|
วันเสาร์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๔๕
การทำงานของพวกเราส่วนใหญ่ จะเป็นงานที่เร่งรัด เฉียดฉิว ไม่ค่อยมีเวลาอยู่ว่าง
มีแรงก็ทำกันไป ก็ต้องอาศัยพวกเรา ซึ่งอาตมาเชื่อว่าพวกเราเข้าใจ และเห็นตลอดเวลาว่าอะไรที่เกิดขึ้น
เป็นไป กำลังดำเนิน เกิดความผลิ ยังไม่ถึงขั้นผลิบาน หรือผลิแตก แต่เราก็เห็นรูปร่างแล้วไม่ว่าจะด้านการเมือง
การศึกษา สังคมเศรษฐกิจ ฯลฯ ฉะนั้นก็ช่วย ๆ กันคนละไม้คนละมือ เอาใจใส่กันบ้าง ยังต้องอุดต้องหนุน
ต้องเสริม เพราะยังไม่เต็ม ยังขาดแรงงาน ขาดคน ขาดทุนรอน ยังไม่อุดมสมบูรณ์ทีเดียว
แต่ข้างนอกเขาเข้าใจผิด มองมาว่าพวกเรารวย อุดมสมบูรณ์ แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แต่งตัวก็มอซอ
รองเท้าก็ไม่ใส่ ไม่เคยไปเอาอะไรจากใคร แต่ถ้าเขามาหาเรา เขาก็จะได้ไป ซึ่งโดยสัจจะก็จริง
เพราะระบบเศรษฐกิจของเราเกื้อหนุนกัน มีสภาพคล่อง หรือเคลื่อน มีสภาพการหมุนอยู่อย่างสมบูรณ์
ซึ่งสังคมเขาต้องการอย่างนี้เหมือนกัน แต่เราทำได้แล้วแม้จะยังไม่ใหญ่ แต่คนเขาเห็นว่าเรารวย
ส่วนเรื่องการเมือง ลองคุยกันไป ดูที่อาตมาเทศน์บ้าง เนื้อหา นโยบาย หรือจุดมุ่งหมาย
ก็เป็นไปอย่างนั้น อาตมาไม่ใช่นักวิชาการที่จะบอกแยกเป็นข้อ ๆ ได้ ก็ขอให้ช่วย ๆ
กันทำ พูดมาก็หลายยกหลายชั้นแล้ว เหลือแต่ทำเท่านั้น ทำให้จริงอย่างที่เราเข้าใจกันอยู่แล้ว
ซึ่งตอนนี้เป็นช่วงรอยต่อที่ไปได้ดี ถ้าแต่ละคนฟังแล้วผ่านหูไปก็ไม่ได้อะไร ถ้าได้ฟังแล้วเข้าใจ
กระตือรือร้น ขวนขวายขึ้นมา แล้วพยายามช่วยกันไปเท่าที่มี คนเก่าก็เป็นหลักเป็นแกน
เป็นตัวอย่าง เป็นตัวนำพาไป ก็จะมีคนใหม่ขึ้นมาตามลำดับ คนไม่ใช่จะเลวร้ายเกินไปจนไม่มีใครรู้
ใครเห็น จนไม่น่าส่งเสริม ช่วยเหลือกัน คงไม่สิ้นไร้ไม้ตอกปานนั้น สิ่งที่ทำให้เราจะเจริญไปได้ดี
คือ ๑. ผู้ที่เป็นหลักของเราเป็นที่เชื่อมั่นของคนข้างนอก ร่วมหัวจมท้ายด้วยได้
เป็นที่มั่นใจ แข็งแรง และไม่ได้ปิดบังอำพรางว่ามาอยู่กับพวกเราต้องมาจน ถ้าจะมารวยไม่ต้องมา
ก็เข้าใจกันได้ เขาก็กล้าที่จะเข้ามา ซึ่งจะเป็นรูปแบบ เป็นระบบ เป็นวัฒนธรรมที่จะเกิดต่อไปในอนาคต
เป็นสังคมพันธุ์ใหม่ ๒. เราแสดงความจริงชัดเจนว่าเราใช้หลักการนี้ วิธีนี้
ทฤษฎีนี้ คิดว่าพวกเราก็พอเข้าใจ ทุกอย่างก็ดูดี น่าสบายใจ น่าชื่นชม
ขอย้ำอีกครั้งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ เป็นนวัตกรรม เป็นหนึ่งในโลก ถ้าระบบนี้แข็งแรงจริง
ๆ ให้รู้กันไปว่ามนุษยชาติเป็นกันอย่างนี้ มีขึ้นมาในโลก เป็นสภาพทางจิตวิญญาณเป็นหลัก
มีปัญญาที่ลึกกว่า แล้วทำจิตให้เป็นจริง ไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้กดข่ม เจโตวิมุติล้างความที่เคยเป็นเคยมีที่ติดอยู่เก่าๆ
ออกหมด เป็นจิตสะอาด เข้าใจตามที่เราเข้าใจจริง วิมุติทั้งเจโต วิมุติทั้งปัญญา เห็นชัดเจนแล้ว
เมื่อเสร็จแล้วอารมณ์ของคนเป็นอย่างไร ให้เราตรวจสภาพอารมณ์ของตนเองว่า เป็นอยู่ทุกวันนี้มีฝืดฝืนบ้างไหม
ที่มันได้แล้วไม่ต้องฝืดฝืนมันสบายอย่างไร มีคุณค่าอย่างไร ที่ลดละแล้ว เราก็สร้างสรรไป
มันเป็นคุณค่า ก็ไม่ยาก มันเบา ง่าย สบาย ที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังฝืดฝืนอยู่บ้าง ก็ทำต่อไปให้หมด
ล้างสิ่งที่มันมาขัดมาแย้ง กิเลสเราเองที่ยังไม่ยอม ยังไม่หมดไม่สิ้น เป็นได้ทั้งสภาพอารมณ์ที่สมบูรณ์
อารมณ์สบายเป็นอย่างไร ขอให้ไปลงมือทำกันทุกคน |