอยู่ มันยิ่งทับทวี ความรุนแรง มากขึ้น ซับซ้อน ซ่อนเชิง มากขึ้น มันจึงเป็นสังคมมารยา หรือ สังคม มารยาท เขาก็แสดงมารยาททาง สังคมเท่านั้นเอง แต่ในใจลึกๆของเขาไม่ยอมแพ้กันหรอก ได้โอกาส เขาก็จัดการกันต่อไป ทับทวีความแค้น ทับทวีความแก้แค้น นักหนา นักหน้ายิ่งๆขึ้น แต่โดยความรู้สามัญ เขาก็รู้กันว่า การทำร้าย ทำลายกัน การแก้แค้นกัน การแย่งชิงมันไม่ดี สามัญสำนึก ปัญญาชน ก็รู้กันทุกคน ทุกวันนี้ เขาแก้ปัญหา ไม่ถูกจุด ตามที่พระพุทธเจ้า ทรงสอน เท่านั้น เพราะฉะนั้น เขาจึงแสดงเสแสร้ง สภาพ โดยมารยาทว่า เขาไม่แกล้งไม่อาฆาต มาดร้าย ไม่อะไรต่างๆนานา แต่ความเป็นจริงแล้ว เขาหาวิธีที่จะให้คนอื่นดูเหมือนว่า เขาไม่ได้แก้แค้น ทว่าในจิตลึก เขาแก้แค้นกัน อย่างซับซ้อน ยิ่งๆขึ้น เลือดเย็นยิ่งขึ้น ห่ำหั่นกัน อย่างดุเดือด ด้วยวิธี ลับลวงพรางกัน ไม่ให้คน รู้ทันยิ่งๆขึ้น เป็นความร้ายกาจมาก เพราะฉะนั้น จึงต้องใช้วิธีของพระพุทธเจ้า ใช้ความจริง อันนี้เป็น ความสุข ที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืนนี้ ซึ่งถ้าปฏิบัติธรรมได้จริง จึงจะมีผลต่อ มวลมนุษยชาติจริง ไม่ว่าโลก จะประสบ ภาวะร้ายแรง อย่างไร ก็แก้ได้จริงๆ จริงอยู่ มันอาจจะยากหน่อย มันอาจไม่บรรลุ โดยง่าย แม้ไม่บรรลุง่าย แต่ก็บรรลุได้ ถ้ามันมีได้เป็นได้ ทำไมเราจะไปท้อแท้ ทำไมจะต้องยอมแพ้ ทำไม จึงไม่อุตสาหะ บากบั่น ไม่มีความตั้งใจจริง ที่จะมุ่งมั่นเอาสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าได้ดีแล้ว มันก็ถาวร มันก็ยั่งยืน มันก็เป็นสุขที่แท้จริง เป็นสุข ที่ไม่แก่งแย่ง มันไม่ทำร้าย ทำลายกัน มันอยู่กันอย่าง สงบ สามัคคี อบอุ่นดี เป็นสุขสงบวิเศษ เป็นสันติภาพ อย่างแท้จริง อาตมา ก็เสนอสิ่งเหล่านี้ สิ่งดีอันนี้ นี่คือ พุทธธรรมที่อาตมา ขอยืนยัน แต่คน ไม่เชื่ออาตมา ง่ายๆหรอก เพราะพุทธธรรม แบบเถรสมาคม เขาเห็น ไม่ตรงกัน กับอาตมา เขาหาว่า อาตมาผิด เขาประกาศไปทั่วว่า อาตมาวิปริต จากธรรมวินัย ต้องอย่างของ เถรสมาคม ที่สอนกัน อยู่นั้นแหละ จึงจะเป็น สิ่งที่ถูกต้อง สังคมก็ต้องเชื่อเถรสมาคม