ฟางฝน1

ชื่อใหม
่ ฟางฝน กุลมาตย์
ชื่อเดิม บุษกร กุลมาตย์
เกิด ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๐๔
ภูมิลำเนา กรุงเทพ
พี่น้อง ๓ คน เป็นคนที่ ๓
สถานภาพ สมรส
การศึกษา ปริญญาตรี สาขาภาษาญี่ปุ่น คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ
อาชีพเดิม
๑. อาสาสมัคร องค์กรพัฒนาเอกชน ทำงานหมู่บ้าน ในอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ปี ๒๕๒๖ - ๒๕๒๗
๒. รับราชการครู วิทยาลัยครูเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี (ปัจจุบันมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) ปี ๒๕๒๘ - ๒๕๓๐
๓. ทำกสิกรรมไร้สารพิษ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ตั้งแต่ปี ๒๕๓๐

ฟางฝน2

รู้จักอโศก จากญาติธรรม ที่เป็นผู้ประสานงาน ขององค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานอยู่ด้วย เขาแนะนำ ให้อ่านหนังสือ ฟังเทปธรรมะ และได้นิมนต์สมณะ ไปยังหมู่บ้านที่ทำงาน เป็นครั้งคราว ก็เริ่มสนใจ

ประทับใจ วัตรปฏิบัติของสมณะ ประทับใจการอธิบายศาสนาพุทธ และแนวทางการปฏิบัติธรรม ของพ่อท่าน ตามที่ได้อ่านจากหนังสือ รู้สึกว่า เป็นแบบที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นการอธิบาย ที่เป็นวิทยาศาสตร์ มีเหตุมีผล แตกต่างจากวัดทั่วๆไป ที่เราเคยได้รับรู้ ซึ่งส่วนใหญ่ มีแต่เรื่องไสยศาสตร์ ที่ไม่เคยเชื่อถือ และไม่ศรัทธาเลย

แรกๆเพียงแต่สะดุดใจ ยังไม่ได้ตั้งใจอะไรมากนัก แต่พยายามศึกษา เรื่องของชาวอโศก โดยสมัครเป็นสมาชิก เท็ปธรรมโสต และอ่านหนังสือ ของอโศกมากขึ้น แล้วก็ค่อยๆ ฝึกลดละความฟุ่มเฟือย ฝึกประหยัด มักน้อย ทั้งเรื่องอาหาร และเครื่องใช้ต่างๆ รู้สึกว่าชีวิตมันง่าย สบายขึ้น

ปี ๒๕๒๘ มาเป็นครู ที่วิทยาลัยครูเพชรบุรี เริ่มกินมังสวิรัติอย่างจริงจัง โดยมีญาติธรรม ที่เป็นผู้แนะนำ ให้รู้จักอโศก เป็นพี่เลี้ยง ที่คอยแนะนำ บอกสอน เขาชวนไป เยี่ยมที่ปฐมอโศก จึงได้เริ่มไปร่วมกิจกรรม ของอโศกต่อๆมา เช่น งานอโศกรำลึก งานมหาปวารณา ก็เริ่มคบคุ้นกับญาติธรรม มาเรื่อยๆ ตอนนั้น ไม่ได้คิดว่าจะมาอยู่วัด คิดแค่ว่า เราถือศีล ๕ กินมังสวิรัติ มีหนังสือธรรมะอ่าน มีเทปธรรมะฟัง และมาร่วมงาน กิจกรรมของวัด เป็นครั้งคราวก็พอ อบายมุขหยาบๆ ก็ไม่เคยติด เข้าใจเอาว่า ชีวิตตัวเอง สบายๆดีอยู่แล้ว ไม่มีทุกข์อะไรมาก ใจมุ่งมั่นกับความฝัน ที่อยากมีชีวิตอิสระ มีพื้นที่ของตัวเอง เพื่อทำกสิกรรมไร้สารพิษ ซึ่งเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจ ของคนหนุ่มสาว นักกิจกรรมในยุคนั้น เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ จากหนังสือของ ฟูกูโอกะ เรื่องปฏิวัติยุคสมัย ด้วยฟางเส้นเดียว สอนหนังสืออยู่ ๒ ปี ก็ถึงจุดอิ่มตัว กับการเป็นข้าราชการ

ฟางฝน4

ปี ๒๕๓๐ จึงลาออกจากราชการครู มาแต่งงาน และบุกเบิกทำสวน ไร้สารพิษ ที่อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร กับสามี ที่เป็นเพื่อนร่วมงาน สมัยทำงานกับ องค์กรพัฒนาเอกชน ช่วงต้นๆ ก็ทุ่มเทกับงานสวน แต่ก็ยังคงติดตาม ข่าวคราวของอโศก อยู่ตลอด จากการเป็นสมาชิก หนังสือ และเท็ปธรรมะ ต่อมาได้รู้จักและคบคุ้น กลุ่มญาติธรรม ธรรมชาติอโศก ได้ไปช่วยงานกลุ่ม อยู่เป็นประจำ ได้ติดตามหมู่กลุ่ม รู้จักกับญาติธรรมชาวใต้ กลุ่มอื่นๆ และได้มาร่วมประชุม กลุ่มชาวใต้ ที่สวนฟ้านาบุญ จังหวัดตรัง (ชื่อแรกของ ชุมชนทะเลธรรม) หลังจากนั้น ก็ทดลองมาพักค้าง ที่สวนฟ้านาบุญ เป็นระยะๆ จนมาเป็นสังฆสถาน ทักษิณอโศก เข้ามาช่วยเต็มตัว ตอนเริ่มการอบรม โครงการพักชำระหนี้ของ ธกส. ปี ๒๕๔๓ และเข้ามาเป็นสมาชิกชุมชน จนถึงปัจจุบัน

