October 13, 2007

บันทึก ๑๔ ต.ค ๕๐



“ถึงจุดหมายปลายทางที่ตรังหวุดหวิดก่อนเข้าพรรษา”
อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึงทักษิณอโศก วันที่ ๒๘ ก.ค ถึงก่อนเข้าพรรษาเพียง ๒วัน เท่านั้น รวมระยะทางร่วม ๙๐๐ กิโลเมตร วันสุดท้ายก่อนที่จะถึงญาติธรรมที่ทักษิณได้ทำอาหาร มาเลี้ยงส่งท้าย แล้วร่วมเดินมาด้วย ๓ คน
หลังจากที่เดินมาถึงแล้ว ท่านบินก้าวต้องรีบเดินทางกลับไปเข้าพรรษาที่ปฐมอโศกเป็นการเดินมาส่งอาตมาด้วยระยะเวลาเกือบ ๒ เดือน ซึ่งเป็นการเดินมาส่งที่ยาวไกลมาก ท่านรู้ว่าอาตมาต้องเดินมาทางใต้เพียงลำพังรูปเดียว ซึ่งเป็นครั้งแรกในการเดินทาง ท่านคงมีใจที่เป็นห่วงจึงตัดสินใจเดินมาเป็นเพื่อน
ในการเดินทางของอาตมาในช่วงหลังนั้น อาตมาไม่ได้ชวนใครเพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากพอสมควร ผู้ที่มาร่วมเดินด้วยนั้นจะต้องมาด้วยหัวใจที่เต็มร้อยจริงๆ การเดินสองรูปขึ้นไปนั้น คนเราความคิดบางอย่างย่อมไม่เหมือนกัน ต้องเรียนรู้ในการวางใจและยกให้กันพอสมควร ถือว่าเป็นความสำเร็จที่สำคัญที่สามารถไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น
ซึ่งบางครั้งต้องเจอกับอุปสรรคที่หนักไม่น้อยที่ผ่านมานั้นอาตมามักจะเอาตนเองเป็นตัวตั้งทำให้ผู้ที่มาเดินด้วยนั้น เหมือนถูกรากไปข้างหน้า จึงค่อนข้างจะขาดความมีน้ำใจไปจึงพยายามที่จะปรับตัวใหม่ โดยการเอาผู้ที่ร่วมเดินด้วยเป็นตัวตั้งถ้าเพื่อนรู้สึกหนักแล้วก็ต้องพัก ถึงแม้ว่าจะอยากไปต่อก็ตาม ต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราเสมอ เพราะเพื่อนจะเกรงใจเราเขาจะพยายามไม่พูดอยู่แล้ว เราจึงต้องแววไว การคิดถึงใจของผู้อื่นเสมอทำให้การเดินทางร่วมกันนั้น เป็นมิตรภาพที่งดงาม ที่ต้องพยายามที่จะหยิบยื่นให้แก่กันและกัน ก็จะพากันไปสู่ความเจริญที่แท้จริงนี่แหละคือประโยชน์ในการเดินทางร่วมกัน เมื่อเกิดความขัดแย้งกันแล้วพร้อมที่จะสามารถยอมกันได้ไม่ไปคาดหวังในคนอื่น แต่มาปรับที่ตนเอง เราก็สามารถที่จะไปกับใครก็ได้ด้วยความสันติ เจริญพร....

