|
๔. อุทยัพพยะญาณ คือ มีการรู้แจ้งชัด ในการเกิดขึ้น
การเสื่อมลง ของสิ่งต่าง ของ เห็นการเกิดขึ้นมา เพื่อจะดำรงความตั้งอยู่ชัด
ของ แยกออกได้ เช่น ตนอยากสูบบุหรี่ ก็คือจิต ของตน เกิด ขึ้นแล้ว
จิตตัวอยากนั่นแหละเป็น ปฏิสนธิวิญญาณ และ แล้วการสูบบุหรี่ก็
เกิดขึ้น เป็นสังสารวัฏฏ์ เป็นบทบาท เป็นกายสังขารออกมาชัด
ของ สูบไป ของ ก็คือกำลังผลาญไป ของ เสร็จแล้วก็ ดับลง คือหยุดพักไปทีหนึ่ง
เมื่อหยุดสูบ เมื่อรู้สึกว่า ตนชักพอ แต่ไม่หยุดเด็ดขาด แต่ไม่จบอย่างแท้
ไม่สิ้นภาระอย่างจริง ยังไม่ขาดสันตติอย่างเด็ดขาด ยังจะสูบอีก
ยังจะมีบทบาทอีก อันมีสุขมีทุกข์นี้แหละ ปนเป ปรุงอยู่ ร่วมอยู่
คลุกคลีอยู่ พ้นสุขพ้นทุกข์ ดั่งว่า ไปไม่ได้ เพราะ ตัด สันตติ
มันไม่ได้ ความผูกพัน (สังโยชน์) ที่ยังโง่ยอมให้มันสนตะพายอยู่
อันเป็น อุปาทานจิต จึงยังไม่ขาด
ผู้เริ่มเห็นบทบาท ของการ เกิดขึ้น เพราะ
จิต ของตนมีกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน และ เมื่อทำอะไรให้เกิด ไม่ว่า
การเสพย์ใด ของ จะเป็นเสพย์บุหรี่ เสพย์เหล้า เสพย์เกม เสพย์มหรสพ
เสพย์ความอร่อยในอาหาร ใน ของกิน ของดื่มใด ของ ฯลฯ หรือ เสพย์โลกามิส
๘ เสพย์ กามคุณ ๕ ก็ยังเป็น กามสุขขัลลิกานุโยค ตลอดกระทั่งเสพย์ละเอียดไปจนเสพย์ความยิ่ง
ความใหญ่ เสพย์ความรู้ ความยึดเอามานะใด ของ เป็นตัวเป็นตน ก็ยังเป็น
สุขขัลลิกะ อยู่นั่นเอง เป็น อัตตกิลมถะ อยู่แท้ ของ จนสุดท้ายหลงเสพย์จิตสงบ
จิตสุข จิตว่า ง ก็ยังมีบทบาทการ เกิดขึ้น อยู่ ยังมี อัตตกิลมถานุโยค
อยู่ทั้งสิ้น และ เมื่อมี เกิด มันก็จะมี ดับ ลงทั้งนั้น
ความหมุนเวียน ของไตรลักษณ์ก็จะยังคงดำเนินอยู่ ถ้าใครสร้างความเกิดใด
ของ ให้แก่ตนมาก คนนั้น ก็มีสังสารวัฏฏ์มาก ใครมีน้อย คนนั้น
ก็พ้นสังสารวัฏฏ์ออกไปทุกที ของ ได้ ก็ดับ โลก ของตนลงไปได้เรื่อย
ของ
ผู้มี อุทยัพพยะญาณ จึงคือผู้รู้เห็น
สังสารวัฏฏ์ ชัด รู้ใน สังสารวัฏฏ์ ขึ้นมาอีกมากมายว่า โลกนี้เต็มไปด้วยสังสารวัฏฏ์ที่ตัวเองก่อให้ตัวเอง
ผูกให้ตัวเองไว้ทั้งนั้น ซึ่งมันล้วนแต่ เกิด ของ-ดับ ของ มี
ของ เสื่อม ของ อยู่เท่านั้น
๕. ภังคะญาณ คือมีความรู้แจ้งชัด ในการแตกสลาย
