มนุษย์สีขาวปฏิบัติธรรม

ปลุกเสกตนให้พ้นโศก

ก่อนจะไปงานปลุกเสกฯ ในปีนี้ ฉันอยู่เวรบ่าย ต่อเวรดึก ที่แผนกหลังคลอด และนรีเวช เช้าวันนั้น อากาศค่อนข้างเย็น หมอกลงจัด ฉันทราบข่าวว่า ที่ห้องอุบัติเหตุ ได้รับคนไข้ ที่บาดเจ็บสาหัส จำนวนมาก ทราบภายหลังว่า รถโดยสารเที่ยวเช้า จะเข้ากรุงเทพฯ คนขับ ขับรถด้วยความเร็วสูง และเนื่องจาก หมอกลงจัด จึงชนเข้ากับ รถบรรทุกน้ำมันอย่างจัง เป็นเหตุให้ผู้โดยสาร เสียชีวิตทันที ๗ คน นอกนั้น บาดเจ็บสาหัส กันระนาว

เมื่อไปถึงห้องอุบัติเหตุ มีเพียงพยาบาล ๑ คน กับผู้ช่วยอีก ๒ คนเท่านั้น กำลังวิ่งวุ่น เย็บแผล ทำแผล และ ให้น้ำเกลืออยู่ ฉันจึงโทร.ตาม เพื่อนๆพยายาล มาช่วยอีก และตรงเข้าช่วยเหลือทันที

ห้องอุบัติเหตุขณะนี้ แดงฉาน และคาวคลุ้งไปด้วยเลือด เหล่าคนไข้ ที่บาดเจ็บสาหัส นอนเรียงกันเป็นตับ บ้างก็นั่งอยู่ตามเก้าอี้ (เพราะเตียง และรถนอน ไม่มีพอที่จะรับ)

ขณะที่สาละวน ช่วยเหลือคนไข้อยู่นั้น ฉันไม่ได้สนใจว่า ชุดขาวจะเปื้อนเลือดแค่ไหน คิดแต่ว่า จะทำอย่างไร จะช่วยชีวิต พวกเขาเหล่านั้น ให้เร็วที่สุด บางคนต้องรีบผ่าตัดด่วน บางคนต้องรีบเย็บแผล เพื่อหยุดเลือด และ… บางคน กำลังจะหยุดหายใจ !

จากบาดแผลที่เหวอะหวะ น่ากลัว เลือดสีแดงฉาน และเสียงร้องโหยหวน ที่แสดงความเจ็บปวด ทรมาน ของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตรงหน้า ทำให้มือ ที่ใส่ถุงมือของฉัน สั่นระริก ขณะเตรียมคนไข้ ส่งผ่าตัด หัวใจก็พลอยสั่นไปด้วย ฉันพยายามใช้ เจโตสมถะ เพื่อสำรวมจิต ให้สงบทันที พร้อมๆกับเร่งรีบ ช่วยเหลือ เหล่าผู้บาดเจ็บ โดยไม่หยุดยั้ง

หายใจเข้าออกยาวๆ สำรวมจิตให้สงบ ขณะล้างดินทราย ออกจากบาดแผลฉกรรจ์ ของคนไข้รายหนึ่ง

ผู้หญิงคนหนึ่ง นอนแน่นิ่ง ร่างขาวซีด ริมฝีปากขาวซีด อย่างน่าสงสาร เลือดออกมา เกรอะกรังทั่วตัว ฉันรีบให้ น้ำเกลือฉุกเฉินทันที ขณะนี้ จิตสงบขึ้นมาก

ข้างๆฉัน เพื่อนพยาบาลอีกคน กำลังช่วยแพทย์ ใส่ท่อหายใจ ให้กับคนไข้อาการหนัก รายหนึ่งอยู่ ฉันจึงตรงเข้าไป ช่วยคนไข้อีกราย ที่กระดูกขาขวา แหลกละเอียด และมีแผลน่ากลัว อยู่เต็มตัว เลือดไหลรินๆ ไม่หยุด

ชายอีกคน นั่งอยู่ริมประตู มีแผลที่ศีรษะ ๔ แห่ง และที่ท้องด้วย เลือดเข้มข้น ไหลย้อยเกรอะกรัง ลงไปที่ใบหู ทั้งสองข้าง (มองดูคล้ายๆ หินงอก กับหินย้อยในถ้ำ) จนเสื้อขาวที่ใส่ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ชุ่มโชกไปหมด ฉันคิดในใจว่า นี่เขารอดชีวิตมาได้ อย่างไรกัน!

“หมอครับ ผมตาลายไปหมดแล้ว” ร่างนั้นพูดขึ้นมาเบาๆ ฉันให้เขานอนลง ให้ดมแอมโมเนีย และ ให้น้ำเกลือฉุกเฉินทันที ขณะนั้น ปากก็พูด ให้กำลังใจ คนไข้ทุกคนไปด้วย เพราะเวลานี้ นอกจาก การช่วยชีวิตแล้ว กำลังใจ ก็ดูจะเป็นยา ที่สำคัญที่สุด ด้วยเหมือนกัน

“ไม่เป็นไรนะคะ พอเย็บแผลนี้เสร็จ เลือดก็จะหยุดค่ะ”

“หนูไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะให้น้ำเกลืออย่างดี แทนเลือดไปก่อน หมอก็กำลังช่วยหนู เต็มที่อยู่แล้ว”

“คุณคะ คงต้องผ่าตัด และให้เลือดด้วย มีญาติมาด้วยหรือเปล่าคะ”

“ไม่มีครับ” เสียงตอบเบาๆ จากชายวัยฉกรรจ์ ที่กระดูกขาขวา แหลกละเอียด และมีบาดแผลเต็มตัว ดวงตายังคงปิดสนิท แต่กรามขบแน่น เป็นสันนูน ด้วยความเจ็บปวด

“รู้มั๊ยว่า เลือดกรู๊ปอะไร” ฉันถาม ขณะให้น้ำเกลือที่แขนซ้าย ซึ่งเกรอะกรังด้วยเลือด

“กรุ๊ปเอ ครับ”

“งั้นเดี๋ยวเอาที่นี่ เรากรู๊ปเอเหมือนกัน”

ตาคู่นั้นปรือขึ้น มองหน้านิดหนึ่ง แล้วปิดลงอีก เช่นเดิม

สายวันนั้น พวกเราได้ช่วยกัน ทยอยส่งคนไข้ เข้าห้องไอ.ซี.ยู เข้าห้องผ่าตัด ไปแผนกศัลยกรรมชายและหญิง ฉันจึงไปช่วยที่ แผนกศัลยกรรมหญิงต่อ อยู่พักใหญ่ จนงานเริ่มเข้าที่ จึงไปบริจาคเลือด ที่ธนาคารเลือด แม้เลือดจะลอย เพราะอดนอน และอ่อนเพลีย แต่เลือดกำลังขาดแคลน และต้องการใช้ด่วน หากการช่วยชีวิต คนไข้เหล่านั้น แลกกับผลเสีย ที่ร่างกายจะได้รับ ในการบริจาคเลือดครั้งนี้ ฉันต้องเลือก เอาอย่างแรกทันที

แต่ละครั้งที่ผ่านมา ให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน หากแต่ครั้งนี้ ขณะนอน มองเลือดที่ไหลรินๆ ออกไปจากร่างกาย ก็คิดว่า เลือดนี้ก็สร้างมา โดยอาหารของโลก นั่นแหละ และขณะนี้ เราก็กำลังทยอยคืนให้โลกไป ก่อนถึงวันที่จะต้อง คืนร่างทั้งร่างนี้ ไว้ให้กับโลก เท่านั้น

ตลอดวันนั้น โรงพยาบาล พลุกพล่านด้วยผู้คน มีทั้งนักข่าว ช่างภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และญาติคนไข้ และบางคน ก็มารับศพ!

