สัมมาพัฒนา

สันติอโศก
ขบวนการพุทธปฏิรูปแห่งประเทศไทย

จูลิอานา เอสเซน
เขียน

Right Development 
The Santi Asoke
Buddhist Reform Movement of Thailand

Juliana Essen

ถนอม บุญ
แปลและเรียบเรียง


 

บทที่ ๑
บทนำ

ดร. จูลิอานา เอสเซน เริ่มต้นหนังสือเล่มนี้ ด้วยการกล่าวถึง นิทานปริศนา ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ทรงใช้ในการสั่งสอน พสกนิกรของพระองค์ ให้ใช้ความรอบคอบ ในการพัฒนาประเทศ นิทานเรื่องนี้ความว่า

วันหนึ่ง พระมหาชนก เสด็จประพาส พระราชอุทยานหลวง และได้เสวย มะม่วงผลหนึ่ง พระองค์ทรงมี พระราชดำรัสว่า “มะม่วงต้นนี้ ให้ผลที่มีรสหวาน กลมกล่อม” แล้วเสด็จเลยไป แต่เมื่อพระองค์ เสด็จกลับมาประพาส พระราชอุทยานอีก ในวันต่อมา ไม่เห็นมะม่วงต้นนั้น ทรงตรัสถามคนสวน ก็ได้ความว่า หลังจากที่พระองค์ เสด็จผ่านไปแล้ว ผู้คนกรูกันเข้าแย่ง เก็บผลมะม่วง จนกิ่งหักโค่นลงมา บัดนี้ มะม่วง ถูกขโมยไปทั้งต้น แม้แต่ราก ก็ไม่เหลือ

ดร. เอสเซน บอกว่า นักปราชญ์ไทยหลายคน เช่น หมอประเวศ วสี ให้อรรถาธิบายว่า ประเทศ ที่ขับเคลื่อน การพัฒนา ทางเศรษฐกิจ ด้วยแรงแห่ง ความโลภ หรือเอาแต่ได้ ฝ่ายเดียว ก็จะลงเอย เหมือนนิทาน เรื่องนี้ (คือจะไม่มี มะม่วงให้กิน -ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ ให้ใช้อีกต่อไป) ตัวอย่าง ประเทศไทย ซึ่งเคยเป็นแหล่ง ที่ให้ความผาสุก แก่พลเมือง แต่เมื่อมีการเร่งรัด พัฒนา ทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุน แบบอุตสาหกรรม ก็ประสบปัญหา อย่างที่ไม่เคย คาดฝันมาก่อน เช่น สิ่งแวดล้อม ถูกทำลาย ศีลธรรม เสื่อมลง ความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูง ระหว่าง คนมั่งมี กับคนจน เพิ่มมากขึ้น  ปัญหาเหล่านี้ เป็นที่ประจักษ์ เมื่อเกิดวิกฤตการณ์ ทางเศรษฐกิจ ในอาเซียอาคเนย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ บัดนี้ คนไทยหลายคน ตระหนักถึง ผลร้ายที่เกิดขึ้น กับการพัฒนาเศรษฐกิจ แบบนั้น และหันมา หาทางเลือกใหม่ เช่น การมีสังคม แบบชนบท ซึ่งดำรงชีพ ตามหลัก พุทธศาสนา

ดร. เอสเซน ชี้ให้เห็นว่า สันติอโศก ประสบความสำเร็จ ในการปฏิรูป พุทธศาสนา เพื่อใช้เป็น แนวทาง สำหรับ การแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจ เธอรายงานว่า ชาวสันติอโศก จำนวนหนึ่ง (๗ ชุมชน)  ได้ดำเนินชีวิต ตามอุดมคติ ทางพุทธ เช่น การไม่ยึดติด ในวัตถุ และพยายาม เข้าให้ถึง ความเป็นอิสระ ทางจิตวิญญาณ ปรากฏว่า ตลอดเวลา ที่ประเทศไทย กำลังประสบ ความหายนะ ทางเศรษฐกิจ ชาวอโศก กลับพบ ความเจริญรุ่งเรือง  อโศกได้พิสูจน์ ให้โลกเห็นว่า คนธรรมดา สามัญทั่วไป ก็สามารถดำเนินชีวิต ให้เกิดความสำเร็จ หรือการเป็นคน ที่มีคุณค่าได้

ดร. เอสเซน เป็นสตรีอเมริกัน เชื้อสาย สแกนดิเนเวียน และนับถือ ศาสนาคริสต์ เธอรวบรวมข้อมูล สำหรับเขียน หนังสือเล่มนี้ จากการคลุกคลี อยู่กับชาวอโศก ที่พุทธสถาน ศีรษะอโศก จังหวัด ศรีสะเกษ ในระหว่าง กันยายน- ตุลาคม ๒๕๔๒ และ กันยายน ๒๕๔๓- กรกฎาคม ๒๕๔๔ เธอเล่าว่า เธอทำทุกอย่าง เสมือนเป็น สมาชิกคนหนึ่ง ของศีรษะอโศก เช่น ถือศีล ๕ เว้นอบายมุข นอนบนเสื่อกก ในเรือนไม้ ตื่นตี ๓ ครึ่ง เพื่อสวดมนต์ และฟังธรรม ช่วยงานวัด กินอาหาร มังสวิรัติ สนทนา กับเพื่อนบ้าน ดูแลเด็ก ฟังการประชุม คณะกรรมการ และร่วมทำ กิจกรรมต่าง ๆ  ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมีความเข้าใจ ลึกซึ้ง ถึงหัวใจ ของสิ่งที่ ชาวอโศก ยึดถือ และปฏิบัติ ซึ่งนำไปสู่ การพัฒนา ที่แท้จริง นอกจากนี้ เธอยังรวบรวม ข้อมูล จากแหล่งอื่น ๆ  เช่น ห้องสมุด พุทธสถาน สันติอโศก ที่กรุงเทพฯ ซึ่งให้ข้อมูล เกี่ยวกับ ความเป็นมา ของอโศก การสำรวจ ความคิดเห็น แบบสุ่มตัวอย่าง จากสมาชิก มากกว่าครึ่งหนึ่ง ของศีรษะอโศก การสัมภาษณ์ ตัวแทนชุมชน ศีรษะอโศก การแปลความ จากภาพถ่าย และข้อเขียน ของสมาชิก ชุมชนศีรษะอโศก ซึ่งบรรยาย ความสำคัญ ของชุมชนของเขา

 


 

Chapter 1: Introduction
“Right Development”
The Santi Asoke Buddhist Reform
Movement of Thailand

One day King Mahajanaka visited the Royal Park where he tasked the sweet fruit of a mango tree. When he passed the tree later, he found it had been plundered and uprooted by greedy people scrambling for its delicious fruit.

