ชื่อ : นางสาว ชิดตะวัน ชนะกุล
เกิด : ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๒๒
พี่น้อง : เป็นลูกสาวคนเดียว
บิดา : นายพิชิต ชนะกุล
ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขตลาดกระบัง,
ผู้แทนข้าราชการ กรุงเทพมหานครสามัญ ในคณะกรรมการ ก.ก.
รองประธาน ชมรมข้าราชการและลูกจ้าง กทม.

มารดา : นางร้อยร่มบุญ ชนะกุล ครูโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)
ภูมิลำเนา : กรุงเทพมหานคร
สถานะ : โสด

การศึกษา : โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี), กรุงเทพฯ
Manchester Memorial High School, NH, U.S.A
ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ปริญญาโท คณะเศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยม) University of Freiburg, Germany
ปริญญาเอก คณะเศรษฐศาสตร์ University of Vienna, Austria

เติบโตในแวดวงชาวอโศก อายุสามขวบ คุณแม่พามาฟังธรรม ที่สันติอโศก เป็นประจำ และเป็น นักเรียนพุทธธรรมวันอาทิตย์ รุ่นแรก เมื่อโตขึ้น เรียนมัธยม ก็เริ่มห่างวัด เพราะเตรียมสอบ entrance เข้ามหาวิทยาลัย

เข้ามหาวิทยาลัยได ้ตั้งแต่จบมัธยมศึกษาปีที่๔ ในคณะที่เลือกเป็นอันดับหนึ่ง คือ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งสอบชิงทุนไปเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ที่มลรัฐ New Hampshire, U.S.A หนึ่งปี

เมื่ออยู่มหาวิทยาลัยปีสอง สอบชิงทุนได้เป็นทูตวัฒนธรรมของสโมสรไลออนส์ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ... จบมหาวิทยาลัย สอบเข้าทำงาน ได้ลำดับที่หนึ่ง ของกรมสรรพากร และ บริษัทยักษ์ใหญ่ ข้ามชาติแห่งหนึ่งของไทย ตัดสินใจเลือกบริษัทเอกชน (เนื่องด้วยเห็นว่า นอกจาก เงินเดือนในภาคราชการจะแสนน้อยแล้ว นิสัยอย่างตน คงไม่รุ่งที่จะทำงานในภาครัฐบาล ..ที่ต้อง ประจบประแจง เล่นเส้นเล่นสาย เพื่อความเป็นใหญ่) อนาคตการงานรุ่งโรจน์ เงินเดือนเยี่ยม สวัสดิการยอด เจ้านายรัก นั่นคือ โดยสรุป แม้ว่าจะเติบโต ในแวดวงชาวอโศก ตั้งแต่เกิด แต่ก็ไม่ได้เคยคิด มาก่อนเลยว่า ชีวิตนี้จะมาอยู่กับชาวอโศก เป็นคนทำงานฟรี เงินเดือนศูนย์บาท ขณะนั้น คิดเพียงว่า ชีวิตนี้ ก็อยู่ในศีลห้ามาตลอด แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่ต้องไปเคร่งครัดกับชีวิต มากนักหรอก อยู่สบายๆ หาเงินได้สบายๆ แล้วค่อยเอาเงิน มาทำบุญให้อโศก ให้การศึกษา น่าจะเป็นอะไร ที่เหมาะกับตัวเรามากกว่า

จุดเปลี่ยน
แต่แล้ววันหนึ่ง...ไปตรวจสุขภาพ ...ผลตรวจบ่งชี้ว่าเป็นมะเร็ง (รังไข่)!!!... ความรู้สึกในตอนนั้น ทุกข์มาก ร้องไห้ ร้องไห้ และร้องไห้ ... มันช่างทรมาน กับความรู้สึก ที่มันพรั่งพรูออกมา จากจิตใจว่า ฉันกำลังจะตาย แต่ชีวิตที่เกิดมา ยังไม่ได้ทำความดีอะไรเลย ตายไปแล้ว ฉันจะตกนรกขุมไหน ชาติหน้า ชีวิตจะเป็นอย่างไร ฉันยังไม่ได้ทำความดี ยังไม่ได้สั่งสมบุญ ที่จะเป็นหลักประกันว่า จะไปพบเจอสิ่งที่ดี ในชาติข้างหน้าเลย ฉันจะมาสว่าง แต่ไปมืด จริงๆหรือ...?!?!

