เดินธรรมะจาริกสู่สังเวช นียสถาน ๔
ฝันที่เป็นจริง
ในฐานะแห่งความเป็นชาวพุทธ คงจะมีไม่น้อยที่มีความฝันเอาไว้ว่า คงจะมีสักวันหนึ่ง ที่เราจะได้ มีโอกาส ได้ไปกราบนมัสการ ในสถานที่ ที่มีความสำคัญ ของชาวพุทธ นั่นคือ สถานที่ที่พระพุทธองค์ ได้ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และ ปรินิพพาน
ในสมัยในครั้งพุทธกาลนั้น เมื่อออกพรรษาแล้ว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลาย จากทิศต่างๆ ย่อมเดินทาง มาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เข้าใกล้ สนทนาปราศรัย ได้ความเจริญใจ ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักไม่มีโอกาส อันดี เช่นนั้น เหมือนกับเมื่อพระองค์ยังทรงอยู่อีกต่อไป ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยคนรุ่นใหม่ จะหาหลัก ปักศรัทธา ไม่สนิทแน่น เกรงความเชื่อจะเอนเอียงโคลงเคลง จะตั้งข้อสงสัย ในสิ่งที่ ไม่ควรสงสัย ดังนั้น พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสว่า อานนท์...สังเวช นียสถาน ๔ ตำบลนี้ คือ สถานที่เรา ตถาคตเจ้า บังเกิดแล้ว คือที่ประสูติจากพระครรภ์ ๑ ...สถานที่เราตถาคต ตรัสรู้ อนุตตร สัมมาสัมโพธิญาณ ๑ ...สถานที่เราตถาคตแสดงธรรมจักร ๑ ...สถานที่เราตถาคต ปรินิพพาน ๑ ...สถานทั้ง ๔ ตำบล นี้แล ควรที่พุทธบริษัท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้มีความเชื่อ ความเลื่อมใส ในตถาคตเจ้า จะดู จะเห็น และ ควรให้เกิด ธรรมสังเวช ทั่วกัน
อาตมาเองก็เป็นผู้หนึ่ง ที่เข้ามาบวชในบวรพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อ และความเลื่อมใสศรัทธา ในคำสอนของพระพุทธองค์ และแบบอย่างอันเป็นความงามพร้อมของพระพุทธองค์ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานถึง ๔๕ พรรษา ในการประกาศสัจธรรมของพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงดำเนินไปด้วยพระบาทเปล่าของพระองค์เอง ไม่เคยมีปรากฏเลยว่าพระองค์อาศัยยานดำเนินไป ถึงแม้ว่าวาระสุดท้ายก่อนที่จะปรินิพพาน พระองค์ต้องอาพาธหนัก แต่พระองค์ก็ได้พยายามใช้อิทธิบาทดำเนินไปได้ด้วยพระองค์เอง ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้อาตมาพยายามที่จะปฏิบัติเช่นนั้นเท่าที่จะสามารถทำได้ เพื่อเจริญรอยตาม และก็ฝันเอาไว้ว่าคงจะมีโอกาสครั้งหนึ่งในชีวิตที่ จะได้เดินธรรมะจาริกไปกราบนมัสการที่สังเวช นียสถานทั้ง ๔ ตำบล ซึ่งเป็นการปฏิบัติเป็นพุทธบูชา