การทำลายไป เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นใด ของ ก็ล้วนแต่จะเดินทางไปสู่ความสลาย
และ เข้าใจในความสลาย ความแตกทำลาย ของสิ่งต่าง ของ ชัด เช่น
คนสูบบุหรี่ ก็เห็นชัดในความเป็นผู้ทำลาย ของตน ทำลายบุหรี่ลงอยู่แล้ว
ของเล่า ของ ด้วยการเผาไฟออกชัด ของ เป็นการทำลายวัตถุเห็นชัด
ของ และ ตนเองก่อให้ เกิด อารมณ์อยาก แล้วก็ ทำลาย อารมณ์อยาก
ของตนเองด้วยการสูบที่นึกว่า ตนสุข (สุขขัลิกะ) แท้จริงก็คือตนสร้างอารมณ์ขึ้นมาเองว่า
อร่อย เพลิดเพลิน ว่า สนุก ว่า เป็นรสเป็นชาติ เพราะ ไปเห็นตามคนอื่น
ของ หลอก แล้วก็ยึดก็ติดตามคนอื่น ของ เห็น แล้วก็ต้องมานั่ง
อยาก เนื่องจากความหลงไปติดยึดว่า มันเป็นสุขเมื่อได้เสพย์
นี่แหละคือสุขอันตอแหล สุขอันหลอกลวงชัด ของ (อัลลิกะ แปลว่า
ตอแหล หลอกลวง) และ แล้ว ตัณหา จึงเกิดตามก้น อุปาทาน ต้อย
ของ ก่อภพ ก่อชาติ อยู่ร่ำไป เพราะ อุปาทาน เป็นเหตุอยู่ไม่ถ่ายถอน
ในการเสพย์ใด ของ ก็คือ กำลังทำลาย กำลังเผาผลาญ
กำลังทำความสลายลงไปให้กับสิ่งที่ตนเสพย์นั้น แม้เป็น นามธรรม
ผู้มีญาณก็จะจับรู้ สัมผัสเห็นได้ในตัวเองจริง ของ
ดังนั้น ถ้าใครเสพย์สิ่งที่ไม่ใช่ประโยชน์จริงแห่งชีวิต
อันเกินกว่า ปัจจัย ๔ ก็คือ คนหลง ที่ยังมีภาระมาก ยังหนัก
ยังไม่เบา ยังไม่ว่า ง ยังเป็นนักสร้าง นักทำลายที่ยังโง่ ยังมัวเมาอยู่อีกมากนัก
ผู้ใดเห็นการสลาย การทำลาย (ภังคะ) และ
เข้าใจถึงความสลายได้ ก็จะเกิด หิริ โอตัปปะ ขึ้นมาทันที สิ่งใดเรื่องใดที่ตนรู้ทันว่า
เป็นการทำลายที่ไม่คุ้มแก่ประโยชน์แท้จริง เป็นการเผาผลาญที่เกินจำเป็น
เพียง เพราะ ยังมีอารมณ์ติดยึดยังอร่อยในรสเสพย์ (สังสัคคะ)
ผู้นั้น ก็จะคิดผ่อนคลาย ก็จะหาทางเลิก หาทางละ (นิสสัคคะ)
๖. ภยะญาณ คือ มีความรู้แจ้งชัดในภัย ของสิ่งที่ตนติด ตนอยากเสพย์
เกิดความกลัวในสิ่งที่ตนยังมีเกินขอบเขตนั้น ในจิตมันบอกชัดว่า
สิ่งที่ตนยังติด ยังอยากนั้น มันยังเป็นภาระ เป็นสิ่งที่หนัก
เป็นสิ่งที่ทำให้เดือดร้อน เห็นอันตราย เห็นแจ้งในสิ่งที่คั่นอยู่ระหว่า
งชีวิต ว่า มันเป็นอุปสรรค ของชีวิต เป็นความหนัก เป็นภาระ เป็นตัวยังจูงเราให้เหนื่อยให้ร้อนอยู่