บันทึก ๑๔ ต.ค ๕๐



“อาหารอินเดียต้นตำหรับมังสวิรัติแท้”
ช่วงการเดินอยู่ในเขตกรุงเทพฯ อาตมาได้มีโอกาสได้ฉันอาหารมังสวิรัติที่บ้านนายห้างเกร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามหลวง เป็นครอบครัวที่ทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่เกิด ถ้ามีโอกาสมากรุงเทพฯ อาตมาจะหาโอกาสมาเยี่ยมและฉันที่นี่เสมอ และในช่วงที่อาตมาได้ไปเดินธุดงค์ที่อินเดีย ก็มีโอกาสได้สัมผัส และได้เรียนรู้เรื่องอาหารอินเดียพอสมควร
คนอินเดียทานอาหารมังสวิรัติต่อเนื่องกันมาไม่ต่ำกว่า๕พันปีมาแล้ว จนมาถึงปัจจุบันนี้ คนอินเดียจำนวน ๘๐๐ กว่าล้านคนที่ยังมั่นคงในการกินมังสวิรัติ จึงทำให้เกิดความสนใจในการเรียนรู้ ในฐานะที่เราก็ฉันอาหารมังสวิรัติมานานพอสมควร อาหารประจำของคนอินเดียก็คือแกงถั่ว เมื่อไม่ทานเนื้อสัตว์ สิ่งที่แทนเนื้อสัตว์ได้ก็คือถั่วต่างๆ หัวใจสำคัญในการปรุงแกงถั่วก็คือเครื่องเทศ แขกเขาเรียกว่า “มะซาร่า” อาตมาได้พยายามเรียนรู้ว่าเครื่องเทศเหล่านั้นมีอะไรบ้าง ก็พบว่ามี พริกไทยขาว ,พริกไทยดำ, อบเชย, ลูกผักชี,ลูกจันทร์ ,กานพลู,ป๋วยกั๊ก,ขมิ้น,ขิง,มหาหิง, คุณสมบัติของเครื่องเทศเหล่านี้จะช่วยไปกำจัดพิษที่มากับถั่ว ทำให้ย่อยง่าย ระบบหมุนเวียนดี ท้องไม่อืด ทำให้เข้าใจว่าทำไมต้องเอาถั่วไปแกงและมีเครื่องเทศเหล่านี้
ซึ่งที่ผ่านมาในการกินถั่วของชาวอโศก ก็เพียงแต่เอาถั่วมาต้ม แล้วก็ทานเป็นอาหาร และที่เน้นกินกันเป็นอย่างมากก็คือถั่วเหลือง ซึ่งเป็นธัญพืชที่ย่อยได้ยากมาก นายแพทย์เปี่ยมโชค บอกว่าถั่วเหลืองเป็นอาหารที่ไม่ควรทาน เพราะในถั่วเหลืองนั้น มีสารที่ไปยับยั้งการย่อยโปรตีน และวิตามิน ยิ่งกินมากก็ยิ่งจะทำให้ขาดสารอาหารมาก โปรตีนที่ว่ามีมากที่สุดในถั่วเหลืองนั้น ร่างกายไม่สามารถที่จะรับเอาโปรตีนที่มากนั้นได้ เป็นสิ่งที่น่าคิดมากทีเดียว ชาวมังสวิรัติเกือบทั้งหมดก็ว่าได้ในเมืองไทย จะกินแต่ถั่วเหลือง และสิ่งที่แปรรูปมาจากถั่วเหลือง
แม้แต่ชาวอโศกทุกวันนี้ก็มีปัญหาเรื่องของสุขภาพไม่ใช่น้อย จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถที่จะท้าทายให้ชาวโลกที่ยังกินเนื้ออยู่มาพิสูจน์ได้อย่างภาคภูมิ และ อาจหาญแกล้วกล้า การกินจึงเป็นสิ่งที่มีผลไม่น้อยทีเดียว การกินถั่วเหลืองจะมีผลมากน้อยแค่ไหน เป็นสิ่งที่ต้องดูกันต่อไป ที่แน่ๆคนอินเดียที่ทานมังสวิรัติ เขาสามารถที่จะท้าทายได้
เป็นสิ่งที่น่าคิด ชาวอินเดียที่เป็นนักกินถั่วมืออาชีพ แต่ปรากฏว่าคนอินเดียไม่กินถั่วเหลือง เขาจะกินถั่วหลากหลายหมุนเวียนกันไปไม่ต่ำกว่า๓๐ชนิด ทางด้านมันสมองของชาวอินเดีย จัดอยู่ในแถวหน้าของโลก
เมนูอาหารของคนอินเดียนั้น มีไม่มากอย่างเหมือนกับคนไทย เมนูอาหารแทบจะเดาได้ถูกต้องเลยว่ามีอะไรบ้าง เขาทานไม่มากอย่าง แต่ในแต่ละอย่างนั้น เป็นอาหารที่มีคุณค่าที่เสริมหนุนกัน อาหารประจำของเขาก็มีจาปาตี,แกงถั่ว,แกงผัก,โยเกริดส์ ผักสดและผลไม้เล็กน้อย กินกันซ้ำซากอย่างนี้ทุกวัน แต่ถั่วและผักนั้นเขาจะมีการหมุนเวียนกันไป คนจนและคนรวยจึงมีสิทธิที่จะมีสุขภาพดีได้พอๆกัน เพราะอาหารหลักที่ประจำนั้นมีราคาที่ถูกและสามารถปลูกได้เอง ระยะเวลาที่ยาวนานในการกินอาหารมังสวิรัติของคนอินเดีย ได้เรียนรู้ผิดถูกมายาวนาน จึงเป็นอาหารที่ตกผลึกมาจนถึงทุกวันนี้ จึงเป็นสิ่งที่น่าศึกษาเรียนรู้ โดยเฉพาะผู้ที่เป็นนักมังสวิรัติ อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดชะตาชีวิตและสุขภาพ คุณจะเป็นอย่างที่คุณกิน
ก็เป็นมุมมองของอาตมา ก็ผิดหรือถูกอย่างไร ก็ต้องพิสูจน์กันต่อไป

