อาหารบิณฑบาตมื้อแรกที่อินเดีย
วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
พวกเราเดินทางกันด้วยรถไฟชั้นกรงไก่ เป็นกรรมฐานที่เข้มข้นมากทีเดียว ตั้งแต่สองทุ่ม จนถึง ห้าโมงเช้า แทบจะไม่มีโอกาสได้งีบเลย ต้องเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ตลอดเวลา จนมาถึง สถานีคยา
เป็นวันเริ่มต้นในการเดินทางด้วยเท้า ออกเดินมุ่งสู่ พุทธคยา ซึ่งห่างออกไปอีก ประมาณ ๑๖ กิโลเมตร ระหว่างการเดินก็ได้แวะบิณฑบาตในหมู่บ้านริมทาง ชาวบ้านส่วนใหญ่นั้น เป็นชาวฮินดู ก็ไม่รู้ว่าชาวบ้าน เขาเคยใส่บาตร หรือเปล่า ทำให้ไม่มี ความมั่นใจ เท่าใดนัก แต่อาตมา เคยมีประสบการณ์ ในการบิณฑบาตมาแล้ว ชาวบ้านเขาก็ยังใส่บาตร ให้ด้วย ความยินดี เขาไม่ได้ มีความแบ่งแยกว่า เป็นพุทธ เป็นฮินดู เราอยู่ในรูปแบบ ของผู้จาริก แสวงบุญ ซึ่งในอินเดีย จะมีผู้จาริก แสวงบุญมากมาย และ หลากหลาย ที่อินเดียนี้ เป็นใจกว้างมาก ใครจะนับถือ ลัทธิอะไร และทำอย่างไร เขาให้อิสระเต็ม ที่อินเดีย จึงเต็มไปด้วย ลัทธิต่างๆ มากมาย แม้ว่า ใครจะอยู่ ในลัทธิใด ก็ถือว่า เป็นผู้ที่แสวงหา ความหลุดพ้น ชาวบ้านก็มีความยินดี เต็มใจ ที่จะอนุเคราะห์ ในเรื่องของอาหาร
การบิณฑบาตที่อินเดีย คล้ายกับการบิณฑบาต ที่ภาคใต้บ้านเรา คือต้องเข้าไป ยืนบาตร ที่หน้าบ้าน เป็นการแสดงให้รู้ว่า เราต้องการอาหาร ชาวบ้านก็ยินดี ที่จะนำอาหาร มาใส่บาตรให้ นอกจากบางกรณี ที่เขาไม่พร้อม ยังทำอาหารไม่เสร็จ ก็จะบอกให้ไป บิณฯที่บ้านอื่น
ในกรณีเช้านี้ก็เช่นเดียวกัน คงเป็นเพราะเราบิณฑบาตเช้าเกินไป คนอินเดียนั้น เขาจะทำอาหาร ค่อนข้างสาย เขาจึงไม่มีอาหารสด ที่จะใส่บาตรให้ แต่ชาวบ้าน เขาก็พยายามดูว่า พอจะมีอะไร ที่เป็นอาหารแห้ง ที่จะใส่บาตรได้บ้าง เราจึงได้ประเภท ข้าวพอง และพวกขนมแห้ง ก็พอฉัน เพื่อที่จะมีแรง เดินต่อไปได้ และได้ประสบการณ์แล้วว่า เวลาที่เหมาะที่สุด ในการออกบิณฑบาต ก็คือ เวลาประมาณ สามโมงเช้า
ฉันเสร็จออกเดินต่อ ก่อนถึง พุทธคยา ได้เห็นวัดไทยชื่อ วัดเนรัญชรา เพราะวัด ตั้งอยู่ที่ ริมฝั่ง แม่น้ำ เนรัญชรา เห็นแม่น้ำ เนรัญชราแล้ว น่าสะท้อนใจยิ่งนัก อดีตคงเคยเป็น แม่น้ำ ที่ลึก และกว้างใหญ่ ที่มีน้ำใสไหลเย็น ตลอดทั้งปี เป็นแม่น้ำ ที่พระพุทธองค์ หลังจาก ที่ได้ทรงฉัน ข้าวมธุปายาส ของนางสุชาดาแล้ว ทรงเอาถาดนั้น มาลอยเสี่ยงทาง แล้วได้ อธิษฐานว่า ถ้าเราจะบรรลุ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ขอให้ ถาดทองคำนั้น ลอยทวน กระแสน้ำไป ปรากฏว่า ถาดทองใบนั้น