ทำชั่วคนเชื่อง่าย แต่ทำดีต้องใช้เวลาพิสูจน

“เตะตะกร้อ ล่อไก่ ต่อยมวย เล่นหวยเถื่อน ฉันเช้าแล้วเอน ฉันเพลแล้วนอน บ่าย ๆ พักผ่อน ค่ำ ๆ จำวัด ดึกสงัดซัดมาม่า ตื่นตี ๕ โด๊ปกระทิงแดง พอมีฤทธิ์แรง แย่งกันรับกิจนิมนต์”.....ทั้งหมดนี้ คือคำสารภาพบาป ของหลวงพ่อ ดวงดี อดีตเจ้าอาวาส วัดดัง ทางภาคเหนือ ซึ่งทุกวันนี้ ท่านได้กลับตัว กลับใจ มาประพฤติปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามธรรมวินัยได้แล้ว

แต่ก็น่าแปลกใจว่า ตอนที่หลงผิดทำชั่ว นั้น กลับได้การยอมรับอย่างดี ได้เป็นทั้ง เจ้าอาวาส เป็นเลขา เจ้าคณะจังหวัด แต่พอมา ปฏิบัติ ให้ถูกต้อง ด้วยการฉันอาหาร วันละ ๑มื้อ ไม่ถือไม่ใช้เงินทอง ไม่เกี่ยวข้อง กับเดรัจฉานวิชา ถือเมตตา ด้วยอาหาร มังสวิรัติ ฯลฯ ผลออกมา กลายเป็นว่า หลวงพ่อ ดวงดี ถูกปลดออกจาก เจ้าอาวาส ถูกขับออกจากวัด ด้วยข้อหา ที่สำคัญ คือ ฝักใฝ่สันติอโศก ทั้ง ๆ ที่ ตอนฝักใฝ่ อบายมุข กลับได้การยอมรับ นับถือง่ายมาก

ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อ ๓๐ กว่าปีที่ผ่านมา พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ นำพาชาวอโศกชูธง อาหารมังสวิรัติ จนถูกต่อต้าน และโจมตีว่า เป็นพวกของ พระเทวทัต แต่น่าอัศจรรย์ว่า อาหารมังสวิรัติ กับสังคมไทย ในปัจจุบัน ใคร ๆ ก็ดึงไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ เพราะ สอดคล้อง อย่างยิ่ง กับภาวะการณ์ ในสังคมปัจจุบัน ทั้งในด้าน สุขภาพ เศรษฐกิจ และจิตเมตตา

และสิ่งที่ไม่น่าเชื่อยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ การที่คน ๆ หนึ่งถูกทั้งประจานและประกาศ (ปกาสนียกรรม ) ไปทั่วทั้งประเทศว่า เป็นคนเลว คนร้าย (ทำให้ธรรมวินัยวิปริต และวิปริตจากธรรมวินัย) ห้ามใคร ๆ มาคบค้าสมาคมด้วย เพราะถือได้ว่า เป็นตัว บ่อนทำลาย พุทธศาสนา --- คำกล่าวนี้ คงไม่ผิด ถ้าศาสนาคือความงมงาย ...คือการใช้ เดรัจฉานวิชา หากิน... คือชีวิต ที่ร่ำรวย รุ่งเรือง ด้วยเงินทอง และยศชั้น...คือ การพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่เป็นเทวนิยม แทนการพึ่งกรรม ที่เป็นอเทวนิยม

ในช่วงเกือบจะ๔ ทศวรรษที่ผ่ามา การประกาศสัจธรรมอันทวนกระแส (ปฏิโสตัง) และขัดเกลา (สัลเลขธรรม) ทำให้เกิด พุทธบริษัท ที่หันหลังให้กับ ความงมงาย พากันเลิกละ อบายมุข มีศีล๕ ศีล ๘ ศีล๑๐ และจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เป็นวิถี ชีวิต ตามฐานานุฐานะ ของแต่ละคน เพื่อฝึกฝนจิตใจ ให้เกิด สมาธิ ปํญญา และวิมุติหลุดพ้น ไปสู่มรรคผล นิพพาน ที่พิสูจน์กันได้ ในชาตินี้

แม้จะต้องแหวกว่ายฝ่าคลื่นสึนามิ ของทุนนิยม และบริโภคนิยม แม้จะต้องสู้ทนกับคำเย้ยหยันถากถาง ทั้งพวกสุดโต่ง พวกผีบ้า ผีบุญ พวกสร้างภาพ ฯลฯ แต่ญาติธรรม ทั้งหลาย กลับพากันยืนหยัด ยืนยันที่จะ ลดละ – ขยัน -กล้าจน – ทนเสียดสี – หนีสะสม – นืยมสร้างสรร –สวรรค์นิพพาน จนเกิดการรวมหมู่ รวมกลุ่ม เป็นชุมชน คนมีศืล กระจายเป็น เครือแห อยู่กันตาม จังหวัดต่าง ๆ ด้วยระบบ “สาธารณโภคี” ที่ทุกอย่าง เป็นของ กองกลางสงฆ์ หรือกงสี ที่ร่วมกินร่วมใช้ กันไป จนวันตาย

ในท่ามกลางการดูหมิ่นถิ่นแคลน และข้อกล่าวหานานาสารพัด มาเกือบตลอดชีวิต แต่พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ก็ยัง สบม. ธมด. ปกต. หห. (สบายมาก –ธรรมดา-ปกติ- หายห่วง ) เพราะท่านเห็นจริงว่า

“คนผู้มีความสุขที่สุด คือ ผู้ที่รู้ว่า ตัวเองเป็น ผู้ให้อย่างจริงที่สุด”

- เราดิดอะไร ฉบับที่ ๒๑๓ เมษายน ๒๕๒๑ นัยปก -