ธรรมาธรรมะสงคราม ประชาธิปไตยของไทยจะงดงามสักปานใด ถ้าความขัดแย้งทั้งหลาย ไม่นำไปสู่ความรุนแรง ขบวนการต่อสู้ต่าง ๆ ที่จะเรียกว่า สงครามก็ได้ (สงครามทางความคิด , สงครามทางวาจา ใช้หอกปากเข้าต่อสู้ ฯลฯ) ซึ่งสงครามในบ้านเมือง ที่เป็นอารยะนั้น อย่างมากก็ใช้เพียงหอกปาก (มุกขสัตตี) ทิ่มแทงกัน โดยยึดหลัก สันติ อหิงสา แต่พ่อท่านฯ เห็นว่า ควรเพิ่ม ซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ เข้าไปด้วย โดยเฉพาะนักปฏิบัติธรรม จะต้องเรียนรู้ให้เท่าทันกิเลสที่เกิดขึ้น เมื่อมีผัสสะมา กระทบสัมผัส จะต้องหาทางลด หรือทำให้หมดให้ได้ ถือว่าเป็นงานสำคัญ ที่จะต้องกระทำกันก่อน ก่อนที่จะไปช่วยสังคม ประเทศชาติต่อไป งานชุมนุมคนไทยหัวใจรักชาติในครั้งนี้ หากมีการทบทวนให้ดีแล้ว แต่ละฝ่ายน่าจะได้บทเรียน ที่มีความสำคัญ หลายประการ สำหรับนักรบ สันติ-อหิงสา และผู้มุ่งแสวงหาความซื่อสัตย์บริสุทธิ์ให้กับตน เพราะมิเช่นนั้น พี่น้องพันธมิตรฯ ที่กอดคอกันมา ๑๙๓ วัน จะถูกจับให้แตกแยก แตกกระจายไปตามทัศนะของช่องโทรทัศน์นั้น ๆ ที่ต่างก็มี เป้าหมายเดียวกัน เคยร่วมรบ เคียงคู่กันมา และจริงๆ แล้วก็ย่อมไม่มีศัตรูหน้าไหนมาทำให้พันธมิตรฯ แตกแยกกันได้ แต่ถ้าหากเราไม่รู้เท่าทัน การทำงานของทิฏฐิ มานะ และอัตตา ที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน ซึ่งรู้ได้ยากแสนยาก สำหรับนักรบที่ผ่านสนามต่อสู้กันมา อย่างโชกโชน โดยเฉพาะ ยิ่งผู้ที่ประสบชัยชนะ มาครั้งแล้วครั้งเล่า จนแทบจะกล่าวได้ว่า ไม่เคยแพ้ใคร ยกเว้นก็แต่การเอาชนะใจตัวเอง เท่านั้น สุขาปฏิปทา หรือ ทุกขาปฏิปทา! ก็เพราะก้าวข้ามอัตตาไม่ได้ คำถามที่ใครๆ ก็สงสัยกันว่า นักปฏิบัติธรรมมายุ่งเรื่องบ้านเรื่องเมืองทำไม? หากตอบตามหลักการแล้ว หน้าที่ของชาวพุทธ ก็คือ ทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ให้สมบูรณ์ ประโยชน์ตนก็คือ การลดละกิเลสอาศัยเหตุปัจจัย และผัสสะต่างๆ ที่เกิด เข้ามาอ่านใจ และลดละกิเลสของตนเอง เมื่อลดละกิเลสได้มากเท่าใด ก็จะมีจิตใจ เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น และส่วนรวม ได้มากเท่านั้น ถ้าไม่พยายามลดละ กิเลสของตนลงให้ได้ ก็จะทำงานด้วยสภาพ ทุกขาปฏิปทา เต็มไปด้วยความทุกข์ ทรมาน เพราะจะโดนทั้งถูกกิเลสของตัวเอง