และที่สุดอาตมาก็ได้กระทำในสิ่งที่อาตมาได้ตั้งใจเอาไว้ โอกาสนั้นก็คือเป็นปีที่ครบรอบ ๖๐ พรรษา ในการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสที่พระอุปัชฌาย์ครบรอบอายุ ๗๒ พรรษา และตัวอาตมาได้บวชครบรอบ ๒๕พรรษา จึงทำให้อาตมาตัดสินใจที่จะเดินจาริกไปนมัสการในสถานที่พระพุทธองค์ ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และ ปรินิพพาน
การเตรียมตัวให้พร้อม
๑ การหาข้อมูลให้พร้อม
ก่อนที่จะตัดสินใจในการเดินธรรมะจาริกสู่สังเวช นียสถานทั้ง๔แห่งนั้น อาตมาได้มีโอกาส ไปอินเดีย เพื่อเก็บข้อมูล มาครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อศึกษาถึง ความเป็นไปได้ ในการเดิน รู้สึกว่า เป็นสิ่งที่ เอื้ออำนวย เป็นอย่างมาก ประเทศอินเดียนั้น เป็นประเทศที่กว้างใหญ่ ไพศาลมาก แต่สังเวช นียสถานในแต่ละแห่งนั้น ปรากฏว่า อยู่ห่างกันไม่มากนัก รวมระยะทางแล้ว ประมาณ ๗๕๐ กิโลเมตร ใช้เวลาในการเดินจริงๆ ไม่ถึง ๒ เดือน ได้ถามข้อมูล จากพระ ที่อยู่ประจำ ท่านก็บอกว่า ก็มีพระไทยเรา ไปเดินจาริกอยู่บ้าง แต่นาน จะมีสักครั้ง สายพระ แม่มงกรช ก็เคยพา ลูกศิษย์ ของท่าน ออกเดิน ครั้งละหลายร้อยคน ท่านจะไม่เดิน ให้ครบ ในครั้งเดียว เพราะเวลา แต่ละคนนั้น มีไม่มาก เช่น ท่านจะเดินจาก พุทธคยา ไปสารนาถ
๒ เลือกวันเวลาให้เหมาะสม
ดูภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เหมือนกัน ประเทศอินเดียนั้น ถ้าฤดูหนาว ก็จะหนาว มากกว่า เมืองไทย พอถึงหน้าร้อน ก็จะร้อน มากกว่าเมืองไทย ในการเดินนั้น เราไม่มีสิทธิ ที่จะเอา สัมภาระ ไปมากได้ เพราะของทุกอย่างนั้น เราต้อง แบกไปเอง ทั้งสิ้น จึงต้อง กำหนดข้าวของ ที่จะเอาไป ให้เบาที่สุด จึงจะสามารถ ไปได้ไกล ช่วงเวลา ที่เหมาะสม ในการเดิน มากที่สุด คือช่วงต่อ ระหว่างฤดูหนาว กับฤดูร้อน คือช่วงประมาณ ปลายเดือน กุมภาพันธ์
๓ มีเพื่อนที่รู้ใจและเข้าใจ
การเตรียมเพื่อนที่จะเดินทางไปด้วยกัน จะต้องเป็นเพื่อนที่รู้จักจริตนิสัย ของกันและกัน ดีพอสมควร พร้อมที่จะยอม และให้กันได้ เรียกว่า ต้องมีเลือดสุพรรณ ไปไหนไปกัน ที่ต้องเลือก เช่นนี้นั้น เพราะสถานที่ ที่เราจะไปเดินนั้น แน่นอนว่า จะต้องเผชิญความยากลำบาก ต่างๆ นานา และเรา ก็ไม่สามารถ ที่จะรู้ได้ล่วงหน้าด้วยว่า จะต้องเจอกับ สถานการณ์ อย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้แหละ ที่จะทำให้มีโอกาส ที่จะขัดแย้งกันได้มาก อาจจะต้องถึงขั้น ต้องแยกทางกัน ก็ถือได้ว่า เป็นความล้มเหลว ในการเดินทาง เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า เราไม่สามารถ ที่จะยอมกันได้ ในความเป็นจริงนั้น ในความยากลำบากนั้น ถ้าเรามีพื้นฐาน ที่เข้าใจกันได้แล้ว มันก็ยิ่ง จะทำให้ มิตรภาพ ที่มีต่อกันนั้น เหนียวแน่นมั่นค งมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะเป็นเพื่อน ที่แท้กันได้ อย่างแท้จริง
