| สัจจะ...มาฆบูชา'๓๔
หน้า ๒ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๔ ณ พุทธสถาน สันติอโศก (ต่อจากหน้า ๑) เพราะฉะนั้น อาตมาพูดอยู่เดี๋ยวนี้นี่ พวกคุณก็ระลึกถึงตัวเองแต่ละคนๆ ว่าเออ! เราจะเข้าท่านะ โสดาบันพอไหวไหม ถ้าเราได้ตรวจสอบจริงๆ นี่คือความจริง ของคุณลักษณะแท้ เกิดมาเป็นคน เป็นลูกพระพุทธเจ้า เป็นผู้ที่จะปฏิบัติ ประพฤติ ให้ได้ทรัพย์ ให้ได้สมบัติอันนี้ ให้ได้คุณค่าอันนี้แหละ เป็นธรรมะที่ พระพุทธเจ้าท่าน มาประกาศ ให้ผู้เรียนรู้ตาม ก็ปฏิบัติตาม ให้เรียนรู้ตาม และปฏิบัติตามให้ได้ ได้จริงๆ เป็นมรรค เป็นผลได้จริงๆ ที่อาตมาพยายามอธิบายไปแล้ว เมือกี้นี้ว่า คุณลักษณะของ พระโสดาบัน เกรดตัดของโสดาบัน ถ้าใครฟังแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่า เอ๊! แล้วเราอย่างนี้ มันจะถึงขีด โสดาบันหรือยังหนอ ถ้าสงสัย ไล่ขึ้นไปให้สูงกว่านั้น เผื่อไว้เลย บอกว่าอบายมุข นี่หมายความว่าฐานต้น เอ้า! แน่ใจหมด แต่ว่าทุจริตนี่ ทุจริตมันยังไง กามก็ดี ลาภ ยศ เอาให้มัน แข็งเป๊กเลย ทุจริตไม่มี ลาภยศอะไร เราก็พยายามรู้เลยว่า เราไม่ทุจริตละ เอาตามระดับของ สังคม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กาม หรือเรื่องผู้หญิง ผู้ชายลดจริงๆ ลดกิเลส ลดๆๆๆ จนกระทั่ง แหม! มันใกล้ขีดอนาคามีนะ ว่าอย่างนั้นน่ะ อนาคามีคือขนาดไหน อนาคามี คือ กามราคะหมด กามราคะหมด หรือแม้ไม่หมด มันก็เหลืออ่อนเต็มทีน่ะ บอก เฮ้ย! สบายเรื่อง ผู้หญิง ผู้ชายนี่เหรอสบาย สบาย ให้ชัดเจนจริงๆ เลยนะ กระทบสัมผัสด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย มีเล่ห์ มีเหลี่ยม มีเชิงชั้นอย่างโน้นอย่างนี้ ทีหลอก ทีล่อยังไง เราก็เฉย เราก็ไม่มีสุข หรือว่าเราลด ไม่มีการกระเหี้ยน กระหือรืออะไร อาการของกิเลส คุณจะต้องรู้สภาพของมันจริงๆ อ่านอาการ ลิงคะ นิมิตของมันออกจริงๆสบาย ยิ่งมันใกล้อนาคามี หรือเป็นอนาคามีภูมิ คุณก็จะรู้ตัว เอาละ นี่เป็นขีดที่เห็นชัด ในกามราคะนี่ ปฏิฆะก็ไม่มี อนาคามีนี่ปฏิฆะไม่มี คือประเภทที่กระทบสัมผัสอย่างโน้น อย่างนี้แล้วก็โกรธนะ คุณต้องอ่านอาการของความโกรธ อารมณ์ของความโกรธ ออกใช่ไหม มันโกรธ มันปฏิฆะ มันไม่ชอบใจ แล้วมันฮึดฮัด มันร้อน ไม่มีแล้ว มันเย็นๆ กระทบสัมผัสแล้ว ก็ เอ๊! มันก็ไม่โกรธ คนอื่นไปโกรธแทนเสียแล้ว เราก็ไม่ได้โกรธอะไร คนอื่นโกรธแทนแล้ว แต่เราก็ไม่โกรธ คุณต้องอ่าน ให้เป็นจริงๆนะ ของใครของมันนะ อ่านให้ได้ ถ้าคุณอ่านไม่ได้นี่ ไม่มีใคร บอกคุณหรอก อาตมาขอย้ำยืนยันอีกว่า คนที่จะเป็นพระอริยะนั้น ต้องรู้ของตนของตัว ต้องรู้อาการ ลิงคะ นิมิต รู้รูป รู้นาม รู้อาการโลภ โกรธ หลง เมื่อสัมผัสสัมพันธ์ต่อสิ่งข้างนอก ที่ประชุมอยู่ เรียกว่ากาโย กระทบแล้ว ก็เข้าไปหาจิต จิตมันก็เกิดอาการเป็นโลภะ หรือ เป็นราคะ หรือเป็นโทสะ เป็นพยาบาท เป็นแค้น เป็นโกรธ พวกนี้น่ะ อ่านอาการ มันให้ออกจริงๆ แล้วคุณก็ปฏิบัติอย่างที่ เคยบอกแล้ว เล่าแล้ว วันนี้ไม่ขยายความ เรื่องการปฏิบัติ เรื่องการที่จะทำยังไงๆ ให้มันลด ที่จะเป็น สมถภาวนายังไง วิปัสสนาภาวนายังไง ไม่อธิบายวันนี้ คุณไปทำจริงๆ แล้วรู้สภาพของมันจริงๆ จนกระทั่งมันอ่อนแรง จนมั่นใจ ถ้าคุณไม่แน่ใจว่า เอ๊! เรานี่จะโสดาบัน แน่ชัดหรือเปล่า ทำให้มันเจริญงอกงามไป จนใกล้อนาคามี คุณก็จะรู้ว่า อย่างน้อย โสดาบันเราได้แน่ ใช่ไหม อย่างน้อยโสดาบันได้แน่ๆ ใช่ไหม อย่างน้อยโสดาบันได้แน่ๆ เพราะว่า มันไม่รู้ว่า มันจะตัดเกรดกันตรงไหนแน่ๆชัดๆ มันนามธรรม ของใครของมันนี่นะ มันก็เอาอย่างที่ว่านี่ เอา อย่าไปย่อหย่อน พยายามพากเพียรไป ในขณะที่เรามีมิตรดี สหายดี มีสัตบุรุษ มีบุญกิริยาวัตถุ ได้ฟังธรรม ได้ฟังเทศน์ ได้มีมิตรดีที่เกื้อกูลกัน พยายาม แล้วพวกเรา ก็มีมิตรดี บางทีดีเกินไป ติเขาตะพึด มีแต่ขัดเกลาให้คนอื่นตะพึด ตัวเองไม่ดูตัวเองน่ะนะ ระวัง ใครมาก็กิเลส ชี้แต่เขานะกิเลส ชี้เขานะนี่ แต่ว่าที่ตัวเองนี่ ล่อ ๓ นิ้ว ชี้ไปให้เขานี่ นิ้วหนึ่งนะ แต่ตัวเองนี่ซัดซะ ๓ นิ้ว แล้วก็ไม่ดูตัวเอง ระวังเถอะ หวังดีต่อเขาเรื่อยไปๆ มันน้อยหรือมากก็ตาม มันอดยาก ที่จะเห็นกิเลสคนอื่นนี่ มันอดยาก เห็นแล้วเราก็ชอบที่จะช่วยเขา แต่ไม่ช่วยตน ตนเป็นยังไง เป็นผีหนักกว่าเขา ก็ไม่ค่อยรู้ตัว ไปช่วยแต่เขา ระวัง มันธรรมดา