เข้ามากระทำย่ำยี และก็ย่อมจะมีผลกระทบ สร้างความเดือดร้อน ให้กับสังคม ตามไปด้วย เพราะอัตตาที่ยึดจัด จะออกมาอาละวาด ฟาดฟันให้ราบ เป็นหน้ากลอง แม้จะมีจุดมุ่งหมาย ที่เป็นความปรารถนาดี ก็ตาม พ่อท่านให้สติกับแกนนำทั้งหลาย เมื่อได้รับการต่อรองจากรัฐบาลในครั้งสุดท้ายว่า ขอให้ย้ายการชุมนุม จากทำเนียบ มาที่สนามกีฬา พ่อท่านเตือนพวกเราว่า เราต้องใช้ความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ (นอกจากสันติ อหิงสา) มาเป็นหลักสำคัญ ในการต่อสู้ ในการต่อสู้นั้น เราคงจะมุ่งมั่นดึงดันให้สำเร็จตามเป้าหมายอย่างที่ใจเราคิด ให้เข้าเป้าในครั้งเดียว ไม่ได้หรอก และนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาชนะคะคานกัน ซึ่งเราต้องรู้เท่าทัน อัตตา และก้าวข้ามเรื่องของอัตตาไปให้ได้ แต่สถานการณ์ ที่เกิดขึ้น ก็พอจะประเมินไปได้ว่า คงจะต้องมี ๒ เวทีเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะพวกที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ย่อมมุ่งหน้า พากันไปที่ทำเนียบอยู่แล้ว ส่วนผู้ที่ติดตามข่าวสารทัน ก็จะพากันไปที่สนามกีฬา และแน่นอน ก็ย่อมจะม ีผู้ที่ยึดมั่น ไม่ยอมถอย ปักหลักอยู่ที่ทำเนียบแน่นอน แต่ก็ให้ถือว่า ทั้งสองเวที มีเป้าหมายเดียวกัน เป็นกลุ่มเดียวกัน ไม่แตกกัน และสุดท้ายก็เป็น ๒ เวทีโดยธรรมชาติ แต่สภาพทั้ง ๒ เวทีก็มีความแตกต่างกัน ดั่งฟ้ากับดิน ที่สนามกีฬา เป็นสภาพ ห้องประชุมใหญ่ ติดแอร์อย่างดี มีห้องส้วม ห้องน้ำสะดวก และมีความปลอดภัยสูง เสียงขานรับ จากสื่อมวลชน เป็นไปในทางบวก เพราะเป็นการยอมถอย ของภาคประชาชน แต่สภาพที่ทำเนียบ คงไม่ต่างจากสภาพ ทุกขาปฏิปทา ต้องผจญทั้งฝนตก ทั้งแดดออก ต้องพากันอดหลับ อดนอน กันทั้งคืน ต้องเสี่ยงกับ ความไม่ปลอดภัย แถมสื่อก็พากันรุมถล่ม และพากันเล่นข่าวว่า เป็นกลุ่มที่แตกแยกออกมา และผู้คนที่ร่วมชุมนุม ก็ค่อยๆ ถดถอย อ่อนล้า อ่อนแรงไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่มีผู้คนจากสนามกีฬา หมุนเวียนออกมาให้กำลังใจ อยู่ตลอด แต่ถึงกระนั้นก็มีข่าวที่สับสนบนเวทีทั้งสอง ก็เพราะมีการประกาศว่า ที่เวทีทำเนียบกำลังจะยุบมารวมกัน ที่สนามกีฬาแล้ว ส่วนที่ข้างทำเนียบ บนเวทีก็มีประกาศ เช่นเดียวกันว่า ที่สนามกีฬา จะยุบมารวมกันที่ทำเนียบ แถมหลงเข้าใจไปอีกว่า ที่หน้าทำเนียบ มีจำนวนมากกว่าที่สนามกีฬา จึงเป็นความสับสน ที่ไม่ต้องมีมือที่สาม มายุแหย่ แต่ประการใด จึงนำไปสู่ ความวุ่นวาย พ่ายแพ้ (เพียงแค่สังคมมองว่า เกิดความแตกแยก ก็ย่อมแพ้อยู่แล้ว) จึงเป็นความทุกข์ทรมาน ที่เป็น ทุกขาปฏิปทา อย่างน่าสงสาร เพราะไม่สามารถก้าวข้าม ความยิ่งใหญ่ของ อัตตา ไปได้นั่นเอง เมื่อมีการเอาชนะใจตน จึงก้าวข้ามพ้น ทุกขาปฏิปทา ไปได้ ทำดีไม่มีเงื่อนไข ! ควรได้ช่วยกันทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ในธรรมาธรรมะสงครามไม่ควรมีความคิดว่า คนนั้นคนนี้เข้ามาชุบมือเปิบ ฉันมาก่อน คุณมาทีหลัง แล้วมาดังกว่า ถ้าอย่างนั้น คนถือศีล ๘ ก็คงเกี่ยงงอน กับพวกถือศีล ๕ ว่ามาเอาเปรียบกัน หรือนักบวช ที่ต้องถือศีล ๒-๓ ร้อยข้อ ก็ต้องไปจี้ พวกที่ถือศีล ๕ ศีล ๘ ให้ถือศีลขึ้นมา ใกล้เคียงกันหน่อย ซึ่งหากมีการเอาการทำความดี มาบีบบี้ เทียบเคียงกัน เช่นนี้ ย่อมไม่เกิด ความผาสุก ในสังคม พ่อท่านฯ เกิดมาในชาตินี้ไม่ต่างอะไรกับพญาแร้งที่ตั้งใจทำความสะอาดให้กับโลกนี้ โดยไม่มีเงื่อนไข ไม่เกี่ยงงอนใคร ไม่น้อยใจ ไม่เสียใจ ที่ผู้คนจะพากันประณาม หยามเหยียด ยิ่งงานที่ผ่านมา พ่อท่านแทบจะเละเป็นโจ๊ก หนักยิ่งกว่า เสียผู้ เสียคน เพราะถึงขั้น ถูกไล่ตะเพิด ให้ไปอยู่กับเถนเทวทัต พ่อท่านยอมเสียรางวัด ครั้งแล้วครั้งเล่า เพื่อแก้ความเข้าใจผิดของคน ให้มีบรรทัดฐานความถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้น ซึ่งแต่ละครั้งๆ ท่านต้องเปลืองเนื้อ เปลืองตัว อยู่ตลอดเวลา เป็นการลดความสำคัญ ของตนเองลงได้ อยู่ทุกขณะ ดังนั้น การที่พวกเรายอมสลายอัตตาลงได้ ลดความสำคัญในตนลงได้ จนไปสู่สูญ นั่นต่างหาก จึงเป็นรางวัล อันยิ่งใหญ่ ของนักรบ ในธรรมาธรรมะสงคราม และชาวอโศก ก็ไม่ได้ติดใจอะไร หากไปที่ไหน จะมีคนบอกว่า นี่พระของจำลอง นี่เด็กจำลอง นี่โรงเรียนจำลอง นี่ร้านอาหารจำลอง ฯลฯ จนกลายเป็นว่า สิ่งที่ชาวอโศกทำอยู่ตลอดมา กลายเป็นของคนชื่อ จำลองไปหมด และจริงแล้ว ลุงจำลอง ก็ไม่ได้เข้ามาตีขลุม รีบตะครุบ โมเมเอาไปเลย หรือตีกินไปในตัว และโดยสัจจะนั้น ผู้ที่ยิ่งไม่เอา เขาก็ยิ่ง อยากให้ๆ ยิ่งขึ้นไปอีก ในสังคมที่มีความหลากหลาย ผู้คนย่อมมีการแบ่งงานแบ่งหน้าที่กันทำ ตามความสามารถ-ความถนัด