ชีวิตในโลกีย์ ความดีที่ได้กระทำ
                 สีสันชีวิต
ตรงเตือน นาวาบุญนิยม

 

ในวัยเด็ก
เป็นเด็กที่กล้าแสดงออก ได้เป็นหัวหน้าชั้นตั้งแต่ ป. ๔ จนถึงระดับปริญญาตรี นอกจากนี้ ชอบร่วม การประกวดต่างๆ ล่ารางวัลเช่น ประกวดร้องเพลง , ประกวด การพูด , ประกวดการอ่านออกเสียง , ประกวดเขียน เรียงความ เป็นตัวแทนของห้อง และเป็นตัวแทนของโรงเรียน ทุกครั้ง ที่เข้าประกวด ก็จะได้รางวัลที่ ๑ ที่ ๒ เสมอ นอกจากนี้ ได้ประกาศนียบัตร นักเรียนดีเด่น ตั้งแต่ ประดับ ประถมศึกษา จนอุดมศึกษา เช่นเดียวกัน ชีวิตตอน เป็นเด็กเล็กๆ ก็จะเล่นในวัดตลอดเพราะบ้านอยู่ข้างวัด ปกตินอนกับย่า เวลาวันพระ ย่าก็พาไปนอนวัดด้วย ชอบไปวัด ยิ่งเวลามีงาน ได้ดูหมอลำ ดูลิเก หรือได้ดื่มโอเลี้ยง ได้กินขนม ได้วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ ที่ลานวัด เวลาเอาปิ่นโต ไปถวายอาหาร ถ้ามีพระให้ขนม จะมีความสุขมาก อยู่ใกล้วัด เลยไม่กลัวผี ชอบไปนั่ง อ่านหนังสือที่ป่าช้า เพราะเงียบดี พอโตเป็นวัยรุ่น ชีวิตก็ห่างวัด เพราะย่าเสียชีวิต และ แถวบ้าน จะกลายเป็น แหล่งเริงรมย์ สำหรับคนเที่ยวกลางคืน เมื่ออยู่ใกล้ ก็ไปเที่ยวเป็นปกติ เท่าที่จำความรู้สึก ตอนเป็นวัยรุ่น รู้สึกว่า อบายมุข คือความสุข ได้ไปดิ้นกับ เสียงเพลง มันๆ ดังๆ เครื่องดื่ม ถ้าไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่เท่ห์ จะเป็นนักเที่ยว ที่แบ่งเวลาเป็น เรียนก็เรียน เที่ยวก็เที่ยว ในสมัยนั้น เรียนที่โรงเรียน ประจำจังหวัด ห้องคิง เพื่อนๆ เรียนเก่งทุกคน และก็เก่ง อบายมุข จะมีประเภทต่างๆ เช่น ชอบเล่นไพ่ ชอบดื่มเหล้า ชอบเต้น ดิฉันเป็นหัวหน้าห้อง เวลาจัดงานปาร์ตี้ ก็จะจัดมุมต่างๆ สนองความต้องการ เพื่อนๆ ได้ โดยส่วนตัว เป็นประเภท ชอบเต้น ชอบดื่ม ไม่เห็นโทษ เพราะรู้สึกว่า เป็นความสุข และคิดว่าแบ่งเวลาเป็น ทำให้ ไม่เสียการเรียน จบชั้นม. ๖ สอบทุนของ โครงการ คุรุทายาทได้ จึงไม่ไปสอบเอ็นฯ เพราะมีเป้าหมายว่า เรียนอะไรก็ได้ ที่จบแล้ว ได้ทำงาน มีเงินเดือน เป็นหลักให้กับน้องๆ เพราะเป็น พี่สาวคนโต เลือกเรียนเอกการศึกษาปฐมวัย ที่วิทยาลัยครูนครราชสีมา

ได้เรียนทุน
ชีวิตเปลี่ยนเป็นนักเรียนหอพักใน ต้องอยู่ในกรอบระเบียบ และ มีเงื่อนไข ที่อาจจะตกจากโครงการ หากเกรดไม่ถึง ชีวิตจึง ห่างเหิน จากการชีวิตเดิมๆ และมีงาน เพิ่มขึ้น คือเป็นประธานหอพัก และเป็นหัวหน้าห้อง เป็นสมาชิกทีมนาฏศิลป์ ของวงโปงลาง ของวิทยาลัย มีกิจกรรมต่างๆ ให้ทำมากมาย และเป็นชีวิต ที่ได้เรียนรู้ โลกกว้าง จากการหารายได้พิเศษด้วย เช่น รับจ้าง แจกใบปลิว , ทำความสะอาดบ้าน ทำอะไรที่ได้เงินมา รู้สึกว่า มีสีสันกว่าอยู่เฉยๆ การบริหารเวลา แม้ทำกิจกรรมมาก และนอนหอพักรวม ก็จะนอน หัวค่ำ และ ตื่นมาอ่านหนังสือ ตีสามจนถึงสว่าง เพราะเป็นช่วงที่ เงียบที่สุด เสร็จแล้ว ก็วิ่งออกกำลังกาย ก่อนไปเรียน อยู่หอพักรวม ได้เรียนรู้ เรื่องคนอยู่อย่างหนึ่งคือ ภาวะเครียด ในช่วงใกล้สอบ จะมีเพื่อนๆ มีอาการต่างๆ ป่วยแบบต่างๆ เช่น หายใจ ไม่ออกบ้าง สั่นเหมือนผีเข้าบ้าง บางคนเป็นรุนแรง ต้องส่ง โรงพยาบาล แต่พอไปหาหมอ หมอกลับบอกว่า ไม่เป็นอะไร เกิดจากความเครียด เจอภาวะของเพื่อน บ่อยๆ เข้า จึงทำให้ดิฉันเป็นคนที่ มีนิสัย ที่ไม่ยึดมั่น กับอะไร มากมาย ไม่สร้างความเครียด ให้กับตัวเอง เวลาเจอภาวะกดดัน ก็ปล่อยไปอย่าคิดมาก เดี๋ยวเวลาจะช่วยเยียวยา ชีวิตช่วงนี้ เรียนหนัก ทำงานหนัก ถ้ามีเวลา ปลดปล่อย ก็จะปล่อยสุดๆ เที่ยวๆ ดื่มๆ ถ้าอยู่กับ ครอบครัว ก็ดื่มมากหน่อย ที่บ้านเรื่องดื่ม เป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ถึงกับเมาหยำเป พ่อกับน้องชายดื่ม แต่ไม่สูบบุหรี่ ญาติพี่น้อง ก็ล้วนแต่ เป็นนักดื่มกัน ทั้งชายและหญิง

ความสุขอีกอย่างหนึ่ง ที่มีภาวะอยากเรียนรู้ แต่ยังไม่เคยมีคือ การมีคู่รัก เป็นคนที่ไม่มีแฟน จำได้ว่า มีความรู้สึกว่า อยากมีมากเลย คิดว่ามีคู่รักแล้ว คงมีความสุข อยู่จนอยู่ปี ๔ จะจบแล้ว จึงมีแฟน เขียนจดหมายรักทุกวัน ชีวิตมี ความสดใส ฟังเพลงรัก เขียนจดหมายรัก ได้รับจดหมายรักทุกวัน จนเพื่อนๆ อิจฉา เสร็จแล้วก็เจอกับอกหัก โอ้โห้! เหมือนโลก เป็นสีดำ ทั้งหมด หมดเรี่ยว หมดแรง ฟังเพลง ที่เกี่ยวกับ อกหัก มันเจ็บปวด เศร้า ซึมลึก เมื่อตัวเอง เจอภาวะอย่างนี้ รู้สึกว่าไม่ไหวแล้ว ต้องปรับใหม่ เพราะภาระ ที่แบกหาม มีอยู่มากมาย จะมาทำตัว หม่นหมอง ไม่ได้แล้ว เอาฤทธ์ของความทุกข์ แปรใหม่ มาทำตัวเอง ให้สดใส ทำกิจกรรมที่สนุก ของคณะ กับทีม ละครหุ่น เป็นนักพากษ์เสียง แบ่งเวลาพัฒนาหอพัก จนได้รับรางวัล นอกจากนี้ ร่วมกับทีมนาฏศิลป์ ไปรำตามโรงแรมต่างๆ ยิ่งช่วงนั้น อยู่ในสมัย นายกรัฐมนตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็จะมี การสัมมนา ที่จังหวัดนครราชสีมาบ่อยๆ วงนาฏศิลป์ ก็จะไปแสดง ตามโรงแรม ที่เขาสัมมนา หรือไปต่างจังหวัด ช่วงนั้น ได้เงินมาก รสนิยมก็สูง ความสุข อยู่กับ การแต่งตัว ความสวย ความงาม เครื่องสำอาง เครื่องประดับ แม้ทำกิจกรรมมาก แต่ไม่เสียการเรียน ดิฉัน จบปริญญาตรี ได้เกียรตินิยม อันดับ ๒ ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจ ที่เราทำได้ เหมือนกับคนที่ เขาตั้งหน้าตั้งตา อ่านหนังสือ อย่างเดียว