 His Majesty the King of Thailand uses this traditional Buddhist riddle in his recent book to teach his kingdom lessons about sustainable development. Prominent Thai scholars such as Dr. Prawase Wasi interpret it as and analogy for “development driven by greed.” Dr. Prawase1 laments, “We are short-sighted . . .
When people struggle only for economic gain, society and the environment are destroyed” (Bangkok Post, September 13, 1999). Indeed, after more than three decades of promoting rapid economic growth via capital-intensive industrialization, Thailand faces a widening socioeconomic gap, environmental devastation, and decline of Buddhist values. The 1997 economic crisis in Southeast Asia thus marks a critical moment in Thailand’s history. Now, many Thais pause to reevaluate their nation’s development path and to consider other options for a primarily Buddhist, agrarian society.

The Santi Asoke Buddhist Reform Movement in Thailand offers one such alternative. The Asoke group’s aim is not a Western ideal—to accumulate high levels of material comfort---but a Buddhist ideal---to release attachment to the material world and attain spiritual freedom. The fact that the seven Asoke communities have continued to thrive throughout the nation’s economic troubles is a testament to the movement’s success in raising the quality of life for ordinary people. This book draws on ethnographic research at one community, the Srisa Asoke Buddhist Center, to illustrate Asoke beliefs and practices that foster material and spiritual development on three levels: individual, community, and society.

The research sprang from a fundamental critique of the mainstream development paradigm that promotes economic growth through monetary and technical aid. Anthropologists and other social scientists have exposed Western development models as historically and culturally constructed, which thus cannot be reproduced globally with consistently satisfying results. These scholars further criticize the overemphasis on economic growth, not only for failing to “trickle down” to improve ordinary people’s lives, but for in fact worsening their existence through the burdens of structural adjustment programs and environmental ruin. …


 


"Right Development" examines the Santi Asoke Buddhist Reform Movement of Thailand as a culturally and environmentally appropriate alternative to western development programs. The Asoke group's aim is not a Western ideal, to accumulate high levels of material comfort, but a Buddhist ideal to release

 


 

Chapter 2
Context: Thai Buddhism(s)

The Santi Asoke Buddhist Reform Movement is chiefly concerned with the practice and propagation of Buddhism in a nation that is 95 percent Buddhist. As such, background on Thai Buddhist traditions and responses to modern problems will facilitate a deeper understanding of the Asoke movement’s foundational principles and its significance within the wider Thai context. While much acclaimed literature on Buddhism in Thailand1 focuses on the relationship between Buddhism and the state, this political level of analysis gives only a partial picture. Thus, this chapter aims to give a fuller sense of the diverse beliefs and practices that make up Buddhism in Thailand.

Elementary Buddhism

But first, a brief overview of elementary Buddhist tenets may be helpful to the less familiar reader. There are many schools of Buddhist thought and innumerable forms of practice, yet these variations maintain certain common principles. Buddhism is non-theistic; that is, the Buddha is an exemplar and teacher, not a god. A Buddhist vows to take refuge in the Three Jewels: Buddha, Dharma (meaning the Buddha’s teachings, duty, and the laws of nature), and Sangha (traditionally the hierarchical order of monks, but more loosely understood as the Buddhist communiry). The Buddha’s central doctrine, the Four Noble Truths, teaches that there is suffering (dukkha), the cause of suffering is craving or desire (tanha), there is an end to suffering, and the Way to end suffering is the Eightfold Path (also known as the Middle Way). According to the Buddha, the negative craving that causes suffering stems from the delusion that there is a separate, permanent self. In fact, the three basic moral defilements (kilesa)   …


 

บทที่ ๒
สภาพพุทธศาสนาของไทย
(ก่อนสันติอโศก)

ในบทนี้ ผู้เขียนอธิบาย หลักพุทธศาสนา อย่างคร่าว ๆ เพื่อให้ผู้อ่าน ที่ไม่มีความรู้ ในพุทธศาสนา เข้าใจคำสอน ของพระพุทธเจ้า และกล่าวถึง ปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม ของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลจาก การพัฒนา อุตสาหกรรม อย่างเร่งรีบ เนื่องจาก ประชาชนชาวไทย ส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธ (ร้อยละ ๙๕) พุทธศาสนา จึงมีอิทธิพล ต่อชีวิตจิตใจ ของคนไทย เมื่อมีปัญหาในชีวิต คนไทยมักหาทางออก โดยการพึ่ง พระศาสนา แต่ในขณะที่ ประเทศชาติ ทุรนทุราย อยู่กับ การแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจ และสังคม พุทธศาสนาของไทย ก็มีความสับสน อยู่ไม่น้อย มีผู้เข้าใจ ศาสนา ไขว้เขว และปฏิบัติ แตกต่างกัน บางคน นำเอาลัทธิ หรือประเพณีอื่น มาปะปน กับการปฏิบัติ และเข้าใจว่า เป็นพุทธศาสนา กลุ่มอโศก ได้ก่อตั้งขึ้น ในขณะที่ ประเทศชาติ และศาสนา กำลังมีปัญหา กลุ่มนี้ ค้นหาหลักพุทธศาสนา ที่แท้จริง มาเป็นแนวทาง ในการดำรงชีวิต และช่วยแก้ปัญหา ของสมาชิกในกลุ่ม บัดนี้กลุ่มอโศก ได้เจริญก้าวหน้า และขยายตัวออกไป อย่างกว้างขวาง ทุกภาคในประเทศไทย

ผู้เขียนอธิบายว่า พุทธศาสนา เป็นศาสนาที่ ไม่มีพระผู้เป็นเจ้า พระพุทธเจ้า ไม่ใช่พระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นแบบอย่าง และครูที่ดี ชาวพุทธ นับถือพระรัตนตรัย นั่นคือ พระพุทธเจ้า พระธรรม (คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า) และพระสงฆ์ (ตามประเพณี หมายถึงพระ หรือ ผู้ออกบวช ที่มีการปกครองเป็นขั้น ลดหลั่นกันไป แต่ในความหมาย กว้าง ๆ หมายถึง ชาวพุทธที่อาศัย อยู่ในที่เดียวกัน และปฏิบัติ ตามกฎ ข้อบังคับ อันเดียวกัน) ใจกลางของคำสอน ในศาสนา คือ อริยสัจ ๔ ซึ่งหมายถึงทุกข์ สาเหตุให้เกิดทุกข์ คือความอยาก หรือตัณหา การดับทุกข์ และ หนทางแห่ง การดับทุกข์ อันได้แก่ มรรคมีองค์ ๘ ผู้เขียน อ้างคำสอน ของพระพุทธเจ้าว่า ความอยาก ในทางลบ ที่ทำให้ เกิดทุกข์นั้น เกิดจากความหลง ว่ามีตนที่ถาวร กิเลสซึ่งมีโลภ โกรธ หลง ผูกพันอยู่กับ ความมีตน พระพุทธเจ้า จึงสอน หลักอนัตตา หรือ ความไม่มีตน การปล่อยวาง ความยึดมั่นในตน (“ตัวกู” “ของกู”) และการเข้าใจ อย่างถ่องแท้ ถึงความจริง เหล่านี้ จะนำไปสู่ ปรินิพพาน