บันทึก ๘ ส.ค ๕๐


“ตายเพราะพระ”

ชีวิตของการเดินธุดงค์มีโอกาสที่จะได้พบทั้งสิ่งที่น่าประทับใจ และ สิ่งที่น่าสลดใจ แต่ส่วนมากแล้วจะได้พบกับสิ่งที่น่าประทับใจ มีสิ่งที่น่าสลดใจที่อยากจะขอเล่า มันเป็นเรื่องที่นำเอามาสอนใจได้เป็นอย่างดีในช่วงที่อาตมาเดินอยู่ในเขตจังหวัด กระบี่ อาตมาและท่านบินก้าวได้แวะเข้าไปขอพักที่สำนักสงฆ์แห่งหนึ่ง ชื่อสำนักสงฆ์แสนสุข มีพระอยู่หนึ่งรูปท่านให้พักแต่ต้องเรียกกรรมการวัดให้เข้ามารับรองก่อน เพราะท่านเองก็เป็นพระอาคันตุกะมาเช่นเดียวกัน อาตมารู้สึกสะดุดใจในการที่ต้องแจ้งให้กรรมการวัดให้มาที่วัด ท่านได้เล่าเรื่องที่น่าสลดใจให้ฟังว่า เมื่อปีที่แล้วนี้เอง เจ้าอาวาสที่วัดนี้ถูกฆ่า และผู้ที่ฆ่านั้นคือพระอาคันตุกะที่มาขออาศัยพัก พูดกันว่าสาเหตุที่ถูกฆ่าเพราะ เจ้าอาวาสได้คุยให้พระอาคันตุกะฟังว่าท่านมีพระพุทธรูปที่มีค่ามากราคาเป็นล้าน เป็นพระพุทธรูปที่เก่าแก่มาก ทำให้พระอาคันตุกะเกิดความโลภขึ้นมา จึงได้ลงมือฆ่าเจ้าอาวาสรูปนั้น แล้วขังไว้ในห้อง แล้วเอาพระพุทธรูปหนีไป เวลาผ่านไปสามวันจึงได้รู้ว่าเจ้าอาวาสถูกฆ่าตายพระพุทธรูปที่เห็นว่าเป็นของที่มีค่าศักดิ์สิทธ์ ที่สุดแล้วก็ไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้ กลับเป็นต้นเหตุที่ทำให้ถูกฆ่าตายเสียด้วยซ้ำ
ชัดเจนจริงหนอที่พระพุทธเจ้าไม่ให้ภิกษุมีของที่มีราคา มันคงไม่ได้หมายถึงเงินหรือทองอย่างเดียว แม้แต่พระพุทธรูปที่คนไปตั้งราคาให้สูง ก็เข้าข่ายนี้เช่นเดียวกัน พระองค์ไม่ให้มีก็เพื่อป้องกันความปลอดภัยของพระเองการเป็นพระที่ไม่ต้องมีเงินทองและของที่มีค่าใดๆ มันเป็นความสบายและความปลอดภัยของพระ เพราะถ้าเป็นพระที่ดีแล้ว เรื่องของปัจจัยต่างๆที่มีความจำเป็น ญาติโยมเขาพร้อมที่จะถวายอยู่แล้ว โดยไม่ต้องเป็นภาระเลย ชีวิตนักบวชจริงจะต้องไม่ติดยึดในที่อยู่ ต้องไปในที่ต่างๆ บางทีต้องไปนอนใต้โคนไม้ นอนในศาลาที่ไม่มีที่มุงที่บัง การมีสมบัติจึงเป็นความไม่ปลอดภัยของที่มีค่าสำหรับนักบวชก็คือความไม่มี พระพุทธองค์ได้ทิ้งความมีที่เป็นปราสาท