๔.มีกระเพาะอินเตอร์
ในวิถีชีวิตในการกินอาหารของไทยกับของอินเดียนั้น มีความแตกต่างกันมาก พอสมควร อาหาร อินเดียนั้น จะเน้นไปทางด้าน เครื่องเทศ บางคนได้สัมผัส เพียงแค่กลิ่น ก็ยอมแพ้แล้ว การไปใน ลักษณะ อย่างนี้ จะต้องอาศัยการเลี้ยงชีพ ด้วยอาหารบิณฑบาต ตามมีตามได้ ไม่มีสิทธิ ที่จะเลือกได้ ชาวบ้านอินเดีย เขากินอย่างไร เราก็ต้องพร้อม ที่จะกินอย่างเขาได้ ก่อนที่จะไปนั้น อาจจะต้อง มีการทดสอบก่อน ถ้าสอบผ่าน ก็สามารถที่จะไปได้
๕ เตรียมทำวีซ่าให้พร้อม
ถ้าเป็นไปได้นั้นเราควรที่จะเตรียมทำวีซ่าให้พร้อม ทั้งวีซ่าเข้าประเทศอินเดีย และ วีซ่า เข้าประเทศ เนปาล เพราะสถานที่ประสูติ คือ ที่สวน ลุมพินีวันนั้น ปัจจุบันนั้นอยู่ในประเทศเนปาล และ ก็จองตั๋ว ขากลับไว้เลย ก็จะเป็นการดี เพื่อจะได้ไม่ต้องมีเงินติดตัวไปสำหรับนักบวช ถ้าเป็น ฆราวาส ก็ไม่ต้อง พกเงินไปมาก มีเงินมากจะไม่ปลอดภัย แต่ให้จองเป็นตั๋วเปิด คือ ไม่ต้อง กำหนด วันที่ ค่อยไปกำหนดเอา วันที่ใกล้จะกลับ
๖ เตรียมสุขภาพให้พร้อม
ในการไปในลักษณะของการเดินจาริกนั้น ต้องปรับตัวทั้งด้านอาหาร อากาศ ร้อน อากาศหนาว ความยาก ลำบาก ต่างๆ นานา และที่สำคัญเรามีเพียงสองเท้าก้าวเดินไป ร่างกาย จึงต้องแข็งแรง พอสมควร
๗ เตรียมใจให้พร้อม
เหนือสิ่งอื่นใดนั้น คือ การเตรียมใจของเราให้พร้อม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญ ในการเดิน เราต้องพบ ต้องเจอ กับผัสสะต่างๆ โดยที่เราไม่คลาดคิด ประโยชน์ที่สำคัญ ที่จะได้คือ การกำหนดรู้ความจริง ในความเป็นจริง แล้วสามารถ ที่จะปล่อยวางได้ โดยไม่ให้ จิตของเรา เข้าไป ติดยึดในสิ่งต่างๆ ทั้งในเชิงดูดและผลัก จึงจะทำให้จิตใจของเรานั้น มีความเจริญได้ อย่างแท้จริง
บททดสอบบนรถไฟชั้นกรงไก่
ในความตั้งใจเดิมนั้น อยากจะจาริกจากเมืองไทย ไปจนถึงอินเดียเลย แต่เนื่องจาก ชายแดนไทย พม่า และชายแดนพม่า อินเดีย ยังมีปัญหาอยู่ ยังไม่ได้เปิด เป็นด่านสากล สามารถไปจนถึง เมืองหลวงได้ จึงจำเป็นต้อง ย่นระยะทาง โดยการพึ่งเครื่องบิน อาตมาเลือก สายการบิน ที่ถูกที่สุด ซึ่งเป็น สายการบิน ของประเทศเนปาล ราคาตั๋วเพียง ๕๔๐๐ บาท เท่านั้น