มากกว่าอาตมา แน่นอน อาตมา ก็ต้องอุตสาหะ บากบั่น พิสูจน์ต่อๆ และต่อไป จนกว่าจะตาย อาตมาไม่ถอยหรอก ทุกวันนี้ก็มีหมู่ มีกลุ่มคน ที่มี สุขอันสงบ แบบที่อาตมา เสนอนี้ กันบ้างแล้วจริง ถาม---ในช่วงปีใหม่เราสูญเสียทันตแพทย์หญิงฟากฟ้าหนึ่ง อโศกตระกูล นับเป็นบรรพชน ของชาวอโศก ซึ่งเป็นผู้มี บทบาทสูงมาก ในหลายๆงานสำคัญของชุมชนปฐมอโศก ในงานศพ ได้สะท้อนอะไร ให้แก่ ผู้อยู่เบื้องหลัง ตอบ--- สะท้อนให้เห็นความจริง ความดีของหมอ ดูซิ...ผู้คนมางานศพกันแออัดยัดเยียดหนาแน่น พอรู้ข่าว รู้คราว ทั้งๆที่ก็เหมือนงานศพอื่นๆของพวกเรา คือไม่ได้ออกการ์ดเชิญ ป่าวประกาศ เรียกร้องอะไร ก็ไม่ได้ทำ แต่คนที่ รู้ข่าวรู้คราว ปากต่อปาก ก็มากัน อันนี้คือน้ำใจจริง อันนี้คือ การแสดงออก เป็นผลสะท้อนที่จริง สำหรับ ความเป็นจริง ของแต่ละบุคคล เพราะฉะนั้นเมื่อทำความจริง ทำอะไรจริง แล้วคนเขาก็เห็นได้เอง อย่างนี้แหละ การแสดงออกของผู้มางานศพ สื่อให้เห็นคุณธรรม ของผู้ตายชัดเจนว่า ก่อนตายได้สร้าง อะไรดีงาม ที่มีคุณค่า ไว้ในสังคม มันก็ยืนยันเป็นคำตอบ ที่ทำให้คนได้เห็นได้รู้ แต่สังคมก็ยังเข้าใจ คุณธรรม ที่เป็นโลกุตระ ยังไม่ค่อยได้ จึงยังมีอยู่เท่านี้ เห็นกันได้เท่านี้ มันทวนกระแส คนสามัญทั่วไป เหมือนคน เห็นกงจักร ว่าเป็น ดอกบัว นั่นแหละ เขาเห็นกงจักรเป็นของมีค่า เห็นดอกบัวไม่มีค่า ยังอีกนาน พอสมควร โลกจะเข้าใจ ซึ่งเรา ก็ไม่ได้ รู้สึกด้อย หรือน้อยใจอะไรดอกนะ นี่เพียง บอกความเป็นจริง เราก็ห้ามการตายไม่ได้ เราไม่อยาก ให้ตาย แต่เมื่อถึง เวลาตายก็ตาย ก็ว่ากันไป ผู้อยู่ก็มา รับผิดชอบ เชื่อมโยง ต่อไป ซึ่งก็มอบหมาย งานกันแล้วนี่ งานที่หมอ รับผิดชอบไว้ พอตรวจสอบก็มีเยอะ ๑๐ กว่างาน ๑๐ กว่าแผนก ๑๐ กว่าฐาน ก็นำมาแบ่งกัน คนนั้น รับไป คนนี้รับไป ก็แบ่งกันหมดแล้ว แบ่งหน้าที่ รับผิดชอบ ที่หมอ เคยทำๆอยู่ แม้แต่ฐาน ทันตกรรม ก็มีทันตแพทย์ กิตติโชติ บุญศรี ของพวกเรา (บุตรชาย ของนายแพทย์ พจน์ บุญศรี) เข้ามารับผิดชอบ รับช่วง อย่างนี้เป็นต้น ถาม---ทำอย่างไรกับการสูญเสียคนที่มีคุณค่า