ศาสนาพุทธได้รับสมญาว่า ลัทธิแห่งตัวบุคคล เพราะว่า คนแต่ละคน มีความรับผิดชอบ ในตัวของตัวเอง ในการดำเนินชีวิต ไปสู่การหลุดพ้น หรือปรินิพพาน โดยไม่ต้อง พึ่งอำนาจ สิ่งศักดิสิทธิ์ และการที่จะ เข้าให้ถึง ปรินิพพานนั้น บุคคลต้อง ปฏิบัติมรรค ๘ ตามความสามารถ ของตน และพิสูจน์ ความมีเหตุผล ของมรรค ๘ ด้วยตัวของตัวเอง องค์ประกอบ ของมรรค ๘ คือ การมีความเห็นชอบ การพยายามชอบ การคิดชอบ การเจรจาชอบ การกระทำชอบ การเลี้ยงชีวิตชอบ การมีสติชอบ และ การมีสมาธิชอบ (ชอบ-ในที่นี้ หมายถึง ความถูกต้อง ตามทำนอง คลองธรรม ไม่ใช่ชอบตามอารมณ์) ผู้ปฏิบัติดำเนินการ ตามองค์ประกอบ ทั้ง ๘ นี้พร้อม ๆ กันไป โดยไม่ต้อง เรียงลำดับ ความสำคัญ แต่ก็มีความหมายมั่น ที่จะทำศีล สมาธิ และปัญญา ให้สมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม สำนักต่าง ๆ ในประเทศไทย เน้นความสำคัญ ของการฝึก ศีล สมาธิ และปัญญา ไม่เหมือนกัน

พุทธศาสนาในระบอบวัดของไทย
พระสงฆ์ เป็นภาพลักษณ์ของ พุทธศาสนา ผู้เขียนกล่าวว่า ในขณะที่ พระสงฆ์ไทย บางรูป มีความผูกพัน อยู่กับส่วนกลาง สร้างความก้าวหน้า ในตำแหน่งหน้าที่ ทางศาสนา และเสนอแนะ ความคิดเห็น ซึ่งเกี่ยวข้อง กับศาสนา แก่รัฐบาล ยังมีพระสงฆ์ อีกจำนวนไม่น้อย ที่เป็น พระนักวิชาการ พระป่า ซึ่งปลีกตัว ภาวนา อยู่ตามลำพัง และพระชนบท ซึ่งอยู่ในหมู่บ้าน พระประเภทหลังนี้ มีจำนวนมาก แต่ได้รับ ความสนใจน้อย และโดยหน้าที่แล้ว พระเหล่านี้ ไม่มีเวลา จะศึกษาเล่าเรียน ภาวนา หรือ แสวงหาอำนาจ ทางการเมือง ตรงกันข้าม ท่านทำหน้าที่ ตามความต้องการ ของชุมชน เช่น เป็นครู เป็นผู้ไกล่เกลี่ย กรณีย์พิพาท เป็นที่ปรึกษาครอบครัว เป็นหมอยา กลางบ้าน เป็นนักออกแบบ ก่อสร้าง เป็นหมอดู และเป็น นักโหราศาสตร์ เมื่อรัฐ ไม่มีงบประมาณ หรือละเลย การฟื้นฟูชนบท พระเหล่านี้ รับหน้าที่ โดยปริยาย เช่น เป็นพระนักพัฒนา พระสิ่งแวดล้อม

อะไรจูงใจให้ชายไทยออกบวช?

เป็นคำถามที่ให้คำตอบ คลุมเครือที่สุด มีอยู่น้อยมาก ที่คนไทยบวช เพื่อศาสนา ผู้เขียนกล่าวว่า ในจำนวนนี้ มีนักบวช ที่พ่อแม่ ส่งมาอยู่วัด ตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อจะได้ อาหารรับประทาน มีเสื้อผ้าใช้ และจะได้รับ การศึกษา โดยทั่วไป หนุ่มไทย บวชตามประเพณี ระหว่างเข้าพรรษา เพื่อเป็นพิธีการ ผ่านวัยรุ่น ไปสู่การแต่งงาน คนทั่วไป เชื่อกันว่า การรักษาศีล ฝึกสมาธิ และ เจริญปัญญา ในระหว่างบวช จะทำให้ผู้ชาย มีคุณสมบัติดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีประเพณี ที่ลูกชายหัวปี บวชในช่วงสั้น ๆ เพื่อให้แม่ ได้รับบุญกุศล

ตามปกติ พระสงฆ์ในประเทศไทย ได้รับการเคารพ นับถือ อย่างสูง แต่เนื่องจาก ความนิยม ในวัตถุเพิ่มขึ้น และ ศีลธรรมเสื่อมลง ความเลื่อมใส ในพระสงฆ์ องค์เจ้า ก็ลดตามไปด้วย นอกจากนี้ พระสงฆ์บางรูป ไม่เคร่งครัด ในพระธรรมวินัย เช่น นำเงินอนุโมทนา ไปซื้อตู้เย็น ทีวี เครื่องปรับอากาศ และเครื่องอำนวย ความสะดวก สบาย ที่ทันสมัย การกระทำเหล่านี้ ขัดกับ คำปฏิญาณ ของพระ ว่าจะอยู่ อย่างเรียบง่าย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีพระ ที่ประพฤติ นอกรีด นอกรอย ผิดพระวินัย และศีลธรรม ของบ้านเมือง ข่าวเน่าเปื่อย เกี่ยวกับ พระเปื้อนโลกีย์ มีเป็นประจำ ทั้งในหนังสือพิมพ์ไทย และต่างประเทศ ผู้เขียน ยกตัวอย่าง หนังสือพิมพ์ ต่างประเทศ เช่น ลอนดอนไทม์ และ แอสโซสิเอทเต็ด เพรสส์ ซึ่งลงข่าวว่า ตำรวจค้นพบว่า พระเขียน จดหมายรัก รับนิตยสารโป๊ มีขวดเหล้า ในกุฏิ ใส่ผมปลอม เที่ยวบาร์ หลอกลวง เด็กหญิงชาวเขา มาเพื่อกามารมณ์ นอกจากนี้ ผู้เขียน กล่าวถึง กรณีย์อื้อฉาว ที่วัดธรรมกาย ขายซองบูชา และ สมภารวัด ครอบครองที่ดิน หลายร้อยไร่ ผู้เขียนกล่าวว่า มหาเถรสมาคม (ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลพระสงฆ์ ทั้งประเทศ) แทบไม่ได้ทำ อะไรเลย ในการที่จะปฏิรูป คณะสงฆ์ นอกจาก ลงโทษพระ ที่กระทำผิด ในกรณีย์ ดังกล่าวเท่านั้น