ทิ้งยศที่เป็นถึงรัชทายาท ทิ้งทรัพย์สมบัติที่มีมหาศาล ไปสู่ความไม่มี พระองค์ได้พบสิ่งที่มีค่ากว่าสิ่งเหล่านั้นคือความไม่มี เพราะมีสิ่งใดก็ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น เมื่อไม่มีสิ่งใดก็ไม่ต้องทุกข์เพราะสิ่งนั้น ผู้ที่เข้าใจวิถีชีวิตที่ประเสริฐก็จะพยายามทิ้งความมี มาสู่ความไม่มี เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่นักบวชส่วนมากในทุกวันนี้ กลับกำลังเดินทางไปสู่ความมี สิ่งเป็นสิ่งที่ทวนกระแสกับที่พระพุทธองค์ที่ได้พานำ ภัยจึงได้เกิดกับนักบวช ที่ออกข่าวมาบ่อยๆเรื่อง ที่อาตมาได้ฟังจากที่พระท่านได้เล่าให้ฟังนี้ เป็นสิ่งที่ได้ย้ำ ยืนยันชัดเจนให้แก่ตนเอง ในการที่จะพยายามที่จะมีจะเป็นให้น้อยที่สุด เพื่อเป็นการพิสูจน์ในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ แม้ปัจจุบันก็ยังเป็นสิ่งที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้อยู่เสมอ ไม่จำกัดกาลเวลา ยิ่งความสะดวกสบายมีมากขึ้น ความเจริญมีมากขึ้น ในโลกเต็มไปด้วยคนที่มี ซึ่งเข้าพร้อมที่จะแบ่งให้กับผู้ที่ไม่มี ถ้าผู้ที่ไม่มีแต่เป็นผู้ที่มีคุณค่าต่อโลก เขาคงไม่ทอดทิ้งเป็นแน่แท้ อยู่ที่เราเองจะกล้าหาญที่จะทิ้งออกมาหรือไม่ พร้อมที่จะท้าทายตนเองหรือไม่เท่านั้น ขอเจริญพร ....

September 23, 2007

บันทึก ๒๓ ส.ค ๕๐



“ชายชราผู้แข็งแรง”
เดินมาถึงจังหวัดกระบี่ อาตมาได้คุยกับท่านบินก้าว ในงานประจำปีของชาวอโศก มีไม่กี่จังหวัดที่ไม่เคยมีญาติธรรมไปร่วมงานเลย หนึ่งในนั้นก็คือจังหวัดกระบี่ จึงคิดกันว่าการมาถึงกระบี่ในครั้งนี้ จะพอมีญาติธรรม ที่จังหวัดกระบี่ หรือเปล่าหนอ พอดีในระหว่างทาง มีผู้หญิงคนหนึ่งชื่อโยมอ้วน ได้จอดรถ แล้วเอาเงินมาถวาย เมื่อรู้ว่า สมณะไม่รับเงิน ทำอย่างไรที่จะได้ทำบุญกับท่าน พอดีบ้านของโยม อยู่ที่ตลาดเก่า ซึ่งคาดว่าในเย็นนี้คงได้ไปพักที่นั่นพอดี โยมอ้วนจึงบอกว่า วันพรุ่งนี้จะเอาอาหารเจมาถวาย ซึ่งโยมอ้วนนี้ เคยกินเจ มาร่วมสี่ปีกว่า เสียดายตอนนี้ไม่ได้กินแล้ว แต่ยังมีความปรารถนา ที่จะกลับมากินอีก


ตอนเย็น กำลังหาที่พักอยู่พอดี ได้พบกับชายชราคนหนึ่ง อายุร่วม๗๐ปีแล้ว อดีตเคยเป็นอัยการ ชื่อโยม ประดิษฐ์ กำลังเดินออกกำลังกายอยู่ ได้เข้ามานิมนต์ ให้ไปพักที่บ้าน นานๆทีที่จะมีคนนิมนต์ให้ไปพักที่บ้าน จึงยินดีรับ ด้วยความเต็มใจ ได้สนทนากันไปด้วยระหว่างการเดิน อาตมาประทับใจ ที่โยม อายุ ๗๐ปีแล้ว ได้เดินออกกำลังกายมาร่วมสิบปีแล้ว ในแต่ละวัน จะเดินไม่ต่ำกว่า สิบกิโลเมตร มีร่างกายที่แข็งแรงมาก ไม่มีโรคประจำตัว อะไรเลย

 

การเดินจึงเป็นยาวิเศษจริงๆ ทำอย่างไรหนอที่ชาวอโศก จะมีการออกกำลังกาย กันต่อเนื่องอย่างนี้ เพื่อความมีสุขภาพที่แข็งแรง เป็นแบบอย่าง ให้กับสังคม ที่จะทำตามได้ คำสอนนั้นมีมาก แต่ตัวอย่างที่ดีนั้นหาได้น้อยนัก ตอนแรกโยมจะให้เข้าไปพักที่สวนหลังบ้าน พอดีฝนตกพื้นชื้นแชะ จึงไม่สะดวก ในการพัก โยมจึงนิมนต์ให้เข้าไปพักในบ้าน ช่วงค่ำ บรรดาลูกๆหลานๆ ได้มาร่วมสนทนา กับพระธุดงค์ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม ยินดียิ่งนัก แม้เด็กตัวน้อยๆก็ชอบมานั่งฟังในสิ่งที่ดี


ช่วงเช้า โยมอ้วนที่ได้เจอกัน ตั้งแต่เมื่อวานนี้ ได้ทำอาหารเจมาถวายจริงๆ มาพร้อมกับหญิงสาวชื่อเปิ้ล ซึ่งเป็นชาวอนุตตรธรรม รู้ว่าการกินอาหารเจ เป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังกินไม่ได้ ได้โอกาสพอดี เนื่องในโอกาสที่จะเข้าพรรษานี้ อาตมาได้ขอบิณฑบาต ให้โยมอ้วนกับคุณเปิ้ลตั้งใจในการกินเจในช่วงเข้าพรรษา ถ้าเป็นความเจริญก็ให้ทำต่อไปเลย สองคนที่มีพื้นฐานอยู่แล้ว จึงน้อมรับ ด้วยความเต็มใจ ที่จะเริ่มต้นปฎิบัติให้ได้ ซึ่งเป็นโชคลาภที่ได้มาพบกับพระธุดงค์ ขอเจริญพร...
พุธ ที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๐

September 18, 2007

บันทึก ๒๑ ส.ค ๕๐


“ความดีของทุกศาสนาเป็นหนึ่งเดียวกัน”
ในช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าวเดินมาถึง อ. คีรีรัฐนิคม คุณพิมพ์ซึ่งเป็นญาติธรรม ได้นิมนต์ให้มาโปรดคุณพ่อ คุณแม่ที่บ้าน คุณพิมพ์ได้เชิญน้องๆ ให้มาร่วมด้วย มีน้องคนหนึ่ง ชื่อเจี๊ยบ ที่มาทราบ ภายหลัง ว่าเป็นมุสลิม คุณเจี๊ยบเองนั้นแต่ก่อนก็เคยเป็นพุทธมาก่อน แต่ก็เบื่อหน่าย ความเป็นพุทธ ที่ทำตามจารีตประเพณี ซึ่งมันเพี้ยนออกไป จากเนื้อหา ของความเป็นพุทธที่แท้จริง จึงเปลี่ยนไปเข้า ทางด้านศาสนาอิสลาม ซึ่งมีเนื้อหา มากกว่า แต่เมื่อได้มาฟังธรรม ของสมณะชาวอโศก ทำให้แจ่มชัด ในพุทธศาสนามากขึ้น ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ดี สอดคล้องกับศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะ เรื่องของ การไม่เบียดเบียน