หนทางออกจากโลกีย์
ประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๕๓๓ วันหนึ่งขณะอยู่ที่หอพัก มีผู้หญิงผมสั้นๆ นุ่งผ้าถุง และเสื้อสีกรมท่าเก่าๆ ไปเชิญ นักศึกษา กินอาหาร มังสวิรัติฟรี ที่ร้านมังสวิรัติ หน้าวิทยาลัย เรื่องของฟรี เป็นสิ่งที่พวกเรา ไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว วันนั้นใส่เสื้อฝ้าย ไปร่วมงาน ฟังคุณ สิริลักษณ์ ศรีเมือง เปิดงาน ดิฉันยังไปถ่ายรูป ร่วมกับทีมงานร้าน และสิกขมาตุ ทั้งๆ ที่ไม่รู้จักใคร จากวันนั้น ก็จะไปรับประทาน อาหาร มังสวิรัติ บ่อยๆ เพราะเขาเขียนไว้ว่า อาหารเพื่อสุขภาพ และ ความงาม คำว่า “ความงาม” ทำให้มีความพากเพียร ที่จะไปกิน คิดว่ากิน มังสวิรัติ แล้วไม่อ้วน นอกจากอาหารแล้ว ชอบบรรยากาศที่สงบ เข้าไปแล้ว เกิดความเย็นใจ รวมทั้งคน ก็ใจดี มีแต่คนขยัน

ไปร้าน ชมร. โคราชบ่อยๆ จนใกล้สิ้นปี ๒๕๓๓ พบป้ายเชิญชวน ร่วมงานปีใหม่ ที่ปฐมอโศก ก็เกิดความคิดว่า ถ้าปีใหม่ กลับบ้าน ก็จะมี บรรยากาศเก่าๆ คือ สนุกและเมา ปีนี้น่าจะเปลี่ยนบรรยากาศ ดีกว่า ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่นอนคือ ไม่มีเหล้า เริ่มต้นปีใหม่ งดเหล้า ก็คงจะดี จึงสมัคร ไปร่วมงานปีใหม่ ตลาดอาริยะ ที่ปฐมอโศก

เมื่อไปถึงปฐมอโศก ประทับใจหมู่บ้าน บ้านหลังเล็กๆ หลังคามุงจาก มีพ่อแม่ลูก ที่สวมเสื้อม่อฮ่อม เห็นแล้วคิดว่า ถ้ามีครอบครัว จะมีวิถีชีวิต แบบนี้แหละ พักในหมู่บ้าน และ ได้ร่วมร้องเพลง หนุ่มสาว ชาวอโศก มีความสุขมาก ตื่นฟังเทศน์ของพ่อท่าน ยังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ฟังธรรม ก่อนฉัน ประทับใจเทศน์ของ สิกขมาตุ กล้าข้ามฝัน สมัยนั้น ท่านชื่อ ปลูกบุญ ท่านพูดนิทานเรื่อง คนหน้าบูด ที่เอาหน้ากาก หน้ายิ้มมาใส่ และใส่นาน จนกระทั่ง หน้ากากยิ้ม กลายเป็น หน้าจริงของเขา อุปมาเหมือน คนที่ยังไม่ดี แต่ฝึกฝน ทำความดี เอาหน้ากากดี มาใส่ แม้ตอนแรก ยังไม่ดีจริง แต่เมื่อฝึกฝน บ่อยๆ เข้า ก็จะกลายเป็นความปกติ ที่จะทำความดี ดิฉันได้คิดเข้ามาหาตัวเองว่า เราก็มีนิสัยไม่ดี เยอะแยะเลย น่าจะหัด ฝึกฝนทำดี เอาหน้ากากความดีมาใส่ เผื่อสักวันหนึ่ง มันจะกลายเป็น หน้าจริงของเรา

กลับมาจากงานปีใหม่ ฝึกฝนที่จะไม่กินเนื้อสัตว์ และไปทำงาน ช่วยร้าน ชมร. หน้าวิทยาลัยบ่อยขึ้น เพื่อทำความ สนิทสนม กับชาวอโศก และ ก็ได้รู้จักกับ อดีตพ่อบ้าน ที่เป็นชาวอโศก ทำงานช่วยอยู่ที่นั่นด้วย

พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๔ มีงานปลุกเสก “พระ” แท้ๆ ครั้งที่ ๑๕ ของพุทธ ที่ศีรษะอโศก ก็ไปร่วมงานด้วย ได้ฟังเรื่อง ทรัพย์แท้ ของมนุษย์ และได้ฟัง รายละเอียด เรื่องศีล กลับมาวิทยาลัย อย่างไฟแรง เลิกกินเนื้อสัตว์ เลิกเที่ยวเลิกดื่ม แต่ยังไม่เลิก ความคิด ที่จะมีครอบครัว

การที่เคยอยู่สังคมอบายมุข เมื่อเปลี่ยนแปลงออกมา ทำให้เพื่อนๆ ไม่เข้าใจ และใจที่ ยังไม่เข้มแข็ง จึงบอกกับ เพื่อนๆ ว่า มีแฟนเป็น นักมังสวิรัติแล้ว จะเลิกเที่ยว และเลิกดื่ม ฝึกฝนในเบื้องต้น มีอดีตพ่อบ้าน เป็นเพื่อน ที่คอยตรวจสอบ พฤติกรรม ในช่วงสอบ เพื่อเลือก โรงเรียน ที่จะไปทำงาน อดีตพ่อบ้านพาไปที่ สันติอโศก พักที่บ้าน ญาติธรรม ข้างวัด ด้วยความอยากรู้ อยากเห็นว่า สันติอโศก เป็นอย่างไร ก็ไปเดินดูในวัด ในขณะเดิน ได้ยิน คนคุยกันว่า มีพิธีบวช สิกขมาตุที่โบสถ์ ก็เลยขึ้น ร่วมพิธี ที่โบสถ์ด้วย เป็นการบวช สิกขมาตุ นวลนิ่ม เป็นการเห็นพิธี ที่ศักดิ์สิทธิ์ ตอนนั้น จำได้ว่า มีปีติจนสะอื้น น้ำตาไหล แต่ก่อนคิดว่า ผู้หญิงมีที่พึ่ง ที่ดีที่สุด คือ การมีครอบครัว มีสามีที่ดี แต่ได้มาเห็นว่า ผู้หญิงสามารถ พัฒนาตนเอง จนเป็นนักบวชได้ ภาพที่ประทับใจมากคือ ภาพที่สิกขมาตุ รับเครื่องบริขารจากญาติ รู้สึกว่า เป็นภาพ ที่สวยงาม และเป็น ความยิ่งใหญ่ ของชีวิตผู้หญิง ที่ออกจากครอบครัว เพื่อใช้ชีวิต ที่พึ่งลำแข้ง ของตนเอง แบบอนาคาริกะ และเมื่อมอง ย้อนที่ตนเอง เกิดเป็นคน ผิดศีลทุกข้อ ความเจ็บปวด กับอดีต ที่ผ่านมา กระแทกความรู้สึก มีสำนึกว่า ต้องปฏิวัติตนเองแล้ว