ธรรมชาติน่ะ เพราะคนเรา มันตาออกนอกตัว ตามันไม่ได้มองเข้าหาตัวหรอก ตามันมองออกนอกตัว มันจะไปเห็นคนอื่น ก่อนเห็นตัวเองเสมอน่ะ มันเป็นธรรมดา มันเป็นธรรมชาติอย่างนั้น พยายามสำนึกให้ดี มองตัวเอง อ่านตัวเองเมื่อกระทบ มองคนอื่นเขาพั้บ พยายาม ระลึกถึง ตัวเองว่า เอ๊! เรานี่ แล้วดีกว่าเขาแล้วหรือยัง ดีกว่าเขาหรือยัง แม้ยังไม่ดีกว่าเขา ก็บอกกันได้ ถ้าเราสำนึกนะว่า อ๊อ! เราไม่ได้ดีกว่าเขานี่ เมื่อมีสำนึกอย่างนี้ เราก็ไม่อวดดี เท่าไหร่หรอก มันก็จะบอกเขา อย่างมีสัมมาคารวะ หรือบอกเขาอย่างเกรงใจ โถ! ตัวเราก็ไม่ได้ดีกว่าเขานี่ มันไม่กล้า ที่จะไปว่าเขาแรงหรอก แต่ถ้าเผื่อยิ่งไปหลงตัวว่า ฉันดีกว่าเขา หรือ เผลอๆ ไม่รู้ตัวนี่นะ มันมักจะไปว่าเขาแรงได้ แล้วก็ชอบอ้างด้วยนะว่า หวังดีๆ ซัดเขาไปอย่างหนัก แล้วก็หวังดี หวังดีต่อคุณน่ะ ช่วยคุณเป็นยังไง ขอบคุณเพราะฉัน นะ มันขี้มักจะไป ไม่พยายาม จะรับผิด ของตัวเองหรอก หลงว่าตัวเอง นี่ไปปรารถนาดีกับเขา เรื่อยไปนะ
เอาละ อาตมาได้พยายามชี้ พยายามที่จะขยายความถึงคุณลักษณะของโสดานี่ บอกแล้วว่า เพื่อที่จะเอาไปยืนยันประเด็นที่ ๒ ว่ามีความจริงบ้างไหมในคน เอาละ ในคนเมื่อกี้เขานับ จำนวนมา ๓๗๕ อย่างที่อาตมาว่า ขอ ๑๒๕ มาชุมนุม ๑๒๕ มั่นใจว่าเรานี่แหม โสดาได้แค่นี้ ก็เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า มีของจริง มีความจริงไหม ทางด้านโน้นฟังแล้วก็บอก ไอ้พวกนี้มันเหลือเกินนะ นี่อวดอุตริมนุสธรรม กันเหลือเกิน พูดกันอย่างไม่เกรงอกเกรงใจชาวบ้านเขาเลยนะ เอาอุตริมนุสธรรม การเป็นมนุษย์โลกุตระ ที่แท้จริง เป็นอุตริมนุสธรรมแน่นอน เป็นพระอริยะ โสดา สกิทา เป็นโลกุตรธรรม เป็นอุตริมนุสธรรม แน่นอน แล้วเราก็ต้องพูด แล้วเราก็ต้องอธิบาย ขณะนี้ยังไม่มีใครอวดหรอกใช่ไหม ใครรู้ของใครก็รู้ซิ ของตัวเรามั่นใจไหม พูดไม่ได้ ไม่ได้หรอก ต้องพูด พูดแล้วเราต้องตรวจตรา แล้วก็ไม่ใช่เราจะเอาไปอวดไปอ้างใคร แต่เราต้องรู้ว่า ความมีจริง เป็นจริง ศาสนาพระพุทธเจ้า สอนอันนี้เป็นสาระสัจจะ ถ้าเรายังสืบทอด ถ้าเรายัง ทำได้อย่างแท้จริง ลดโลภ โกรธ หลงที่แท้จริงๆๆ มีคุณลักษณะของโลกุตระ อย่างนี้จริงๆ แล้วมันจะบอกเรา มันไม่บอก แต่เพียงว่าเราได้แล้ว เราก็สบาย เราก็เป็นสุข สุขอย่าง วูปสโม นะสุข อย่างไม่มีสุข ไม่มีทุกข์ ที่อาตมพิสูจน์ให้ฟังว่า มันไม่สุขไม่ทุกข์หรอก มันเฉยๆ นั่นแหละ เป็นความสงบ ไม่สุข ไม่ทุกข์ ไม่มีสวรรค์ ไม่มีนรก นั่นแหละ มีอย่างนั้นน่ะ สุขอย่างนั้น วูปสโมสุข สุขอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าสุข เพราะอยากจะทาลิปสติก ได้ลิปสติกจะทา ไอ้อย่างนี้ สุขอย่างนี้โลกีย์ อาตมาพยายามแยกโลกียสุข กับวูปสโมสุขมานานแล้ว สำหรับพวกเรา เราได้ โลกุตรธรรมอย่างนี้ ได้กันอย่างแน่ๆอย่างนี้ ศาสนาพุทธก็ยังอยู่แน่นอน นี่เป็นสาระสัจจะ แล้วเมื่อมี อย่างนี้แล้ว ถ้าได้ศาสนาพุทธแล้ว ได้วิมุติแล้ว ถ้ามิจฉาทิฏฐิ หรือว่ามันไม่ใช่ สาระสัจจะของพุทธ นะ มันจะไม่เป็นบทบาท พฤติกรรม เป็นจารีตประเพณี วัฒนธรรม มันจะไม่เป็น มันเป็นเหมือนกัน มันเป็นวัฒนธรรมแบบฤาษี วัฒนธรรม ถ้าไม่เป็นอย่างนี้นะ ถ้าเป็นอย่างจริงอย่างนี้นะ เรารู้จักโลก โลกที่เป็นโลกอบายภูมิ โลกอบายมุข โลกธรรม โลกกาม ถ้าคุณเอง คุณรู้จริงๆ เข้าใจจริงๆ สิ่งเหล่านี้แล้ว คุณอยู่เหนือโลกนี่ ไม่ใช่ว่าคุณหนีจากอบายมุข ไม่ใช่หนี โลกุตระนี่ไม่ได้หนี ยิ่งคุณแข็งแรงจริงๆ เลยแล้วนะ อย่างสะเด็ดจิต เป็นสมุจเฉท เป็นปฏินิสสัคคะ เป็นลักษณะสลัดคืนนี่ คุณจะอยู่กับคนขี้เหล้าก็อยู่ได้ คุณก็จะเข้าใจเขา จริง คุณเอง คุณก็เห็นว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามแล้วละ เราไม่มีแล้วละ แต่คนอื่นเขายังมีอยู่นี่นะ ตอนแรกจะชัง ยิ่งคนใกล้คนชิดน่ะ แหม! เราได้แล้วนี่ คนใกล้ๆชิดๆนี่ เราอยากให้เขาได้นี่นะ มันมีความอยากให้เขาได้แล้ว แหม ! มันแรง ถ้าเขามีขึ้นมา แล้วยังติดยังยึด ยังเป็นอยู่นี่ เราเดือดร้อนเหลือเกิน ลูกได้ อยากให้พ่อแม่ได้ พ่อแม่เป็นอยู่นี่โกรธพ่อแม่จังเลย ไอ้พรรค์นี้ มันไม่ได้นะ คนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน ใหม่ๆที่เรายังไม่ได้ศึกษา มันเป็นอัตตามานะ เป็นความถือดี เราได้ดี แล้วเราถือดี เราก็อยากให้คนที่ใกล้ชิด ความเป็นคนใกล้ชิดนี่ เรายึดติด เป็นอัตตามานะชนิดหนึ่ง เป็นอัตตนียา อย่างหนึ่ง เป็นเรา เป็นของๆ เรา นี่พ่อเรา แม่เรา เราดีแล้วนี่ เราไม่อยากให้พ่อเราไม่ดี ไม่อยากให้แม่เราไม่ดี เราอยากให้พ่อเราดี เราอยากให้ แม่เราดี เราได้ดีแล้ว มันหลงในดี มันยึดในดี พ่อแม่เราไม่ดี แล้วเราบอกว่า นี่เป็นของของเรา นี่เป็นส่วนหนึ่งของเรา พ่อแม่ได้ก็อยากให้ลูกได้ ลูกหนึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของเรา เป็นของๆเรา ไอ้ลูกไม่ได้ก็ฮึดฮัด แหม! มันไม่ได้ ฮึดฮัด โกรธพ่อโกรธแม่ พ่อแม่ก็โกรธลูก บ้านแตกสาแหรกขาด พรรค์นี้ไม่ใช่ โสดาบัน แล้ว นอกจากว่าเราเอง เราได้แล้ว เราไม่รู้เรา ไม่รู้เขา ทำให้บ้านแตกสาแหรกขาด แบบนี้นี่นะ แหม! โสดาบันประเภทให้บ้านแตกนี่ อาตมาว่า มันก็ไม่น่าดูหรอกนะ สังคมหนอ ใช่ไหม สังคมบ้านแตกอย่างนี้ มันไม่น่าดู เพราะฉะนั้น เราต้องเรียนรู้ ตอนแรกๆ ใหม่ๆ มันจะแรง พอนานๆไป ได้ฟังธรรมะไป เราก็ได้ไปหัดวาง วางอัตตามานะนั่นเอง ได้ดีแล้วถือดี แล้วก็เอาดี ไปตีคนอื่น ตีใครไม่ตี ตีพ่อตีแม่ ตีใครไม่ตี ไปตีลูก ตีคนใกล้คนชิด ตีคนที่เรารัก คนที่เราหวง ตีคนที่เรานึกว่า จะเป็นส่วนหนึ่งของเรา นั่นแหละ จะเป็นมิตรสหายใครก็ตาม อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็ต้องอ่านอาการ ของอัตตามานะ ของเรามันยังแรง มันยังหยาบ มันยังไม่ประสาน ถ้าเผื่อว่าเราเอง ของเราได้แล้ว แล้วเราก็ไม่มีความโกรธ ความโลภเกิน เพราะสิ่งที่ได้ สิ่งที่ดีนี้ สิ่งดีมันไม่ควรจะทำให้เรากลายเป็น สภาพเชื่อมโยง เป็นตัวต่อ ที่มันกลายเป็นตัวร้าย แล้วร้ายหยาบด้วย มันร้ายเล็กๆน้อยๆก็ไม่เท่าไหร่ เพราะฉะนั้น โสดาบันควรจะต้องเข้าใจ ในมุมพวกนี้ชัดขึ้นอีก เราต้องไปปรับขบวนท่า เราต้องไปหัดวางใจ ต้องเข้าใจเขา แล้วเราจะอยู่ กันได้ มีพี่มีน้อง มีการประสาน ไม่ใช่มีการทะเลาะ เบาะแว้ง ด้วยอำนาจ อัตตามานะ ไม่ใช่ จะต้องประสาน จะต้องยืดหยุ่น อนุโลมปฏิโลมอะไรบ้าง ถ้าจำเป็น วิบากของใคร วิบากของมัน พ่อแม่ของพวกคุณบางคน หรือลูกของพวกคุณบางคน มันไม่เอาถ่านเลยจริงๆ มันผีมาเกิดแท้ๆ ไม่รู้นะ อาตมาว่าพ่อแม่ใครก็ตาม