ทุกศาสนานั้น สอนคนให้เป็นคนดี ด้วยกันทั้งนั้น คนดีของพุทธ ก็ควรจะเป็นคนดี ของศาสนาอื่นด้วย คุณเจี๊ยบได้เข้าถึงเนื้อหาของศาสนา จึงรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ ไม่แปลกแยกกัน คุณเจี๊ยบได้คุกเข่า กราบสมณะ ด้วยความเชื่อมั่นว่า พระอัลเลาะห์ เข้าใจในสิ่งที่ทำนี้ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด


อาตมาคิดว่า ถ้าคนเรานับถือศาสนา เข้าถึงเนื้อหาในศาสนาของตน อย่างแท้จริงแล้ว ก็จะไม่เกิดความขัดแย้งในทางศาสนา ทุกศาสนาถ้าเข้าใจกันนั้นมีส่วนที่จะช่วยโลกให้เกิดสันติภาพได้ มันเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างยิ่งที่ความยึดถือในศาสนาที่ผิดๆ จึงทำให้ถึงขั้นที่ต้องมาทำร้ายทำลายกัน ขอให้ความรักและความเมตตาจงหยั่งลงทุกดวงใจ เพื่อช่วยสร้างโลกให้สันติสุข เจริณพร...

September 13, 2007

บันทึก ๑๙ ส.ค ๕๐


“ศักดิ์ศรีของเรขาเจ้าคณะจังหวัด”
เดินมาถึงจ.ชุมพร อาตมากับท่านบินก้าวได้มีโอกาสดีที่ได้เข้ามาพักที่วัดเจ้าคณะจังหวัด ท่านให้ ความเป็นกันเอง และให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ท่านอายุร่วม๘๐ปีแล้ว ท่านให้ เขียนที่อยู่ให้ แล้วท่านพยายามที่จะเพ่งอ่าน ตอนที่อาตมาไปพบท่าน ก็มีญาติโยม คอยพบท่านอีกหลายคน อายุมากขนาดนี้ก็ยังต้องมารับภาระอีก


ท่านได้ให้ท่านเรขาฯพาเราไปพักที่กุฎิ เมื่อได้ที่พักเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านเลขาฯ ได้มีโอกาสมาร่วมสนทนาด้วย ท่านเล่าให้ฟังว่า ปกติท่านก็ชอบ ออกเดินธุดงค์ เหมือนกัน และชอบไปรูปเดียว ท่านชอบเดินธุดงค์ เข้าไปในป่า แถวภาคอีสาน บำเพ็ญหนักจนทำให้ล้มป่วย หมอต้องตัดลำไส้ ออกไปส่วนหนึ่ง จากนั้นเป็นต้นมาทำให้ท่านอ่อนแอลงไปมาก ไม่สามารถ ที่จะปฏิบัติเคร่งครัด เหมือนแต่ก่อนได้ จึงต้องมาอยู่กับที่ทำงาน รับใช้ เจ้าคณะจังหวัด ท่านบอกว่า เป็นพรรษาสุดท้าย ที่ท่านจะได้อยู่เป็นบรรพชิต ท่านจะขอลาสิกขา เหตุผล ที่สำคัญ คือท่านไม่สามารถ ที่จะปฏิบัติเคร่งคัด ได้อีกต่อไปแล้ว การบวชต่อไป จึงทำให้ท่าน เกิดความระอายใจ และกลัว จะเป็นหนี้ ก้อนเข้าว ของชาวบ้าน