เมื่อออกจากพิธีบวช ก็เดินมาพบญาติธรรมโดยบังเอิญ เขาบอกเรื่อง สมัครเป็นสมาชิก ผู้ปฏิบัติธรรม เพื่อเป็น สมาชิกหนังสือ และสมาชิก ธรรมโสต จึงไปสมัครเป็นสมาชิก เพราะเมื่อ จากสันติอโศกแล้ว ไม่รู้ว่า จะได้กลับไปอีก หรือเปล่า

หลังจากนั้น ได้ไปเป็นครูบ้านนอก ที่อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร เหมือนจะเป็นโจทย์เช็คว่า ดิฉันจะยังคง ใส่หน้ากาก หรือจะถอด หน้ากาก เพราะที่โรงเรียนนั้น เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ แดนกันดาร ห่างจาก ถนนใหญ่ ต้องเดินเข้าไป ๑๐ กิโลเมตร ไม่มีไฟฟ้า และ น้ำประปา ที่หมู่บ้านมีน้ำบาดาล ๑ บ่อ ชาวบ้าน จะนำโอ่ง ใส่รถเข็น มาต่อคิวกัน เพื่อเอาน้ำ ดิฉันเป็น ครูผู้หญิง คนเดียว และครูอีก ๑๐ คน เป็นครูผู้ชาย สภาพโรงเรียนเก่าๆ และ นักเรียน ก็ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ หน้าตามอมแมม ได้เห็นสภาพ อย่างนี้ ใจที่รักสวยรักงาม อยากแต่งตัว ก็จางคลาย เลิกใช้เครื่องสำอาง และเลิกแต่งตัว

โรงเรียนที่เล็กๆ ในแดนกันดาร กับการละเลิกอบายมุข และกินมังสวิรัติใหม่ๆ เป็นสิ่งที่ท้าทาย เพราะเพื่อนครู และชาวบ้าน ล้วนเป็นนักดื่ม ในระยะแรก อดีตพ่อบ้าน ทำงาน ปลูกป่า ที่อโศกรังสรรค์ ช่วงดิฉันอยู่คนเดียว ฝึกหัดปฏิบัติศีล ๘ เป็นระยะ หุงข้าว ใส่ถั่วเขียว กินผักลวก ผักสด และคั่วงา อาหารที่ทำกินประจำ คือ ยำเต้าเจี๊ยว หรือยำเต้าหู้ยี้ ไม่ต้องทำอาหารยาก มีเวลาทำงาน ที่ห้องเรียน เพื่อนๆ ตั้งวงเหล้าก็ ทอดโปรตีนเกษตร กระเทียม พริกไทย ไปให้เขา แต่ไม่กินกับเขา ทำอาหาร กลางวัน ก็ทำเป็นมังสวิรัติ ให้นักเรียนกิน ตอนนั้นรู้สึกสนุกกับงาน ทาสีห้องเรียน ตกแต่งห้องเรียน และฟังธรรมะไป มีความสุขมาก ตอนเย็นก็มีวัยรุ่นในหมู่บ้าน มาคุยด้วย ที่บ้านพักครู เป็นครูใหม่ มีไฟทำงาน จนได้เป็นครูดีเด่นของอำเภอ และทำห้องศูนย์สื่อของกลุ่ม ได้รับรางวัล ของอำเภอ และ ได้สองขั้น ในระหว่างพิจารณาสองขั้น มีเหตุการณ์ ที่ทำให้ ได้ความคิดใหม่ คือ ครูบรรจุใหม่ ดิฉันผ่าน การพิจารณาว่า จะเป็นผู้สมควร ได้รับเงินเดือนสองขั้น แต่มีการเปลี่ยนแปลง คำสั่ง ให้ลูกครูใหญ่ อีกโรงเรียนหนึ่ง ซึ่งบรรจุ พร้อมกับดิฉัน ได้รับแทน พอดีเพื่อนดิฉัน เขาไปเปิดหนังสือราชการ ที่รอ การอนุมัติที่ สปอ. คณะเพื่อนๆ ก็ประท้วง จึงมีการเปลี่ยนแปลง เป็นดิฉันตามมติเดิม เหตุการณ์นี้ ทำให้ได้คิดว่า เงินเป็นสิ่งที่ กระตุ้น ให้คนทำเลวได้ เราไม่น่า จะยินดี กับการเอาเงิน มาเสพสุขตนเอง เลยยกเงิน จำนวนสองขั้นนี้ ให้เป็นเงินของโรงเรียน ทุกเดือน

ปฏิบัติธรรมถือศีล ๕ มีครอบครัว ได้ฟังธรรมะไปด้วย ได้เรียนรู้ทุกข์ของผู้หญิงไปด้วย ฝึกฝนปฏิบัติศีล ๘ กับสามี เป็นระยะ และได้ไป ร่วมงานสำคัญ ของชาวอโศก ๒ งาน คือ งานปีใหม่ และงานปลุกเสกฯ สิ่งที่เป็นขวัญ และ กำลังใจ ของดิฉันคือ หนังสือที่ ทางสมาคม ผู้ปฏิบัติธรรม ส่งไปให้ เมื่อได้เห็น ซองหนังสือที่ส่งไป จะดีใจมาก อ่านหนังสือ ทุกหน้า ตั้งแต่ปก จนถึงเนื้อหาในเล่ม ทุกหน้า อ่านเสร็จแล้ว ก็จะเขียนจดหมาย เล่าสภาวะ การฝึกฝน ส่งไป ส่วนเทปธรรมะ ทางธรรมโสต ส่งให้กล่องเดียว ก็ไม่พอ ขอให้ส่งไป ทีละสองกล่อง ทางธรรมโสต ก็ใจดี ส่งไปให้ ดิฉันก็จะฟัง แล้วก็เขียนเล่า สภาวะ การฝึกฝน ตนไป มันเป็นความรู้สึก ที่มีความอบอุ่น เหมือนมี ญาติผู้ใหญ่ คอยดูแล การฟังธรรม ยิ่งฟังยิ่งมีรส มีชาติ ได้รู้สิ่งที่ยังไม่รู้ ถ้าเป็นวันหยุด เสาร์- อาทิตย์ ดิฉันจะฟังจบ ทั้ง ๑๒ ม้วน ในขณะทำงาน ที่ห้องเรียน ส่วนใหญ่จะเป็น งานศิลปะ ดิฉัน มีความฝัน จะทำอาคารเรียนอนุบาล ทั้งอาคารให้สวยงาม ทาสีใหม่ วาดรูปการ์ตูน ใส่ผนัง ถึงจะมีท้อง ก็ไม่เป็นอุปสรรค ทำนั่งร้าน ทาสีวาดภาพ โดยมีอดีตพ่อบ้าน เป็นเพื่อนร่วมงาน ทำงานและฟังธรรม คือสวรรค์ส่วนตัว แม้คลอดลูก นอนอยู่ไฟ ดิฉัน ก็จะฟังธรรม หรือไม่ก็ เอาหนังสือ หัวใจนักธรรม มาอ่าน แม้จะยัง ทำไม่ได้ ก็เรียนรู้ ให้จำก่อน เวลาฟังธรรม จะเข้าใจ คลอดลูกคนที่ ๑ ตรงกับวันที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๓๕ ซึ่งอยู่ในช่วงพฤษภาทมิฬ ตั้งชื่อให้ลูกว่า “ชาคริยะ” เพราะ ตอนมีท้อง ฟังธรรมะ เรื่อง ชาคริยานุโยคะ และ สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประทับใจมาก ซาบซึ้งกับ คำสอนที่ให้ตื่น จากโลกีย์ ที่มอมเมาตนเอง ได้เห็นทุกข์ ได้เรียนรู้ทุกข์ของสตรี ทุกข้อชัดเจน แต่ฤทธิ์แรง ของกิเลส ก็ดีดดิ้นน่าดู ได้เห็นสภาวะตนเอง ในขณะ เป็นแม่ลูกอ่อน ได้ยินเสียงเพลงดังๆ จากงาน มันอยาก จะไปดีดดิ้น (คิดในใจว่า ถ้าไม่มีลูก คงไปแล้ว) ได้พิจารณาว่า นี่ขนาด อยู่กับ สภาพที่เป็นทุกข์ ยังไม่เข็ด ใจเราชั่วเหลือเกิน และได้อ่านหนังสือ ความรัก ๑๐ มิติ คิดว่าครอบครัว เป็นนักปฏิบัติธรรม ทั้งคู่ น่าจะสามารถ ยกระดับความรักได้ จึงขอสามี ตั้งตบะ เมถุนวิรัติ ในช่วงที่เป็น แม่ลูกอ่อน เขาก็ให้ทำ เป็นเวลาที่ได้ สัมผัสกับ ทุกข์ของการ เป็นผู้หญิง และได้เป็นแม่ลูกอ่อน เห็นทุกข์ชัดเจน ใจเริ่มคิดว่า ถ้าครอบครัว ของเรา อยู่กันฉันท์พี่น้อง ไม่มีเรื่อง ความสัมพันธ์ ฉันสามีภรรยา ก็คงจะดี และโอกาส ที่จะไปอยู่วัด ก็จะไวขึ้น ดิฉันทำตบะ เมถุนวิรัติ เป็นเวลาปีกับ ๕ เดือน สามี ก็ขอร้องว่า เขาไม่ไหว ขอให้เลิกทำ แม้เห็นว่าไม่อยากทำ แต่ก็มาคิดดูว่า เราอยู่ในฐานะ คนมีครอบครัว ก็คงต้อง ทำหน้าที่ ภรรยาด้วย ไม่อยากให้ ครอบครัวแตกแยก และ ในเวลานั้น คุมกำเนิด ด้วยการใส่ห่วง คงไม่มีลูกอีก มีลูกคนเดียว ก็พอเลี้ยงเขาให้ดี พาลูก ไปวัดบ้าง สอนหนังสือ สามีก็ช่วยเลี้ยงลูก และปลูกผัก ให้กิน ลูกอายุขวบกว่าๆ ก็ไปฝึกฝน ศีล ๘ ที่งานปลุกเสกฯ ดิฉันปลุกเสกฯ นอกศาลา คอยฟัง เสียงตามสายไปด้วย ดูลูกไปด้วย แต่ก็บำเพ็ญ ศีล ๘ กินอาหาร ๑ มื้อ อย่างแข็งแรง สภาพที่เป็น ไม่ใช่อุปสรรค ของการบำเพ็ญ