เขาเกิดก่อน เขาก็เป็นผีมาก่อน คือวิบากของเขา จิตวิญญาณ ของเขา มันไม่มีบุญ มันไม่มีเชื้อของบุญ ไม่มีโลกุตระอะไรมาง่ายๆ เขารับไม่ได้ รับไม่ได้จริงๆ มันบุญแล้วละ ที่คุณได้ แม้พ่อแม่ก็ไม่ได้นี่ มันบุญมากแล้ว นะ อาศัยเขาเกิดมา แล้วคุณก็มา ได้นี่ มันบุญมากแล้วนะ จริงๆแล้วนี่พ่อแม่คุณ ควรพาคุณไปอยู่หลุมผีโน่น ไม่ควรจะได้โผล่ เข้ามาหาพระเลย เพราะว่าคุณเกิดกับพ่อแม่ผี ใช่ไหม แล้วคุณหลุดมา โผล่มา แล้วคุณได้ คุณธรรมพระไปได้ เสร็จแล้วพ่อแม่คุณ ไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ แล้วก็ต่อต้าน แล้วก็อะไรๆ ต่ออะไร ก็แล้วแต่ คุณเห็นใจพ่อแม่ให้มาก ว่าโอ้! เรานี่บุญนะ เรารอดมาได้ พ่อแม่ไม่ชักไม่จูง ไม่ดึงไป เสียแย่เลยนี่ บุญนักบุญหนา คุณพ่อแม่ทั้งหลาย ที่มีลูกเป็นผีก็เถอะ มันเป็นความซวยของคุณ อย่าไปฮึดฮัดอะไรมากนักเลย ว่า ไอ้ลูกนี่ มันโง่จริงๆ ไอ้ลูกกูนี่เจ็บใจจริง คุณก็ได้เจ็บใจคุณจนตายไปน่ะแหละ ถ้าลูกคุณ มันไม่มีบุญ ลูกคุณมันจะได้เป็นคนแบบนั้นน่ะ มีวิญญาณผีมา มันไม่ค่อยรู้เรื่อง มันไม่ค่อย มีจริงๆนะ ใครไม่อยากแกล้งหรอกนะ ในมนุษย์ ไม่อยากแกล้งหรอก ถ้ารู้ว่าสิ่งนี้ดี เป็นความประเสริฐแท้ แล้วเขาเอาได้ ใครมันอยากแกล้ง ที่จริงแล้วธรรมะนี่นะ มันมีค่า ยิ่งกว่า เพชร กว่าทอง ทำไมเขาไม่อยากได้ คุณฟังออกใช่ไหมว่า ธรรมะนี่มันโลกุตรธรรม มันยิ่งกว่าเพชร มันยิ่งกว่าทอง ถ้าเขารู้ เขาเอาได้ เขาจะปฏิเสธคุณทำไม เป็นลูกคุณก็ตาม เป็นพ่อแม่ของคุณ ก็ตาม เขาต้องเอาแน่นอน แต่เขาไม่รู้ ภูมิเขาไม่ถึง แม้เขาจะรู้ เขาเอาไม่ได้ ก็คือ ไม่ถึงเหมือนกัน ก็ยังดีคนรู้ ยอมรับแต่ว่าทำไม่ได้ แล้วมันมีมานะซ้อน คนที่ทำไม่ได้ รู้เหมือนกัน ทำมานะซ้อน ยิ่งว่า เอ้า! ลูกได้นะ แล้วพ่อแม่ฟังลูก โฮ้ย! มันดีจริงๆโว้ย แล้วพ่อแม่เอายังไง ก็เอาไม่ได้ ทำไม่ได้ มันอายนะ ไอ้ลูกมันได้ พ่อแม่ไม่ได้ มันอาย มันมีมานะซ้อน อัตตามานะซ้อน เพราะฉะนั้น คุณอย่าไปเที่ยวได้ไล่เบี้ย พ่อแม่อีกเลย จะต้องเห็นใจพ่อแม่บ้าง แม้เขารู้นะ เขายอมรับ เข้าใจ ถ้าเขารู้แล้ว เขาอนุโลมอนุญาตคุณอย่างเดียวน่ะ บุญแล้วๆ บุญแล้ว