แม้เชื้ออุปาทาน คือ ความอร่อย ความยังไม่ลืมว่า น่าหวงแหน น่ารัก
น่ายึดเอาไว้ อันเป็น ความยึด ในจิตเท่านี้ ก็รู้ชัดได้จริงเป็นลำดับ
ของ ว่า ถ้ายังให้มีในจิต ยังไม่เพิกไม่ล้างอารมณ์จิตอย่างนี้ออก
มันก็เป็นภัยจริง มันอาจให้สุขบ้าง (อย่างโลก ของ) แต่มันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์แท้
ที่มันจะทำงานอยู่อย่างไม่รู้จบ ถ้าไม่ตัด เหตุ นี้เสีย ก็ยังมี
ภัย อยู่นั้น เอง
ดังนั้น อารมณ์หยาบ ของ แค่อร่อยในรสเหล้า รสบุหรี่ รสเมถุนกาม
ฯลฯ หรือ น่ารัก น่าหวงแหนในความสวย ความไพเราะ ฯลฯ มันก็ล้วนแต่เป็น
ภัย เป็น ต้นเหตุแห่งทุกข์ อยู่ในจิต มันจะมีบทบาท หรือ สามารถก่อให้มี
ความเกิด ได้ทั้งสิ้น มันยังล้วนก่อโลก ก่อสังสารวัฏฏ์อยู่ทั้งนั้น
ผู้เห็น ภัย จะรู้ชัดในสิ่ง ในสภาวะที่ตนแจ้งชัดว่า เป็น
ภัย จริง ของ จะไม่มีกะจิตกะใจไปติด ไปรัก ไปผูกพันกันหนักหน่วงอีกแล้วจริง
ของ มันเห็น และ เข้าใจ ของตนจริง ของ คนอื่นที่เขาไม่มีญาณนี้
เขาจะไม่เห็นด้วยเลยว่า รสอร่อยทั้งหลาย เช่น รสอร่อย ของเหล้า
ของบุหรี่ ของเมถุนนั้น เป็นเหตุเป็นปัจจัยแห่ง ภัย ต่าง ของ
ผู้มี ภยะญาณ หรือ เกิด ภยะญาณ ในตนจริง ของ จึงจะเห็น
ภัย ในรส ในรูป ในกลิ่น ในเสียง ในสัมผัสทั้งหลาย มันไม่ใช่ปากพูด
แต่มันเห็นจริงแน่แท้ มันเกิดความกลัวแล้วขยาดแล้ว เกรงแล้วในสิ่งที่ตนเคยหลงติด
หลงเห็นว่า น่ารัก น่าใคร่ น่ายึดน่าติดไว้ แต่เก่าก่อนนั้น
ของ
แต่แม้กระนั้น ก็ยังต้องมาล้าง จิ ต ที่ยังหลงเหลือ
ร ส ที่เคยเสพย์เคยยึดนั้น ของ ให้มันหลุดเป็น เจโตวิมุติให้ได้อยู่อีกเลยสำหรับผู้วางขาดไม่ได้ทันที
๗. อาทีนวะญาณ คือมีความรู้แจ้งชัดในโทษ
ของสิ่งที่ตนติด ตนอยากเสพย์นั้น เห็นโทษมากกว่า เห็นคุณ นอกจากจะรู้ว่า
มันเป็นภัยแล้ว ก็รู้ชัดเห็นแจ้งขึ้นอีกมาก จะเห็นว่า มันยังอยู่กับเรา
เรายังได้รับโทษอยู่ ในปัญญาญาณรู้ชัดเห็นชัด ไม่ใช่เข้าใจเพียงภาษา
พูดภาษาเล่า แต่เกิดในใจแท้ว่า สิ่งที่ตนหลงติดหลงยึดไว้นั้น
แท้ ของ เป็นโทษ ให้โทษมากกว่า ให้คุณ เห็นในประโยชน์มันเพียง
๑ ส่วน แต่เห็นทุกข์เป็นโทษถึง ๒ ส่วน ฯลฯ ขึ้นไปที่เดียว
ดังนั้น ผู้ยังไม่เห็นทุกข์เห็นโทษในสิ่งใด