ผู้ร่วมเดินทางไปแสวงบุญในครั้งนี้คือ สมณะ บินก้าว อิทธิภาโว และมีโยมคิดไกล สามชีวิต ที่จะต้อง เดินทางไปด้วยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ได้ลองฝึกกันมาก่อนแล้ว ที่ประเทศลาว ประเทศ เวียดนาม และ ประเทศเขมร ได้ร่วมสุขร่วมทุกข์กันมา ผ่านอุปสรรคต่างๆนาๆ ยังสามารถที่จะเป็น เพื่อนร่วม เดินทางกันไปได้ด้วยดี จึงมีความพร้อมพอสมควรที่จะมาลงสนามใหญ่
เราออกเดินทางจากประเทศไทยในเช้าของวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ เครื่องบิน พาพวกเรา มาลง ที่เมือง กัลกัสตาร์ ใช้เวลาเพียงประมาณ ๒ ชั่วโมงครึ่ง
แล้วต้องไปต่อรถไฟอีกสองต่อ เนื่องจากพวกเรามากันด้วยใจกันจริงๆ ภาษาอินเดีย ก็ยังพูด ไม่ได้เลย ภาษาอังกฤษ ก็ได้อย่างปูๆ ปลาๆ จึงมีอุปสรรคบ้าง พอสมควร ในการเดินทาง แม้การซื้อ ตั๋วรถไฟ กว่าจะสื่อกันรู้เรื่อง ต้องใช้เวลา พอสมควร เลยทีเดียว เป้าหมายตอนนี้คือ การนั่งรถไฟ ไปลงที่ เมืองคยา
การซื้อตั๋วรถไฟนั้นก็พยายามที่จะเลือกชั้นที่ถูกที่สุด ในการเลือกจองตั๋ว ในชั้นที่ถูก ที่สุดนั้น เจ้าหน้าที่ ที่ขายตั๋วนั้น ต้องถามย้ำ ตั้งหลายครั้ง จนคุณคิดไกล ที่ซื้อตั๋ว ต้องมาเรียก ให้อาตมา ไปยืนยันว่า จะจองตั๋วชั้นนี้จริงๆ มารู้ภายหลังว่า เป็นชั้นของคนที่มีวรรณะ ที่ต่ำที่สุด ของคน อินเดีย คนต่างชาติ จะไม่มีใครกล้า ที่จะจองตั๋วชั้นนี้ แต่เรายังไม่รู้เรื่องอะไร คิดแต่ว่า ต้องพยายาม ที่จะประหยัด ให้ได้มากที่สุด
หลังจากซื้อตั๋วแล้ว ก็ต้องมาสืบต่ออีกว่า จะต้องไปรอขึ้นรถไฟที่ไหน ได้ไปนั่งรอในที่ ที่เขาแนะนำ ให้มานั่งรอ แต่ก็ผิดจนได้ เพราะตู้รถไฟที่เราจองไว้นั้น เป็นตู้ท้ายสุดเลย เรามารอช่วงกลางๆ ๒ ทุ่ม รถไปเข้าสถานี เราต้องเดินย้อนหลังไป ปรากฏว่าพอไปถึง มีคนต่อแถวที่จะขึ้นยาวเลย ตั๋วชั้นนี้ รู้สึกว่า จะมีเพียงสองตู้เท่านั้น ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งอัดกันจนเต็ม ไม่มีที่นั่งเสียแล้ว ทำอย่างไรดี พอเห็นที่คือช่วงต่อของรถไฟ ที่ยังพอมีพื้นที่ที่พอจะนั่งได้ ตามมีตามได้ก็แล้วกัน เริ่มต้น ออกเดินทางชั้นนี้ คนก็อัดแน่นกันอยู่แล้ว แต่พอรถไฟ จอดที่สถานีข้างหน้า คนก็ยังขอขึ้น มาที่ชั้นนี้อีก ทั้งๆที่ชั้นอื่นนั้น ว่างมากเลย อาตมาสังเกตดูว่า ในชั้นนี้นั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ มาตรวจตั๋วเลย เป็นชั้นพิเศษจริงๆ สำหรับคนจน ผู้ยากไร้ชั้นต่ำ ด้วยความยากจน หมดหนทางเลือก จึงต้องยอม อัดกันมาอย่างนี้ เรียกว่าที่ว่าง สำหรับวางเท้า ก็แทบจะไม่มี ดังนั้น เมื่อคนที่ขึ้นมาเพิ่ม อาตมา จึงต้องเอามือ จับเท้าของเขา แล้วมาวางตรงช่วงเล็กน้อย มิเช่นนั้น เขาจำเป็น ที่จะต้องเหยียบเรา บางครั้ง ถ้าขึ้นกันมามากจริงๆ เราก็ไม่มีสิทธิ ที่จะนั่งกับพื้น ต้องรุกขึ้นยืน ต้องสู้กันไป อย่างนี้ ตลอดทาง