และ ตามบารมี ของตน พ่อท่าน ทำอย่างไรๆ ก็ได้เป็นแค่แร้งของสังคม ลุงจำลองก็เป็นดั่งโมเดล ของชาวอโศก ชาวอโศกจะสร้าง จะผลิตอะไร ออกมา ก็จะเป็นโมเดล จำลองหนึ่ง จำลองสองไปเรื่อยๆ ถึงแม้การชุมนุมครั้งสุดท้าย ลุงจะเที่ยวบอกใครๆ ว่าลุงเป็นแกน ตามไม่ใช่แกนนำ และแกนนำนั้น ลุงก็ให้รุ่นหลัง ทำไปแล้ว แต่ใครๆ ก็ย่อมยกให้เป็นของลุงอยู่ดี และ ของอย่างนี้ ใครจะมาแย่ง ก็ไม่ได้ นอกจากจะสั่งสม บารมีอย่างลุง หรือซื่อสัตย์ เสียสละให้ได้ มากกว่าลุง ดังนั้น การทำความดีจึงไม่ควรมีเงื่อนไขว่า ถ้ามีคนนี้ฉันไม่ทำ หรือ มีเงื่อนไขว่า เขามาช้าจัง แล้วยังมาดังกว่า ฉันไม่ทำ ซึ่งมีสำนวน กำลังภายในว่า คนที่ทำงานใหญ่ ย่อมไม่สนใจ ย่อมไม่ไปใส่ใจ ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ คนที่ทำงานใหญ่ ย่อมเอาผลประโยชน์ ของประเทศชาติประชาชน มาก่อน เรื่องส่วนตัว จะถูกด่าว่าให้เสียหน้าไปบ้าง ก็ไม่ไปติดใจ ใครแพ้ -ใครชนะ? ในสายพิราบนั้น ลุงจำลองประกาศเข้าเป้า ตั้งแต่งานยังไม่จบด้วยซ้ำ เพราะเป้าหมายของงานนี้ ก็เพื่อที่จะให้สังคม ตื่นขึ้นมารับรู้ ปัญหาของการสุ่มเสี่ยง ในการเสียแผ่นดิน ซึ่งนายกฯ ก็ยอมรับเงื่อนไข ของภาคประชาชน ทุกอย่าง เพียงมา ติดขัด เรื่องของสถานที่ เท่านั้น เมื่อภาคประชาชนยอมได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่น ดึงดัน เอาแต่ใจตัวเอง จนก้าวข้ามอัตตา ของตัวเองไปได้ ก็ถือว่าเป็นชัยชนะของตัวเอง และการที่สังคม รับรู้ออกไป อย่างกว้างขวาง ก็ถือว่า เป็นชัยชนะของสังคม ไปด้วยในตัว ส่วนสายเหยี่ยวประกาศยุติการชุมนุมด้วยเหตุสำคัญ เพราะกระแสของประชาชนที่จะออกมาชุมนุม มีไม่มากพอ ซึ่งก็คง ไม่ต่างกับ เป็นการประกาศความพ่ายแพ้ นั่นเอง และจะให้ดี ถ้าสามารถมีการตรวจสอบ ทางปรมัตถ์ด้วยว่า การต่อสู้ครั้งนี้ สามารถ ก้าวข้ามอัตตา หรือ พ่ายแพ้อัตตา ของตัวเองได้ ก็ยิ่งดี ส่วนนายกฯ อภิสิทธิ์งานนี้ก็น่าจะโกยคะแนนนิยมไปเต็มๆ เพราะยอมให้หลายๆ อย่างกับภาคประชาชน ยอมออกมา ตอบปัญหา ยอมมาชี้แจงออกทีวี เมื่อทุกฝ่ายต่างยอม ต่างเสียสละ ประโยชน์จึงเกิดขึ้น กับส่วนรวม และประเทศไทย งานนี้จึงน่า จะจบด้วย วิน วิน ด้วยกันทุกฝ่าย แต่น่าเสียดายตอนจบ นายกฯ ไปเอาพระราชดำรัสฯ มาอัดใส่ ภาคประชาชน ทำให้เกิด การสะดุด เป็นการจบที่เหมือนกับ จับเขกกระบาล ก่อนออกจากบ้าน เพราะหวังชนะ เลยกะน็อค ในหมัดสุดท้าย แต่กลายเป็น เติมเชื้อไฟ ให้ไปเผากันข้างนอกอีก ความดีมี...