อาตมาได้ฟังคำของท่านแล้ว เป็นสิ่งที่น่าคิดไม่น้อยเลยทีเดียว อาตมามองว่า การที่ท่านปฏิบัติโดยการที่เข้าไปอยู่ในป่านั้น เป็นสิ่งที่อันตราย พระพุทธเจ้า ไม่ให้เข้าไปในป่ามากเกินไป ต้องไม่ไกลพอที่จะมาบิณฑบาต กับชาวบ้านได้ ทุกวันนี้ ความเข้าใจบางส่วน คิดว่าการเดินธุดงค์นั้น จะต้องเข้าไปเดินในป่า แล้วได้ ไปต่อสู้ กับสิ่งที่อันตราย นานาประการ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด พระพุทธองค์ ให้เราต่อสู่กับกิเลสในตัวเอง ไม่ใช่ให้ไปต่อสู้กับเสือสิงห์ที่ไหน


ในส่วนที่อาตมาประทับใจคือความเด็ดเดียวของท่าน ท่านไม่ได้บวชเพื่ออาศัย พระศาสนาเลี้ยงชีพ ให้อยู่ได้ไปวันๆเท่านั้น เมื่อบวชเข้ามาแล้ว จึงต้องเอาจริง ให้สมกับที่ชาวบ้านมากราบไหว้และเลี้ยงดูอาหาร และเครื่องอาศัยที่ดีๆ ท่านทำ ไม่ได้ จึงขอสึกออกไปดีกว่า เป็นสิ่งที่อาตมาได้เอามาเตือนตนเองด้วย ต้องทำ ให้ถึง จึงจะทำให้เกิดความภาคภูมิใจ


ส่วนหนึ่งก็รู้สึกเสียดายความตั้งใจจริงของท่าน และได้ลงแรงกายแรงใจ ปฏิบัติ อย่างจริงจัง พระที่ตั้งใจอย่างนี้นับวันจะหาได้ยากเต็มที เจริญพร...

September 12, 2007

บันทึก ๑๘ ส.ค ๕๐



“อัศจรรย์เจ้านกแก้วทำลายปีกของตน”
ช่วงที่อาตมากับท่านบินก้าว เดินมาถึง อ.ชะอำ คุณช้าง ซึ่งเป็นญาติธรรม ได้นิมนต์ ให้มาพักที่บ้าน คุณช้างอยู่กับภรรยา และลูกสาว อีกสองคน มีสองเรื่อง ที่น่าจะนำมาขยายสุ่กัน


เรื่องแรกคือ อาตมาได้ยินผู้เป็นแม่ที่พูดกับลูกด้วยวาจาที่สุภาพ คุณแม่เขา จะพูดว่าคุณลูกขา นำหน้าทุกครั้ง ทำให้อาตมารู้สึกสะดุดใจ จึงได้ถามไปว่า ได้พูดกับลูกเช่นนี้ประจำหรือเปล่า โยมก็บอกว่าพูดเช่นนี้ประจำ อาตมา ไม่ค่อยได้ยินบ่อยนัก ที่แม่พูดกับลูกนำหน้าว่าคุณ โยมก็บอกว่า มีผล ที่ทำให้ลูกเป็นคนที่พูดจาไพเราะ ก็เกิดจากการที่ได้แม่พิมพ์ที่ดีนี่เอง ที่ใช้ภาษาที่สุภาพกับลูก ทำให้ลูกๆได้ซึมซับในสิ่งที่ดี สังเกตุได้ว่า ถ้าพ่อแม่ พูดหยาบกับลูกๆ และพูดด้วยอารมณ์กับลูก ลูกๆก็จะซึมซับ ในสิ่งที่หยาบๆ เช่นเดียวกัน อยากจะให้ลูกเป็นอย่างไร จึงต้องทำอย่างนั้น ให้ลูก ได้เห็น เป็นประจำ ตัวอย่างที่ดีนั้นมีค่ามากกว่าคำสอน สอนอย่างไร จึงต้องทำ ให้ได้อย่างนั้น