เขาเอาไม่ได้นี่ อย่าไปบี้เขา ตามเร่ง ตามบี้เขา ไม่ถูกหรอก เราต้องเข้าใจผู้อื่น ต้องเห็นอกเห็นใจ คนอื่นเขาบ้าง จะเป็นลูกของเราก็ตาม จะเป็นพ่อแม่ของเราก็ตาม หรือจะเป็นเพื่อน เป็นมิตรสหาย เป็นญาติ อะไรก็ตาม มันมีบุญ มีบารมี มันมีวิบากไม่ใช่น้อย อาตมาก็บอกแล้ว ซ้ำอีก ถ้าเขารู้ โลกุตรธรรมนั้น มันสูงกว่าค่าของเพชรของพลอย เพราะฉะนั้น ถ้าเขารู้แล้วเขาเอาได้ เขาไม่ปล่อยหรอกน่ะ เขาไม่ปล่อยให้โอกาสเขาเอาแน่ เอาแน่ เพราะฉะนั้น เราได้แล้วก็บุญแล้วละ แล้วทีนี้ ถ้าเผื่อว่า เราพยายามไปเปิดเผย พยายามที่จะไปให้คนที่ควรได้ เขาก็รับไม่ได้ เราก็ค่อยๆไป จะขยันหมั่นเพียร อุตสาหะบ้าง ก็อย่าไปให้มันเบียดเบียนกัน อย่าให้ ไปกระทบ อย่าให้มันไปได้ไปเที่ยวทำให้เขาเอง เขาอึดอัดขัดเคือง ลำบากใจนัก เท่าที่เรา พอจะ พยายาม ที่จะให้เขาด้วยความเมตตา หรือว่ามีวิธีการ มีวรยุทธที่จะไม่ให้เขาต้อ อึดอัด ขัดเคือง ลำบากอกลำบากใจอะไรนัก มันก็ประกอบกันน่ะว่า ผู้ที่จะเอาไปให้นั้นน่ะ มันปัญญาชาญฉลาด มีความสามารถที่จะให้ได้อย่างไรหรือไม่ ข้อสำคัญ อาตมาเคยแนะมากคนนะว่า เราเอาตัวเรา เป็นหลักให้ดี ดีจริงๆ ดีขึ้น อย่างที่เรียกว่า เขาจะมองเราออกเอง แล้วเขาจะจำนน แล้วเขาก็จะยอมรับ ในที่สุด เมื่อเขายอมรับ ถ้าเผื่อว่าเขาเห็นดีด้วย เขาก็จะทำตาม บอกแล้วว่า สิ่งเหล่านี้ มีค่ายิ่งกว่าเพชร ยิ่งกว่าทอง คนที่เกิดปัญญาญาณเห็นอันนี้จะเอา อย่างพวกเรา เห็นอันนี้ยิ่งกว่าเพชร ยิ่งกว่าทอง เพราะฉะนั้น พวกคุณก็ทิ้งเพชรทิ้งทอง หรือ ทิ้งเงิน ทิ้งลาภ ทิ้งยศ ทิ้งได้ เพราะอันนี้มันเหนือกว่า มันเหนือกว่าจริงๆ แล้วมันซ้อนเชิงอยู่นี่ จริงๆแล้วก็คือ ธรรมะที่เป็นโลกุตระก็คือ มันไม่เอาเพชร ไม่เอาทองนั่นเอง ที่เทียบว่า มันยิ่งกว่า เพชร กว่าทอง นั่นก็คือ เทียบอารมณ์ของคนโลกีย์ว่า มันหลงว่าเพชรว่าทอง เป็นของมีค่า ที่จริง โลกุตระนั้น กลับตรงกันข้ามว่า อ๋อ! ยิ่งเพชร ยิ่งทอง ยิ่งไม่เอานะ โลกุตระแท้ยิ่งเห็นว่า เราเข้าใจโลก แต่ว่า เราไม่ได้ไปดูถูกว่าทองไม่มีค่า เพชรไม่มีค่า เงินไม่มีค่า เราไม่ได้โง่อย่างนั้น เรารู้ว่าเงิน เป็นของ มีค่าของโลก