ละเอียด ความเกลียดมี...ละก่อน! พ่อท่านพยายามอธิบายให้พวกเราได้เข้าใจกันว่า ในสังคมย่อมมีจริตแตกต่างกันออกไป เป็นธรรมดา ถ้าจะแยกออกง่ายๆ ก็พอจะแยกได้ ๒ อย่างคือ พวกบู๊กับบุ๋น หรือ สายเหยี่ยวกับพิราบ ส่วนดีของสายเหยี่ยวก็คือ ยืนหยัดยืนยัน สู้ไม่ถอย เดินหน้า ชนปัญหา กล้าลุยกล้าเสี่ยง แต่ก็อาจไม่รอบคอบ ส่วนสายพิราบนั้น สุขุม รอบคอบ แต่อาจไม่กล้าตัดสินใจ หรือ ตัดสินใจช้า ซึ่งนายกฯ คนปัจจุบันนี้ ปัญหาคืออ่อนบู๊ เลยทำให้ ปัญหา คาราคาซัง ไปเรื่อยๆ แต่อย่างไรก็ดี ความมั่นคงของประเทศชาติจะเกิดได้ ก็เพราะมีทั้งกระทรวงต่างประเทศที่เก่ง และมีทั้ง กระทรวงกลาโหม ที่กล้า ถ้ามีแต่เพียง อย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมไม่สามารถเป็นประเทศชาติ ที่ยิ่งใหญ่ไปได้ บทจบของการชุมนุมครั้งนี้ ภาครวมนับว่าจบลงด้วยดีในระดับหนึ่ง อันเกิดจากการหันหน้า มาพูดคุยกัน พยายาม ทำความเข้าใจ ซึ่งกันและกัน แทนการมุ่งเอาชนะ คะคานกัน พยายามเห็นส่วนดีแง่ดี ที่ต่างก็มีกันอยู่ ซึ่งมีอยู่ หลายซับ หลายซ้อน ที่ล้วนควรนำมา แสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง ที่เราอาจไม่พอใจไม่ชอบใจ ดังนั้น ความเกลียดใด ๆ ที่มี ต้องละก่อน ด้วยประการฉะนี้แล เหมือนกับบู๊ย่อมไม่ชอบความไม่เด็ดขาดของบุ๋น บุ๋นก็ไม่ชอบความห่ามๆ ของสายบู๊ แต่จริงๆ แล้วทั้งบู๊และบุ๋น ต้องอยู่ คู่กัน ไปชั่วนิรันดร์ หากมุ่งมั่นจะให้ชนะ ในทุกๆ ด้าน ทั้งในสนามรบ และในสงครามไปด้วยกัน พ่อท่านเคยให้คำอธิบายไว้ว่าจุดยืนของพระอรหันต์นั้น คือที่ว่างกลางอากาศ ซึ่งหมายความว่า พระอรหันต์ ย่อมยืนอยู่ได้ ทุกๆ จุด ตามความเหมาะสม (สัปปุริสธรรม) ซึ่งเป็นการก้าวข้ามพ้น ความยึดมั่น ถือมั่นใดๆ ได้แล้ว ฉะนั้น พ่อท่านจึงเป็น ผู้ที่พร้อมจะรับฟัง ข้อมูลในทุกๆ ด้าน อย่างเอาใจใส่ เช่นเหตุการณ์ที่ ประเทศบราซิล ข้อมูลของคุณต่อ และ ของคุณวีระ ตรงกันข้ามกัน คนละขั้ว ทั้งๆ ที่ไปบราซิลด้วยกันมา ส่วนตัวพ่อท่านเอง ก็ฟังข้อมูลของทั้งสองข้าง และเอาข้อมูล จากรอบด้าน มาร่วมประกอบ ดังนั้น การฟังข้อมูลให้ครบทุก ๆ ด้าน