ผู้นั้น ก็ยังข้องยังติดในสิ่งที่เกินกว่า ปัจจัย ๔ อยู่จริงเท่านั้น
ของ
อย่าเพิ่งว่า ไปถึงการติดยึดใน อัตตา
แห่งจิตขั้นละเอียดสุขุม เช่น จิตสงบ จิตว่า ง อันเป็นเรื่องภาระอันเบายิ่ง
ระดับสุขุมเลย แม้แต่บุหรี่ หรือ ขนาดติดเฮโรอีน ติดเมถุนธรรม
ติดความอร่อย ซึ่งผู้ใดยังหลงเห็นว่า สิ่งนั้น เป็นคุณ เป็นประโยชน์อยู่มาก
คนผู้นั้น ก็ติดมันมาก เสพย์มันมาก จนไม่รู้ไม่แจ้งใน สมมุติสัจจะ
ของมันอยู่เท่านั้น แหละ จึงพ้นภาระหนัก ของ กันไม่ได้
ผู้เห็นโทษแท้นั้น แม้แต่ปัจจัย ๔ แท้
ท่านยังรู้จักหยุดจักพอ และ ไม่พยายามมีมากเอาจริง ของ ด้วย
แม้แต่อาหารก็ยังลดลงมากินอย่างมากวันละหนเดียวก็เกินพอ ผ้านุ่งผ้าห่มก็จำกัดลงมาเพียง
๓ ชิ้นก็พอ ยิ่งที่อยู่ที่นอนแล้ว ยิ่งไม่แบก ไม่หาม ไม่หวง
ไม่หลงติดหลงยึดว่า ตึกนี้คือที่อยู่ที่นอน ของฉัน วังนี้คือแดน
ของฉัน ท่านจะไม่ยึดเป็นแน่วแน่ตายตัวเลยเป็นอันขาด ท่านไม่มีบ้าน
ของตนแล้ว ไม่มีวัง ของตนเองแล้ว ใครให้พักที่ไหนก็ได้ ไม่มีบ้านให้พักท่านพักตามโคนไม้
ร่มไม้ พื้นหญ้า ลานดิน ลานหิน ที่ไหนก็ได้จริง ของ ดังนี้เป็นต้น
แล้วท่านจะไม่เบาไม่ว่า งยังไงทนไหว!
คนเราเก่งถึงขั้นไม่สะสมแม้ปัจจัย ๔ แท้ก็ได้
มันก็เป็นคนยอดสุข ยอดเบา ยอดว่า ง เท่านั้น
๘. นิพพิทาญาณ คือ มีความรู้ชัดแจ้งขึ้นมาในสิ่งที่ตนยึด
ตนติดอยู่ว่า เป็นความโง่ (โมหะ หรือ อวิชชา) เป็นความหลงใหลตามโลก
เห็นโทษเต็มที่ เห็นภัยเต็มรูป เข้าใจแจ้งชัดในความไม่จำเป็น
ของสิ่งนั้น จึงจะวางได้ จึงจะเกลียดได้ จึงเบื่อ จึงทิ้ง จึงผลักไส
ของนั้น ซึ่งบางทีก็ยังผลักไสออกไปยังไม่ได้ เพราะ ความจำเป็นก็มี
แต่ก็รู้แท้ว่า เราขยะแขยง เรายังต้องทนคลุกคลีอยู่ เพราะ คามจำเป็นแท้
ของ จิตเบื่อแท้จริงนั้น มันเบื่อจริง ของ ดังนั้น ถ้าสิ่งใดอันใด
สภาวะใด ที่มันเกิด นิพพิทาญาณ ในจิตแล้ว และ ไม่มีความจำเป็นจะต้องหน่วงเหนี่ยวไว้
ไม่จำเป็นจะต้องคลุกคลีเกี่ยวข้องแล้ว คนผู้นั้น จะตัดขาด จะเลิก
จะวาง จะไม่แตะต้องจริง เช่น ผู้เกิด นิพพิทาญาณ ในเมถุนธรรมแท้
ของ เขาจะเลิกจะหยุดจริง ของ ผู้เกิด นิพพิทาญาณ ในลาภ-ยศ-สรรเสริญ