เป็นวันแรกในการต้อนรับ ซึ่งดุเดือดมากจริงๆ อาตมาสังเกตผู้โดยสารที่นั่งอัดมาด้วยกันนั้น เขายิ้ม ให้กับเรา และมีสายตา ที่เป็นมิตรภาพ เขาก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน อะไรมากนัก มันคงเป็น ความปลงใจ ที่ต้องเกิดมาเป็นคนจนอย่างนี้ ซึ่งเป็นความประสงค์ของ พระผู้เป็นเจ้า ทำให้อาตมา รู้สึกอบอุ่น ขึ้นมาบ้าง ที่ได้อยู่ท่ามกลางคนจนผู้ยากไร้ คิดถึงมหาตมะ คานธี ที่คนอินเดีย ยกย่อง ให้เป็น พ่อของแผ่นดิน มหาตมะ คานธี จะเดินทางไปไหน จะขอขึ้นรถไฟชั้น ๓ เพื่อเป็นเพื่อน กับคนจน คานธีเล่าว่า บางครั้ง ในการเดินทาง คนกำลังอัดกันอยู่ ที่ประตูทางขึ้น รถไฟก็กำลัง จะออกแล้ว คานธีจึงตัดสินใจ ให้คนแบกท่าน แล้วเสียบเข้าไปทางหน้าต่าง อาตมาได้มาสัมผัส ด้วยตัวเอง อย่างนี้ จึงทำให้เข้าใจสภาพนั้นได้
รถไฟวิ่งไปจนถึงเที่ยงคืนแล้ว พวกเราไม่มีโอกาส ที่จะได้งีบเลย ลำพังตัวอาตมาเอง คิดว่ายัง พอทนสู้ได้ แต่ไม่รู้ว่าท่านบินก้าว กับ คุณ คิดไกล จะเป็นอย่างไร เพราะมีร่างกาย ค่อนข้าง จะบอบบาง อาตมาจึงได้ปรึกษากันดูว่า จะลงกันดีไหม หรือว่า จะต่อไป ในลักษณะอย่างนี้ ทั้งสอง ก็ยืนยันมาว่า ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว จะอดทน สู้ให้ถึงที่สุดดู ก็เป็นลักษณะอย่างนี้ จนมาถึง จุดหมาย ปลายทางที่ เมืองคยา เรียกว่า แทบจะไม่ได้ งีบกันเลย แต่ก็ถือว่า สอบผ่านกันทุกคน เพราะเจอ สถานการณ์ ที่บีบคั้นอย่างนี้ จิตใจกำหนดรู้ตามความเป็นจริง แล้วยังตั้งมั่น สงบเย็น อยู่ได้ ซึ่งเป็นแบบทดสอบ ที่มีคุณค่ามาก เป็นการสร้างภูมิต้านทาน ให้พวกเรา เป็นอย่างดี ที่จะสู้กับ ความลำบาก ที่กำลังรอพวกเราอยู่
พลังศรัทธาของลามะธิเบต
พวกเราได้พักอยู่ที่วัดไทยพุทธยา อยู่หลายวัน เพราะเป็นช่วงที่ พุทธคยานั้น มีงานฉลอง พุทธศาสนา ครบรอบ ๕๐ปี หลังกึ่งพุทธกาล ได้มีการจัดงาน สวดพระไตรปิฎก พระพม่า สวดเรื่องของ พระอภิธรรม พระศรีลังกา สวดเรื่องพระสูตร ส่วนพระไทย และพระเขมร สวดร่วมกัน เรื่องพระวินัย เรียกว่า ตั้งปะรำสวดกันตั้งแต่เช้า ไปจนถึงเย็นเลย ต้องสวด ให้จบ ซึ่งต้องใช้เวลา กันหลายวัน เพื่อความกลมกลืน อาตมากับ ท่านบินก้าว ได้เข้าไปร่วมพิธี อ่าน กับเขาด้วย เป็นภาษาบาลี ท่านบินก้าวนั้น เคยสวด พระไตรปิฎก มาได้แล้ว จึงอ่านได้ อย่างสบาย อาตมาเอง ก็พอกล้อมแกล้ม ไปเขาได้บ้างพอสมควร