จึงเป็นความสำคัญอย่างยิ่ง ในปัจจุบัน ดังนั้น ถ้าใครจะคิดมาล็อบบี้พ่อท่าน พ่อท่านก็พร้อมที่จะให้ล็อบบี้อย่างง่ายแสนง่าย เพราะพ่อท่าน พร้อมที่จะฟัง จากทุกคน อยู่แล้ว แต่ตัวชี้ขาดและตัดสินจริงๆ นั้นอยู่ที่ประชุม เพราะถ้าหากเอาตามพ่อท่าน เป็นหลักแล้ว ก็คงไม่ต้อง เสียเวลา มาประชุมกัน แต่อย่างใด และพ่อท่านก็พร้อม ที่จะไม่คิดเอาตามความเห็นของตัวเอง เป็นใหญ่อยู่แล้ว เนื่องจาก พ่อท่าน ยืนได้ทุกจุด บนที่ว่าง กลางอากาศได้ เป็นธรรมดา ดังนั้นมือล๊อบบี้ทั้งหลาย อาจจะอกหักอกพังไปบ้างก็ได้ เพราะสุดท้ายแล้ว ไม่เห็นว่า พ่อท่านจะเอาตาม ที่กลุ่มของตน ได้ล๊อบบี้เอาไว้ สรุปแล้วเรื่องของประชาธิปไตย คือเรื่องที่จะต้องพยายามรับฟัง ซึ่งกันและกัน เคารพในความคิดเห็น ซึ่งกันและกัน ไม่เป็นเผด็จการ ทางความคิด ซึ่งจะเป็นเช่นนั้นได้ เพราะแต่ละคน ไม่ปักมั่น ในทิฏฐิของตน คนที่ปักมั่น ในทิฏฐิ ของตนนั้น มันเป็นอันตราย อย่างสำคัญ ต่อให้เป็นพระพุทธเจ้า ก็ย่อมเอาไม่อยู่ เหมือนดัง ภิกษุเมืองโกสัมพี ที่ทะเลาะกัน จนพระพุทธเจ้า ต้องออกมาห้าม แต่ภิกษุเหล่านั้น กลับไม่ฟังเสียง บอกให้พระพุทธเจ้า กลับไปพักผ่อน ตัวเอง จะทะเลาะกันต่อ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่คุณ เปลวพิโรธ จะด่าว่าพ่อท่าน หรือมีคนในกลุ่ม ๑๓ บางท่าน จะอัดพ่อท่าน ออกอากาศแถมให้ด้วย ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติธรรมย่อมเลอะเลือน มีพุทธพจน์ที่ระบุไว้ว่า ผู้บริโภคกามนั้น ปริยัติย่อมเลอะเลือน ปฏิบัติย่อมเลอะเลือน หรือ แปลความได้ว่า ยังเอาแน่ เอานอนไม่ได้ กับผู้ยังบริโภคกามอยู่ ในงานนี้ คุณเปลว สีเงิน ได้ตำหนิพ่อท่าน เอาไว้ว่า ....ขอพ่อท่าน "สมณะโพธิรักษ์" โปรดยั้ง อยู่หน้าผา ...ฯลฯ .....ก็ลองวินิจฉัยซิว่า "พระธรรม-วินัย" มีข้อไหนให้บุรุษโล้น ห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ขานรับศีล ๒๒๗ สละบ้าน ควานหาวิโมกข์ แต่กลับยุยง ส่งศิษย์ชุมนุม ทั้งผิดกฎหมาย ทั้งไม่เป็นวิถีนำไปสู่ ทางพ้นทุกข์!? นี่คือ ...