เมื่อมาอยู่กับชาวอโศก เริ่มเข้ามาช่วยงานอบรม และช่วยงาน ฐานงานต่างๆ ตามแต่จะมีการขอรวมแรง ปัจจุบันรับผิดชอบ ดูแลพื้นที่ กสิกรรมส่วนหนึ่ง อยู่ฐานผลิตยาสมุนไพร ดูแลงานฝึกอบรม เป็นกรรมการชุมชนฯ และเลขานุการ สาขาพรรคเพื่อฟ้าดิน ลำดับที่ ๑๒ สาขาตรัง

ฟางฝน5

ปัญหาและอุปสรรคในการทํางาน จากที่เคยทำงาน ทำสวนของตัวเอง จัดการเองได้ตามใจ ทำให้ทำอะไร ก็อยากให้ได้ดั่งใจ ชอบวางแผน วางระบบ เมื่อมาอยู่ในหมู่กลุ่ม ก็เลยเรียกร้อง พี่น้องเพื่อนร่วมงาน อยากให้ทำงานให้เป็นระบบ ให้ผลงานออกมาสมบูรณ์แบบ อย่างที่คาดหวัง อยากให้เขาทำ อย่างที่เราคิด โดยไม่ได้มองความเป็นจริงว่า แต่ละชีวิต หล่อหลอมมาต่างกัน มีพื้นฐานที่หลากหลาย ความคิดความเข้าใจ ก็ต่างกัน ทำให้เกิดปัญหา ความขัดแย้ง เกิดความเบื่อหน่าย เกิดความอึดอัดขัดเคืองใจ ซึ่งที่จริงปัญหาก็อยู่ที่ อัตตาของเราเอง เพราะว่าเรายึด เราคาดหวังจากคนอื่น โดยไม่มอง ความเป็นจริง ของแต่ละคน

แนวทางแก้ไข พยายามทบทวน ตัวเองอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มีเหตุการณ์ หรือเรื่องราวต่างๆ และตั้งสติ พิจารณาตามความเป็นจริง ขององค์ประกอบ เงื่อนไข ที่เป็นอยู่จริงของหมู่กลุ่ม โดยอาศัยการพูดคุย ปรึกษาสมณะ เพื่อนนักปฏิบัติธรรม และที่ช่วยได้มาก คือการฟังธรรมเยอะๆ และการอ่าน หนังสือธรรมะ ให้มาก ทำให้มีสติ พิจารณาความเป็นจริง และเข้าใจตามความเป็นจริงได้มากขึ้น ละวางความยึด ความถือสาลงได้บ้าง ยืดหยุ่น และยอมรับ ความไม่แน่นอนได้มากขึ้น

ข้อปฏิบัติที่คิดว่ายากที่สุด การฝึกให้ช้าลง ฝึกหยุด ยอม นิ่ง ยังเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก หลายครั้งที่คิดว่า ตั้งสติมั่นแล้ว เจอผัสสะก็หยุดไม่อยู่

คติประจำใจ ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่เต็มกำลัง และวางใจกับผลที่เกิดขึ้น

เป้าหมายชีวิต หมดสิ้นความทุกข์ และยังชีวิตอยู่ เพื่อยังประโยชน์แก่เพื่อนร่วมโลก

ข้อคิดข้อฝากให้หมู่กลุ่ม หมู่กลุ่มชาวอโศกทำงานกว้าง งานใหญ่ ที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ผู้อื่น เราภาคภูมิใจ ที่ได้ทุ่มเท ทำงานเสียสละ แต่ระวัง อย่าหลงเพลิน กับโลกธรรมที่ได้รับ จนลืมทำงานใน เพื่อประโยชน์ตน ในการลดละกิเลส ทุกวันนี้ ศีลของเรา ตั้งมั่นดีอยู่หรือ เราได้เพิ่มภูมิ เพิ่มฐาน เพื่อฝึกปฏิบัติ ขัดเกลาตัวเอง บ้างหรือไม่ และเราได้หมั่นทบทวน ตรวจสอบตัวเอง อยู่เสมอหรือเปล่า คิดว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้เรา ไม่ตกต่ำในทางธรรม ที่ว่ามานี้ ก็เตือนตัวเองด้วย และฝากถึงพี่น้องทางธรรม ทุกคนค่ะ

ฟางฝน6

     .

หนังสือพิมพ์สารอโศก อันดับที่ ๓๓๑ หน้า ๖๔ มิถุนา – สิงหา ๒๕๕๖ 

   www.asoke.info  |  จากโลกีย์ถึงโลกุตระ

www.boonniyom.net