ปี ๒๕๓๖ ไปร่วมงานปลุกเสกฯ ได้ไปขอชื่อกับพ่อท่าน ท่านตั้งให้ว่า “ตรงเตือน” ส่วนลูกชายเปลี่ยนจาก ชาคริยะ เป็น “แผ่นด้าว” ตั้งใจว่า จะไปร่วมงานปลุกเสกฯ ไม่ให้ขาด ทำตบะตื่นแต่เช้า ลุกสวดมนต์ ฟังธรรม ดิฉัน จะจัดรายการ สำหรับ ตนเองฟัง คือ เช้าตรู่ตีสามครึ่ง ถึงหกโมง ฟังเทศน์พ่อท่าน หลังจากนั้น ฟังธรรมะคีตะ พอสายหน่อย ก็เป็นรายการเพลง สัจจะชีวิต ทำอย่างนี้ทุกวัน ตั้งแต่ปฏิบัติธรรม ก็เลิกฟัง เพลงทั่วไป ฟังแต่เพลง สัจจะชีวิต จนร้องได้ทุกเพลง กำลังสนุกกับ การทำตบะ แต่ก็เหมือนเจ้าหนี้ ยังไม่หมด อยู่มาไม่นาน ก็รู้ตัวว่ามีท้อง ความฝัน ที่ตั้งไว้ มลายหายวับ ไปร่วมงานปลุกเสกฯ ครั้งต่อไป ไม่ได้แล้ว ได้ยินเพลง “อยู่บ้านเถิดลูก พ่อปลูกอโศกเพื่อเจ้า” นั่งร้องไห้ หมดความหวัง ที่จะได้ไปอยู่ ใต้ร่มเงา ของอโศก ที่พ่อปลูก เพราะเราเสพเมถุน เป็นคนคู่ จึงมีวิบากอย่างนี้ และถ้าจะจำนน กับสภาพภรรยา ก็ไม่อยากทำหมัน ให้เป็นกรรมไม่ดี ติดตัว ต้องเมถุนวิรัติ ล้างจิตล้างใจ ของตนให้ได้ ลูกคนที่สองนี้ เป็นผู้มาช่วยให้ดิฉัน กล้าตัดสินใจ ให้เด็ดขาด เพราะตอนคลอดเขา ข้าพเจ้าได้สัมผัสกับทุกข์ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เขามีน้ำหนัก สามกิโลสี่ขีด ตัวโต และความดัน ของแม่ต่ำ เวลาที่ได้เผชิญกับความเจ็บปวด ใกล้ตาย ได้เห็นว่า แม้จะมีสามี พ่อแม่ญาติพี่น้อง อยู่ห้องล้อม แต่เขาก็ ไม่ได้ช่วย อะไรได้ เราคือ ผู้เผชิญกับสิ่งต่างๆ แต่เพียงผู้เดียว แล้วเรายังช้า กับการฝึกฝนตนเอง อยู่ทำไม แม้มีลูก เราก็ต้องพากเพียร ลดละ ขัดเกลาตนเอง อย่าจำนน ได้บอกกับตัวเอง เอาสภาวะที่รวบรวมกำลัง เบ่งลูกออกมา แปรเป็นสภาวะ ที่จะมาเรียนรู้ เพื่อขับดันกิเลส ที่มันอยู่ ในจิตใจ ดิฉันจะไม่กลัว และจะกล้ากับ ทุกอย่างที่เกิดขึ้น หลังจาก ที่ตัดสินใจ ครั้งนี้ไปแล้ว ลูกคลอด เดือนธันวาคม ๒๕๓๗ เป็นเดือน ส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เป็นช่วงที่ดี ในการทำ สิ่งใหม่ๆ ให้ชีวิต ในสภาพอยู่ไฟ ให้นมลูก ดิฉันได้พิจารณา เรื่องกามเมถุน เพราะผ่านการเสพ และได้รับ เสวยผลวิบาก ของการเสพ ได้เห็นทุกข์ คิดว่า อารมณ์ใคร่อยาก อาศัยร่างกาย เมื่อเนื้อหนังเรา ยังเต่งตึง เราก็เสพสุขได้ แต่ถ้าเนื้อหนังเรา เหี่ยวย่น แต่อารมณ์ อยากเสพ มันยังมีอยู่ เราคงจะทรมานมาก และยิ่งมีลูกแล้ว สภาพร่างกาย ก็เปลี่ยนไป อารมณ์ก็เปลี่ยนไป ในขณะ ที่สามี เขายังมี ความต้องการ เราจะทนกับทุกข์นี้ ไปจนแก่ ได้หรือไม่ ตรวจสอบตนเอง เช็คกำลัง ของกิเลส คิดว่า น่าจะเลิกเด็ดขาด ได้หรือไม่ ทบทวน วันแล้ววันเล่า

การมีลูก ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการฝึกฝนปฏิบัติธรรม และการทำงาน ก็ไม่ติดขัด ดิฉันมีลูกเล็ก ลาคลอด เพียงยี่สิบ กว่าวัน เพราะลูกเลี้ยงง่าย ทั้งสองคน กินแล้วนอน ไม่เคยงอแง โรงเรียนมีครู จำนวนน้อย พอแข็งแรง ก็ไปสอนเด็กๆ ได้ เป็นโรงเรียน บ้านนอก จึงเอาลูกไปนอน ในห้องเรียน แล้วเราก็สอนเด็กๆ ลูกหิวนม ก็เอานมให้ลูกกินไปด้วย สอนเด็กๆ ไปด้วย เลี้ยงเด็ก อนุบาล ก็เหมือน เลี้ยงลูก เพียงแต่ว่า ตอนนี้ เรามีลูกเล็ก ที่ต้องให้นม ยิ่งเลี้ยงนมตัวเอง มันคล่องตัวทุกอย่าง นอกจาก สอนเด็กๆ แล้วก็ฝึกเด็ก ตีกลองวงดุริยางค์ ในขณะที่ อุ้มลูกไปด้วย ใจที่คิดว่า ทำได้ทุกอย่าง มันทำได้จริง ๆ แม้อยู่แบบ ไม่มีไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวก ก็ไม่เป็นอุปสรรค

