ชื่อใหม่ นางตรงเตือน นาวาบุญนิยม
ชื่อเดิม นางตรงเตือน อัมพุช
เกิด ๕ กรกฎาคม ๒๕๑๑
พี่น้อง ๓ คน เป็นคนที่ ๑
สถานภาพ หย่า มีบุตร ๒ คน
ภูมิลำเนา จ.อุบลราชธานี
การศึกษา ปริญญาตรี ครุศาสตร์บัณฑิต เอกการศึกษาปฐมวัย วิทยาลัยครูนครราชสีมา
อาชีพเดิม รับราชการครู โรงเรียนบ้านนาแวง อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี

ปลายปี ๒๕๓๔ เป็นนักศึกษาปีสุดท้าย ญาติธรรมมาเชิญชวนที่หอพัก เพื่อไปร่วมงาน เปิดร้านมังสวิรัติ ที่หน้าวิทยาลัย หลังจากนั้น แวะไปกินตลอด ต่อมา ไปร่วมงาน ตลาดอาริยะปีใหม่ ปี ๒๕๓๕ และงานปลุกเสกครั้งที่ ๑๕ ประทับใจ วิถีชีวิตที่เรียบง่าย มักน้อย สันโดษ ถือศีล ๕ ลดละอบายมุข ซาบซึ้งทรัพย์แท้ของมนุษย์ และรู้สึกอบอุ่น ทางวิญญาณ

หลังจากพบ ก็กินอาหารมังสวิรัติ เลิกการแต่งตัว ใช้เสื้อผ้าฝ้าย เลิกดูหนังตามโรงหนัง และไม่เข้าห้างสรรพสินค้า รวมทั้ง ฝึกถอดรองเท้า ใช้เวลาที่เหลือ มาช่วยงาน และคบคุ้นกับญาติธรรม ที่ร้านมังสวิรัติ

ปี ๒๕๓๕ เรียนจบ มีครอบครัว และทำงานรับราชการครู มีโอกาสมาฟังธรรมที่วัด ตามงานสำคัญๆ คิดว่าชีวิตนี้ มีครอบครัวถือศีล ๕ ลดละ อบายมุข ก็สุดที่จะมีความสุขแล้ว ทั้งพ่อบ้าน สมัครให้เป็นสมาชิกหนังสือ และเท็ปธรรมะชาวอโศก ได้ฟังเท็บ ได้อ่านหนังสือธรรมะ ยิ่งฟังยิ่งอ่าน ยิ่งซาบซึ้ง ความคิดเริ่มเปลี่ยน เห็นทุกข์ของ การมีครอบครัว จึงอยากเรียนรู้ และได้ลองฝึกฝนศีล ๘

ปี ๒๕๓๘ จึงแยกกับพ่อบ้านชั่วคราว ฝึกศีล ๘ เคร่งครัด พาลูกที่ยังเล็กๆ อายุขวบกว่า และ ๓ ขวบกว่า มาที่หมู่บ้าน ราชธานีอโศก ทุกวันศุกร์ กลับบ้าน ที่อำเภอเขมราฐ วันอาทิตย์ หมั่นมาหาหมู่กลุ่ม ส่งสมุดบันทึกประจำวัน ตรวจศีล ได้เข้าร่วมกิจกรรมกับหมู่ ฝึกกิน ๑ มื้อ และไม่ใช้สบู่ เมื่อมาวัดบ่อยๆ จึงพบเส้นทางชีวิต ที่ชัดเจน

ปี ๒๕๔๐ ลาออกจากราชการ เพราะซาบซึ้งธรรมะ ที่พ่อท่านสอน เรื่องมิจฉาอาชีวะ ต่อมาหย่ากับพ่อบ้าน เปลี่ยนมาเป็นเพื่อนกัน และอยู่ที่หมู่บ้าน ราชธานีอโศก ตั้งแต่นั้นมา

