|
พวกเราต้องรู้ตัวเองว่ากำลังทำการเมืองระดับชาติ ในระบบการพัฒนาคนเป็นงานที่ยาก
เป็นการแก้ไขปัญหาของสังคมมนุษย์ แต่เราก็จะทำ ที่ได้ทำไปแล้วผู้ที่มีปฏิภาณไหวพริบเห็นแล้วจะเข้าใจ
ก็จะมาช่วยเรื่องรูปธรรม แต่ด้านนามธรรมเราจะช่วยกันทำเพื่อพิสูจน์ความจริง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ยาก
เพราะต้องแก้ปัญหาที่คน พัฒนาที่คนจึงจะยั่งยืน ประชาธิปไตยก็อย่างหนึ่ง
คอมมิวนิสต์ก็อย่างหนึ่ง ในแต่ละอย่างก็มีนัยดี นัยดีของประชาธิปไตยคืออิสระเสรีภาพ
นัยดีของคอมมิวนิสต์คือ ทำเพื่อประชาชน เอามารวมส่วนกลางเพื่อกระจายไปสู่ส่วนรวม
บุญนิยมของเรามีทั้งอิสระเสรีภาพ และเอามารวมส่วนกลาง เห็นแก่ส่วนกลางด้วยความสมัครใจ
ไม่ได้บังคับ เต็มใจ มีปัญญา มีความยินดีที่จะให้ส่วนรวม เป็นระบบที่ไม่เคยมีในสังคมมนุษย์
ยังไม่มีประวัติศาสตร์ของระบบบุญนิยมถึงขั้นสาธารณโภคี เราทำเพราะถึงยุคที่จะทำได้
เป็นยุคที่เฟื่องเรื่องความรู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน สมัยโบราณไม่รู้จักสิทธิของมนุษย์
เป็นยุคของสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นระบบนายกับทาส ยุคนี้คนเข้าใจเรื่องสิทธิมาก จนบางครั้งเลยเถิด
เช่น ผู้หญิงกับผู้หญิงแต่งงานกัน ผู้ชายกับผู้หญิงต้องเท่าเทียมกัน ฯลฯ พวกเราก็เข้าใจเรื่องสิทธิ
ว่าเรามีสิทธิอะไรบ้าง แต่เราไม่ยึดสิทธิของของเรา ศาสนาพุทธละความเป็นอัตตา อัตนียา
ละความเป็นสิทธิของเรา เราเต็มใจที่จะไม่ยึดสิทธิอันนี้เป็นเรา เป็นของเรา เราจึงทำสาธารณโภคีได้
เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุด การปฏิบัติเราเป็นไปแล้ว เราจึงต้องมีทั้งทฤษฎี มีความรู้ที่ละเอียดลออเป็นหลักวิชาร
เพื่อจะได้พิสูจน์ ขอให้เราตั้งใจและศึกษา พิสูจน์ความจริงนี้ด้วย ใกล้จะถึงกลียุคแล้ว
ปลายยุคแล้ว ทุกอย่างถ้วนรอบแล้ว ปัญญาก็เต็มที่ ทรัพยากรในโลกก็พร่องจะไม่เหลืออะไรแล้ว
ทุนนิยมก็ยังแก่งแย่งกันอยู่ เรามาทางบุญนิยม ไม่สะสมกอบโกย เป็นผู้ที่เกื้อกูลคนอื่น
กินน้อยใช้น้อย แต่สมรรถนะของเราสูง ให้แก่โลกมาก โดยมีทุนทางสังคม เราทำมากให้แก่สังคมมาก
ยิ่งเราศึกษาทางจิตวิญญาณ ใจเราให้หรือไม่ให้ เราปล่อยวางอัตตา อัตนียาหรือไม่ เรายึดเป็นเรา
เป็นของเราหรือไม่ ถ้าเราไม่ได้ยึดเป็นเรา เป็นของเรา นั่นแหละคือเราให้กับสังคม
เพราะฉะนั้นงานของเราไม่ใช่งานเล็ก ต้องเอาใจใส่ ต้องเสียสละ และต้องหนัก
เพราะเราเป็นรุ่นบุกเบิก สร้างไว้ให้แก่สังคมจนกว่าจะตาย คนไหนหมดกิเลส หมดตัวตนแล้ว
เข้าใจแล้ว ก็สร้างสรรไป ฝากชีวิตไว้กับหมู่กลุ่ม ต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นคนเจริญตามทฤษฎีที่กล่าวมาแล้ว
ทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ๆ ก่อนที่เราจะจากโลกนี้ไป ขอให้ช่วยสร้างทฤษฎีนี้ไว้ให้แก่มนุษยชาติ
ชาติหน้าเกิดมาอีก ก็ได้อาศัยทฤษฎีนี้อีกเพราะเราสร้างไว้ เป็นวิบากของเรา เกิดมาอีกเราก็อยู่ในกลุ่มนี้อีก
ถ้าเราได้สร้างเราก็มีส่วน ถ้าไม่ได้สร้างเราก็ไม่มีส่วน สัจจะไม่มีใครเบี้ยว ไม่มีใครโกง
ถ้าเชื่อกรรม วิบาก วัฏสงสาร ก็เป็นเรื่องจริงทั้งนั้น เชื่อว่าทุกคนคงเข้าใจว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ อาตมาได้พูดตอนต้นแล้วว่า
เราทำงานเพื่อสังคม เพื่อมนุษยชาติ ถ้าเรารู้แล้วว่าชีวิตเราเกิดมาทำไม เราเกิดมาเพื่อพัฒนาความเป็นคนให้ประเสริฐขึ้นเท่านั้น
ส่วนในหลักเกณฑ์ สัจจะความจริง จะประเสริฐอย่างไรเราก็ศึกษากันมาแล้ว ประเสริฐเพราะเรามีคุณค่าต่อโลก
ต่อมนุษยชาติ ไม่เห็นแก่ตัว หมดความเห็นแก่ตัว ไม่ต้องบำเรอตน เหมือนเครื่องจักรที่มีปัญญา
สั่งการ ควบคุมตัวเอง สร้างประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าจะตาย
คิดว่าพวกเราจะได้พากเพียรกัน ที่ว่าแน่นอนก็แน่นอน ใครที่ยังไม่แน่นอนก็เป็นไปเอง
แล้วแต่ตัวใคร ขอให้พวกเราช่วยกันสร้าง เพราะตอนนี้เพิ่งจะบุกเบิก เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ
ต้องลงแรงกันเพื่อจะได้เป็นปึกแผ่น ขอบคุณทุกคนที่พยายามตั้งอกตั้งใจที่จะช่วยกัน |