เพชรพันศิลป์

ชื่อใหม่ เพชรพันศิลป์ มุนีเวช
ชื่อเดิม นายดุษฎี มุนีเวช
เกิด ๒๙ สิงหาคม ๒๕๒๗
พี่น้อง ๒ คน เป็นคนที่ ๒
ภูมิลำเนา จังหวัดอุทัยธานี
การศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนนวมินทราชูทิศพายัพ
ระดับอนุปริญญา วิทยาลัยอาชีวศึกษา เชียงใหม่
ระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลล้านนา วิทยาเขตภาคพายัพ

เพชรพันศิลป์2

รู้จักอโศกตั้งแต่เด็ก ประมาณ ๑๐ ขวบ แม่พยายามพาไปคบคุ้น กับหมู่กลุ่มชาวอโศก โดยพาไปเข้าค่ายยุวพุทธ แต่ช่วงนั้นไม่เข้าใจ มีอาการต้านในใจ และไม่ชอบกิน อาหารมังสวิรัติ แม่พาไปเข้าค่ายตอนเช้า แต่แอบกลับบ้านตอนบ่าย แม่จ้างให้ไปช่วยงานที่ ชมร. เชียงใหม่ แต่ก็เบี้ยวค่าจ้าง คือทำไม่ครบ ตามที่กำหนด

สุดท้าย ช่วงเรียนระดับปวช. ก็พบอโศกด้วยจิตใจตนเอง โดยเริ่มเข้าใจธรรมะมากขึ้น ไม่ฝืน ไม่ต่อต้าน ตั้งใจไปพักผ่อน บนดอยแพงค่า (ภูผาฟ้าน้ำ) ช่วงเสาร์-อาทิตย์ แล้วกลับลงมาเรียนต่อ พอดีช่วงนั้น มีคอร์สมหัศจรรย์ ของท่านอาจารย์ ๑ (สมณะบินบน ถิรจิตโต) จึงได้มีโอกาสเข้าคอร์ส ประทับใจ การได้รับสัมมาทิฏฐิ จากสมณะและสิกขมาตุ ทำให้เมื่อเกิดปัญหากับการใช้ชีวิต ได้ฝึกมองเข้าหาตัวเอง ได้ให้เวลาตัวเอง ได้ถามตัวเอง และได้อยู่กับตัวเอง เริ่มกินอาหารมังสวิรัติ แบบเขี่ยเนื้อสัตว์ออก (เจเขี่ย) ในช่วงที่ยังเรียนระดับปวช.  ประมาณ ๑ ปี จึงกินอาหารมังสวิรัติบริสุทธิ์ จนถึงปัจจุบัน

ช่วงใกล้จะเรียนจบปริญญาตรี ได้มีโอกาสมาฝึกงาน ที่พุทธสถานปฐมอโศก เป็นเวลา ๑ เดือน รับพิมพ์งานสื่อบุญนิยม กับทีมงานสื่อบุญนิยม แต่ก็ยังไม่มีความคิด ที่จะมาช่วยงานวัด หรือมาอยู่ในพุทธสถานต่างๆ จนเมื่อเรียนจบปริญญาตรี ต้องสอบคัดเลือกทหาร ในใจไม่อยากติดทหาร และยังอยากจะกิน อาหารมังสวิรัติต่อไป จึงตั้งจิตว่า หากสอบไม่ติดทหาร จะมาช่วยงานวัด ๓ เดือน และก็สอบไม่ติด จึงได้เข้ามาช่วยงาน ที่พุทธสถานปฐมอโศก ไม่นานนัก ก็เข้ามาอยู่ที่ พุทธสถานสันติอโศก เนื่องจากทีมงานสื่อบุญนิยม ต้องย้ายที่ทำงานมากรุงเทพ เพราะเริ่มก่อตั้ง สถานีโทรทัศน์ เพื่อแผ่นดิน หรือสถานีโทรทัศน์ เพื่อมนุษยชาติ (FMTV) ในปัจจุบัน