อีกเรื่องหนึ่งในช่วงเย็น โยมตุ้มซึ่งเป็นแม่บ้าน ในขณะที่สนทนากันนั้น ในมือของโยมตุ้มมีนกแก้วตัวหนึ่งเกาะอยู่ โยมตุ้มได้เล่าให้ฟังว่า นกแก้ว ตัวนี้นั้น เมื่อก่อนนี้มันสามารถที่จะบินได้ แต่ในทุกวันนี้ มันไม่สามารถ บินได้แล้ว สาเหตุที่น่าอัศจรรย์ ที่ทำให้มันไม่สามารถบินได้ ก็คือปากของมันเอง คุณตุ้มเห็นมันใช้ปากจิกปีกของตนเอง จนทำให้ ไม่สามารถที่จะบินได้ สาเหตุที่นกมันทำเช่นนั้น ก็สุดที่จะเดาได้ว่า มันทำลายปีกของตนเองทำไม การทำลายปีกของตนเอง ก็เท่ากับ เป็นการทำลายอิสรภาพของตนเอง นัยยะนี้เป็นสิ่งที่น่าคิดมาก อิสรภาพในตัวของทุกคนนั้นมีเต็มเปี่ยมอยู่แล้ว คนที่ทำลาย ก็คือ ตัวของเราเองแท้ๆ เรื่อง นี้ทำให้อาตมา คิดถึงเพลงชีวิต หมายเลข๑ ที่พ่อท่านเขียนขึ้นมาเป็นเพลงแรกเลยว่า....

 

ไม่มีใครที่มองไม่เห็นหมู่แมกไม้ระริกลมอยู่เริงร่า
ไม่มีใครที่มองไม่เห็นนกนานาเหลิงกระเจิงใจอยู่ในป่าดก
และก็มีอยู่มากที่คนอิจฉาแม้กระทั่งนกน้อยและไม้เล่นลมเหล่านั้น
จะคิดไยให้ยาวความไปเล่า..
ก็เรานั่นแหละคือนก ก็นกนั่นแหละคือแมกไม้
ดนตรีของโลกได้กล่อมพลางอยู่ด้วยสัพเสียงต่างๆ
แต่ทุกบทเพลงนั้นก็ต้องจบด้วยตัวของมันเอง
เมือเสี้ยวแห่งเวลาใดที่เกิดบทจบของบทเพลง
เมื่อนั้นแหละคือความอิสระหนึ่งในโลก
เมื่อนกเล่นลมได้อย่างไร้ขอบข่าย
เมื่อไม้เล่นลมอย่างไม่อานาทอนกับโลก
เมื่อโลกไม่สร้างบทเพลงขึ้นมาอีกในช่วงแห่งเวลาใดเวลาหนึ่ง
เมื่อนั้นแหละคือความ “หยุด” คือความอิสระแท้จริง
ก็ใครเล่าผูกเจ้าไว้กับสิ่งใดๆในโลก
นอกจากตัวเจ้าเองที่ผูกตัวเองไว้กับสิ่งที่ตนเองยังหลงยินดี
ทิ้งความยินดีนั้นเสียสิ
เจ้าจะเป็นแมกไม้ที่ไม่กังวลโลก
เจ้าจะเป็นนกน้อยปีกแข็งที่จะโผบินไปไหนก็ได้ในโลกกว้าง
เจ้าจะอิ่มเพลงของโลก ถึงแม้จะมีสรรพเสียงเพลงใดๆในโลกอีกก็ได้
แล้วเจ้าจะไม่ต้องการอะไรอีกเลย
แต่เจ้าจะคือผู้ที่มีความสุขที่สุดที่โลกมีได้ยาก

การที่มนุษย์แสวงหากอบโกย เพื่อที่จะได้ทุกสิ่งทุกอย่าง มาให้แก่ตนเอง ด้วยความโลภ โดยไม่รู้จักความอิ่มความพอ ที่ทำให้มนุษย์เอง ต้องเหน็ดเหนื่อย วันแล้ววันเล่า แต่ที่สุดแล้ว ในสิ่งที่แสวงหา มานั้น กับกลายเป็น เครื่องพันธนาการ ทำให้เราหลงติด ไม่สามารถที่จะเข้าถึง ความอิสระที่แท้จริงได้ ไม่มีใคร ทำเราหรอก เรานั่นแหละ ที่ทำตัวเราเอง เห็นนกมันจิกปีกของตนเอง จึงเป็นสิ่ง ที่น่าคิดมากทีเดียว ขอเจริญพร..