ลูกสาวอายุสองเดือน ก็ถึงรอบของ งานปลุกเสกฯ ปี ๓๗ บอกสามีว่า อยู่กับลูกได้ เพราะมีนักเรียนช่วย ให้สามี ไปร่วมงาน ปลุกเสกฯ กับลูกชาย ตอนที่สามีไม่อยู่ เป็นการ วัดผลตนเอง ก่อนตัดสินใจ แม้ไม่ได้ไปร่วม งานปลุกเสกฯ แต่ก็ขอบำเพ็ญ อยู่ที่บ้าน ตื่นเช้าทำวัตร และฟังธรรมะ จากเทป เลี้ยงลูก ทำงานบ้าน ไปสอน นักเรียน และ กินอาหารมื้อเดียว แม้เหนื่อย เพลีย ให้นมลูกแทบลุกไม่ขึ้น แต่ก็อดทน คิดถึง อิสรภาพที่จะได้ หลังการต่อสู้ กับกิเลส ปรากฏว่า ตลอดระยะเวลา ๗ วัน ทำตบะได้ จึงมั่นใจว่า สามารถเลี้ยงลูก และอยู่ได้คนเดียว

เมื่อตรวจสอบกำลังของตนเองแล้ว จึงปรึกษากับสามี เรื่องขออยู่กัน ฉันพี่น้อง เว้นขาดเมถุน ตลอดชีวิต ถ้าสามีไม่ไหว เราก็พร้อม ที่จะให้เขา ไปมีแฟนใหม่ แม้เขาไม่มั่นใจ ในตัวดิฉัน เพราะเห็นว่า ดิฉันนั่นแหละ ที่น่าจะไป แต่งงานใหม่ มากกว่า แต่ก็ไม่อาจขัด ความตั้งใจของดิฉันได้ ช่วงจังหวะนั้นเอง มีการสอบบรรจุ ที่จังหวัดอุบลราชธานี ครอบครัว ของเรา อยากจะไปอยู่ที่ ราชธานีอโศก อยู่แล้ว ดิฉันจึงมีช่องทาง ที่จะได้ไปอยู่ ใกล้หมู่กลุ่ม จึงขยันตื่นแต่เช้า มาอ่านหนังสือ ลูกร้องหิวนม ก็ไปให้ลูกดื่มนม ตอนไปสอบบรรจุ ก็จะไม่เหมือน คนอื่น ที่เขาไป คนเดียว ดิฉันไปเป็นครอบครัว และข้าวของที่ พะรุงพะรัง ให้สามีดูลูกไว้รอ ก่อนเข้าห้องสอบ ก็ให้ลูกกินนม แล้วไปสอบ พอสอบเสร็จ ก็รีบลงมาจากตึก มาให้ลูกกินนม ปรากฏว่า ผลการสอบ ดิฉันได้ถูก เรียกบรรจุ เป็นคนที่ ๑ ซึ่งแต่ละโรงเรียน ที่จะให้เลือก อยู่ห่างจาก จังหวัดอุบลฯ ทั้งนั้นเลย ได้เลือกโรงเรียน ในอำเภอเขมราฐ ซึ่งอยู่ห่าง จากจังหวัด ร้อยกว่า กิโลเมตร แต่เป็นโรงเรียน ที่ติดถนน การไปมา สะดวก ง่ายต่อ การมาวัด และสามี ก็ได้ทำงาน ที่เทศบาล จังหวัดอุบลราชธานี ช่วงจังหวะที่ห่างไกลกัน มันเหมือนกับ เป็นปัจจัยที่ดี สำหรับ การฝึกฝนตนเอง และได้ทำใจไว้ว่า อีกไม่นาน เขาคงมี คนใหม่ แน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ความผิดของเขา ดิฉันเป็นผู้สร้าง เหตุปัจจัยเอง

พอลูกได้อายุขวบกว่าๆ ก็หย่านมแม่ ดิฉันก็ตั้งหลัก ฝึกฝนเข้ม กินอาหารมื้อเดียว ใส่เสื้อผ้า น้อยชุด ฝึกไม่ใช้เงิน ซื้อของ ฟุ่มเฟือย พาลูกไป ราชธานีอโศก ทุกวันศุกร์ และใช้ชีวิต กับหมู่กลุ่ม บ่ายวันอาทิตย์ ก็กลับโรงเรียน ตลอดปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เทียวไปเทียวมา แม้จะมีอุปสรรค น้ำท่วมบ้านราช ก็ไม่ท้อถอย อุ้มลูกสาว และจูงลูกชาย พาเดินข้ามน้ำ เข้าไปใน หมู่บ้าน ตอนที่ใกล้จะลาออก จากราชการ ก็พิจารณา ดูพ่อแม่ พี่น้อง ได้เห็นว่า ถ้าลาออก ก็ไม่กระทบ กระเทือน เพราะน้องชาย ทำงานธนาคาร ส่วนน้องชาย คนเล็ก ก็เรียนปริญญาตรี ปีสุดท้าย พ่อแม่ ก็ยังไม่แก่ (อายุประมาณห้าสิบกว่าๆ ทั้งคู่) แม่อยากให้ทำงาน จนครบอายุราชการ ที่พอจะได้เงิน บำเหน็จ บำนาญ เพื่อจะได้ มีเงิน เลี้ยงลูกบ้าง เพราะช่วงนั้น เริ่มแยก กับสามีแล้ว แต่ความมั่นใจ สังคมสาธารณโภคี ของดิฉันมีเต็ม จึงลาออก เมื่อทำงานครบ ๗ ปี เพราะฟัง ธรรมะ เรื่อง มิจฉาอาชีวะ ๕ ถ้ารอจนได้เงินบำเหน็จบำนาญ ก็ยิ่งจะเป็นหนี้ เป็นบาป

และอีกเหตุการณ์หนึ่ง ที่ทำให้ลาออก เพราะทำเรื่องเช่าบ้าน เพราะได้เช่าบ้าน อยู่ในหมู่บ้าน เช่าหกร้อยบาท แต่เบิกได้ พันหกร้อย ตอนตกเบิก ได้ประมาณ ๙,๕๐๐ บาท ดิฉันเอาเงินทั้งหมด ซื้อเครื่องเล่นสนาม ให้โรงเรียน เด็กๆ จะได้เล่น มันเป็นความฝันส่วนตัว แต่สิ่งที่รู้สึกผิด คือ ดูเหมือนเราทำดี แต่เป็นเรื่องที่ผิดศีล อยู่ต่อไป ชีวิตก็ ไม่สามารถ ทำศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ได้ และได้พบสภาพศพ ของคนที่ ถูกรถชนตาย ในขณะ เดินทางมาวัด ก็คิดถึงตนเอง ที่เดินทางบ่อยๆ คงตายก่อน ได้เข้าวัด อีกเรื่องคือ ลูกชายวัย ๕ ขวบ ก็เริ่มกิน อาหารเนื้อสัตว์ และกินขนมกรอบแกรบ อาหารขยะ ในแต่ละเดือน เขาไปเซ็นขนม ตามร้านในหมู่บ้าน และ สหกรณ์โรงเรียน ในแต่ละเดือน เกือบถึงพันบาท เมื่อเห็น สภาพนี้แล้ว ก็คิดว่า ถ้าเป็น ข้าราชการต่อไป ตัวเองก็ไม่เจริญทางธรรม และช่วยลูก ก็จะไม่ได้ เพราะแม่มีเงิน ลูกจึงใช้เงินมือเติบ ดิฉันต้องเป็นคน ไม่มีเงิน และเข้าไปอยู่ในหมู่กลุ่ม จึงจะช่วยลูกได้ ปิดเทอม ก็พาเขาไปอยู่ น้ำท่วมหมู่บ้าน ก็พาเขาไปอยู่ ลูกมีความสุข เพราะได้รับ ความกรุณา จากทั้งสมณะ และญาติธรรม จนลูกชายติดใจ ไม่ยอมกลับ โรงเรียนด้วย จะอยู่ที่หมู่บ้านกับญาติธรรม เมื่อเกิด ความลงตัว จึงส่งเรื่อง ขอลาออก เดือนตุลาคมปี ๓๙ และมีคำสั่ง อนุมัติ มิถุนายน ๔๐ ครบรอบ ๗ ปี ตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ที่มี ๓ สิ่ง เข้ามาในชีวิต คือ การงาน ครอบครัว และ การปฏิบัติธรรม เป็นชาวอโศก ส่วนปี ๒๕๔๐ ได้เป็นไท ลาออกจากราชการ สามีเซ็น ใบหย่าให้ ได้มาเป็น สมาชิกของ ราชธานีอโศกเต็มตัว และพ่อก็สร้างบ้าน ให้ ๑ หลัง ในชุมชนราชธานีอโศก