แม้ในที่สุด ผลลัพธ์สุดท้าย จะสรุปว่า มิได้เป็นมะเร็ง หากแต่ความรู้สึกเจ็บปวด ที่เกิดขึ้นก็ทำให้ เข็ดหลาบ รับรู้ตั้งแต่บัดนั้นว่า ....เวลาชีวิต มีไม่มากแล้ว... เร่งทำความดี เร่งเสียสละ เร่งเพิ่มบุญกุศลให้ตนเอง เพราะเมื่อถึงวันที่จะต้องตาย หรือวันที่ป่วยไข้ ไม่มีเรี่ยวแรง ที่จะเสียสละ แรงกาย แรงใจ อะไรได้ จะได้ไม่ทุกข์ทรมาน เจ็บปวดเช่นนี้อีก... ความตาย มันมิได้อยู่ไกล จากเราเลย....

แม้จะมิได้เป็นมะเร็ง แต่ก็ต้องผ่าตัดเนื้องอก ก่อนเดินทางไปเรียนต่อ ระดับปริญญาโท ทางด้านเศรษฐศาสตร์ ณ สหพันธ์สาธารณรัฐ เยอรมนี รู้ดีตั้งแต่บัดนั้นว่า ตนเอง มิได้อยากจะมีชิวิตอยู่ เพียงแค่หาเงิน หาความมั่งมี ลาภยศสรรเสริญ ให้ตนเองอีกต่อไป กระนั้น ก็ยังไม่รู้ว่า ชีวิต ควรเป็นไป เช่นใด ... เมื่อเรียนจบระดับปริญญาโท ขณะที่กำลังรอจดหมายตอบรับ ระดับปริญญาเอก จากมหาวิทยาลัย แห่งกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย... คิดได้และบอกกับตนเอง และ คุณพ่อคุณแม่ว่า จะไปใช้ชีวิตอยู่ที่ ราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี คุณแม่นั้น อยากให้ไปมาก คุณพ่อและญาติๆคนอื่นๆ ก็อยากให้ไป ทุกคนต่างกล่าวว่า "ให้รีบไปอยู่ จะได้เข็ด อยู่ข้างใน กับอยู่ข้างนอกน่ะ มันไม่เหมือนกันหรอก เดี๋ยวก็อยู่ไม่ได้ จะได้รีบออกมา ฯลฯ" สำหรับตนเองนั้น เมื่อได้ฟัง ก็มิได้คิดอะไรมาก เพราะใจขณะนั้น ไม่ได้คิดว่า จะอยู่ได้หรือไม่ได้ แค่ต้องการทดลองไปอยู่ ... อยากมีโอกาสใช้ชีวิต อุทิศแรงกาย แรงสมอง และแรงใจ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกลมหายใจ เท่านั้น หากอยู่แล้วรู้สึกว่า ยากเกินรับไหว จะได้ตัดสินใจถูก ว่าชีวิตของตน ควรเป็นไปเช่นไรดี

หากแต่กลับพบว่า หนึ่งปี ที่อุทิศตนเป็นคุณครู อยู่กับเด็กชนบทตัวดำๆ มอมแมม ...หนึ่งปี ที่ทำงานกรำแดดกรำฝน เท้าเหยียบดินโคลน ....ชีวิตที่ไม่ได้มีความสบาย ด้านวัตถุเงินทอง... มันช่างมีความสุข มากมายเหลือเกิน ... เราได้เสียสละทุกสิ่งทุกอย่าง ที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นเงินทอง กำลังกาย กำลังสมอง ในทุกๆวัน เราได้เก็บกำไรคือกรรมดี ได้ให้โดยไม่ได้รับอะไร กลับคืนเลย เพราะฉะนั้น กรรมดีที่เราได้ทำ ทุกๆวันนั้น มันถูกเก็บเต็มตลอด ไม่ต้องมีอะไรมาแลกคืน มาลบ มาหารออกไป ...ช่างมีความสุขเหลือเกิน ที่ได้รับรู้ความรู้สึกที่ว่า แม้เราจะตายลง ในวินาทีนี้ ในวันนี้ เราก็จะไม่เสียใจ อีกต่อไปแล้ว เพราะวันเวลาที่ผ่านมา เราได้สั่งสมความดี ที่จะเป็นทรัพย์แท้ ที่จะติดตัวเราไป (บ้าง) แล้ว

เพราะฉะนั้น สำหรับตนเอง ไม่ว่าจะทำงานอะไร ก็จะมีแต่ความซาบซึ้ง ไม่ว่าจะล้างหาง ทำสวน ขนปุ๋ย ขัดส้วม แม้จะเป็นงานเล็กงานน้อย จะให้ทำอะไรก็ได้ หากเป็นงานของหมู่กลุ่ม ส่วนรวมนี้ แต่ในบางครั้ง... ก็ต้องยอมรับว่า ไปทำสวนบ่ายสองบ่ายสาม แดดแรง งานหนัก (มาก) บางที ก็อยากจะหนี ไปทำงานที่มันง่าย มันสบายกว่านี้... แต่การที่ได้เห็นอาปะไฟพร คนที่เรารู้ว่า ท่านช่างเสียสละเหลือเกิน เสียสละทำงาน ในสิ่งที่หลายคน พยายามหลีกเลี่ยง เพราะฉะนั้น แม้เราจะเหนื่อย แม้อยากจะหนี แต่ก็รู้ว่า เรายังหนีไปไม่ได้หรอก เพราะ.. ถ้าเรายังช่วย อยู่ตรงนี้ เราก็คงลดความหนัก ความเหนื่อย ของผู้ที่เรามั่นใจว่า เป็นเนื้อนาบุญของโลก ลงไปได้บ้าง