ได้ลอยทวน กระแสน้ำไปจริงๆ ก็เป็นสิ่งที่สื่อ ให้เห็นว่า ธรรมะของ พระพุทธองค์นั้น เป็นสิ่งที่ทวน กระแสโลก และ ทวนกระแสใจ แต่แม่น้ำ เนรัญชรา ในวันนี้ ในแม่น้ำนั้น ไม่เหลือน้ำ แม้แต่หยดเดียว เหลือแต่พื้นทราย ที่กว้างใหญ่ ผู้คนสามารถ เดินข้ามไปมา ได้สบาย เมื่อกาลเวลาเปลี่ยนไป ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเปลี่ยนไป ตามกัน จากความ อุดมสมบูรณ์ ไปสู่ความเสื่อมสลาย
ถือเป็นโอกาสดีที่ได้มาพบวัดไทย จึงได้ขอท่านพักสักหนึ่งคืน ท่านก็ให้พัก ด้วยความยินดี ที่วัดแห่งนี้ มีพระไทย อาศัยอยู่ ๕ รูป อาตมาได้มีโอกาส ได้สนทนากับท่าน เพื่อหาข้อมูลเพิ่ม ในการเดิน จาริกธุดงค์ ท่านได้เล่า ให้ฟังว่าขณะนี้ มีพระไทยรูปหนึ่ง อยู่สาย หลวงพ่อชา กำลังเดินอยู่ คงจะใกล้ถึง จุดหมายปลายทางที่ ลุมพินีวันแล้ว ท่านอาจหาญมาก ที่กล้าเดินจาริก ไปเพียงรูปเดียว ก็เห็นรูปรอย แห่งความเป็นไปได้มากขั้น และท่าน ก็บอกอีกว่า เคยมีพระญี่ปุ่น ที่ถูกปล้น เอาเงินไป นักบวชนั้น ต้องแสดงให้เห็น ถึงความจน แต่ถ้า มีมาก เกินไป กลับเป็น ความไม่ปลอดภัย คนจนที่อินเดียนั้นมีมาก ถ้าทำเป็นจน อย่างชาวบ้านได้ ก็จะไปได้ ด้วยความปลอดภัย ได้สนทนากับพระท่าน พอสมควรแก่เวลา แล้วต้องขอลาพักผ่อน เพราะเมื่อคืนนี้ พวกเราไม่ได้พักกันเลย
ขอเจริญพร
เราจนยิ่งกว่าขอทาน
วันที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
พวกเราเดินทางออกจาก วัดเนรัญชราวาส ตั้งแต่เช้า เดินลียบไปตามริมฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา สักพักหนึ่ง ก็ถึงสถานที่สำคัญ คือสถานที่ลอยถาดทองคำ ของพระพุทธองค์ ซึ่งอยู่ในเขต ของหมู่บ้านของ นางสุชาดา ที่ได้ถวาย ข้าวมทุปายาส แก่พระพุทธองค์ ซึ่งถือว่า เป็นอาหาร ที่มีอานิสงส์มากที่สุด เพราะเป็นอาหาร ที่พระพุทธองค์ ได้ทรงฉัน ก่อนที่จะบรรลุ อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และมีอาหารที่ มีอานิสงส์ เสมอกันก็คือ อาหารมื้อสุดท้าย ที่นายจุล ฑะ ถวายก่อนที่ พระพุทธองค์ จะปรินิพพาน
พวกเราเดินเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อนไปรู้จักบ้านของนางสุชาดา ซึ่งปัจจุบันนี้ เป็นเพียงซาก ของอิฐ เก่าๆ ที่แสดงให้ผู้ที่มาเยือนได้รู้ว่านี่แหละบ้านของนางสุชาดา พอดีในช่วงนั้น ญาติโยม จากเมืองไทย กำลังเยี่ยมชมอยู่ อาตมาก็ได้ทักทาย และสนทนากันบ้างเล็กน้อย โยมเขาได้รู้ว่า พวกเรา จะไป นมัสการ ในที่ต่างๆ เหมือนกับโยม กำลังจะไปกัน แต่เราจะไปด้วยกำลังขา ของเราเอง เป็นการ ปฎิบัติบูชาแต่พระพุทธองค์ ญาติโยมต่าง อนุโมทนา สาธุ...กัน เป็นการใหญ่