ชาวพุทธที่เป็นฆราวาส
นักมานุษยวิทยาบางคน ตั้งข้อสังเกตว่า พุทธศาสนา เป็นวิถีทาง แห่งการ ดำเนินชีวิต และ เป็นเอกลักษณ์ ของชาติไทย มาตั้งแต่ สมัยโบราณ แต่มีคน เพียงส่วนน้อย (เมื่อเทียบกับ พลเมือง ทั้งประเทศ) เท่านั้น ที่ออกบวชเป็นพระ ถ้ากระนั้น คนส่วนใหญ่ นับถืออะไร? มีผู้ให้คำตอบว่า คนที่สนใจ จะเข้าถึงนิพพาน ก็ปฏิบัติตามวัด หรือคำสอน ในศาสนา ส่วนคนอื่น นับถือสิ่งต่าง ๆ เปะปะ ไม่จำเพาะ เจาะจงว่า เป็นศาสนาอะไร คนที่กลัวกรรมชั่ว ก็ใช้เวทมนต์ คาถา หรือ บูชาเทวดา บางองค์ คนที่อยากให้ ครอบครัว อยู่เย็นเป็นสุข หรือ ทำธุรกิจ รุ่งเรือง ก็ตั้งศาลพระภูมิ ไว้บูชา ในระดับจังหวัด หรือ ชุมชนใหญ่ ทุกเมือง มีศาล เจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งถือกันว่า เป็นที่สิงสถิต ของเทวดา ประจำเมือง ประชาชน จะนำของ มาสักการะ บูชา และขอให้ เทวดา คุ้มครอง ให้อยู่เย็น เป็นสุข เจริญก้าวหน้า และมีฐานะ ร่ำรวย นอกจากนี้ ยังมีวัตถุมงคล ซึ่งใช้กัน ดาษดื่น แม้ในระหว่าง ผู้ที่ได้รับ การศึกษาสูง ๆ ในเมืองหลวง เชื่อกันว่า วัตถุเหล่านี้ ได้รับการบรรจุ ด้วยอำนาจ นอกเหนือธรรมชาติ ซึ่งจะสามารถ บันดาลให้ ผู้สรวมใส่ แคล้วคลาด จากอันตราย มีกำลังวังชา ร่ำรวย และฉลาด สุดท้าย พระสงฆ์ ก็ได้รับนิมนต์ ไปทำพิธีอวยชัย เช่น ประพรม น้ำมนต์ เจิมหน้ารถ หรือ เจิมประตูบ้าน เพื่อป้องกัน ภูตผีปีศาจ ที่จะมุ่งร้าย นำความเจ็บไข้ ได้ป่วย หรือ ภัยพิบัติมาให้

แม้ว่าจะมีพระ ไปเกี่ยวข้องอยู่กับ การปฏิบัติ ทางเวทมนต์ คาถา ก็ยังมี คนไทยไม่น้อย ที่ไม่เห็นด้วย กับการปฏิบัติ เหล่านั้น ชาวไทย ก็ยังแยก ความเชื่อ ทางไสยศาสตร์ ออกจากพุทธศาสนา ชาวพุทธ ที่มีหัวปฏิรูป มักตั้งคำถาม เอากับชาวพุทธ ที่เอนเอียงไปทาง ไสยศาสตร์บ่อย ๆ ตัวอย่างเช่น ท่านพุทธทาส ผู้นำทางจิตวิญญาณ ผู้ยิ่งใหญ่ของไทย กล่าวไว้ ในหนังสือ คู่มือมนุษย์ ว่า    

ถ้าคนสามารถ ทำลายความทุกข์ได้ ด้วยการถวายของ กราบไหว้บูชา และ สวดอ้อนวอน ก็จะไม่มีคน ที่มีความทุกข์ เหลืออยู่ในโลกนี้ แม้แต่คนเดียว แต่ยังมีคน ทนทุกข์ทรมาน อยู่มากมาย แม้แต่ในขณะ ที่เขาทำพิธี แสดงความเคารพ หมอบ กราบไหว้บูชา แสดงว่า วิธีนี้ ไม่ใช่ทาง แห่งการพ้นทุกข์
ท่านพุทธทาส เน้นว่า ศาสนาพุทธ มีพื้นฐาน อยู่บนเหตุผล และการเข้าใจ อย่างถ่องแท้

นักมานุษยวิทยาบางคน เห็นว่า หลักศีลธรรม สำหรับฆราวาส ยังคลุมเครือ และไม่มีทาง ที่คนธรรมดา สามัญ จะสามารถปฏิบัติ ให้สมบูรณ์แบบได้ แต่มีผู้แย้งว่า ศีลธรรม ไม่ใช่ทางเลือก เพียงทางเดียว ยังมีทางอื่น ให้เลือกอีก เช่น การทำกรรมดี ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ในอนาคต เพื่อให้สมดุล กับกรรมชั่ว ที่ทำไว้ ในอดีต ความจริง กรรม ไม่ใช่คติ ในพุทธศาสนา แต่ถูกเอามา รวมกับ ศาสนาพุทธ แทบแยกไม่ออก อย่างไรก็ตาม พุทธศาสนิกชน เชื่อว่า กฎแห่งเหตุ และผล ที่เกี่ยวเนื่องกัน (ปฏิจจสมุปปบาท) ควบคุม ธรรมชาติทั้งมวล รวมทั้ง พฤติกรรม ของมนุษย์ด้วย ดังเช่น คติที่ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”

คนไทยเข้าใจว่า กรรม เป็นความสัมพันธ์ ระหว่าง วิบากกรรม (ผลของ การทำชั่ว ในอดีต) กับบุญ ซึ่งอาจสะสมไว้ได้ โดยการกระทำความดี เพื่อที่จะทำให้ ชีวิตในชาตินี้ หรือชาติหน้า ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ คนไทยจึงเชื่อว่า การทำบุญ เป็นหัวใจของ การปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา การทำบุญ อาจรวมถึง กิจกรรมต่าง ๆ เช่น ออกทุน สร้างวัด หรือซ่อมแซม โบสถ์วิหาร บวชเป็นพระ หรือบวชลูกชาย ถวายอาหารพระ ทุกวัน ปฏิบัติธรรมในวันพระ และถือศีลห้า อย่างเคร่งครัด ผู้เขียนกล่าวว่า คนทั่วไป -ยกเว้นสมาชิกอโศก-ถือว่า การทำบุญ ง่ายกว่าการถือศีล และภาวนา

พร้อมกับการตื่นตัว ของคนชั้นกลาง ในเมืองหลวง คนไทยบางคน นำเอาพุทธศาสนา ไปใช้ ให้เป็นประโยชน์ ในการทำงาน ผู้เขียน ยกตัวอย่าง พลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งได้รับสมญาว่า “มิสเตอร์ คลีน” พลตรีจำลอง ได้นำเอา หลักพุทธศาสนา ไปใช้ในการ ปฏิบัติราชการ (เช่น เมื่อท่านเป็น เลขาธิการ นายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการ กรุงเทพมหานคร สมาชิกสภา ผู้แทนราษฏร หัวหน้าพรรคการเมือง และ รองนายกรัฐมนตรี) ผู้เขียนเล่าว่า ภรรยาของ พลตรีจำลอง เป็นคน เคร่งศาสนา และถือศีลห้า อย่างเคร่งครัด พลตรีจำลอง เอาเธอ เป็นตัวอย่าง โดยการเลิกบุหรี่ เหล้า หมากฝรั่ง และยาอม คนทั้งสอง ปฏิญาณว่า จะไม่ดูหนัง ดูละคร หรือ การละเล่นอื่น ๆ ที่ทำให้ เสียเวลา นักรัฐศาสตร์ คนหนึ่ง ซึ่งศึกษาชีวิต และการทำงาน ของพลตรี จำลอง รายงานว่า ด้วยการ ตัดกิจกรรม ที่ไร้สาระ ตามมาตรฐาน พุทธศาสนา ทำให้คนทั้งสอง ประสบความสำเร็จ ในการศึกษา และ การทำงาน ทางการเมือง