สู่เส้นทางสาธารณโภคี
การได้เข้าไปอยู่ในชุมชมสาธารณโภคีของดิฉัน ภาพดูไม่สวยงาม เพราะเป็นสภาพของ การหย่าร้าง แต่ในความคิด ส่วนตัว เห็นว่า สิ่งนี้ เป็นการกระโจน ฝ่ากำแพงโลกธรรม ที่ลูกผู้หญิงหลายคน ยอมจำนน ทนอยู่กับ ความทุกข์ทรมาน และขาดโอกาส ที่จะได้พัฒนา จิตวิญญาณ ของตนเอง เพราะกลัวลูก ขาดความอบอุ่น เมื่อเกิด การหย่าร้าง แต่การหย่าร้าง ของครอบครัว ตนเอง ดิฉัน กลับมองว่า มันเป็น ความรัก ที่เพิ่มมิติสูงขึ้น ของเรา ทั้งสองคน สิ้นสุด การเป็น สามีภรรยา แต่ไม่สิ้นสุด ความเป็นพ่อ เป็นแม่ของลูก ปัจจุบันลูกๆ ก็ได้รับความรัก ความอบอุ่น จากทั้งพ่อ และแม่ โดยเฉพาะ เมื่อลูกเป็นวัยรุ่น เขาจะเชื่อฟังพ่อ ยิ่งกว่าแม่ กาลเวลาผ่านไป ดิฉัน ก็ได้ทบทวนว่า การสิ้นภพ จบชาติ เป็นอย่างไร เพียงเพราะเราไม่ยึดว่า เขาเป็นของเรา มันสบายกว่า แต่ก่อนมาก สมัยก่อนยึดว่า เขาเป็นสามี ก็จะแบก มีอะไร ก็ทุกข์ไปกับเขา แต่พอภาวะ ใจไม่ยึด แบบเก่า เขาจะเป็นอย่างไร ก็เรื่องของเขา มันสบาย เมื่อแยกกัน ก็มาล้าง แต่กิเลส ส่วนตัวของเรา ซึ่งมันไม่ใช่ง่ายๆ จากอายุ ๒๔ ปี จนถึง ๒๘ ปี ๔ ปีที่ไปสั่งสม เมื่อได้กลับมาเป็น ชีวิตโสด รอบสอง กิเลสที่เรา ได้ไปสั่งสม แม้ระยะเวลา ไม่นาน แต่การละล้าง ต้องใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี ช่วงใหม่ๆ กิเลสมันมีฤทธิ์แรง ก็เกิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ในเรื่องศีลข้อ ๓ เพราะสักกายะ คือ ความเป็นคน เจ้าชู้ ไม่สำรวม ใจใฝ่ดี แต่ไม่เพิ่ม อินทรีย์พละ แต่การมีเหตุการณ์ต่างๆ เข้ามาในชีวิต มันเหมือนผิดเป็นครู เราได้เรียนรู้ว่า อาการอย่างนี้ ลีลาอย่างนี้ คือ ตัวร้าย แต่ก่อนดิฉันไม่รู้ ไม่ทันกิเลส จึงได้เรียนรู้ซ้ำๆ ซากๆ นี่ขนาด มีแท่งก้อน ที่เห็นชัดๆ ก็ยังไม่สำนึก ยิ่งมาอยู่ในหมู่กลุ่ม ได้ทำงาน ก็ปล่อยเรื่องของ การบำเพ็ญ ทำงานไป ก็เสพเล็ก เสพน้อย กิเลสกามนี่ พอไม่เอาหยาบ มันก็มาเสพเล็กๆ น้อยๆ แต่พิษภัยก็ไม่เล็กน้อย เหมือนคิด

จนกระทั่งปี ๒๕๔๕ รู้สึกว่า ถ้ายังทำตัว เป็นชาวชุมชน กินอยู่แบบสบายๆ ก็คงไม่พ้นแต่งงานใหม่ เหมือนกับที่ อดีตพ่อบ้าน เคยปรามาสไว้ จึงต้องเอาตัว เข้าหมู่กลุ่ม เพื่อที่จะทำ อธิศีลขึ้น ได้สมัครเป็นนิสิต สัมมาสิกขาลัย วังชีวิต ราชธานีอโศก แม้มีเสียงค้านว่า ลูกยังเล็กอยู่ ไม่เหมาะสม แต่ดิฉันคิดว่า การได้เข้า มาอยู่ ในหมู่กลุ่มศีล ๘ แม้ในเบื้องต้น ดิฉันอาจจะเป็น ศีลแปดเปื้อนบ้าง แต่กระบวนการ ของการ ได้ฟังธรรม การได้เคลื่อนตัว ไปกับ ขบวนการกลุ่ม จะช่วยให้ดิฉัน ได้พัฒนา ตนเอง ทำศีล ให้บริสุทธิ์ขึ้นได้ และ การงานที่ทำ ตั้งแต่ ได้อยู่ที่วัด คือ การเป็นคุรุ ก็ยิ่งต้องพัฒนาตนเอง ในเรื่องคุณธรรม ถ้าจะรอ ให้พร้อม ดิฉันคิดว่า คงไม่มีทาง เพราะ ชีวิตมันมี เรื่องนั้นเรื่องนี้ เข้ามาเสมอ ความพร้อมคือ ทำทันที ลองล้มลุก คลุกคลาน แล้วจะได้ บทเรียนของชีวิต ที่สมบูรณ์ แล้วจะเกิด ความพร้อม ขึ้นมา หลังจากผ่าน กระบวนการต่อสู้ ดิฉัน ตัดสินใจไม่ผิด เพราะทุกวันนี้ ความทุกข์ ส่วนตัว น้อยลง ลูกๆ เรียนในโรงเรียน สัมมาสิกขา ราชธานีอโศก ชั้น ม. ๔ และ ม. ๒ พูดได้ เต็มปากว่า ได้ใช้ชีวิต ในชุมชน สาธารณโภคี เลี้ยงลูกจนโตมา โดยไม่มีเงิน และ ได้ร่วมทำงาน เพื่อสร้างสรร ชุมชน บุญนิยม กับหมู่กลุ่ม เป็นการสั่งสม บุญบารมี ให้กับตัวเอง และลูกๆ เขาก็มีโอกาส ทำบุญกับหมู่กลุ่ม ตามวัยของเขา

จากการที่ได้เอาชีวิตมาพิสูจน์ในสังคมสาธารณโภคี ตั้งแต่ลูกชายอายุ ๔ ขวบ ลูกสาว ๒ ขวบ ได้สัมผัส ความเมตตา กรุณา ของทั้ง ญาติธรรม ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ญาติทางสายเลือด แต่ช่วยเหลือ เกื้อกูลดีมาก ยิ่งแม่ทำงาน ส่วนกลาง ก็ยิ่งมีคน มาช่วยดูแล เหมือนกับ ที่พ่อท่าน บอกว่า คนมีคุณ บุญมีค้ำ