สิ่งหนึ่งที่อาตมารู้สึกสนใจคือ การแสดงออกถึงความศรัทธาของลา มะธิเบต โดยรอบ พุทธคยา นั้น จะมีลา มะธิเบตมาตั้งแท่นกราบอย่างเป็นร่ำเป็นสัน แล้วก็จะกราบ กันอยู่ทั้งวัน ธิเบตนั้น เขากราบด้วย ท่าอัฐ สฎางคประดิษฐ์ จากการเริ่มต้น จากท่ายืน แล้วก็กราบ นอนราบ ไปกับพื้น มีส่วนที่แตะพื้น ๘ ส่วนด้วยกัน บางท่าน ตั้งใจ ให้ได้เป็น แสนครั้ง ในแต่ละวัน กราบได้ หลายพันครั้ง การสวดให้ได้เป็นแสนจบ และการกราบ ให้ได้เป็นแสนครั้งนั้น เป็นพื้นฐาน แห่งความศรัทธา เพื่อพัฒนา ในทางด้าน จิตวิญญาณ ที่สูงขึ้นไป และ สังเกตุเห็นบางท่าน ไม่ได้กราบ อยู่กับที่ แต่เป็นการเดินกราบ ไปตามถนน ซึ่งยากกว่า เพราะทำให้ร่างกายต้อง เปลอะเปื้อน และในขณะ ที่กราบไปนั้น ก็มีคนเดินสวน ผ่านไปมา ต้องทำให้ได้วางใจ จึงไม่ใช่ เป็นเรื่อง ที่ง่ายเลย
อาตมาได้ลองเข้าไปทักทาย แล้วขอลา มะธิเบตขอกราบดูบ้าง อาตมาตั้งใจกราบ๑๐๔ครั้ง เท่ากับ จำนวนของ สมณะชาวอโศก ถือเป็นตัวแทน ที่จะกราบแทน สมณะ ที่ไม่ได้ มีโอกาส มากราบ พระศาสดา ในที่ที่สำคัญแห่งนี้ การกราบ อย่างนี้ อาตมารู้สึกว่า นอกจากได้แสดงถึง ความศรัทธา ที่เข้มข้นแล้ว ก็ยังเป็นการ ออกกำลังกาย ที่ดีมากด้วย สังเกตุ ลามะ ที่กราบอยู่ มีร่างกาย ที่แข็งแรง
ในช่วงที่อาตมามาอยู่ที่ พุทธคยานั้น ได้รู้จักกับภิกษุณีเวียดนาม รูปหนึ่ง ท่านเข้ามาทัก แล้วบอกว่า มีพระเวียดนาม ที่มาที่ พุทธคยา ซึ่งได้กลับไปแล้ว พูดถึงพระไทย ที่ไป เดินธุดงค์ ที่เวียดนาม อาตมาก็บอกว่า เป็นคณะของอาตมา นี่แหละ พระที่พูดถึงนั้น อาตมาก็ได้ไปรู้จักท่าน ที่เวียดนาม ท่านบอกตอนนั้นว่า ท่านจะมาอินเดีย ภิกษุณี พอรู้ว่า เราเป็น พระไทย คณะที่ไปเดิน ที่เวียดนาม รู้สึกว่า ท่านจะดีใจมาก ได้ควักเอาเงิน มาถวายตั้ง ร้อยดอลล่า อาตมาได้บอกว่า เราไม่ได้รับเงิน อย่างนั้น ก็จะขอเป็น เจ้าภาพ ถวายอาหาร สัก ๓ วัน อย่างนี้ ก็พอตอบตกลงได้ ภิกษุณีชื่อว่า ทิน ได้นัดไปเลี้ยงอาหาร ร้านอาหารข้าง พุทธคยา เพราะที่วัดของภิกษุณี ไม่สะดวกนัก ได้มาฉันอาหารที่ร้าน ได้ฉัน อาหาร อินเดียร้อนๆ อาหารนั้นมีมากมาย แต่เราสั่ง ไม่เป็น จึงเป็นอาหารอินเดีย ที่เรียบๆ ง่าย ๆ เป็น มิตรภาพ ที่น่าประทับใจยิ่งนัก ที่นักบวชต่างชาติ หยิบยื่นให้
เจริญพร...