เมื่อมาอยู่กับชาวอโศก ช่วยเรื่องการเลี้ยงเด็ก สมุนพระราม (เด็กก่อนวัยเรียน) เพราะจะได้ดูแลลูกเล็กๆ ของตนด้วย ทั้งสอนนักเรียน ระดับประถมศึกษา

และปัจจุบัน เป็นประธานกรรมการวิทยุชุมชน บัวกลางมูล เป็นผู้รายงานข่าว สารอโศก และหนังสือพิมพ์ ข่าวอโศก เป็นเลขานุการ สาขาพรรคเพื่อฟ้าดิน ลำดับที่ ๔ เป็นพิธีกร ปฏิบัติกร งานอบรมของชุมชน เป็นผู้ผลิต(เพาะ) ถั่วงอก กินใช้ในชุมชน และส่งจำหน่าย ที่อุทยานบุญนิยม และสหกรณ์บุญนิยม ราชธานีอโศก เป็นนิสิต สัมมาสิกขาลัย ราชธานีอโศก ตั้งแต่ปี ๒๕๔๕

# ปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เบื้องต้นเมื่อมาอยู่หมู่กลุ่มใหม่ๆ อุปสรรค คือความกลัว ไม่กล้ารับผิดชอบ ไม่อยากเอาภาระ เพราะไปคิดว่า เป็นคนมีลูก ต้องเลี้ยงลูกให้ดีก่อน แต่สถานการณ์ ก็ไม่ได้ทำอย่างที่คิด มีงานต้องช่วยหมู่กลุ่ม จนในที่สุด จึงได้คำตอบว่า ถ้าจะเลี้ยงลูก ให้ซับซาบซึมซับกับ สังคมบุญนิยม แม่ช่วยส่วนกลาง ยิ่งเป็นการเปิดโลกทัศน์ให้ลูก จึงทำงานไปเลี้ยงลูกไป บกพร่องบ้าง แต่ก็พิสูจน์ได้ว่า ลูกมีพัฒนาการที่ดี

เมื่อทำงานมาได้ระยะหนึ่ง จะเกิดภาวะที่แข็งแรงขึ้น ทั้งฝึกฝนตนเอง และการช่วยเหลือ งานส่วนกลางที่มากขึ้น จะเกิดภาวะ มานะอัตตา ทำงานให้ได้ดังใจ ขาดความเห็นใจผู้อื่น เป็นสภาพจิตใจกระด้าง แต่ก็มีเหตุการณ์ ที่กระแทกให้ตื่น และได้เรียนรู้ อารมณ์กิเลสตัวนี้ จึงได้ทบทวน และปรับใจใหม่ เพราะทุกข์กับสภาวะ ที่ถือสาคน จนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ (ตอนที่มีภาวะอารมณ์นี้) แต่จะทุกข์ขนาดไหน ก็ไม่มีวัน จะออกจากหมู่กลุ่ม เพราะนึกถึง ความยากลำบาก กว่าจะได้เข้ามาอยู่

# แนวทางแก้ไข เกิดภาวะทุกข์ จะระลึกถึงอารมณ์ ตอนสภาวะคลอดลูก เจ็บปวดแค่ไหน ก็ต้องกลั้นใจ เบ่งลูกให้ออก ซึ่งทุกข์นี้ ได้ผ่านมาแล้ว และคิดว่า ทุกข์ในตอนที่เป็นอยู่นี้ มันไม่เจ็บปวดตรงไหน ใช้เคล็ดลับ ตอนเกิดทุกข์ จะทำงานให้มากขึ้น แปรพลังทุกข์ เป็นพลังงาน เลือกงานที่เหมาะสมกับ การจัดการกิเลส ถ้าเป็นแกนกาม จะทำงานกับคนไม่จมภพ ถ้าเป็นอัตตามานะ จะทำงานกับคนที่ได้รับใช้คน สรุปแล้วว่า การทำงาน และการอยู่กับคน จะดึงจิตให้ตื่น แล้วใช้เวลา มาทบทวนว่า อารมณ์ที่เกิดนั้น มันเปลี่ยนแปลง อย่าไปเสียเวลาเสียอารมณ์ เมื่อทำงานกับคน จะทำให้เข้าใจคน ให้โอกาส และให้อภัยคน ถือว่าเรามาลดละ ปฏิบัติธรรม เพื่อมารับใช้คน และไม่เฉพาะเจาะจงว่า เป็นชาวอโศก เท่านั้น