สายหน่อยได้เวลาในการบิณฑบาต ประเดิมเจ้าแรกเลยคือขอทาน รี่เข้ามา เพื่อขอเงิน เขาคง จะเคย ได้เงินจากพระ มาบ้างแล้วกระมัง อาตมาก็ได้สื่อ บอกให้ขอทาน คนนั้นรู้ว่า อาตมานี่นะ จนยิ่งกว่า โยมเสียอีก โยมนั้น คงจะมีเงินบ้าง แต่อาตมานั้น ไม่มีเงินเลย เห็นไหม รองเท้า ก็ยังไม่มีใส่ บวกกับผ้าจีวร ของอาตมานั้น เป็นผ้าบังสุกุล ปะตลอดผืนเลย ทำให้ขอทาน คนนั้น รู้สึกชะงัก นิดหนึ่ง แล้วก็มีท่าที ที่เปลี่ยนไป เขาควักมือ ลงไปในย่าม แล้วหยิบ ขนมปัง ขึ้นมา แล้วเอามา ใส่บาตรให้ ยิ่งกว่านั้น เขาได้เอาผ้าสไบ สีขาวบริสุทธิ์ มาถวายให้อีกด้วย ผ้าสไบนี้ เป็นสิ่ง ที่เขาใช้บูชา ในสิ่งที่สูงส่ง จะเห็นได้จาก ต้นศรีมหาโพธิ์ จะมีสไบเหล่านี้ เต็มไปหมด อาตมารู้สึก เป็นเกียตริ และน่าภูมิใจ ที่เราจนมากยิ่งกว่าขอทาน จนขอทาน ต้องสละอาหาร มาให้เรา พระพุทธองค์ เป็นตัวอย่าง ที่ชัดเจนว่า พระองค์เดินทาง จากความมีทุกสิ่งทุกอย่าง ในทางโลก มาสู่ความจน ทางด้านวัตถุธรรม แต่ทางด้าน จิตวิญญาณนั้น มีความอุดม สมบูรณ์ที่สุด
เราได้บิณฑบาตต่อไปในหมู่บ้าน ญาติโยมเขาตักบาตรให้ด้วยความยินดี ถึงแม้ว่า เขาจะเป็นฮินดู เราจะเป็นพุทธ เขาก็ไม่ได้ยึดถือ ผู้ที่มีนั้น มีหน้าที่ ที่จะให้แก่ผู้ที่ไม่มี นี่เป็นสากล ของความมี มนุษยธรรม แถมวันนี้ ก็ยังได้อาหารพิเศษ อีกด้วยคือ ข้าวมธุปายาส เป็นความภูมิใจ เป็นอย่างมาก ที่ได้ฉัน ข้าวมธุปายาส ที่หมู่บ้านของ นางสุชาดา ได้อาหาร เพียงแก่ ความต้องการแล้ว ก็ได้แวะฉัน ณ ริมทาง
จากนั้นก็ได้มุ่งสู่ พุทธคยา ได้เข้าไปขอพักที่วัดไทย พุทธคยา คนไทยส่วนใหญ่ที่มา พุทธคยา ก็จะมาพักที่วัดนี้ เป็นส่วนใหญ่ เพราะที่วัดมีห้องให้พัก อย่างสะดวกสบาย ผู้ที่จะมาพักนั้น จะต้องแจ้ง จองห้อง ล่วงหน้าก่อน พอดีการมา อย่างของเรานี้ ไปตามเหตุปัจจัย จึงไม่ได้จองห้อง ท่านก็บอกว่า เขาจองห้องกัน จนเต็มหมดแล้ว แล้วจะทำ อย่างไรดี อาตมาก็บอกว่า เรามีกลด มาด้วย ให้เราพักที่ไหนก็ได้ ใต้โคนไม้ก็ได้ พอดีท่านคงนึกได้ว่า มีห้องกรรมฐานอยู่ ก็เลยให้เรา ไปพักที่นั่น เรียกว่า เป็นห้องกรรมฐานจริงๆ ซึ่งเป็นห้อง ที่ถูกปล่อย ให้รกร้าง มาเป็นเวลานาน ยุงก็บินว่อน เต็มไปหมดเลย พอได้ปัดกวาดแล้ว ก็พออยู่ได้ ก็ลงตัวพอดี เราเป็นพระธุดงค์ กรรมฐาน แล้วก็ได้ มาอยู่ ห้องกรรมฐาน ได้ฝึกนอน อย่างตามมี ตามได้ มามากแล้ว จึงทำได้ โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก
เจริญพร...