ในวัยอันไม่สมควรอย่างที่เราไม่คาดคิด ตอบ--- เหตุการณ์อย่างนี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งเกิดวันนี้ มันเคยเกิดมาในประวัติศาสตร์เยอะแยะไป และ มันก็ยังมี ต่อไปอีกตามวิบากกรรมของใครของใคร ตามวิถีทางของชีวิตแต่ละคน วิบากของแต่ละคน เพราะฉะนั้น เราไปกำหนดไม่ได้ เราต้องรู้ความจริงว่าจะทำอย่างไร คิดอย่างไรซึ่งเราก็ต้องเห็นความจริง เข้าใจ ความจริงให้ได้ว่า มันเป็นเรื่องอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร คนเราก็มีความเกิดแก่เจ็บตาย มีความสูญเสีย มีการสร้างสรร เป็นธรรมดา เราสร้างสรรได้เท่าไร เราก็ทำไปเมื่อถึงวาระสูญเสีย เราก็สูญเสียไป เราไม่อยาก ให้เกิด แต่มันก็เกิดแล้วเราจะทำอย่างไรได้ มันเป็นเหตุสุด วิสัย มันก็ต้องเป็นไปตามสัจธรรม โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ศาสนาที่เขานับถือ เป็นเทพเจ้า ก็จะพูดว่า เป็นพระประสงค์ ของพระเจ้า ใครอย่าไปขัด พระประสงค์ ของพระเจ้าเลย นั่นเขาก็ยอมให้พระเจ้า เมื่อพระเจ้าจะเอา ก็ไม่ขัดพระประสงค์ ของพระเจ้า แต่ พุทธศาสนาเรา ไม่มีพระเจ้า มาบันดาลให้เป็น เพราะเราเชื่อว่าเป็นเรื่องของกรรมวิบาก ของเราเอง เป็นเรื่อง ทั้งกรรมใหม่ และกรรมเก่า กรรมใหม่มีฤทธิ์ กรรมเก่าก็มีผลแน่นอน แน่นอน มันก็ต้องมา ผนวกกัน สังเคราะห์ กันไป จะได้เท่าที่มันเป็นไปได้ บางคน ก็มีกรรมใหม่ ชักนำให้เป็นแล้ว ก็เกิดเหตุการณ์ บางคน ก็เกิดจาก กรรมเก่า ที่มีฤทธิ์มีอำนาจ กรรมใหม่แม้จะดี ก็ยังไม่มากพอ ทำให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ ที่ยังไม่ดีได้อยู่ ก็ต้อง สั่งสม กรรมดีต่อๆไปให้มากพอ ก็จะแก้กรรม ให้ดีขึ้นได้ ของใครก็แก้ของตนเอง สั่งสมกุศลกรรม ของตนๆเถิด ซึ่งล้วนมาจาก ทั้งกรรมเก่า และใหม่ ผสมกันให้เกิดเหตุการณ์ทั้งนั้น ดีหรือชั่วกรรมบันดาลทั้งนั้น ของพุทธ เป็นความประสงค์ของ กรรม จะดี หรือ จะชั่ว คือ เรา สั่งสมกรรม มาบันดาลเราเอง แต่ถ้าเทวนิยม เขาก็แล้วแต่ พระประสงค์ของพระเจ้า จะบันดาล ให้ทุกข์ร้อน ก็ยอม หรือถือเสียว่าพระเจ้าลงโทษ เป็นต้น