|
ต่อไปนี้เราจะต้องจริงจังแล้ว ทุกอย่างลงตัว นิตินัยก็เสร็จพร้อม เหลือแต่พฤตินัยที่จะทำให้แข็งแรง
สมบูรณ์ เราพอจะเชื่อมั่นสังคมมนุษย์ มาป่านนี้แล้วคงจะเข้าใจและเชื่อมั่นพอสมควรว่าคืออะไร
ชีวิตเกิดมา กิน อยู่ ดิ้นรนกันไป ถ้าไม่ได้ศึกษาก็จะงมงายอยู่กับโลก หรือศึกษาไปก็ล่าลาภ
ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สร้างเวรสร้างกรรม ถึงแม้จะศึกษาให้มีคุณธรรมบ้าง เป็นสังคมที่มีปราชญ์
ศาสดา ครูบาอาจารย์สอน หรือไม่ต้องสอน ก็เป็นบุญบารมีของเขาเองติดตัวมา มีสำนึก มีสังวร
เขาก็ศึกษาแสวงหาของเขาเหมือนกัน และพยายามพัฒนาตนเองให้เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
ที่ดีขึ้น บางคนรู้สึกเอง บางคนมีแบบอย่าง มีครูบาอาจารย์ มีศาสดาของแต่ละศาสนานำพา
ก็ดีขึ้นบ้าง ส่วนคนที่เกิดมาไม่ได้ศึกษาก็ร่องแร่งอยู่ในโลก คนที่ได้ศึกษาก็ได้คุณธรรม
เป็นกัลยาณชน ถ้ายิ่งได้มาพบศาสนาพุทธ พากเพียรจนรู้จุดลึกของปรมัตถ์ ของทฤษฎีอันสำคัญของศาสนาพุทธ
และสามารถเปลี่ยนแปลงไปถึงรากเหง้าถึงจิตวิญญาณจนเกิดใหม่ทั้งด้านเจโต ด้านปัญญา
จนสามารถเข้ากระแส จิตวิญญาณเกิดจริง ๆ เป็นโอปปาติกะโยนิ นั่นแหละเป็นอาริยะ เมื่อเป็นอาริยะ
เป็นโสดาบัน สกิทาคามีขึ้นไป ยิ่งสูงก็จะยิ่งมีปัญญา มีความเข้าใจในตัวเอง ถ้าเข้าใจดี
ใจเราก็เป็นแล้วด้วย โลกุตระคืออะไร ก็เท่านั้นแหละ เรารู้จักลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข
ที่โลกเขามีโลกียะ เรารู้จัก แล้วเราก็มาพัฒนาตนเองจนได้ลดตั้งแต่โลกธรรมหยาบ ๆ ระดับอบายมุข
ใจเราก็หลุดร่อนสบาย เห็นเขาทำ เขาเป็น เขามี เราก็เฉย ๆ แม้แต่เรื่อง ลาภ ยศ สรรเสริญ
โลกียสุขที่ซ้อนอยู่ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส หรืออัตตามานะ เราก็เห็นรู้ตัวว่าเรามีอย่างเขามั้ย
มีน้อยกว่าเขามั้ย อ่านดูว่า เราไปดิ้นรนขนาดเขามั้ย เราไม่ดิ้นรนเหมือนเขา เมื่อรู้สึกว่าเรายังมี
เป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นกิเลสที่เรายังติดอยู่บ้าง มากหรือน้อย เราก็สำนึก สังวร
หิริ ละอาย เรายังต้องฝึกฝนตนเอง ลดลงมา เราจะเป็นคนที่ได้ลดละไปเป็นโสดาฯ สกิทาฯ
อนาคาฯ ถ้าได้ลดละอย่างที่กล่าวมานี้แหละ เราลดลงไปได้มากเท่าไหร่ ก็จะได้ โสดาฯ
สกิทาฯ อนาคาฯ ขึ้นมาไปเรื่อย ๆ เราก็จะรู้ว่ามันจริง ความจริงอยู่ที่เราว่าจริงหรือไม่จริง
แล้วเราก็มีชีวิตอยู่อย่างนี้ เป็นคนอย่างนี้ มีกิจกรรม พิธีกรรม พฤติกรรมของเราอยู่
มีจารีตประเพณี มีวัฒน-ธรรม เป็นสังคมอีกลักษณะหนึ่ง มาจนถึงวันนี้แล้ว อาตมายืนยันและมั่นใจว่าพวกเรามีคนชนิดนี้จริง
เกิดเป็นสังคมคนแบบนี้ ซึ่งจริง ๆ ก็คือคนโลกอาริยะ โลกของมนุษย์อาริยะ จะเรียกให้ยาวก็เป็น
โลกมนุษย์ศรีอาริยะ เรียกให้เต็มอีก สังคมมนุษย์ศรีอาริยะเมตไตรย แต่ไม่ไช่เข้าใจว่าพระศรีอาริยะเมตไตรยเกิดแล้ว
อาตมาไม่ใช่ เคยอธิบายให้ฟังแล้วว่าพระศรีอาริยะเมตไตรย เป็นตำแหน่งพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าองค์ไหนก็เหมือนกัน
สอนเหมือนกัน มีลักษณะแบบเดียวกัน มนุษย์ที่เป็นพุทธบริษัทสี่เป็นคนที่รู้จักโลกุตระ
รู้จักโลกียะ และทำตนให้พ้นโลกียะมาเป็นโลกุตระได้ ยิ่งมีคุณภาพมากเท่าไหร่ก็จะเป็นไปของมันเอง
ฉะนั้นต่างจากโลกที่เขาเป็นโลกียะแน่นอน อาตมามั่นใจว่ามันเกิดแล้ว แม้จะยังไม่ใหญ่
ยังไม่ดีมากพอ มีคุณภาพแค่นี้ ได้เท่าที่มี ยังไม่ดีสูงส่งอะไรมากนัก แต่ก็มั่นใจว่าจะเป็นสังคมที่ช่วยอนุเคราะห์โลก
จะพูดว่าไปกอบกู้โลก ก็ดูใหญ่เกินไป คงกอบกู้ไปไม่ได้หมด เพราะยุคนี้เป็นยุคหลังสุดแล้วของมนุษย์ที่เลวร้าย
จะไปถึงกลียุคแล้ว กอบกู้ไม่ขึ้นแล้ว แต่อนุเคราะห์ ช่วยโลกได้ส่วนหนึ่ง ช่วยมนุษยชาติได้ส่วนหนึ่ง
และจะไปต่ออีก เพราะในวัฏสงสาร ในเอกภพนี้มันไม่ได้สิ้นสุดลงไป วัฏสงสารไม่สิ้นสุดสำหรับคนที่ไม่เรียนรู้เฉพาะตน
เมื่อปฏิบัติตนแล้วก็จะตัดวัฏสงสารตนเองจบ ทำได้ เราก็ทำสิ่งที่ดี ต่อทอดคำสอน เป็นทฤษฎี
เป็นหลักการ เป็นของดีให้แก่มนุษย์ต่อ ๆ สืบไป ใครเขารับได้รับไป รับไม่ได้ก็เรื่องของเขา
เราได้แล้วก็คือเราได้ ก็กตัญญูกตเวทีต่อพระศาสดาที่ท่าน เหน็ดเหนื่อย เผยแพร่ศาสนา
อันเป็นโลกุตระไว้ให้แก่โลก |