น.ส.ตะวันดิน พยุงดี
ชื่อใหม่ นางสาวตะวันดิน พยุงดี
ชื่อเดิม นางสาวน้ำอ้อย พยุงดี
เกิด ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๐
พี่น้อง ๖ คนเป็นคนที่ ๕
ภูมิลำเนา จังหวัดบุรีรัมย์
สถานภาพ โสด
การศึกษา มัธยมปลาย (ม.๖) จากโรงเรียนประโคนชัยพิทยาคม
อาชีพเดิม ฝ่ายตรวจสอบคุณภาพ บริษัทซีเกทเทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จ.สมุทรปราการ

ปี ๒๕๒๙ เรียนอยู่ชั้น ม.๖ เทอมสุดท้าย เป็นรอยต่อของชีวิต ที่ต้องเลือกว่า จะเดินไปเส้นทางไหนดี เพราะพบแล้วว่า การศึกษาในห้องเรียน ไม่ใช่คำตอบของชีวิต (เพราะเริ่มทำอะไรไม่เป็น เริ่มห่างจากชุมชนยิ่งขึ้นๆ ) เมื่อไม่ยินดีไม่พอใจ ในความรู้ที่ได้จากห้องเรียน จึงเริ่มโดดเรียนบ่อยๆ ไปเข้า "หอสมุดแห่งชาติ" ในอำเภอ ที่เพิ่งเปิดเป็นปีแรก อ่านหนังสือทุกประเภท ตั้งแต่การ์ตูน นวนิยาย หมวดเกษตรกรรม สุดท้ายมาจบที่ หมวดปรัชญา และศาสนา

ประทับใจ ในข้อเขียนเรื่อง "แก่นแท้แห่งพลัง" ในหนังสือเล่มหนึ่ง ของชาวอโศกมาก ได้คำตอบว่า การศึกษาใดก็ไม่สู้ ศีลสิกขา จึงค้นหาหนังสือ ของชาวอโศก เล่มอื่นๆมาอ่านอีก ตะลุยอ่านๆๆ ยังไม่หนำใจ จึงไปค้นที่บัตรผู้แต่ง ยังเหลืออีกเล่มหนึ่ง คือ "สัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์" ซึ่งไม่มีปรากฏอยู่ บนชั้นหนังสือ บรรณารักษ์ก็ดีใจหาย เธอปีนกองหนังสือชำรุด หยิบเล่มบนสุด มาให้ยืมออกนอกสถานที่ ได้อ่านแล้ว ยิ่งประทับใจ ดื่มด่ำกับคำตอบ ที่ได้ให้กับชีวิต

เมื่อพบคำตอบแล้ว ส่วนที่หักมุมทันที คือไม่คิดเรียนต่อปริญญาใดๆ และอาจารย์ฝ่ายแนะแนว และฝ่ายปกครอง จะไปขอร้องถึงบ้าน ก็มั่นคง ไม่เปลี่ยนแปลง เริ่มหันมาใส่ใจศึกษา พัฒนาตน ตามหลักสูตร "ไตรสิกขา"แทน โดยเริ่มลดละที่อาหาร จัดการหาถั่วงา มาคั่วใส่กระปุก ไว้กินกับข้าว แทนเนื้อสัตว์

จบม.๖ แล้ว ก็เริ่มจับจอบจับเสียม มาปลูกหอม กระเทียม เผือก มัน กล้วย ฟักทอง ฯลฯ สลับกับงานฝีมือ ทอเสื่อทอผ้า มีความสุขมาก กับการได้เห็นชีวิต พืชผักเล็กๆ นิ่งๆ ถูกบ่ม ถูกเพาะ ให้น้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ยกับมือ แล้วเขาก็เติบโต เป็นหัวเป็นใบ เลี้ยงคนให้ "อิ่มกาย" วันดีคืนร้าย ฝนเกิดแล้ง น้ำแห้งขอด พืชผักถั่วข้าว เฉาตายเป็นแปลงๆ จึงมีเหตุผลให้กับทางบ้านว่า ต้องไปหางานทำแล้วล่ะ (ซึ่งใจลึกๆ อยากจะขยับเข้าใกล้วัด มากกว่าหางานทำ ตามที่อ้าง)