ผู้เขียนยกตัวอย่าง ชาวพุทธกลุ่มหนึ่ง ซึ่งปฏิบัติสุดโต่ง ไปในทางโลก กลุ่มนี้มีชื่อว่า ธรรมกาย ผู้เขียนบรรยายว่า ทุกเช้าวันอาทิตย์ จะมีรถ บรรทุกคน ประมาณ ๕๐,๐๐๐ คน จากสารทิศ ทั่วกรุงเทพ ฯ มายังโบสถ์ สมัยใหม่ ที่วัดธรรมกาย เพื่อร่วมพิธีคอนเสิร์ท ซึ่งเตรียมการเอาไว้ เป็นพิเศษ แล้วก็ฝึกภาวนา ในสนามหญ้า ผืนใหญ่ ที่เขียวขจี ผู้เขียนกล่าวว่า กลุ่มชนชั้นกลาง ระดับสูงเหล่านี้ มองไม่เห็น ความขัดแย้ง ระหว่าง การมุ่งมั่น ที่จะทำจิตใจ ให้เจริญ กับการสะสม ความร่ำรวย ทางวัตถุ แต่คณะธรรมกาย เชื่อว่า การภาวนา ทำให้คน มีความอุดม สมบูรณ์ ช่วยเพิ่มพูน ประสิทธิภาพ และประสบ ความสำเร็จ ในชีวิต

ตรงกันข้ามกับวัดธรรมกาย ขบวนการปฏิรูป พุทธศาสนา สันติอโศก ไม่เห็นด้วย กับการปฏิบัติ “ทางโลก” ที่คนไทยส่วนใหญ่ กระทำอยู่ ชุมชนอโศก เน้นหลักศีลธรรม การร่วมมือกัน และความเป็นอยู่ อย่างเพียงพอ ความจริง ทั้งธรรมกายและอโศก ต่างก็เป็น ขบวนการปฏิรูป ที่เริ่มต้นในเมือง แต่ที่แตกต่างกันมาก ก็คือ สมาชิก ส่วนใหญ่ ของอโศก เป็นชาวชนบท

๖ ใน ๗ ชุมชนของอโศก อยู่ในชนบท (๗ ใน ๙ ขณะพิมพ์ หนังสือเล่มนี้) สมาชิก ของชาวอโศก มีความหลากหลาย มีทั้งคนจีน คนไทย ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ขณะนี้ รวมภาคใต้ด้วย) ระดับการศึกษา มีตั้งแต่คนที่ ไม่เคยเข้าโรงเรียน ไปจนถึง คนที่จบ ปริญญาโท ทำอาชีพต่าง ๆ กันมาก่อน เช่น วิศวกร  ครู ผู้พัฒนาที่ดิน ศิลปิน และคนหาบเร่ แรงจูงใจ ที่ทำให้ คนเหล่านี้ มาเป็นสมาชิก ก็คือ
“ความรู้สึกว่า เป็นญาติพี่น้องกัน” (ญาติธรรม) ผู้เขียนกล่าวว่า ชุมชนอโศก อาจมีวิธี การเลี้ยงชีพ ที่มั่นคงกว่าวิธีอื่น ที่คนไทยบางคน จะดำเนินด้วยตัวเอง นอกจากนี้ อโศก ยังเป็นสถานที่ หลบภัย จากปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติด การหย่าร้าง อย่างไรก็ตาม วัตถุประสงค์ ของอโศก สลับซับซ้อน

พุทธศาสนาที่เชื่อมกับสังคม

ปัญหาที่ถกเถียงกันมาช้านาน คือ “พระควรอยู่ป่า และตั้งใจภาวนา โดยไม่พัวพัน กับสังคม หรือว่า พระควรอยู่ในเมือง เกี่ยวข้อง อยู่กับการศึกษา และสาธารณกิจ” พระนักปราชญ์ บางรูป ก็ตั้งคำถามว่า “ทำไมเอาศาสนา ที่สอนให้ละโลก ไปผูกพันกับโลก?” นักพุทธศาสน์สังคม ตอบว่า “ก็หลักและวิธีการ ที่พุทธศาสนา เกี่ยวข้องกับ สังคมนั้น มีมาตั้งแต่ พุทธกาล” เรื่องนี้เคยมี การอภิปราย กันมาแล้ว ที่ประเทศ ศรีลังกา เมื่อราว พุทธศตวรรษที่ ๑ เรื่องมีอยู่ว่า

“พระรูปหนึ่ง (คัลลาบินดทิยะ ทิสส) ไปบิณฑบาต ที่บ้านของ อุบาสิกา นางหนึ่ง ซึ่งบ้านของเธอ ถูกไฟไหม้วอดวาย ตั้งแต่ตอนกลางคืน รุ่งเช้า พระก็ยัง ไปบิณฑบาต ที่บ้านหลังนั้นตามเคย โดยไม่สนใจว่า บ้านของ อุบาสิกา ถูกไฟไหม้หรือไม่”

คำถามที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องนี้ มีมากมาย เช่น ทำไม พระไปบิณฑบาต ที่บ้านซึ่งถูกไฟไหม้ ? พระจะได้อาหาร หรือไม่ ? และอะไร จะเกิดขึ้น? คำตอบที่เป็นไปได้ เช่น “พระไม่ได้อาหาร จากบ้าน ที่ถูกไฟไหม้” “พระจะแนะนำ ให้อุบาสิกา คิดถึงหลักอนิจจัง” หรือ “พระเกิดความเห็นอกเห็นใจ อุบาสิกา เลยทำให้ เกิดการช่วยเหลือ เกื้อกูลกันต่อไป” อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ ชี้ให้เห็นถึง ความสัมพันธ์ (และความสำคัญ) ของศาสนา กับสังคม

การปฏิบัติศาสนา ที่กำลังมาแรง อีกแบบหนึ่ง ของคนไทย คือการเอาพระศาสนา มาเกี่ยวข้อง กับสังคม คนไทยบางคนเห็นว่า พระสงฆ์ ซึ่งมีภาระหน้าที่ เป็นผู้นำ ทางจิตวิญญาณ ควรจะมี ความรับผิดชอบ ทางสังคมบ้าง