ปัจจุบันนี้ได้มีโอกาสทำงาน หลายอาชีพ คือ เป็นคุรุสัมมาสิกขา ราชธานีอโศก สอนนักเรียน ชั้น ป. ๑ - ป. ๒ , เป็นเลขานุการ สาขาพรรค ลำดับที่ ๔ พรรคเพื่อฟ้าดิน ที่ได้เป็น ไม่ใช่เก่งอะไร เพียงแต่ไม่มีใคร พิมพ์คอมพิวเตอร์เป็น หมู่เลยเลือกให้เป็น และงานนี้ก็ทำให้ดิฉัน ได้ไปประชุม ตามชุมชนอโศก ที่อยู่ทุกภาค ของประเทศไทย ได้ฟังธรรม พ่อท่าน เหมือนเรียนวิชา รัฐศาสตร์ และได้เห็น ความอุดมสมบูรณ์ ของแต่ละชุมชน งานเสริม ในภาคเย็น ในบางวัน คือเป็นพิธีกร งานอบรมของ ศูนย์ฝึกอบรม ราชธานีอโศก สัมภาษณ์ปฏิบัติกร และเป็น ทีมงาน สื่อบุญนิยม ผลิต และจัดรายการ ไขปัญหา ประสาผู้หญิง และรายการ หรรษา โทรทัศน์ เพื่อมวลมนุษยชาติ , เพาะถั่วงอก , ขัดส้วม , พนักงานพิมพ์ข้อมูลการประชุม และ ข้อเขียนของ ท่านเดินดิน ติกขวีโร รวมทั้งส่ง ข่าวอโศกรายปักษ์ และหลังเลิกเรียน ไปดูแล ผู้อายุยาว ข้างบ้าน ช่วยซักผ้า ถูบ้าน หาข้าว ให้ท่านกิน งานที่ดิฉันทำ ก็ยังคงเป็นสภาพของคน มีครอบครัว เลี้ยงลูก เลี้ยงแม่ ทำงานบ้าน งานอื่นๆ ก็ทำภาคเย็น จะแตกต่างกับแต่ก่อน คือ มีเวลา ส่วนตัวน้อยลง แต่ก็เกิด ความเคยชิน เป็นปกติของชีวิต ไม่ได้ลำบาก

ด้วยความลำบากที่กว่าจะได้มาอยู่ ในชุมชนบุญนิยม จึงตั้งจิตว่า จะทำตัวให้ เป็นประโยชน์มากที่สุด และ โดยส่วนตัว เติบโต มาทางธรรม เพราะสื่อบุญนิยม เมื่อได้มาเป็น ผู้ทำงาน จึงเป็นการตอบแทนพระคุณ ทีมสื่อบุญนิยม การทำงาน ในสังคม สาธารณโภคี ที่ราชธานีอโศก เป็นการทำงาน ที่คอยช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน ทำงานเป็นทีม ไม่ได้ทำเดี่ยว ว่าเป็นงาน ของใคร ของมัน เอกลักษณ์ของ ราชธานีอโศก คือ ความเป็น หนึ่งเดียว กระบวนการศึกษา แทรกอยู่ทุกงาน และ กระบวนการของวัด บ้าน โรงเรียน จะเคลื่อนไป พร้อมๆ และสัมพันธ์กัน

ดิฉันมีความคิดว่า งานทุกอย่างที่ทำ คือ การศึกษา เรียนรู้ เพราะเรากำลัง ศึกษา ศีล สมาธิ ปัญญา การงาน แต่ละอย่าง เป็นผัสสะ ที่ทำให้เกิด การเรียนรู้ และสามารถ หมุนทำได้ ไม่กระทบกระเทือนกัน เพียงแต่ตนเอง จะไม่มีเวลาส่วนตัวมาก เท่านั้นเอง แต่วิถีชีวิต ที่ฝึกฝน ปฏิบัติธรรม ในราชธานีอโศก สอนให้รู้จักใช้ชีวิต ที่ต้อง ช่วยเหลือกัน ในการทำงาน ในขณะเดียวกัน สิ่งที่ยังคง ยึดมั่นอยู่ คือ เรื่องของกิจวัตร และ การบำเพ็ญ ดิฉัน จะไม่ขาดกิจวัตร และการบำเพ็ญ ตบะ ส่วนตัว เล็กๆ น้อยๆ เป็นระยะ แม้บางครั้ง จะมีตกหล่นบ้าง ปัจจุบัน ยังคง ฝึกฝน ศีล ๘ มีเสื้อผ้า ๕ ชุด กินอาหารวันละ ๑ มื้อ เป็นส่วนใหญ่ ( ยังมีสอบตกบ้าง ปี ๒๕๕๐ กินสองมื้อทั้งสิ้น ๖๐ วัน ตกมื้อ ในแต่ละเดือน เป็นระยะ)

สิ่งที่ยิ่งใหญ่ของการได้ศึกษาศาสนา ภายใต้สังคมสิ่งแวดล้อม ในระบบสาธารณโภคี คือ การได้เรียนรู้ สลายภพ ส่วนตัว และสลาย อัตตา ตัวตน โดยเฉพาะในขั้นตอนแรก คือรู้จักว่า เรามีอัตตาอะไร เป็นสิ่ง ไม่ใช่ง่าย กว่าจะรู้ตัว ผีเข้าตั้งหลายครั้ง เมื่อรู้ตัวแล้ว จะมีวิธีการ จัดการอย่างไร ก็เป็นเรื่องยากแสนยาก ได้เรียนรู้จากทุกอย่างที่ทำ จะต้องผ่านกระบวนการ ตกลงร่วมกัน ในที่ประชุม ถ้ายึดอะไรอยู่ มันจะเจ็บปวด เวลาไม่ได้ดั่งใจ ตรงนี้แหละ คือด่านสำคัญ ท้าทายว่า จะอยู่ หรือจะถอย ถ้ามีอาการ ของความไม่พอใจ จะปรึกษา ผู้ใหญ่ ท่านบอกสอน ให้เปลี่ยนมุมคิด ก็จะเข้าใจว่า กำลังมีกิเลสตัวใด จากประสบการณ์ ทำงาน กับผู้ใหญ่ ได้เห็นว่า ท่านไม่ยึดงาน แต่เน้นที่การ ลดละกิเลส ทำให้ ได้คอยเตือนตนเอง เพราะหลง ไปกับงาน จนทำให้ ดิ่งไปกับงาน แล้วลืม ปฏิบัติธรรม ทำงาน ไปเรื่อยๆ แล้วจึงค่อยๆ เข้าใจ

นี่คือการเรียนรู้ จากของจริง ทำให้เข้าใจ ข้อเขียนที่ว่า ระวังอารมณ์ก่อนทำงาน เป็นอย่างไรเพราะได้เห็นจาก สภาวะ อารมณ์จริง ของตนเอง ทุกวันนี้ แบกหามภาระ เพราะยังขาด คนที่จะมาทำช่วย แต่คิดว่า อีกไม่นาน ก็จะมีคน มาช่วย ทำงานไปเรื่อยๆ สิ่งที่ได้ทำใจ คือ เวลามีข้อ บกพร่อง ก็ยอมรับ และแก้ไข

การมีชีวิตที่เวลาส่วนตัวน้อย ทำให้ดิฉันต้องมีสมบัติน้อยๆ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลา มาดูแล อาบน้ำเสร็จ ก็ซักผ้าทันที กินข้าวน้อยมื้อ ก็ได้เอา เวลาไปทำงาน ที่เป็นประโยชน์กว่า และสุขภาพก็ดี ดิฉันไม่เคยกินยา พาราเซตามอล หรือ ยาแก้อักเสบเลย และไม่เคยไป โรงพยาบาล เพราะเจ็บป่วย มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เวลาร่างกาย อ่อนเพลีย ใช้สูตร กินข้าวต้มบ้าง ผักปั่นบ้าง แล้วนอนพัก ได้นอนน้อยๆ ก็มีเวลาตื่น ทำนั่นทำนี่ เยอะกว่าสมัยที่ นอนตื่นสาย เรื่องการฝึกตื่นนอน สมัยก่อน จะปวดหัวมาก ที่จะต้อง ตื่นแต่เช้า แต่ทุกวันนี้ แม้นอนดึก ก็จะตื่น แต่เช้า เหมือนเดิม มันเหมือนกับ ฝึกจนชิน ซึ่งสิ่งที่ จะต้องเข้มงวด กับตนเอง คือ นอนแต่หัวค่ำ และออกกำลังกาย