มิตรภาพอันซาบซึ้งจากพี่น้องมุสลิม
วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
วันแห่งการเดินทางจาก พุทธคยา หลังจากที่พวกเราได้ตั้งจิตอธิษฐาน เดินธรรมะจาริก เพื่อเป็นการ ปฎิบัติบูชา อาตมา กับ ท่านบินก้าว และ คุณ คิดไกล ได้ไปกราบลา พระพุทธเมตตา ที่อยู่ใน พระวิหาร พุทธคยา เป็นวันเริ่มต้น ในการเดิน อย่างเป็นทางการ ที่น่าประทับใจมาก มีพระผู้ใหญ่ ของอินเดียหนึ่งรูป ภิกษุณีทิน แห่งเวียดนาม และ พระมหา สายันต์ ได้มายืน ส่งพวกเรา ที่ประตูทางออก พุทธคยา พระมหา สายยันต์ ได้เอาพวงมาลัย สีเหลือง พวงใหญ่ มาคล้องคอ ให้กับอาตมา ท่านบินก้าว และคุณ คิดไกลด้วย เป็นการแสดงออก ด้วยมิตรภาพ ที่แท้จริง เพราะพวกเรานั้น ไม่ใช่เป็นพระ ที่มีชื่อเสียงใดๆ
พวกเราออกเดินโดยมีจุดหมายปลายทางแรกคือเมืองสารนาถ ซึ่งเป็นสถานที่ แสดงปฐมเทศนา ของพระศาสดา ในเส้นทางที่พวกเราเดินไปนั้น มีต้นไม้เรียงราย สองริมข้างทาง ร่มรื่น เป็นช่วง บรรยากาศ ที่เหมาะมากทีเดียว ไม่หนาว ไม่ร้อน ในระหว่างทาง ก็ได้ทักทาย กับชาวบ้าน ภาพแห่ง การเดิน ของพวกเรานั้น ชาวบ้าน คงจะไม่ค่อย ที่จะได้เห็น ง่ายๆนัก เดินไปที่ไหน ก็รู้สึกว่า ชาวบ้าน จะให้ความสนใจมาก
ช่วงกลางวันได้พักใต้โคนไม้ที่ร่มรื่น มีชาวบ้านเข้ามาทักทาย เห็นชาวบ้านมาเดินเก็บใบไม้ ในภาวะ ของความยากจน ของชาวบ้านนั้น แม้แต่ใบไม้ ที่หล่นลงมานั้น ก็เป็นสิ่งที่ มีคุณค่า พวกเราได้มอบ พวงมาลัย ที่ท่านมหา สายยันต์ ให้มาให้แก่ชาวบ้าน รู้สึกว่า เขาจะดีใจมาก
ตกเย็นก็ต้องรีบหาที่พักโดยไม่รอให้เย็นมากจนเกินไป อาตมาได้พบกับชายกลางคน คนหนึ่ง การแต่งตัว ค่อนข้างจะภูมิฐาน จึงได้เข้าไปทักทาย แล้วเอาใบเบิกทาง ให้โยม ได้อ่าน เพื่อจะได้ทราบว่า พวกเราเป็นใคร มีเป้าหมายอย่างไร และจะไปไหน เมื่อเขาอ่านแล้ว อาตมา ก็เอ่ยปากถามว่า พอจะช่วย ในเรื่องที่พัก หรือแนะนำว่า ควรที่จะไปพัก ได้ที่ไหน โยมผู้นี้ก็บอกว่า ยินดีให้ไปพัก ที่บ้านเขาก็ได้ จากนั้น โยมเขาก็เดินนำพวกเรา ไปที่บ้านของเขา ซึ่งไม่ไกลนัก ไปถึงที่บ้าน โยมก็ได้พาพวกเรา ชมสวนต่อ อาตมา เห็นแล้วรู้สึกว่า ทึ่งมาก โยมเขาทำแบบ พืชนา สวนผสม ทั้งข้าว พืช ผักผลไม้ เป็นลักษณะเหมือน เศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงของเรา แนะนำเลย โยมบอกว่า สามารถ พึ่งตนเองได้ จนแทบจะไม่ต้อง ใช้เงินซื้อเลย
โยมพาพวกเราชมทั่วแล้ว ให้เราได้เลือกว่าจะพักที่บ้านหรือที่โรงเรียนก็ได้ ซึ่งเป็นโรงเรียน ที่ติดกับบ้าน เป็นโรงเรียนของโยมเอง อาตมาขอเลือกพัก ที่โรงเรียน ซึ่งกว้างขวาง และ เป็นสัดส่วนดี