ท่านพุทธทาส เป็นนักปรัชญาอาวุโส ท่านหนึ่ง ซึ่งสนับสนุน พุทธศาสนสังคม แต่ท่านไม่เห็นว่า คนที่กำลังแสวงหา ความกระจ่างส่วนตัว เป็นคน โดดเดี่ยว เดียวดาย ที่มุ่งหมาย จะเอาแต่ ความยิ่งใหญ่ ใส่ตน คนแต่ละคน ไม่ใช่เพียงแต่อาศัย อยู่ในสิ่งแวดล้อม ร่วมกันเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่ง ของชุมชน ที่อยู่ในระเบียบ ของสิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ ความดีของ คนแต่และคน ย่อมส่งเสริมความดี ของส่วนรวม และในทางกลับกัน ความดีของส่วนรวม ก็สนับสนุน ให้คนแต่ละคน ทำความดี ขณะที่ท่านพุทธทาส เป็นนักคิด ข้อคิดของท่าน ก็เป็นแรง บันดาลใจ ให้คนอื่นปฏิบัติ เช่น สุลักษณ์ ศิวรักษ์ นักวิพากย์ วิจารณ์ สมณะโพธิรักษ์ ผู้ก่อตั้ง และผู้นำ ของขบวนการปฏิรูป พุทธศาสนา สันติอโศก

ความเจริญก้าวหน้าอย่างรีบรุด ทางเศรษฐกิจ เกี่ยวข้องกับ พุทธศาสน์ ทางสังคม  ผู้เขียนกล่าวว่า โปรแกรมที่ เร่งรัดพัฒนา ผลผลิตของชาติ (GNP) ซึ่งเริ่มในสมัย รัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ (พ.ศ. ๒๕๐๓) ทำลายสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และค่านิยม ของคนไทย เขม่าควัน จากรถยนต์ และ โรงงานอุตสาหกรรม ในกรุงเทพฯ กลิ่นจากขยะปฏิกูล ในเชียงใหม่ น้ำเสีย จากนากุ้ง ในปักษ์ใต้ การตัดไม้ ทำลายป่า ในภาคเหนือ ซึ่งส่งผลให้ ดินถูกชะ ตลิ่งพัง น้ำท่วม และเกิดภาวะ แห้งแล้ง คนภาคอีสาน อพยพลงมา หางานในเมืองหลวง ฯลฯ ปัญหานิเวศน์ หรือ ความสัมพันธ์ ระหว่าง คนกับสิ่งแวดล้อม ยิ่งทวี ความรุนแรง มากขึ้น ความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูง ระหว่าง “คนมี” กับ “คนไม่มี” ก็ยิ่งปรากฏชัด และ แผ่วงกว้างออกไป วัฒนธรรม ที่เอื้ออาทรต่อกัน กลับกลายเป็น วัฒนธรรมใหม่ ที่ให้ความสนใจในวัตถุ และเงินทอง การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เป็นเรื่องน่าเศร้า สำหรับชาวพุทธ ที่มีธรรมจริยาว่า “ไม่ยึดติด”

ปัญหาทางสังคมอีก ๒ ประการ ที่เกี่ยวข้องกับ เศรษฐกิจ คือ ปัญหายาเสพติด และโสเภณี เจ้าหน้าที่รัฐบาล รายงานว่า พ.ศ. ๒๕๔๔ เป็นปีที่คนไทยใช้ “ยาบ้า” มากที่สุด มีการคาดคะเนว่า คนไทย ประมาณ ๓ ล้านคน ติดยาเสพติด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ ของประเทศ รัฐบาลของ พันตำรวจโท ทักษิณ ชินวัตร ได้กวาดล้าง การค้ายาบ้า เป็นการใหญ่ ส่วนโสเภณี แม้ว่าผิดกฎหมาย แต่จำนวน ยังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจาก พ่อแม่ที่ยากจน ขายลูกสาว ให้วงการ ค้าประเวณี และ หญิงสาวบางคน ขายตัว เพื่อแลกกับ ความเป็นอยู่ อย่างฟุ่มเฟือย ในเมืองหลวง บ้างก็ทำเพื่อ เอาเงินจุนเจือครอบครัว ที่ยังอยู่บ้านนอก

เพื่อจะช่วยแก้ปัญหา ทางเศรษฐกิจ สังคมและค่านิยม ที่กำลังเปลี่ยนแปลง พระสงฆ์หลายรูป ในชนบท มองหาแนวทาง จากพุทธศาสนา ใน พ.ศ. ๒๕๒๗ พระนักพัฒนา ๗๒ รูป มีความเห็นว่า
(๑) กิจการพัฒนา สอดคล้องกับ ความรับผิดชอบของสงฆ์ ที่มีต่อสังคม
(๒) ความเจริญของศาสนา และของสงฆ์ ขึ้นอยู่กับ ความเจริญรุ่งเรือง ของสังคม
(๓) การพัฒนาทางโลก เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก จนคนกลายเป็น นักวัตถุนิยม ซึ่งเป็นผลให้ คนละทิ้งศาสนา

ผู้เขียนเอ่ยถึง พระหลายรูป ที่คำนึงถึง นิเวศน์วิทยา และ ชักชวนชาวบ้าน ปลูกป่า พร้อมทั้ง รักษาธรรมชาติ เช่น พระอาจารย์ พงศักดิ์ สมภารวัด ในจังหวัดเชียงใหม่ เปิดการฝึกอบรม ให้คนพื้นเมือง รู้จักปลูกป่า ทดน้ำเข้านา และเปิดศูนย์การศึกษา เกี่ยวกับธรรมชาติ สำหรับชาวเมือง ข้าราชการ และพระสงฆ์ พระครูพิทักษ์ ชักชวนชาวบ้าน ทำพิธี “บวชต้นไม้” โดยเอาจีวร ห่มต้นไม้ ที่อาจถูกโค่น เพื่อเตือนคนตัดไม้ ไม่ให้ทำลายป่า (ตัดต้นไม้ที่บวชแล้ว ก็เหมือนกับฆ่าพระ) ท่านพุทธทาส เคยกล่าวว่า ธรรมก็คือธรรมชาติ ดังนั้น การทำลายธรรมชาติ ก็คือ การทำลายธรรม นั่นเอง

สันติอโศก ขบวนการพุทธปฏิรูป

ผู้เขียนกล่าวว่า สันติอโศก เป็นขบวนการทางสังคม ที่พยายามทำให้ พุทธศาสนา มีความหมาย สำหรับโลกปัจจุบัน ขบวนการสันติอโศก เกิดขึ้น ในปลาย พ.ศ. ๒๕๑๓ เมื่อพระหนุ่ม นักวิจารณ์ รูปหนึ่ง อำลาคณะสงฆ์ ไปก่อตั้งกลุ่มพุทธ ของท่านเอง สมณะโพธิรักษ์ ประกาศถอนตัว ออกจาก คณะสงฆ์ไทย เพราะว่า คณะสงฆ์ ย่อหย่อนต่อความรับผิดชอบ และตัดจากสังคมภายนอก ท่านประกาศว่า

“สถาบันศาสนา ควรช่วยสังคมแก้ปัญหา มิฉะนั้น การดำรงอยู่ของศาสนา ก็ไม่มีความหมาย ปัญหาได้เกิดขึ้นแล้ว แก่สถาบัน พุทธศาสนาหลัก ในประเทศไทย”