อธิษฐานหน้าต้นพระศรีมหาโพธิ์
ในช่วงอยู่ที่ พุทธคยา เรื่องราวการเดินจาริกธุดงค์ของพวกเรานั้น เป็นที่รู้กันทั่วในพระไทย พระมหาสายยันต์ ที่ทำหน้าที่เป็นเลขา ของเจ้าอาวาส วัดไทย พุทธคยา ท่านมีความศรัทธา ในความตั้งใจ ของพวกเรามาก ท่านได้ช่วย แนะนำ ในเรื่องต่างๆ ภาษา ฮินดีบางคำ ที่มีความจำเป็น ที่จะต้องใช้ ในช่วงของ การบิณฑบาต ต้องใช้คำพูด อย่างไร เรื่องการขอที่พัก จะพูดอย่างไร การหาที่พักนั้น ท่านได้แนะนำว่า ในการหาที่พักนั้น อย่าปล่อยให้เย็นเกินไป มันอาจจะเลยไปจนค่ำ บางที่ อาจจะหาที่พัก ได้ยาก ถ้าถึงค่ำ จะทำให้ชาวบ้าน เขาระแวงได้ และไม่ปลอดภัย สำหรับเราด้วย
สำหรับสถานที่พักนั้น ท่านแนะนำให้เราพักที่วัดฮินดูได้ ทางฮินดูเขาไม่ได้มีความรังเกียจ เขาให้ความเคารพในความเป็นนักบวช แม้ว่าเราจะเป็นพุทธ ก็ตาม และ อีกสถานที่หนึ่ง ที่สามารถ เข้าไปขอพักได้ คือโรงเรียนเด็กเล็ก ถ้าเป็นโรงเรียนของเด็กโต ก็จะยากหน่อย เพราะมีข้าวของมาก เขาจึงไม่ค่อยวางใจนัก
เรื่องการเดินของพวกเราก็ได้รู้ไปถึงหนังสือพิมพ์ด้วย มีหนังสือพิมพ์สองฉบับได้มาขอสัมภาษณ์ ท่านพระมหาสายยันต์ ได้มาช่วยเป็นล่ามให้ เขาสัมภาษณ์ ตั้งแต่พวกเรา ไปเดินที่ลาว เวียดนาม เขมร จนมาถึงที่อินเดีย ผ่านไปเพียง ๒ วัน เรื่องราวของพวกเรา ก็ได้ตีพิมพ์ ในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น ซึ่งได้เป็นประโยชน์ กับพวกเรามาก ตรงที่เราได้ตัด เรื่องราวของเรา ที่เป็นภาษา ฮินดี เอามา เคลือบพลาสติก ไปถึงที่ไหนก็ยื่นให้ชาวบ้านได้อ่าน ก็จะเข้าใจในการมา ของพวกเรา โดยที่เรา ไม่ต้องพูด ซึ่งเราก็พูด ไม่ได้ด้วย
ใบเบิกทางอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งท่านมหาสายยันต์ ได้ติดต่อไปยังพระผู้ใหญ่ ของอินเดีย ให้ช่วย ออกหนังสือ ให้อีกฉบับหนึ่ง เป็นภาษาอังกฤษ ทางพระผู้ใหญ่ ของวัดอินเดียนั้น ท่านก็มี ความเต็มใจ ที่จะทำให้ เป็นหนังสือรับรอง จะช่วยทำให้ชาวบ้าน ไม่คลางแคลง
เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว จึงเริ่มต้นเดินอย่างเป็นทางการ โดยก่อนออกเดินทางพวกเราได้ เข้าไปตั้งจิตอธิษฐานต่อหน้า ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ในความตั้งใจจริง ในครั้งนี้ว่า เราจะพากเพียร ปฎิบัติบูชา ด้วยการเดินไป กราบนมัสการ ในสถานที่ แสดงปฐมเทศนา สถานที่ปรินิพพาน และไปจบลง ที่ประสูติ ที่ประเทศเนปาล แม้จะมีอุปสรรค ที่ยากลำบาก สักเพียงใด เราก็จะอดทน มีความเพียรพยายาม ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้ได้ โดยขาทั้งสองข้าง ของพวกเรา ในกรณี การที่จะต้อง ขึ้นรถนั้น จะต้องเป็นเรื่อง ที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เจ็บป่วยได้ไข้อย่างหนัก จนไม่สามารถ ที่จะเดินไปได้ การอธิษฐานนี้ เป็นสิ่งที่ได้ช่วยจิตใจ ของเรานั้น มีความหนักแน่น มั่นคง ชัดเจนในเป้าหมาย ที่จะได้กระทำ