ใด ของ เขาจะเลิกวุ่นวายกับ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ จริง ของ ที่ละเอียดขึ้นไปถึงขั้นอัตตาในจิต
ขั้นอุปกิเลส เช่น จิตหลงว่า ตนเก่ง หรือ แม้จิตสงบ จิตว่า ง
ฯลฯ ก็เหมือนกัน ผู้เกิด นิพพิทาญาณ จริง จะปล่อย จะวาง จะเบื่อ
จะไม่ยึดไว้จริง ของ
ผู้เกิดญาณ จึงไม่ใช่ผู้ท่องภาษาได้เท่านั้น
แต่จะทิ้งให้เห็น จะไม่ยุ่ง ไม่วุ่นวายกับสิ่งนั้น ของ ซึ่งใคร
ของ อื่นก็รับรู้รับเห็นได้ชัด ของ แม้ไม่ชัด คืออาจจะยังต้องจับบ้างแตะบ้าง
แต่ จิต ที่ไม่ยึด ไม่ติดแล้วจริง มันจะประกอบบทบาท ความรู้สึกที่แสดงออกมาร่วมสิ่งนั้น
ของ เรื่องนั้น ของ มันก็พอจะอ่านออก บอกได้จริง ของ สังเกตดูด้วยใจเป็นกลางชั่วไม่นานนักก็พอรู้ได้หรอกว่า
คนผู้ เบื่อ สิ่งนั้น ของ ไม่ใช่รัก ไม่ใช่หลงใหล หรือ ยังโลภอยู่จริง
ของ แท้ ของ
๙. มุญจิตุกัมยะตะญาณ คือจิตตัวรังเกียจในสิ่งที่ตนรู้แล้วว่า
มันเป็นโทษเป็นภัย เป็นสิ่งที่น่าเบื่อ น่าทิ้ง จิตตัวนี้ก็จะหาทางทำงานคือหาทางเปลื้องออก
หาทางเลิก หาทางทิ้ง หาทางพ้น หาทางพรากจาก หาทางหลุดออกมาอย่างแท้จริง
ที่ยังเปลื้องไม่ออกก็ เพราะ ความจำเป็นอื่น ไม่ใช่ เพราะ ตนเลย
ญาณนี้เป็นจิตที่ผลักออก จิตที่ไม่ยอมรับจริง ของ
ถ้าเป็นสิ่งที่ทิ้งได้ เปลื้องได้อย่างง่าย
ของ เป็นวัตถุ ก็จะเปลื้องทันที ไม่มีเยื่อใยกันเลยก็ได้ และ
จะประสงค์ให้เป็นเช่นนั้น ด้วย จิตตัวนี้เกิด หรือ ญาณตัวนี้มีขึ้นที่ผู้ใดแท้
จะทิ้งสิ่งนั้น ง่ายที่สุด เช่น คนติดเหล้า ถ้ามีญาณนี้เกิดจะหยุดกินเหล้าได้ทันที
แต่ถ้าจำเป็นต้องกินเหล้า ก็ไม่ใช่ เพราะ ตนเสพย์สุข หาก เพราะ
เหตุอื่น หรือ เพื่อผู้อื่นที่ยังมีความจำเป็น จึงจำยอมกินเหล้า
แต่ไม่ใช่กินเหล้า เพราะ ตนเอง และ เพื่อตนเองเลย คนติดบุหรี่
ถ้าญาณนี้เกิด ก็จะหยุดบุหรี่ทันที ฯลฯ
ญาณ นี้ คือ จิตตัวที่ปรารถนาจะทิ้ง แรงกล้ากว่า
ญาณ ๗ ญาณ ๘ เป็นจิตผลักไสที่เดียว เป็นจิตที่ต้องการพราก ต้องการจาก
ต้องการหลุดพ้นอย่างแรงสุด (มุณจิต=ปล่อย, เปลื้องออก / กัมยะตะ=ปรารถนา,
ใคร่ จึงคือจิตที่ปรารถนาปลดเปลื้องออกแท้ ของ) ไม่ใช่เพียงปากพูดเด็ดขาด
จะเห็นทุกข์ชัดขึ้น ของ จากที่ตนยังจำเป็นต้องคลุกคลีอยู่ ยังยอมเกี่ยวข้องอยู่จริง
ของ
|