ถาม--- ถ้าเราจะคิดว่าเป็นความประสงค์ของพระเจ้าบ้างแล้วสบายใจวางใจได้ ก็ดีใช่ไหม ตอบ--- ก็คนเขานึกไม่ออกคือเขาเป็นลัทธินอกพุทธที่มีบุพเพกตเหตุวาทะ ลัทธิที่มีกรรมเก่า ที่ได้ทำไว้แล้ว เป็นเหตุ เป็นอำนาจเป็นตัวล็อค มันจะแก้ไขอะไรไม่ได้เลย บุพเพกตเหตุวาทะ ลัทธินอกพุทธ เขาคิดอย่างนั้น แต่ของพุทธเราเชื่อในกรรมเก่าที่ทำแล้วเหมือนกันว่า กรรมเก่า มีอำนาจส่วนหนึ่ง แต่เราไม่จำนนกับกรรมเก่า เพราะกรรมใหม่ ก็สามารถจะเป็นตัวแปร ทำให้เหตุการณ์ ร้ายเลว หรือว่าแม้แต่ กรรมดีก็จะช่วยให้ดียิ่งขึ้นได้ ร้ายเลวมาสู่ดีเปลี่ยนแปลงเป็นดีได้ กรรมเก่ามันต้องเป็นเช่นนั้น มันมีอำนาจ มีฤทธิ์จริง แต่เราสามารถ จะเปลี่ยนแปลง วิบากที่จะออกฤทธิ์ ด้วยกรรมใหม่ ให้มีสภาพดีขึ้นได้ หรือกรรมเก่าดีอยู่แล้ว ทำให้ดียิ่งขึ้น กว่าเก่า ไปอีกก็ได้ ไม่ใช่ว่าตายตัว นัยสำคัญมันอยู่ตรงนี้ แต่ลัทธินอกพุทธ เชื่อพรมหมลิขิตตายตัว เชื่อฟ้าลิขิต เป็น อิสวรนิมมาน มีพระเจ้าบันดาล เป็นต้น นี่คือ ลัทธินอกพุทธ เขาเชื่ออย่างนั้นเข้าใจอย่างนั้น แล้วก็จำนน ไม่เชื่อ กรรมเป็นสำคัญ กรรมเก่าที่เรา ทำไปแล้ว ที่มันจะกำหนด มันจะมีฤทธิ์ มีแรง อะไรอยู่ก็ตาม เราไปแก้ไขมันไม่ได้แล้ว นั่นก็ใช่ แต่เรามีหน้าที่ทำ กรรมใหม่ ให้ดีๆมากๆเถิด เพื่อจะได้ไป สังเคราะห์กับ กรรมเก่า เปลี่ยนแปลงให้ไปสู่ดี หรือดีขึ้น ให้ได้ ฤทธิ์เลวร้าย ที่เราจะได้รับก็ลดลง แต่ไม่ใช่หมายความว่า สามารถล้าง หรือ บอกยกเลิก โดยมีใคร มากำหนด เพราะต้องอยู่ที่ กรรม ของเรา เท่านั้น กรรม ในศาสนาพุทธ จึงเป็นเรื่อง ยิ่งใหญ่ จะว่าไป ยิ่งใหญ่กว่า ความเป็นพระเจ้า เพราะมันรวมทั้ง ความเป็น ซาตาน ถาม---พ่อท่านระดมพลพวกเราให้ไปอยู่บ้านราชฯ ถึง ๑,๐๐๐ คน เพราะเหตุใด ตอบ--- ตอนนี้พวกเรารู้สึกว่าโจทย์จะน้อยไป ควรจะมีโจทย์เพิ่มขึ้นหน่อย เราควรเพิ่มขนาด ให้กว้างขึ้น ให้ใหญ่ขึ้น ถ้ากว้างขึ้นใหญ่ขึ้นก็มีหลากหลาย แบบฝึกหัด ก็มากขึ้น เพราะฉะนั้น พวกเราต้องเพิ่ม ขนาดของ ปริมาณด้วย เมื่อถึงเวลาระดับหนึ่ง เราก็รวมมวลเพิ่มขึ้น ซึ่งมวล ไม่ใช่รับผู้ไม่มีศีล ก็ผู้มีศีลนั่นแหละ จะมาสร้างแกน ให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น เราก็จะเพิ่มปฏิกิริยา เพิ่มคุณภาพ เพิ่มพลังที่จะเกิด ทั้งภายใน ไปสู่ ภายนอก ยิ่งขึ้น เมื่อมวลมากขึ้นแบบฝึกหัดก็จะมากขึ้น เราเป็นนักปฏิบัติธรรม ต้องเพิ่มแบบฝึกหัด ถึงจะเจริญ เพิ่มขึ้น การเพิ่มแบบฝึกหัด มีโจทย์เจริญเพิ่มขึ้น เราก็จะแข็งแรง สามารถมากขึ้น ผลที่จะเป็นรูป เป็นร่าง เป็นประโยชน์ใหญ่ กว้างลึก ขยายทั้งนอก และใน ก็จะเป็น ปฏิภาคทวี แต่ละคนๆ ที่ต่างก็เข้ามา มีศีล รวมกันมากขึ้น รูปธรรม ที่ใหญ่ขึ้น จะมีธรรมัญญารังสี เป็นผลขยายขึ้น ขยายทั้งคุณภาพ และปริมาณ เพราะฉะนั้น มวลก็ต้อง ขยายขึ้นด้วย ก็เป็นธรรมดา ที่เราจะต้อง พยายามพัฒนา ยากขึ้นมั้ย แน่นอน ก็ต้อง ยากขึ้น แน่ๆ แม้แต่ชุมชน มันมีขนาดนั้น มันก็ยังโตได้อีก หรือ มันยิ่งเพิ่ม ให้เป็นชุมชน ที่ใหญ่ๆ กว่านั้นได้อีก และมันจะมีอำนาจมีพลังมีส่วนสร้างสรรที่ จะเกิดกับสังคม กับมนุษยชาติ ก็ได้มากขึ้น เพราะฉะนั้น ในวาระนี้ แม้แต่ตัวเราเอง ก็ควรจะเพิ่ม หรืออีกอันหนึ่ง ก็คือ มาถึงวันนี้แล้ว ข้างนอก เขายอมรับเรา มากขึ้น เป็นการเชื่อมโยง ที่จะเอาจากเรา ไปมากขึ้น จึงต้อง เตรียมตัว หรือว่าพยายาม สร้างทุน ของพวกเรา ให้มีทุน มากๆ ทุนที่สำคัญของเราไม่ใช่เงิน แต่คือ คน เป็นการสร้าง ทุนทางสังคม จึงจะได้ เอื้อเฟื้อเจือจาน เกื้อกูล ข้างนอก ที่เขาจะมารับจากเราให้ได้มากขึ้น ถ้าไม่เช่นนั้น จะมีอยู่เท่าเก่า มีจำนวนน้อย ไม่พอ เราควรเจริญ สังคมก็ควรเจริญด้วย ถาม--- คนประเภทไหน ชาวกรุง หรือชาวต่างจังหวัด จึงจะเหมาะสม ตอบ--- คนที่จะไปอยู่จะเป็นชาวกรุงหรือชาวต่างจังหวัดก็ได้ ก็ไปลองดู ถ้ามันอยู่ได้ไปแล้วมีประโยชน์ มีผลดี ก็เอา ใครไปอยู่แล้วอยู่ไม่ได้ก็ต้องถอย อยู่ที่ตรงนั้นตรงนี้ดีกว่า ก็ไปอยู่ ค่อยๆ คิด มันก็จะจัดสรรไปเอง เรามีชุมชนมาแล้ว แต่ยังไม่เคยมีชุมชนที่มีประชากรหนาแน่นถึง ๑,๐๐๐ คน ถ้ามีถึง ๑,๐๐๐ คน แล้วมันจะมี ประสิทธิภาพ อย่างไร วิถีการดำเนินชีวิตมันจะต้องยุ่งมากขึ้นกว่าเก่า เพราะมันจะมีหลากหลาย ความคิด หลายความเห็น ต่างคน