เสียงหวีดร้อง ที่ห้องเก็บศพ จากญาติคนไข้ ที่ดังขึ้นมา เป็นระยะๆนั้น บาดลึกเข้าไป ในใจของฉัน และเมื่อนึกถึง เหล่าคนไข้ ที่ทุกข์ทรมาน อย่างสาหัส ที่ได้ประสบมา ใจของฉันหม่นหมอง หดหู่ลงทันที พยายามหาพระพุทธพจน์ หรือหัวข้อธรรมะ เพื่อสลัดความโศกสลดออกไป แต่ก็ไม่สำเร็จ

“ทำไมถึงประมาทกันอย่างนี้ ดูซิ… หลายต่อหลายคน ต้องจบชีวิตลง หลายคนต้องพิการ บาดเจ็บ หลายคนต้องโศกเศร้า เดือดร้อน เพราะความประมาท ของคนคนเดียวแท้ๆ…”

จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ฉันทราบถึง ธาตุแท้แห่งจิตตนว่า ยังไม่เก่ง ในเรื่องการสลัดทุกข์ ออกไปจากจิต (แต่เก่งที่จะสร้างทุกข์ ขึ้นมาทับถมตน!)

ในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ ๑๓ นี้ พ่อท่าน และเหล่าพระเกจิฯ ได้เทศนาย้ำเน้นถึงเรื่อง สัจจะแห่งกรรม สัมมาทิฐิ ๑๐ และศรัทธา ๔ คือ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อผลของกรรม (ผลกรรมทุกอย่าง ย่อมมาแต่เหตุ) เชื่อว่าสัตว์มีกรรม เป็นของๆตน และเชื่อในพระพุทธเจ้า (ว่าทรงมีพุทธคุณ ๙ จริง โดยตรัสพระธรรมไว้ดีแล้ว หากสัตว์เหล่าใด พากเพียร กระทำตาม ก็จะได้บรรลุธรรม อย่างแน่นอน)

ค่ำวันมาฆบูชา ‘๓๒ นี้ มีจันทรคราส (กบกินเดือน) พ่อท่านเทศนา โอวาทปาติโมกข์ ศรัทธา ๔ และสัมมาทิฐิ ๑๐ และยังฝากลูกๆ ให้ช่วยกันสืบทอด งานศาสนาอีกด้วย

เมื่อเสร็จรายการแล้ว พ่อท่าน พระคุณเจ้าบางรูป และพวกเราบางกลุ่ม ยังคงนั่งเจโตสมถะ ท่ามกลางแสงจันทร์ (ฉันอยากจะดู กบกินเดือนด้วย!)

ดวงจิตของฉัน ขณะนั้น สว่างใส สงบเย็น เหมือนความสว่างเย็น แห่งแสงจันทร์ เหมือนห้วงน้ำใส ที่สงบนิ่ง

ต่อให้ต้องสูญเสีย ของนอกกายไป จนหมดสิ้น
ฉันก็จะตั้งมั่นในศีล ในพรหมจรรย์ และในงานสืบทอดพระศาสนา อยู่อย่างนี้

ต่อให้ต้องสูญเสีย อวัยวะใหญ่น้อยต่างๆ
ฉันก็จะตั้งมั่นในศีล ในพรหมจรรย์ และในงานสืบทอดพระศาสนา อยู่อย่างนี้

ต่อให้ต้องสูญเสียชีวิต
ฉันก็จะตั้งมั่นในศีล ในพรหมจรรย์ และในงานสืบทอดพระศาสนา อยู่อย่างนี้…

ฉันนึกถึงถ้อยคำเหล่านี้ และมั่นใจว่า ลูกๆอโศก จำนวนไม่น้อยเลย ที่มีความรู้สึกอย่างนี้ เช่นกัน

กลับจากงานปลุกเสกฯครั้งนี้ จิตใจหนักแน่นมั่นคง ต่อการสำรวมระวัง กรรม ๓ ให้สุจริต มากยิ่งขึ้น มีสติอยู่กับปัจจุบัน และมีธัมวิจัย แววไว รวดเร็วขึ้นกว่าเดิม