# ข้อปฏิบัติที่คิดว่ายากที่สุด คือ การให้เวลากับจิตใจ และมองเข้าหาตนเอง เพราะไม่มีสติ เวลาทำงาน ความให้ได้ดั่งใจ เอาแต่ใจตัว จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ

# คติประจำใจ ทุกวินาทีเป็นวินาทีแห่งบุญ

# เป้าหมายชีวิต ได้เกิดเป็นชาวพุทธ และได้ฟังธรรม ได้ฝึกฝนกับหมู่กลุ่ม ที่มีพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์นำพา เป็นโชคดี และเป็นบุญของชีวิต มีเป้าหมายชีวิตคือ ลดละกิเลส และทำงานรับใช้หมู่กลุ่ม เพื่อทำอธิศีล ในแต่ละข้อ ทำงานมีคุณค่า -พัฒนาจิตวิญญาณ ประสานสังคม -สั่งสมอุดมการณ์โลกุตระ

# ข้อคิดข้อฝากให้หมู่กลุ่ม ถ้าเอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติศีล เคร่งที่ตน ผ่อนปรนผู้อื่น ได้เห็นอานิสงส์ของศีล ชีวิตนี้ได้พิสูจน์แล้วว่า การมีลูก ไม่ได้เป็นอุปสรรค ต่อการปฏิบัติศีล ๘ สิ่งที่เป็นอุปสรรค คือ จิตใจที่ไม่เอาจริงเอาจัง และได้พิสูจน์ว่า ไม่มีเงินแต่มีศีล สามารถเลี้ยงลูก ให้รอดพ้นความมอมเมา ของสังคม ทำงาน ๗ ปี ไม่มีบำเหน็จบำนาญ และไม่มีเงิน แล้วมาอยู่กับหมู่กลุ่ม ทำงานกับองค์รวม ช่วยลดอัตตามานะที่ละเอียด ถ้าปฏิบัติธรรม แบบเทวดา อยู่สบาย จะไม่ได้ฝึกทำโจทย์ ลดอัตตามานะ สำหรับครอบครัวแล้ว การแยกทางกัน ไม่ใช่การล่มสลาย ของชีวิตครอบครัว เป็นการยกระดับความรัก คือ การปลดปล่อย ซึ่งกันและกัน เพราะสิ้นสุด การเป็นสามีภรรยา แต่จะเป็นญาติ ที่ยังเกื้อกูลกันได้ตลอด ส่วนผู้ที่มาอยู่วัดแล้ว สิ่งที่น่ากลัวคือ สวรรค์ เพราะทำให้ประมาท ไม่ขัดเกลาตนเองเพิ่มขึ้น แต่ชีวิต การปฏิบัติธรรม เราจะอยู่บ้านหรืออยู่วัด สิ่งสำคัญคือ หมั่นทำแบบฝึกหัด ที่อยู่ตามเหตุปัจจัยของตนเอง เพราะการเจริญในธรรมะ เป็นภาวะ ของจิตวิญญาณ การได้มาอยู่วัด จะมีเหตุปัจจัยที่เอื้ออวย ในการได้ทำแบบฝึกหัด ที่มีแกนลึกและกว้าง เป็นประโยชน์ต่อ การพัฒนาจิตวิญญาณ มากกว่า เป็นชาวพุทธ ที่มีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ กับพระโพธิสัตว์ จึงควรรีบขวนขวาย ให้มากที่สุด ที่จะทำได้ เพราะท่านมีเวลาชีวิต เหลือน้อยแล้ว

     .

สารอโศก ฉบับที่ ๒๙๓ มีนาคม ๒๕๔๙ หน้า ๑๑๓

   www.asoke.info