เส้นทางตามรอยบาทพระพุทธองค์... หรือว่าเส้นทางตามรอยธรณีสูบพระเทวทัต? จริงๆ แล้วพ่อท่านก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับคำตำหนิติเตียนเหล่านี้ ท่านขอบคุณด้วยซ้ำ ที่ได้ช่วยท้วงติงมา สำหรับ ตัวพ่อท่าน ก็ไม่ได้มีปัญหา กับคำตำหนิ เหล่านี้ แต่แน่นอน คนมากมาย ที่ศรัทธาในตัวพ่อท่าน ย่อมติดใจ ถือสากันมากกว่า คำพิพากษาที่มีต่อผู้นั้นๆ อาจไม่มีผลต่อผู้นั้นๆ แต่มีผลข้างเคียงเกิดปัญหาขึ้นกับพวกพ้องบริวาร ที่ศรัทธานับถือ ต่อผู้นั้นๆ นั่นแหละมากกว่า ถ้าคำพิพากษาถูกต้อง เที่ยงธรรม ก็อาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ สำหรับผู้มืดบอด เหล่านี้ แต่ถ้าเป็น คำพิพากษา ที่ออกมาจากอารมณ์ร้าย ของผู้กล่าวโทษนั้นเอง สิ่งที่เป็นอารมณ์ร้ายนี้ ก็ย่อมย่ำยีบีฑาตัวเอง ในที่สุด ในทำนองเดียวกัน คนที่เอาครูบาอาจารย์ของตัวเอง หรือพ่อแม่ของตัวเอง หรือผู้คนที่มีความเคารพนับถือ ในกลุ่ม ของตัวเอง ออกมาพิพากษากันเอง ในที่สาธารณะ ย่อมทำให้เหล่าศัตรู พากันพอใจ เขาอาจจะชมว่า คุณทำเลวได้ดีมาก และนั่นคือ การสร้างความแตกแยก ให้เกิดขึ้นแล้ว ทั้งที่ชาวบ้าน หรือกลุ่มประชาชนทั่วไป ใครๆ ก็ไม่ต้องการแตกแยก แต่ก็ต้องมา พากันแตกแยก เพราะหัวหน้า หรือแกนนำ พาแยกนั่นเอง และที่อันตรายที่สุด คือ คำพิพากษานั้นๆ เกิดจากอารมณ์ร้าย เกิดจาก ความไม่ชอบใจ หรือเกิดจาก อกุศลอคติใดๆ ก็ตาม บาปกรรมย่อมเกิดขึ้น ที่ตัวเราแล้ว ในธรรมะธรรมาสงครามนี้ คนที่ทุกข์ทรมานมากกว่าเพื่อน น่าจะเป็นคนที่ไม่ได้คิดจะปฏิบัติธรรม เขาเอง ไม่คิดที่จะ ลดละ อัตตา ตัวตนลง จึงไม่สามารถก้าวข้าม ค่ายกลของอัตตาไปได้ จึงต้องตกเป็นทาส สนองอัตตา อย่างทุกข์ทรมาน และไม่รู้ตัว แม้คนที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมแล้ว ศรัทธาก็มีมากแล้ว บางคนยอมปวารณาตัวถึงขั้น เอาตามที่พ่อท่านว่า แต่พอลง ภาคสนามจริงๆ กลับกลายเป็น เอาตามอัตตาของข้าฯ แทนพ่อท่านว่าทุกทีไป การจะรู้เท่าทันตัวตน จึงไม่ใช่ จะรู้กันได้ง่ายๆ ป่วยการไปใย กับผู้ที่บริโภคกามคุณ เต็มไปด้วยการถือตัว ยิ่งมากเท่าใด ก็ยิ่งจะหลงเลอะ เหมือนที่ คุณเปลว สีเงินว่า แต่อย่างใดก็ดี นักปฏิบัติธรรมที่ในอยู่ท่ามกลางมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ถ้าไม่ปิดหูปิดตาของตนเอง จนปล่อยให้ หูหนวก ใจบอดแล้ว ก็ย่อมมีการแก้ไข ข้อบกพร่อง ผิดพลาด กันอยู่ตลอดเวลา เพราะข้อบกพร่อง ผิดพลาดทั้งหลาย ที่เกิดขึ้น ในสนามรบนั้น ย่อมไม่ต่างอะไรกับ เถ้าถ่านที่จะนำไปสู่ ความสำเร็จได้ในที่สุด.
|