อรพิน
ชื่อ นางอรพิน ทิพย์เวศ
เกิด ๒๐ ตุลาคม ๒๔๙๕
ภูมิลำเนา อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา
พี่น้อง ๙ คนเป็นคนที่ ๘
สถานภาพ สมรส มีบุตร ๑ คน
การศึกษา ปริญญาตรี คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อาชีพเดิม รับราชการ สถานที่ทำงาน โรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี

ปกติเป็นผู้แสวงหาสัจธรรม อยู่ก่อนแล้ว ช่วงปิดเทอมปี ๑ ให้ถือศีล ๘ ที่สวนโมกข์ กับชมรมพุทธของจุฬาฯ ๘ วัน ทำให้เริ่มศรัทธา ในศาสนาพุทธ

ปลายปี ๒๕๑๘ เรียนอยู่ปี ๔ มีรุ่นน้อง(ปี ๓) ๒ คน คือ หมอวิจิตร (หมอฟากฟ้าหนึ่ง ที่เสียชีวิตไปแล้ว) และหมอวันดี ชวนไปสันติอโศก บอกว่า พ่อท่านเทศน์ดี ตกลงไปทันที เมื่อได้มาพบ และฟังธรรม ก็บอกกับตัวเองว่า ใช่เลย พระแท้ พระจริง อยู่ที่นี่ ประทับใจคำสอน ที่เป็นเหตุเป็นผล เป็นวิทยาศาสตร์ทางจิต และท่านสอนอย่างไร ท่านก็ปฏิบัติอย่างนั้น เป็นแบบอย่างที่ดีให้เห็น เช่นสอนให้ถือศีลข้อ ๑ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนชีวิตสัตว์ ท่านก็ฉันมังสวิรัติ ไม่เป็นเหตุให้โยมต้องทำบาป ฆ่าสัตว์มาเลี้ยงท่าน

เมื่อมาฟังธรรมบ่อยๆ เกิดศรัทธา ป ี๒๕๒๐ จึงถือศีล ๕ ละอบายมุข กินมังสวิรัติ ตอนนั้นยังเรียนอยู่ อาหารมังสวิรัติยังหายาก พ่อแม่ก็ไม่สนับสนุน แถมยังต่อต้าน เพราะพ่อแม่เป็นคนจีนไหว้เจ้า พ่อโกรธมาก ที่ลูกมาถือศีลกินเจ เพราะคนจีนโดยทั่วไป ถือว่าคนที่สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีทางไปแล้ว ถึงจะมาถึงศีลกินเจ ยังต้องทำอาหารกินเอง ใส่กล่องไปกินที่คณะ ได้กินข้าวกับถั่วลิสงทอด ใส่เกลือ กับแตงกวา เกือบทุกวัน เพราะทำง่ายดี

อรพิน2

ปีพ. ศ.๒๕๒๑ เรียนจบ อุดมการณ์สูงส่ง สมัครไปรับราชการที่ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเวลานั้น ยังเป็นเขตสีชมพู (มีผกค.อยู่) ทั้งๆที่ทันตแพทย์ ยังไม่ถูกบังคับให้ใช้ทุน จึงทำให้พ่อโกรธมากขึ้น ไปอยู่เพชรบูรณ์ไม่กี่เดือน พ่อก็เสียชีวิตกะทันหัน จากอุบัติเหตุ พวกพี่ๆ จึงหาว่า เป็นต้นเหตุ ให้พ่อต้องตาย เพราะพ่อเสียใจ ผิดหวังในตัวเรา จึงอยู่บ้านไปติด ออกนอกบ้าน เลยเกิดอุบัติเหตุ จนเสียชีวิต รู้สึกเสียใจมาก สำนึกผิด ที่ทำตัวแข็งข้อ ถือดีกับพ่อมากเกินไป จึงพยายามขอย้าย เข้ามาใกล้บ้านกรุงเทพฯ (ตอนนั้น ที่บ้านได้ย้ายมาอยู่กรุงเทพฯ หลายปีแล้ว) อยู่เพชรบูรณ์ ๒ ปี ก็ได้ย้าย มาอยู่อุทัยธานี ๒ ปี แล้วย้ายมาอยู่ โรงพยาบาลอยุธยา ปี๒๕๒๕, เพื่อไม่ให้แม่ต้องมาคอยเป็นห่วง และจะได้ อยู่ดูแลแม่ ซึ่งมีโรคประจำตัวด้วย อยู่อยุธยา ได้แค่๒ ปี แม่ก็มาเสียชีวิต ญาติพี่น้องคนอื่น ก็พากันแต่งงาน มีครอบครัวกันหมด ประกอบกับจิตตก ปล่อยให้กิเลสครอบงำ จึงสละโสด มีครอบครัว ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ แต่งงานได้ประมาณ ๒ เดือน ก็แพ้ท้อง อยากกินเนื้อสัตว์ จึงตบะแตกตั้งแต่ตอนนั้น จนกระทั่ง ลูกสาว อายุได้ประมาณ ๑๓ ปี จึงกลับมากินเจใหม่ ที่กลับมาใหม่ได้ เพราะเห็นทุกข์ จากการมีชีวิตคู่ นึกถึงคำสอนของท่านที่ว่า การมีชีวิตคู่ เหมือนเอานก สองตัว มาผูกขาข้างหนึ่ง ไว้ด้วยกัน แล้วปล่อยให้นกสองตัวนี้บินไป ตัวหนึ่งอยากบินไปทางขวา ตัวหนึ่งอยากบินไปทางซ้าย ปีกจะไม่ตีกันได้อย่างไร ชีวิตคู่ก็เช่นเดียวกัน เป็นอย่างนั้นจริงๆ จึงหันกลับมาเข้าวัด ปฏิบัติธรรมใหม่ อีกรอบหนึ่ง (ช่วงที่แต่งงานใหม่ๆ ไม่ค่อยกล้ามาวัด เพราะยังอายอยู่ ที่ไม่สามารถครองโสดได้ แถมกินเนื้อสัตว์อีก)