ที่หมู่บ้านนี้มีเรื่องที่รู้สึกแปลกอย่างหนึ่งคือ เรื่องของการอาบน้ำ ที่เขาจะอาบน้ำ เฉพาะเวลา ๙ โมงเช้า และ ๓ ทุ่มเท่านั้น เวลาอื่นนั้น อาบไม่ได้ รายละเอียดนั้น ไม่ได้ถามว่า เป็นเพราะอะไร ที่มีประเพณี กันอย่างนี้ อาตมาเลยอาศัย เพียงเช็ดตัวเท่านั้น เพื่อให้สอดคล้อง ของประเพณี ของที่นี่
ช่วงค่ำโยมที่เป็นเจ้าบ้านได้พาเพื่อนบ้านคนหนึ่ง มาร่วมสนทนาด้วย ก็สนทนากัน แบบรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง มีอุปสรรคทางด้านภาษาบ้าง พอสมควร โยมเพื่อนบ้าน พอรู้ว่า พวกเรา จะต้องเดินไป จนถึง เนปาล เขาทำหน้าตกใจ ตัวของเขาเองนั้น เดินเพียง ๖ กิโลเมตร เขาก็จะแย่แล้ว
มีอีกเรื่องหนึ่งที่อาตมารู้สึกไม่คาดคิด คือ เมื่อได้สนทนากับโยม ที่ให้การต้อนรับเรา เป็นอย่างดีนั้น โยมเขาชื่อ ยัพดุล อา ซันข่าน ซึ่งเป็นชาวมุสลิม ในความรู้สึก ที่ผ่านมานั้น อาตมาค่อนข้าง จะไม่กล้าที่จะไปขอ การอนุเคราะห์ จากชาวมุสลิม อยู่เมืองไทย ก็ไม่กล้า ที่จะเข้าไปบิณฑบาต กับชาวมุสลิม เป็นความไม่แน่ใจว่า เขาจะทำบุญกับพระ ได้หรือเปล่า ครั้งนี้ก็เช่นกัน ถ้ารู้มาก่อนว่า โยมที่ต้อนรับพวกเรา เป็นอย่างดี อาตมาคงจะไม่กล้า ที่จะขอการอนุเคราะห์ ส่วนชาวฮินดูนั้น ฟังมาว่า เขาได้นับถือ พระพุทธเจ้าว่า เป็นพระเจ้าองค์หนึ่ง เหมือนกัน จึงทำให้วางใจ ได้มากกว่า มาวันนี้ เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนความรู้สึกใหม่ น้ำใจของพี่น้องชาวมุสลิมนั้น ก็มีไม่น้อยเหมือนกัน
เจริญพร...
จำวัดครั้งแรกที่วัดฮินดู
วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๙
คุณ ยัพดุล อา ซันข่าน ได้บอกอาตมาไว้ตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้วว่าจะถวายอาหาร ในเวลา ๑๐ โมงเช้า ซึ่งถือว่าเป็นอาหารมื้อเช้าของชาวอินเดีย อาตมาก็บอกไปว่า เราต้องเดินไป ด้วยเท้า ที่เปล่าเปลือย ถ้าออกเดินสายมากเกินไป แดดที่ร้อนนั้นเป็นอุปสรรคมากในการเดินทาง จึงได้เปลี่ยนมา เป็นเวลา๗โมงเช้า พอถึงเวลา โยมเขาก็มานิมนต์ ให้ไปฉัน ที่บ้าน ซึ่งอยู่ติด กับโรงเรียน
รายการอาหารเต็มไปด้วยความเรียบง่าย ซึ่งมีจาปาตี ซับยี (แกงมันฝรั่ง) ดาฮี(โยเก ริตส์) มะละกอ ตบท้ายด้วย จาย (น้ำชา) แม่บ้านเป็นผู้ที่ ทำอาหารในบ้าน ผู้เป็นพ่อบ้าน จะทำหน้าที่ เอามาถวาย อีกทีหนึ่ง เขาจะไม่ถวายเสร็จ ในทีเดียว อาหารจะทยอยเอามา ถวายเรื่อยๆ จึงเป็นอาหาร ที่สดใหม่ และร้อนๆ ซึ่งเป็นอาหารที่มีประโยชน์ ต่อสุขภาพมาก พวกเราไม่มีโอกาส ที่จะได้ เห็นแม่บ้าน ที่ทำอาหารเลย โยมบอกว่า แม่บ้าน ถ้าจะออกไป นอกบ้านนั้น ก็จะต้องปิดหน้าด้วย เฉพาะคนในครอบครัว เท่านั้น จึงสามารถ ที่จะเห็นหน้าได้