น่าประหลาด ที่ทุกครั้ง ของงานปลุกเสกฯ ครั้งก่อนๆ ฉันจะเกิดความปีติ อยู่พักใหญ่ แล้วค่อยๆลดลง เหมือนไฟไหม้ฟาง แต่ครั้งนี้ สภาวจิต ไม่หวือหวาอย่างนั้น แต่หนักแน่นมั่นคง สม่ำเสมอ เหมือนไฟสุมขอน

กลับมาทำงาน ที่แผนกหลังคลอด และนรีเวช คนไข้รายหนึ่ง เป็นมะเร็งที่มดลูก เม็ดของเซลล์มะเร็ง ได้แพร่ไปที่ปอด อย่างน่ากลัว คนไข้ต้องการเลือด เพราะซีดมาก แต่ที่ธนาคารเลือด ไม่มีเลือดกรู๊ปบีเลย แม้แต่ขวดเดียว! ยายแก่ๆ ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ คร่ำคร่า ซึ่งเป็นมารดาของคนไข้ เดินงกๆจากไป เพื่อหาซื้อเลือด ตามหมู่พวกถีบสามล้อ หรือคนจนๆ ที่ต้องการขายเลือด เพื่อเอาเงินมายังชีพ และครอบครัวของตน ฉันมองตามภาพนั้น ไปด้วยดวงจิต ที่สงบเย็น

ฉันช่วยได้เพียงให้กำลังใจ ให้รอยยิ้ม ที่ปลอบประโลม และให้ยา เท่านั้นเอง อา…สัตวโลก ย่อมเป็นไปตามกรรม ที่ตนได้สั่งสมมาแล้ว ทั้งสิ้น !

คนไข้อีกคน เป็นมะเร็งที่ปากมดลูก ระยะลุกลาม

อีกคนก็กำลังปวดแผล ผ่าตัดคลอดบุตร ฉันก็ได้แต่บรรเทาทุกข์ด้วยยา และคำพูด ที่ให้กำลังใจแก่คนไข้ และญาติทุกๆคน อยู่เสมอ

จนถูกญาติคนไข้ล้อว่า

“ดุคนไข้มั่งซิหมอ…หือ… หมอดุเป็นมั้ย ?” แล้วก็หัวเราะกัน

ฉันได้แต่ยิ้มๆ นึกในใจว่า “ลำพังความทุกข์ทรมาน ที่พวกเขา กำลังได้รับกันอยู่ อันเนื่องมาแต่ วิบากกรรม ของแต่ละคนนี้ ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็น ที่เราจะต้อง ไปเติมความทุกข์ ให้พวกเขาอีก แม้ด้วยวจีกรรมก็ตาม”

ฉันได้ซาบซึ้ง ในพระพุทธดำรัสที่ว่า

“ชนบางพวก ประพฤติทุจริต ด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้น ชื่อว่าไม่รักตน เขาย่อมทำความเสียหายให้แก่ตน ด้วยตนเองได้ โดยประการนั้น”

อา… จิตที่มีธรรมะ คุ้มครองแล้ว นำสุขมาให้ ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น อย่างนี้จริงๆ

ด้วยดวงจิต ที่พ้นจากความโศกมาได้ ทำให้สำนึกในพระคุณ ของพระศาสนา และหมู่มิตรดี สหายดี อยู่ อย่างซาบซึ้งยิ่ง ฉันบอกกับตนเองเสมอว่า

“ต่อให้ต้องสูญเสียชีวิต ทั้งชีวิตไป ฉันก็จะยินดี ในการปรับปรุง กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริสุทธิ์ ยิ่งๆขึ้นไป อยู่อย่างนี้… จะมั่นคงในศีล ในพรหมจรรย์ และในงานสืบทอดพระศาสนา อยู่อย่างนี้”

๑ มีนาคม ๒๕๓๒ : ๒๔.๐๐น.

(สารอโศก อันดับ ๑๓๔ กุมภา - มีนา ๒๕๓๒)