หลังจากศึกษาธรรมะ มีการบันทึกตรวจศีล และทำงานไปด้วย ๕ ปีจึงตัดสินใจ ลาออกจากงาน เข้ามาอยู่ที่ บริษัทพลังบุญ จำกัด เมื่อปี ๒๕๓๖

ปี ๒๕๓๗ เข้าไปอยู่ประจำที่ พุทธสถานปฐมอโศก และสับเปลี่ยนไปอยู่ พุทธสถานอื่น เป็นช่วงๆ (สีมาอโศก ๑ ปีสันติอโศก ๑ ปี ศีรษะอโศก ๑ ปี ปฐมอโศก ๑ ปี)

บทบาทหน้าที่ ประจำอยู่ฐานงานฝ่ายผลิต ในสี่-ห้าปีแรก คือทำเห็ด น้ำดื่ม และอุปกรณ์ทำตาข่ายกันนกพิราบ ช่วงปีที่ ๖ ถึงปีที่ ๑๐ เริ่มขยับมาที่ ฐานงานบริการ เช่น ฝึกประชาสัมพันธ์ภายในบ้าง รับงานอบรมเป็นหลัก มีหน้าที่จัดเตรียมสถานที่พัก สาธิตเล็กๆในน้อยๆ ปีที่ ๑๑ ถึงปีที่ ๑๓ ขยับมาที่ ฐานบริการกว้าง คือบริษัทพลังบุญจำกัด จนถึงทุกวันนี้

ปัญหาและอุปสรรคในการทํางาน คือติดเกียจคร้านในการงาน ที่ต้องใช้สมอง คำพูดที่ต้องอยู่กับคน ซึ่งต้องประมาณสารพัด

แนวทางแก้ไข เจริญศรัทธา ว่าด้วยความยินดีในการขัดเกลาตน ค่อยๆเข็นตนเอง ด้วยการทำความเข้าใจ และอบรมตนแล้ว อบรมตนอีก ว่าเรายังสามารถพัฒนา กาย วจี จิตใจ ให้ดียิ่งกว่านี้ได้อีก

ข้อปฏิบัติที่คิดว่ายากที่สุด โมหะ (หลงลึก) เรียกร้องสูง ต้องการทีมงานที่ได้ดั่งใจ ทุกข์ง่าย เพราะสำคัญผิดเช่นนี้เสมอ สรุปคือ "ผลึกนิวรณ์" ชุดนี้ ตีแตกแยกเเยะ ยากลำบากที่สุด

คติประจำใจ เพิ่มขณะ...นาที ในการเรียนรู้อยู่กับทุกข์ได้ดี (ต่อเนื่อง) เท่าใด คือการ "เพาะกำลังใจ" ให้แก่กล้าขึ้น เท่านั้น

เป้าหมายชีวิต รู้เท่าทันทุกข์... ทุกขณะปัจจุบันของจิต.. ชีวิต กระทั่งสามารถรู้.. ตื่น.. เบิกบานได้ แบบไม่มีเงื่อนไข

ข้อคิดข้อฝากให้หมู่กลุ่ม ฝากหมู่ผู้มาใหม่ ซึ่งมีทางเลือกมาก สำหรับ การตั้งตนอยู่บนความสบาย แล้วประมาท ไม่ขนขวาย จะพาเนิ่นช้า ในการเรียนรู้ ทุกข์อริยสัจ.. ฝากหมู่ผู้อยู่เก่า ซึ่งเชื่อมั่นในการเสียสละ หยาดเหงื่อ เลือดเนื้อ ชีวิต เมื่อจะต่อยอดที่ต้องสลัดใบ เพื่อ "ถอดจิตวางใจ" ในความยึดถือ คงไม่ลืมคำของ องค์บรมครูที่ว่า "หมู่มิตร สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คือทั้งหมดทั้งสิ้น ของพรหมจรรย์"

     .

หนังสือพิมพ์สารอโศก อันดับที่ ๒๙๘ หน้า ๘๒ เดือน กันยายน - ตุลาคม ๒๕๔๙

จากโลกีย์ถึงโลกุตระ

   www.asoke.info

www.boonniyom.net