ด้วยความที่อยากจะพ้นทุกข์ พยายามมาวัด ทุกวันอาทิตย์ มาฟังธรรม เอาเท็ปธรรมะ กลับไปฟังที่บ้าน ชีวิตก็เบาสบายขึ้น เพราะปล่อยวางได้มากขึ้น ทำให้พ้นทุกข์ขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง จึงค่อยๆเข้ามาช่วยงานในวัด โดยเริ่มจากห้องเท็ปก่อน (ปัจจุบันคือ ห้องกองบุญสวัสดิการ) ได้เห็นว่าญาติธรรมที่วัด ต้องทำงานหนักมาก เพราะอโศกเจริญเติบโต มีฐานงานต่างๆ เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสร้างคนขึ้นมารับงานไม่ทัน ปีพ.ศ. ๒๕๔๖ จึงได้ลาออก จากราชการ เพื่อจะได้มาช่วยงานได้มากขึ้น เพราะถ้ายังทำงานอยู่ มาช่วยงานได้แค่สัปดาห์ละ ๑ วัน อีกประการหนึ่ง เมื่อมาปฏิบัติธรรมแล้ว กินน้อยใช้น้อย ก็ไม่รู้จะทำงานทางโลก เพื่อหาเงินมากมายมาทำไม สู้มาช่วยงานวัดดีกว่า แค่เงินบำนาญ ก็เหลือเฟือแล้ว

ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ เริ่มมาอยู่วัด ในฐานะชาวชุมชนสันติอโศก แต่ไม่ได้อยู่ตลอด ยังต้องกลับไปบ้านชลบุรี เพื่อดูแลครอบครัวบ้าง เป็นครั้งคราว

นอกจากช่วยงาน ในห้องกองบุญสวัสดิการแล้ว ยังได้ช่วยสอนนักเรียน สัมมาสิกขาสันติอโศก โดยสอนวิชาสุขศึกษา และวิชาวิทยาศาสตร์ เท่าที่พอทำได้ ส่วนงานคลินิกทันตกรรม ทำอยู่ประมาณ ๒ ปี เวลานี้ไม่ค่อยได้ทำแล้ว เนื่องจาก มีปัญหาสายตา และขาดผู้ช่วย

อุปสรรคในการทํางาน คือ ต้องทำงานที่ไม่ถนัดตอนแก่ รู้สึกยาก ลำบาก ต้องใช้ความพยายาม ความอดทน บางครั้งรู้สึกท้อ แก้ปัญหาโดยการนึกถึง คำสอนที่ว่า ตั้งต้นอยู่บนความลำบาก กุศลธรรมเจริญยิ่ง

อุปสรรคในการปฏิบัติธรรม คืออัตตามานะ ยังถือดี หลงเก่ง หลงดี ติดสรรเสริญ พอพลาดพลั้งจึงทุกข์ แก้ปัญหาโดย การพยายามอ่านจิต ดูใจตัวเอง เห็นโทษภัย ของอารมณ์ที่ขุ่นมัว แล้วสอนตัวเองว่า เราก็เหมือนมดตัวเล็กๆตัวหนึ่ง ที่เดินอยู่บนดิน บางวันจะเดิน ตุปัดตุเป๋บ้าง ก็ไม่มีใครสนใจหรอก ถ้าถูกเหยียบตายเมื่อไหร่ยังไม่รู้ อีกไม่นาน ก็จะไม่มีผู้หญิง ตัวเล็กๆผอมๆ ที่ชื่ออรพินแล้ว ยังจะมาถือสาอะไรอีก ถือศีลดีกว่า

ข้อปฏิบัติที่คิดว่ายากที่สุด คือ การลดตัวลดตนลงมา ไม่ถือโทษโกรธใคร

คติประจำใจ ยิ้ม ยอม หยุด เย็น

เป้าหมายชีวิต อยากบรรลุธรรมให้ได้ อย่างน้อยเป็นพระโสดาบัน

ข้อคิดข้อฝากให้หมู่กลุ่ม พวกเราเป็นลูกพ่อท่าน เป็นรูปพระโพธิสัตว์ จึงมีงานต้องทำมาก เวลาทำงานนอก อย่าลืมทำงานใน (อ่านจิต ทำใจ) ไปด้วย จะได้ทั้งประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน และจะได้อยู่วัด ได้ตลอดรอดฝั่ง

อรพิน3

     .

หนังสือพิมพ์สารอโศก อันดับที่ ๓๒๒ หน้า ๘๐ เดือนกันยายน - พฤศจิกายน ๒๕๕๔

   www.asoke.info  |  จากโลกีย์ถึงโลกุตระ

www.boonniyom.net