ต่างมีอิสรเสรีภาพ มาเต็มๆเลย ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะมาอยู่ รวมกัน ประสานกัน เข้าใจกัน ได้อย่างดี เพราะฉะนั้นต้องมาเรียนรู้มาปฏิบัติ ประพฤติ ต้องไป จัดสรร จัดการสนุกแน่ อาตมานึกถึง วันข้างหน้าแล้ว มันจะสนุกทีเดียว ขอให้มีมวลมาจริงๆ ก็แล้วกัน แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่มี ศีลสามัญญตา -ทิฏฐิสามัญญตานั้น ตามที่เรา มีกันนั้น ถึงจะยุ่ง ก็ไม่เลวร้าย เหมือนกลุ่มชนที่ไม่มี ศีลสามัญญตา -ทิฏฐิสามัญญตา แน่ๆ เราก็เห็นได้แล้ว แม้ในกลุ่มขนาดที่เรามีมาแล้ว เทียบกับสังคมอื่น ที่เขาไม่มี ศีลสามัญตา - ทิฏฐิสามัญญตา จะเห็นชัด ถาม--- สมัยหนึ่ง เรามีการรวมตัวของญาติธรรมในแต่ละจังหวัด สร้างเป็นชุมชน ของจังหวัดนั่นๆ เช่น ที่เชียงราย ก็มีชุมชน ดอยรายปลายฟ้า อำนาจเจริญก็มี สวนส่างฝัน ชัยภูมิก็มี หินผาฟ้าน้ำ เป็นต้น วันนี้ พ่อท่าน เรียกระดมพล ที่บ้านราช ๑,๐๐๐ คน ถ้าชุมชนเหล่านี้ บางแห่งยังไม่ลงตัวมีปัญหา ก็น่าที่จะยุบ และเข้ามารวมตัวกันเป็นมวลใหญ่ ดีกว่ากระเส็นกระสายอย่างที่เป็นอยู่หรือไม่ ตอบ--- ก็อยู่ที่เขา ถ้าเขาดูของเขาแล้ว เขาว่าชุมชนเล็กของเขาไม่เจริญแล้ว ไม่เหมาะสมแล้ว มันไม่ดีแล้ว มันไปไม่รอดแล้ว อยากจะยุบตัว มารวมก็ได้ แต่ก็ไม่มีเจตนาถึงปานนั้นหรอก เที่ยวไประราน เอากลุ่มน้อย กลุ่มเล็ก เขาต้องล้มละลาย เหมือนห้างใหญ่ๆ มาตั้งแล้ว ร้านเล็ก ล้มละลาย ระเนระนาด เราก็ไม่มีเจตนา อย่างนั้น ให้พวกเขาคิดกันเอง ตามความเหมาะสม เป็นความสมัครใจ เห็นดีเห็นงาม ไม่ใช่ไปเบียดเบียนเขา เขาจะยุบหรือไม่ยุบ เขาไม่ยุบ เขาจะทำ ของเขาต่อ เราก็ไม่มีปัญหา ก็ช่วยกันอยู่ อย่างเก่าเท่านั้น ถึงยังไง เราก็เป็น สาธารณโภคี กันในชาวอโศก ทั้งหมดอยู่ดี แต่แน่นอนว่า ถ้ามีมวลใหญ่ มันก็จะมีพลังสร้างสรร มีธัมมัญญารังสี มีบทบาทอะไรเพิ่มขึ้นแน่นอน เป็นธรรมชาติ แม้ความยุ่งยากก็จะมี แต่ผลประโยชน์ ที่เกิดฤทธิ์แรง ของความเป็นสังคม จะมีรูปธรรม นามธรรม มันจะเกิดขึ้นแน่นอน คนที่จะมาอยู่ราชธานีอโศก รวมตัวกัน ให้ถึง ๑,๐๐๐ นี้ จะ มาจากคน ๓ สถานะ คือ ๑. คนที่เป็นสมาชิกในชุมชนชาวอโศกแล้ว แต่เห็นว่าตนเองน่าจะมาร่วมแรงที่ บ้านราชฯในครั้งนี้ โดยที่ ถ้าผู้นั้น ย้ายจาก ที่เก่าแล้ว ที่เก่าเขาไม่เดือดร้อน เพราะบางคน อาจจะย้ายออกมาแล้ว ทำให้กลุ่มเก่า หรือชุมชนเก่า เขาต้อง กระเทือน ต้องลำบาก ก็อย่าเพิ่งมา ต้องดูดีๆ ผู้จะมา ต้องไม่ทำให้ที่เก่าเดือดร้อน หรือลำบากลำบน ก็อาจจะ เสียผลไปบ้าง แต่ก็ไม่กระเทือนอะไรนัก อย่างนี้เป็นต้น ก็ปรึกษาหารือกัน ในกลุ่มในชุมชนนั้นๆ ดีๆ เว้นแต่ บางคน ย้ายออกมาแล้ว ไม่มีปัญหาเลยก็รีบมา ๒. ชาวอโศกที่ยังอยู่บ้านอยู่เรือนส่วนตัว หรือยังระเห็ดระเหิน ไม่เป็นที่อยู่ ยังไม่ได้เข้ามาอยู่ ในกลุ่มในชุมชน ให้มั่นคง แน่นอน ใช้สำนวนว่า ยังไม่เข้าวัดมาเป็นคนวัด ว่างั้นเถอะ นี่ใช้สำนวนพูดง่ายๆ ที่จริงมากมาย หลายกลุ่ม หลายชุมชน ของชาวอโศก ที่ยังไม่มีวัด ไม่มีพุทธสถาน แต่ก็ขอใช้สำนวนนี้คงเข้าใจนะ มีมากมาย ที่ไม่คิด หรือคิด แต่ยังไม่เข้ามาอยู่ในชุมชนซะที อย่างนี้ก็คิดเข้ามาซะ ๓. คนนอกที่ตั้งใจศึกษา แสวงหา และได้เข้าใจชาวอโศกดี ก็เอาตนเข้ามาสมัครดู ซึ่งก็อยู่ไม่ง่ายนัก เพราะทุกกลุ่ม ทุกชุมชน ของชาวอโศก ต้องปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรม อย่างน้อยต้องมีศีล ๕ อย่างบ้านราชนี่ ต้องมีศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ และต้องไม่มีอบายมุข และต้องรับประทาน อาหารมังสวิรัติ เป็นมื้อ เป็นคราว คือ วิกาลโภชนา ไม่มีกินจุบกินจิบเหมือนคนทั่วไปทั้งหลาย เป็นต้น ก็เชิญมาสมัคร อยู่ดูก่อนก็ได้ เป็นอาคันตุกะ ประจำ ดูก่อนก็ได้ ยินดีต้อนรับ ก็มี ๓ สถานะอย่างนี้ เราจะระดมคนเพิ่มพลเมืองบ้านราชเมืองเรือ หรือหมู่บ้านราชธานีอโศก ให้ได้สัก ๑,๐๐๐ คน ดูทีรึ ! ถ้าได้..น่าจะเป็นอะไรที่เกิดใหม่เกิดแปลก สร้างปรากฏการณ์สำคัญขึ้นให้แก่ประเทศได้ทีเดียว บทสรุป วันนี้การระดมพล ๑,๐๐๐ คนสู่บ้านราชฯของพ่อท่านและ อาตมาขอคุณสักชาติได้ไหม ก็เป็นอีกหนึ่ง ที่ท้าทาย ศรัทธาของเรา มีมากพอ หนักแน่น และมั่นคงเพียงไร - สารอโศก อันดับที่ ๓๐๖ ธ.ค.๕๐ - มกรา ๕๑ - |