ด้วยภาระหน้าที่ จะฟื้นฟูพุทธศาสนา ในประเทศไทย สมณะโพธิรักษ์ กับผู้ติดตาม เพียงไม่กี่คน เริ่มการทดลอง “วิถีทางที่ถูกต้อง” แห่งชีวิต

แดนอโศก จังหวัดนครปฐม เป็นถิ่นฐานแรกที่ตั้งขึ้น เพื่อการปฏิบัติธรรม ในท่ามกลางชุมชน ที่ให้การสนับสนุน การปฏิบัติธรรม ผสมผสานกับ การก่อสร้าง สาธารณูปโภค –จากไม่มีอะไรเลย จนมีสิ่งที่จำเป็น - เช่นบ่อน้ำ ส้วม และที่อยู่อาศัย ได้กระทำจนสำเร็จ นี่เป็นการฝึก การร่วมแรง ร่วมใจ การอดทน ต่อความลำบาก และการพึ่งพา อาศัยตัวเอง สมณะโพธิรักษ์ ซึ่งครั้งหนึ่ง เคยเป็น นักแต่งเพลงชื่อดัง เป็นพิธีกรทางทีวี เคยสุขสำราญ อยู่กับชีวิต ที่มั่งคั่ง กลับต้องมา ทำงานหนัก อาบเหงื่อ ต่างน้ำ เคียงบ่า เคียงไหล่ อยู่กับผู้ติดตาม ๓-๔ คน ด้วยเหตุนี้ การปฏิบัติของ วัดอโศก ที่พระไม่โกนคิ้ว (เพื่อกันเหงื่อ ไหลเข้าตา) ก็ได้เกิดขึ้น สองสามปีต่อมา เมื่อประชากร ของอโศก เพิ่มขึ้น และใช้ที่ดิน บริเวณใกล้เคียง  เป็นที่ทำการกสิกรรม แดนอโศก ได้กลายเป็น ปฐมอโศก ซึ่งเดี๋ยวนี้ อวดได้ว่า เป็นชุมชน และโรงเรียนตัวอย่าง

ขณะที่พิมพ์หนังสือเล่มนี้ (ครั้งแรก เป็นภาษาอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๘) มีชุมชนอโศกอยู่ ๗ แห่ง มีสมาชิก ที่อาศัย อยู่ในชุมชน ๘๐๐ คน และมีนักเรียน ประจำ หลายร้อยคน ชุมชนอโศก ตั้งอยู่ ที่กรุงเทพฯ นครปฐม นครสวรรค์ นครราชสีมา ศรีสะเกษ อุบลราชธานี และเชียงใหม่ (ธรรมชาติอโศก ที่ชุมพร เกิดหลังจาก หนังสือ ขึ้นแท่นพิมพ์ ) กรุงเทพฯ เป็นศูนย์กลาง ของการจำแนก แจกจ่าย ผลิตภัณฑ์ ที่ตั้งสำนักพิมพ์ และมีพระวิหาร ที่เกี่ยวกับ จินตนาการ เรือนล้านบาท ซึ่งใช้เชื่อมกับภายนอก (ดูรายละเอียดในบทที่ ๕) ชุมชนอโศกทั้งหมด เชื่อมโยงติดต่อกัน อย่างหลวม ๆ แม้ว่าทุกชุมชน ดำเนินตาม นโยบาย อโศกแห่งชาติ ก็ไม่ได้หมายความว่า จะต้องรับคำสั่ง หรือ การบังคับบัญชา จากเบื้องบน แต่ละชุมชน มีอิสระ ในการจัด กิจกรรมของตัวเอง หัวหน้าชุมชน จะร่วมประชุม เดือนละครั้ง กับสมณะโพธิรักษ์ พระ “ปัจฉา” ของท่าน และผู้นำ ที่ชุมชนยกย่อง เพื่อรายงาน และฟังข่าว ความเป็นไป ของแต่ละชุมชน อภิปรายปัญหา เรื่องเงินทอง หรือการปรับปรุง นโยบาย ส่วนเงินทุน สำหรับโครงการนั้น แต่ละชุมชน อาจได้รับเงิน จากบัญชีกลาง (ประกอบด้วย เงินอนุโมทนา และรายได้ จากการจำหน่าย หนังสือ เทป เป็นต้น) เงินจากบัญชี ของชุมชนเอง เงินสนับสนุนโครงการ จากรัฐบาล หรือเงินจาก องค์การเอ็นจีโอ สมาชิกของ แต่ละชุมชน อาจย้ายไปสังกัด ชุมชนใดก็ได้ ไม่ว่าจะย้ายไป อย่างถาวร หรือไปอยู่ชั่วคราว เวลามีสัมมนา หรือเมื่อมีงาน เฉลิมฉลอง ที่ชุมชนหนึ่ง ชุมชนใด        

สมาชิกของอโศก ที่ไม่ได้อาศัย อยู่ในชุมชนอโศก มีประมาณ ๗,๐๐๐ คน สมาชิกเหล่านี้ รับวารสาร เทปคำสอน และ การบรรยาย และเข้า ร่วมประชุม เมื่อมีสัมมนา ในท้องถิ่น หรือการประชุม ระดับชาติ สมาชิกส่วนมาก สนับสนุนกิจกรรม ของชมรมต่าง ๆ เช่น สมาคม ผู้ปฏิบัติธรรม ชมรมมังสวิรัติ และกลุ่มย่อย ซึ่งช่วยงาน การพิมพ์ สมาชิกซึ่งอยู่ใกล้ ชุมชนอโศก บางครั้ง ก็นอนค้างที่อโศก

ผู้เขียนกล่าวว่า สมณะโพธิรักษ์ ก่อตั้งขบวนการ ปฏิรูปขึ้นมา ก็เพื่อจะแก้ปัญหา การปฏิบัติ อย่างผิด ๆ ของชาวพุทธ และความหลงใหล ในวัตถุ ของสังคมไทย กลุ่มอโศก ปฏิบัติ แตกต่างไปจาก ชาวพุทธสายหลัก คือ ชาวอโศก ไม่บูชารูป แต่รักษาศีล ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ อย่างเคร่งครัด (รวมทั้ง กินอาหาร มังสวิรัติ เพื่อให้สอดคล้อง กับศีลข้อแรก ที่ห้ามการฆ่าสัตว์) และเน้น การทำงาน ประจำวัน ว่าเป็นการทำสมาธิ  ยิ่งกว่านั้น สมณะโพธิรักษ์ และปัญญาชน ชาวอโศก โจมตี ระบบทุนนิยม –โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความตะกละ การแข่งขัน และการเอารัด เอาเปรียบ - ว่าเป็นรากเหง้า ของปัญหา ในสังคมไทย ท่านเหล่านั้นเห็นว่า ความนิยม ของสังคมสมัยใหม่ ซึ่งได้รับอิทธิพล จากการไหลมา ของวัฒนธรรมตะวันตก ประกอบกับ ระบบทุนนิยม ทำให้คน ต้องรับ ความทุกข์หนักขึ้น และ เป็นการทำลาย ธรรมชาติด้วย เพื่อต่อต้าน แรงเคลื่อนอันนี้ กลุ่มอโศก เสนอ “บุญนิยม” ซึ่งเป็นแบบอย่าง ที่จำเพาะ เจาะจง และ มีพื้นฐานมาจาก พุทธศาสนา และ ค่านิยมของไทย