การอยู่ในชุมชนบุญนิยมราชธานีอโศก
ได้ทำงานที่มีคุณค่า มีประโยชน์ ไม่ผิดศีล เหมือนทำงานในสังคมโลก ได้กินอาหาร ที่ไร้สารพิษ สดใหม่ ได้สูดอากาศ ที่สะอาด ไร้มลพิษ ได้ทำงานกับ คนที่มาเสียสละ ทำงานฟรี เป็นชุมชนที่มีอุดมการณ์ ทำงาน เพื่อสังคม ช่วยเหลือ คนที่ทุกข์ยาก และ ที่สำคัญคือได้ฝึกฝน ปฏิบัติธรรม ที่ไม่ย่ำอยู่กับที่ มีการเลื่อนฐาน ของภาวะ จิตใจ เมื่อเปรียบเทียบกับอดีต เมื่อทำงานเสร็จ ภาคเย็น ได้มาฟังธรรม พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทั้งแบบสดๆ ตัวจริง เสียงจริง และ แบบผ่านจอ โดยมีสมณะ-สิขมาตุ ที่สรุปธรรมะ ได้คมชัดลึก ทำให้มี แนวทาง ในการลดละกิเลส ทุกวันนี้ ลูกๆ โตแล้ว รู้สึกว่า ชีวิตเบาสบาย คล่องตัว ในฝึกฝน ปฏิบัติธรรม ในขณะที่ได้ทำงานไปด้วย

ความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน
ดิฉันเคยดูหนังจีน ที่มีเทพและมีมาร ก็จะเห็นมารบางตน ตั้งใจบำเพ็ญ จนกลายเป็นเทพ ได้ ดูแล้วก็คิดย้อน เทียบกับตัวเอง ซึ่งเหมือนกับ นางมาร เพราะสั่งสมกิเลสมา กองใหญ่ และก็ไม่คิดว่า จะลดละอะไร ชีวิตไม่เกี่ยวกับ ศีลธรรม ตั้งใจจะเสพสุข จะแสวงหาความสุข ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน อะไรที่แปลก จะขอลองหมด ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหมา เนื้อหนู เนื้อคางคก ได้กินอะไร แปลกๆ คือความสุข ได้ดิ้น เต้นแร้ง เต้นกา กับเสียงเพลงดังๆ มันๆ อาบไฟแสงสี คือ ความสุข ได้เสพสุขเสพสม กับการสัมผัสเสียดสี คือ สุดยอดของ ความสุขของคน และ เคยมีความคิดว่า ผู้ชายคนเดียวไม่พอ สำหรับการเสพ ฟังดูแล้ว น่ากลัว เมื่อย้อนกลับไป ที่จุดเดิม ของทิฏฐิ ที่ตั้งไว้ผิด สภาพของดิฉัน หากไม่ปฏิบัติธรรม คงตรงกับเพลง ที่พ่อท่าน แต่งไว้ว่า “ โดดเด่นก้าวหน้า ทว่าล้มเหลว เลวซ้อนความเลว เพราะเก่งแล้วทราม ทั้งกิน เกียรติ กาม สูงเด่นงดงาม มันฝังความทราม ท่ามกลางสังคม”

นี่คือ พุทธานุภาพ ที่พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ สอนธรรมะ จนมีคนปฏิบัติธรรม และรวมตัวกัน เกิดชุมชน บุญนิยม ขึ้นมา กลายเป็น รูปธรรม ที่ชัดเจน สามารถเห็นชัดๆ ได้รู้จักสัมผัสสัมพันธ์ กับนักปฏิบัติธรรม ที่เป็นพุทธแท้ๆ สายตรง จึงมีผล ช่วยให้คนที่มีจิตใจ มืดมัวกิเลสหนา อย่างดิฉัน ได้รับรับแสงสว่าง จากธรรมะ ที่ไม่เป็นคำสอน เพียงอย่างเดียว และ คงจะไม่สามารถ เปลี่ยนจิตใจได้

กาลเวลาที่ผ่านไป นับจากวันที่ตั้งใจเอาหน้ากาก คนบุญมาใส่ ผลักดันตนเอง ให้เข้ามา มีชีวิตอยู่ร่วมกับ คนบุญ แม้ยังไม่เป็น คนบุญ ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะ ยังไม่สามารถ ฆ่าผีในตนเอง ได้หมด แต่สิ่งที่ได้สัมผัส จากการ ที่ได้เรียนรู้ วิธีการจัดการ ผีบางตัว ให้ตายไปบ้าง ทำให้ได้มีโอกาส ใช้หนี้ชีวิตไปด้วย บำเพ็ญ บารมีไปด้วย เป็นกลไก ชิ้นเล็กๆ ช่วยให้ระบบบุญนิยม ได้เคลื่อนออกไป เป็นประโยชน์ของ มวลมนุษยชาติ ในยุคนี้เป็นยุคที่ ข้าวยาก หมากแพง รวมทั้งวิกฤติของ ภัยธรรมชาติ ทุกหย่อมหญ้า ล้วนแต่มี ความทุกข์ร้อน แต่ในสังคม สาธารณโภคี มีแต่ความร่มเย็น เป็นสุข ได้ปฏิบัติธรรม ตามทฤษฏี มรรคมีองค์ ๘ ของพระสัมมา สัมพุทธเจ้า ได้ฟังคำสอน จากปากของ พระโพธิสัตว์ ซึ่งนอกจาก ได้ฟัง ดิฉันยังได้เห็น ในสิ่งที่พ่อท่าน ทำความดี เป็นตัวอย่าง ให้ลูกทำตาม และ นอกจากสอนแล้ว ยังสร้าง บ้านหลังใหญ่ ที่อยู่สุขสบาย ไว้รอลูกๆ

ชาตินี้ได้มาพบ พระโพธิสัตว์ ที่สอนทฤษฏี มรรคมีองค์ ๘ ชัดเจน และ มีห้องทดลอง ที่ทำให้เข้าใจ สามารถ นำไป ปฏิบัติได้ อย่างถูกตรง ได้รับใช้คนดี ในสังคม บุญนิยม จึงเป็นโอกาสทอง ของชีวิต ที่ได้เรียนรู้กิเลส ในขณะทำงาน เป็นผัสสาหารสดๆ ได้ฟังธรรม ที่ทำให้รู้แนวทาง การอ่านจิตใจ กลับมา เพ่งมองตนเอง ได้หัดลดละ ล้างกิเลส ได้ใจที่วิเศษ ให้กับตนเอง เอาไว้เป็นเสบียง ในชาตินี้ และชาติต่อๆ ไป จึงได้สัมผัส ความสุขที่ยิ่งใหญ่ และยั่งยืน เพราะเอาตัว มาอยู่ท่ามกลาง มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี.


ประวัติ
ชื่อ นางตรงเตือน นาวาบุญนิยม อายุ ๔๐ ปี
ชื่อเดิม นางจันทิมา ทองมงคล (อัมพุช)
เกิด วันที่ ๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ที่จังหวัดอุบลราชธานี
บิดา – มารดา นายจันดี ทองมงคล , นางปราณีต เศรษฐานันท์
อาชีพบิดา ช่างประปา
อาชีพมารดา ค้าขาย
สถานภาพ หย่าร้าง มี ลูก ๒ คนคือ นายแผ่นด้าว อัมพุช และ ด.ญ. ขวัญข้าว อัมพุช
การศึกษา จบ ม. ๖ โรงเรียนนารีนุกูล จ. อุบลราชธานี แล้วได้ศึกษาต่อในระดับ ปริญญาตรี เอกการศึกษาปฐมวัย ในโครงการ คุรุทายาท รุ่นแรก ที่วิทยาลัยครู นครราชสีมา หลังจากจบ ปี ๒๕๓๔ รับราชการครู สังกัด สปช. ที่โรงเรียนบ้านโนนสวรรค์ อ. อากาศอำนวย จ. สกลนคร ในปีเดียวกัน

- เราคิดอะไร -