อาตมารู้สึกเลื่อมใสในการแต่งตัวของอิสลามที่มีความมิดชิด วัฒนธรรม ทางตะวันตกนั้น ไม่สามารถ มีอิทธิพล ในประเพณี ในการแต่งตัว ของพวกเขาได้ ผู้หญิง ยังถูกเก็บ ให้อยู่ที่บ้าน ทำหน้าที่ของแม่บ้าน อย่างเต็มที่ ทำงานในบ้านและการดูแลลูกๆ พ่อบ้าน ออกไปทำงานนอกบ้าน ซึ่งเป็นการแบ่งหน้าที่กัน ค่อนข้างชัดเจน อาตมาว่า เป็นสิ่งที่ดี ความเท่าเทียมกันนั้น ไม่ใช่ว่า จะต้องทำอะไร ได้เหมือนกัน หลังฉัน พวกเราอำลากัน ด้วยความซาบซึ้งใจ
ออกเดินต่อ ระหว่างทางได้พบอานาริกกำลังเดินอยู่บนถนน ไม่ใส่รองเท้า เหมือนกับ พวกเรา มีเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้น ตัวก็ผอมด้วย แต่ก็ยัง อุตส่าเดินไปเรื่อยๆ พวกเราได้หยุด พักเที่ยง กันใต้สะพาน ซึ่งน้ำได้เหือดแห้ง ไปหมดแล้ว ช่วงเอาจีวรไปตาก อาตมาได้ไปเหยียบ เอาหนามเข้าให้ อย่างจัง ตำติดเท้าขึ้นมาเลย โชคดีที่ไม่หักคา แต่ก็สร้างความเจ็บปวด ให้ไม่น้อยทีเดียว
บ่าย ๒ โมงกว่า ได้ออกเดินทางกันไปต่อ ตกเย็นจึงได้หาที่พัก ที่หมู่บ้านโคปาระปู ซึ่งมีบ้าน ร่วม ร้อยหลังคาเรือน ได้พบกับ ชายหนุ่มคนหนึ่ง และก็มีเด็กหลายคน เข้ามาห้อมล้อม ได้อาสา ที่จะพา พวกเรา ให้ไปพักที่วัดฮินดู ในหมู่บ้าน เป็นวัดเล็กๆ ข้างสถานที่บูชา มีห้องพัก อยู่หนึ่งห้อง ที่พอจะเป็น ที่พักได้ ที่พื้นมีฟางปูไว้พร้อม ตรงใจท่านบินก้าว ซึ่งอยาก จะนอน บนลอมฟาง อยู่พอดี เป็นที่สนใจของชาวบ้าน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยเฉพาะสนใจ ในตอนที่ เรากางกลด คงเป็นสิ่งที่เขา ไม่เคยเห็นมาก่อน ได้เข้ามาจับดู บางคน ถึงกับ ออกปากขอเลย ต้องบอก ถึงความจำเป็น ถ้าให้ไปแล้ว เราก็จะไม่มีใช้ เพราะยุง ก็มีมาก พอดูทีเดียว
ช่วง ๖ โมงเย็น จะมีพราหมณ์ที่ใส่ชุดขาวมาทำพิธีบูชาที่ในเทวาลัย ผู้ที่นับถือฮินดูนี้ เขาจะมี พระเจ้า บูชาหลายพระองค์ ในแต่ละที่นั้น อาจจะบูชาพระเจ้า ไม่เหมือนกัน ที่วัดนี้ เขาจะบูชา พระ ราธากฤษณะ กับ พระสังกา ระภะคะวัณ
ช่วงค่ำก็มี ชาวบ้านหมุนเวียนกันมาทักทาย และสนทนาทำความรู้จักกัน เรื่องราว ของพวกเรา ที่ลงในหนังสือพิมพ์ ได้ให้ชาวบ้านได้อ่าน ได้ช่วยเรา มากทีเดียว จากนั้น ชาวบ้าน ก็ทยอยกันไป ยังคงเหลือ ผู้ชายหนึ่งคน ที่จะขอนอน กับพวกเราด้วย เขามีผ้า เพียงผืนเดียว ไม่ได้กางมุ้ง ยุงก็มาก พอสมควร เขาก็นอนได้ อย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ เป็นชีวิต ที่เรียบง่ายดี วันนี้ เดินได้ ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร
เจริญพร...