บุญนิยม มีหลักสำคัญอยู่ ๒ ประการคือ พึ่งตนเอง กับ เสียสละ ทั้งสมาชิกและชุมชน ให้การสนับสนุน ซึ่งกันและกัน ในหลักทั้ง ๒ นี้ กล่าวคือ สมาชิก เสียสละเวลา และแรงงาน เพื่อสร้างความดี ให้แก่ชุมชน ขณะเดียวกัน ชุมชนส่วนรวม ซึ่งพึ่งตัวเองได้ ก็สนับสนุน ให้สมาชิก ขยายการเสียสละ ออกไปช่วย สังคมไทย ภายนอก

แม้ว่าขบวนการอโศก ประสบความสำเร็จ ในการพัฒนาบุคคล ชุมชน และสังคมไทย ชุมชนอโศก ก็ไม่ใช่ “ยูโทเปีย” (อาณาจักร ที่มีความสมบูรณ์) อย่างที่บางคน เข้าใจ ผู้เขียนเห็นว่า ความตึงเครียด ความขัดแย้ง และอุปสรรคต่าง ๆ ในศีรษะอโศก ก็ยังคงมีอยู่ รวมทั้งการใช ้ทรัพยากร ของชุมชน โดยสาธารณะ ความเห็นไม่ลงรอย ในระหว่างสมาชิก ความนิยม ในของสมัยใหม่ ความกดดัน ที่จะเป็นคนโสด และไม่มีบุตร ความขัดแย้ง ระหว่าง การไม่ยึดติด ในวัตถุ กับการสะสมวัตถุ ที่ใช้ในระดับชุมชน เหล่านี้เป็นต้น

ผู้เขียนบันทึกว่า สมณะโพธิรักษ์ และขบวนการอโศก ได้รับการวิพากย์ วิจารณ์ จากคนภายนอก เช่นคนไทยที่ไม่ใช่ชาวอโศก ว่าการดำเนินชีวิต ที่เคร่งอย่างนั้น แม้น่าสรรเสริญ แต่ก็ยากเกินไป ที่คนไทย ระดับปานกลาง จะปฎิบัติได้ และไม่เหมาะกับชีวิต ในเมืองหลวง ยิ่งกว่านั้น พระสงฆ์หลายรูป กล่าวโทษ สมณะโพธิรักษ์ ว่าหย่อนความรู้ และแปลคัมภีร์ พุทธศาสนาผิด สมณะโพธิรักษ์ยอมรับว่า ในระยะแรก ท่านอ่าน ภาษาบาลีไม่คล่อง แต่ก็สามารถ แปลได้ โดยใช้ความรู้ ที่เกิดขึ้นเองในใจ (สั่งสมมาจาก ความสำเร็จ ในชาติปางก่อน) ท่านกลับถูก กล่าวโทษ หนักขึ้นว่าโม้ เกี่ยวกับความสำเร็จ ทางจิตวิญญาณ (อวดอุตริมนุสธรรม)

คนไทยบางคนเห็นว่า ขบวนการอโศก ผูกพันอยู่กับ กิจกรรมทางการเมือง ของพลตรี จำลอง ศรีเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม. และหัวหน้า พรรคพลังธรรม และหาเสียง ในการเลือกตั้ง สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้สภา ฯ รับรอง การเกี่ยวข้อง ของศาสนากับการเมือง เจ้าของเกสเฮาส์ คนหนึ่ง ที่เชียงใหม่ เสนอแนะว่า สมณะโพธิรักษ์ ควรอบรม สั่งสอนคน โดยการปฏิบัติ ให้ดูเป็นตัวอย่าง แทนที่จะกระโดดเข้าไป เกี่ยวข้อง อยู่กับการเมือง

ดูเหมือนว่า ผู้นำทางพุทธศาสนาสายหลัก เห็นว่า กิจกรรมเกี่ยวกับการเมือง ของขบวนการอโศก คุกคามต่อสถาบัน พระศาสนา ใน พ.ศ. ๒๕๓๒ คณะสงฆ์ไทย ฟ้องสมาชิกอโศก ว่าเลียนแบบ พระภิกษุสงฆ์ มีการต่อสู่กันในศาล นานถึง ๑๐ ปี ในที่สุด ศาลตัดสินว่า คณะอโศก มีความผิด ในทางเทคนิค คือ สมณะโพธิรักษ์ ตั้งตัวเป็น อุปัชฌาย์ บวชพระอื่น ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง มีพรรษาแค่ ๖ พรรษา -ยังไม่ครบ ๑๐ ปี ตามกฎหมาย- มหาเถรสมาคม ยังตัดสินว่า พระอโศก ทำผิดกฎ เพราะไม่โกนคิ้ว จึงไม่ใช่ พระภิกษุสงฆ์ กลุ่มอโศก มีสิทธิตามกฎหมาย ที่จะปฏิบัติศาสนา อะไรก็ได้ แต่จะเรียก การปฏิบัตินั้นว่า ศาสนาพุทธไม่ได้

ผู้เขียนกล่าวว่า สิ่งที่น่าสนใจ คือสมาชิกอโศก เห็นว่า คดีนี้ให้ผลดี มากกว่าผลเสีย สมณะที่ห่ม ผ้าขาว กลับมาห่ม จีวรสีน้ำตาล (ตามประเพณี ของพระป่า) และชีวิต ก็ดำเนินก้าวหน้า ไปตามปกติ

 

สรุป

ในบทนี้ผู้เขียนบรรยายย่อ ๆ เกี่ยวกับวัด ในประเทศไทย และการปฏิบัติ ของชาวพุทธทั่ว ๆ ไป เพื่อเป็นอรรถาธิบาย ถึงการเกิด ของขบวนการ พุทธปฏิรูป ของสันติอโศก ผู้เขียนกล่าวว่า อโศกไม่ได้หลุด ออกมาจาก “ฟองอากาศ” แต่เป็นการ สนองตอบ ต่อความต้องการ ของสังคม เป็นพิเศษ ขณะที่สถาบัน พุทธศาสนา แห่งประเทศไทย พยายามแก้ไขปัญหา ภายในสถาบันเอง และปัญหา สังคมภายนอก อย่างเชื่องช้า พุทธศาสนาประยุกต์ ที่มาในแนวใหม่ เช่นอโศก ก็เข้ามาเสนอ วิธีแก้ปัญหาให้


อ่านต่อ บทที่ ๓ พุทธสถานศีรษะอโศก

สัมมาพัฒนา : สันติอโศก
ขบวนการพุทธปฏิรูปแห่งประเทศไทย