ได้ช่วยงานด้านกราฟฟิก อาทิเช่น ถ่ายภาพนิ่ง สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวีดีโอ เพราะเรียนจบจาก สาขานิเทศศิลป์ จึงมีความถนัด กับลักษณะของงาน และมีฐานงานรองรับ ตรงกับที่ศึกษามา

เพชรพันศิลป์3

ปัญหาและอุปสรรคในการทำงานและการปฏิบัติธรรม ปัญหาในการทํางาน เป็นสิ่งที่เกิดจากตัวเราเอง คือ ความไม่ชำนาญ ประสบการณ์ยังน้อย และคิดว่าตัวเองเก่ง ก็เลยไม่ค่อยได้ศึกษา หาความรู้เพิ่มเติม และขาดการนำทฤษฎี มาใช้ในการปฏิบัติงาน งานจึงล่าช้า เพราะมัวแต่นั่งคิด ความขี้เกียจ และการแวะริมทาง (การเปิดอินเทอร์เน็ต ระหว่างทำงาน) ทำให้งานเสร็จช้ากว่าที่ควรจะเป็น เพราะสมาธิจะไม่จดจ่อ อยู่กับงานที่ทำ

ในส่วนของการปฏิบัติธรรม คือยังไม่เอาจริงเอาจัง ยังอ่อนข้อให้กับกิเลส ทำให้กิเลสเกาะแน่น อ้วนใหญ่ จนบางทีหมดแรงฝืน เมื่อเสียท่าให้กิเลส ก็เกิดอาการหดหู่ เหี่ยวใจ ทั้งที่มันไม่ใช่ของจริง แต่ก็สู้มันไม่ได้ อีกทั้งการขาดสติ ขาดการตามสภาวะจิต ขาดการระลึกถึงศีล อย่างสม่ำเสมอ

แนวทางแก้ไข พยายามพาตนเอง เข้าไปในหมู่มิตรดี และปรึกษาครูบาอาจารย์ หรือผู้ที่ให้สัมมาทิฏฐิแก่ตนได้ เพราะผู้ที่อยู่สูงกว่า ปฏิบัติธรรมมาก่อน ก็จะมีประสบการณ์ สามารถชี้ช่องทางเดินที่ถูกควร แล้วจึงนำคำสอนมาปฏิบัติอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดสภาวะ เกิดมรรคเกิดผล

ข้อปฏิบัติที่คิดว่ายากที่สุด การลดละกิเลสกาม ทางทวารทั้ง ๕ ในขั้นหยาบและละเอียด เพราะต้องใช้ศีลที่ละเอียด ตามไปด้วย หากไม่ล้างก็ทุกข์อีก เพราะต้องหามาเสพ มาป้อน และเมื่อจะล้าง ก็ต้องฝืนความเคยชิน ความติดมากขึ้น จึงต้องยิ่งต้องขัด ต้องเกลาตน ให้บ่อยให้ละเอียด

 คติประจำใจ ยอม ให้อภัย ไม่โทษใคร โทษตัวเองก่อนเสมอ

เป้าหมายชีวิต ปฏิบัติธรรมให้สูงขึ้น ด้วยการทำงานไปกับหมู่กลุ่มชาวอโศก

ข้อคิดข้อฝากให้หมู่กลุ่ม กระบวนการหมู่กลุ่ม ที่มีสัมมาทิฏฐิ คือสิ่งที่จะนำพา จิตวิญญาณของเราให้เจริญ เพราะเป็นแรงฉุดไปในทิศทางโลกุตระ และขัดเกลากิเลสของเรา ไปพร้อมกัน

     .

หนังสือพิมพ์สารอโศก อันดับที่ ๓๓๐ หน้า ๙๒ เดือนเมษา – พฤษภา ๒๕๕๖

   www.asoke.info  |  จากโลกีย์ถึงโลกุตระ

www.boonniyom.net