วันนี้จบการศึกษา ระดับปริญญาเอกมาแล้ว ปณิธานที่ตั้งใจไว้ ในวันที่จากบ้านราชฯไป เมื่อสามปีก่อน เพื่อไปทำหน้าที่ให้จบสิ้น ผ่านไปสามปี ความตั้งใจ ยังไม่เปลี่ยนแปลง ชาตินี้มั่นใจว่า จะอยู่และตายกับชาวอโศก จะใช้เวลาที่ยังมีลมหายใจนี้ เร่งสร้างความดี สั่งสมบุญให้ตนเอง และ ตอบแทนบุญคุณ พระโพธิสัตว์ ผู้เหนื่อยยาก เพื่อมวลมนุษยชาติ ตลอดมา

ปัญหาและอุปสรรคในการงาน : เนื่องจากตนเอง มีสักกายะใหญ่ ที่ค่อนข้างขี้รำคาญ ฉะนั้น การเป็นคน ที่มีผู้คนรู้จักมากมาย ทำให้ต้องพูด มากขึ้น มีคำถามมาก อยู่ในความสนใจของผู้คน บางครั้งบางคราว ก็จะเกิดความรำคาญ แต่ก็ถือว่า เป็นแบบฝึกหัดที่ดีมาก สำหรับตนเอง ในชาตินี้

คติประจำใจ : หลับไปคืนนี้ อาจจะไม่มีโอกาส ตื่นขึ้นมาอีก ตื่นขึ้นมาในเช้านี้ อาจจะเป็นเช้าสุดท้าย ของชีวิต เพราะฉะนั้น พึงเร่งทำความเพียร สั่งสมกรรมดี อย่าผัดในการทำความดี แม้แต่หนึ่งครั้ง

เป้าหมายชีวิต : ร่วมสร้างงาน สั่งสมความดีกับพระโพธิสัตว์ และหมู่กลุ่มตลอดไป

สุดท้ายนี้ ขอกราบขอบพระคุณ คุณพ่อคุณแม่ ที่เหน็ดเหนื่อย ทนยากลำบาก อยู่บ้านหลังเล็กๆ ขับรถเก่าๆ ไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ เก็บหอมรอมริบ เพื่อสร้างลูกสาวคนนี้ จนเรียนจบดอกเตอร์ แม้จบแล้ว ก็มิเคยคิด ที่จะให้ใช้วิชาความรู้ ใช้ปริญญาตรีโทเอก จากมหาวิทยาลัย ชั้นนำของโลก ความสามารถหลากหลาย เพื่อแสวงหา ลาภ ยศ สรรเสริญ ความสุข (จอมปลอม) ให้ตนเอง หรือ ครอบครัว หากแต่ตั้งใจ ถวายลูกสาวคนนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการช่วยเหลืองาน พระโพธิสัตว์ เข็นกงล้อพระธรรมจักร เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ในวงกว้าง .... ฉะนั้น ลูกสาวคนนี้ จึงขอให้คำมั่นสัญญาว่า ความเสียสละอันยิ่งใหญ่ ของคุณพ่อ และคุณแม่ ไม่ว่าจะเป็นความอดทน เหนื่อยยาก เพื่อลูกสาว หรือ ความเสียสละ เพื่อสังคม (ซึ่งมั่นใจว่า หากไม่มีตัวอย่างที่ดี จากคุณพ่อ คุณแม่ ตนเองก็คงไม่มีแบบอย่างที่ดี และไม่มีวัน ที่จะมีจิตใจ นึกถึงผู้อื่น นึกถึงส่วนรวม ก่อนส่วนตัวได้) จะไม่สูญเปล่า ชีวิตนี้ทั้งชีวิต จะพยายามพัฒนาตน ให้มีความดี มากขึ้นเรื่อยๆ ให้จงได้ เพื่อจักนำ ความเป็นคนที่ได้รับ การพัฒนาแล้วนั้น อุทิศคืนให้แก่สังคม และประเทศ ตลอดไป ตราบจนกว่า จะสิ้นลมหายใจ

กราบขอบพระคุณ ด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ

(สารอโศก อันดับ ๓๑๗ หน้า ๕๘-๖๐ เดือน มีนา-พฤษภา ๒๕๕๓)