ที่เป็นสมมุติสัจจะ เพชรก็ดี ทองก็ดี ก็มีค่าสมมุติสัจจะในโลก เราไม่ไปเหยียบย่ำ ไม่ไปดูถูก เพราะฉะนั้น สิ่งใดที่โลกเขาเห็นว่ามีค่า อย่าไปดูถูกของที่เขามีค่า ที่โลกเขานับถือเป็นอันขาด คนเขาบูชาสิ่งเหล่านี้ จะเป็นก้อนหินก้อนหนึ่ง ที่เขาบูชา เขากราบ เขาเคารพก้อนหิน ซึ่งเราเห็นว่า มันก็ก้อนหินธรรมดา ไปลบหลู่เขา เขาเคารพนับถือ ไม่ได้นะ เพราะสิ่งเหล่านี้คือ สมมุติสัจจะทั้งนั้น เช่น คนต่างศาสนา ไม่ใช่พุทธ มาถึงก็ไม่เข้าใจ เป็นผู้หญิง ด้วยนะ เห็นพระพุทธรูป เออ! ดีโว้ยกระโดดไปขี่คอพระพุทธรูปเลย ถ่ายรูปแอ๊ค ใหญ่เลย เกือบตาย เห็นไหม เขาเกือบเอาตาย เขาเกือบประชาทัณฑ์ ข่าวคราวเคยได้ยินไหม ข่าวคราวเรื่องนี้น่ะ ที่พวกต่างประเทศ พวกแหม่มอะไร ที่เขามาเห็นพระพุทธรูป ไปเที่ยวโบราณ สถาน ไปเห็น โอ้! ดีโว้ย จะแอ๊คถ่ายรูป กระโดดไปขี่คอพระพุทธรูป เขาจะเอาตายเลย คนไทย เห็นเข้า หน็อย! ไปขี่คอพระพุทธรูปได้เหรอ เขานับถือบูชา อย่างนี้เป็นต้น หรือ ของศาสนาอื่น เขาก็เหมือนกัน ของกลุ่มหมู่อื่น เขาก็เหมือนกัน เขาเคารพ เขานับถือ เขาบูชา ต้องรู้ นะ สมมุติสัจจะของเขา เราอย่าไปลบหลู่ ถ้าลบหลู่ เราเองเราโง่ เราเป็นคนไม่มีสมมุติสัจจะ ไม่มีปัญญารู้จักสัจจะหนึ่ง เพราะฉะนั้น คนโลกุตระ จะต้องเข้าใจสมมุติสัจจะ แล้วก็ปฏิบัติกับ สมมุติสัจจะเขาได้ อย่างไม่ทะเลาะเบาะแว้ง ปฏิบัติกับสมมุติสัจจะเขาได้ อย่างไม่ทำให้ เดือดร้อนกัน จะเกิดสันติภาพ ด้วยปัญญาอย่างนี้ นี่ อาตมาสมมุติ ยกตัวอย่างให้ฟังแต่แค่ว่า แหม่มไปขี่คอ พระพุทธรูป หรือว่าของที่คนอื่นเขาเคารพนับถือในศาสนาอื่น หรือไม่ต้องใช้ เป็นของในศาสนา เงินทอง เพชรพลอย ของอะไรก็แล้วแต่ ที่เขาเคารพนับถือ อันโน้นอันนี้ อะไรก็ตาม แม้แต่อย่างศาลพระภูมิอะไร ต่ออะไรต่างๆนานา แม้แต่ต้นหมากรากไม้ที่เขาเอง เขาบูชา นับถืออะไรของเขา ต่างๆนานานี่ คุณเข้าไปในย่านอย่างนั้นนี่ ของเขาแล้วนี่นะ จริง เขาเคารพ นับถือ อย่างโง่ๆเง่าๆ ก็ตาม แต่คุณไปถึง คุณก็ไปแสดงออก ไปถึงก็เยี่ยวรดมัน เสียหน่อย ประเดี๋ยวตาย ระวังเถอะ ไปเยี่ยวรดศาลพระภูมิเขา หรือว่าทำอะไร เดี๋ยวเถอะ เดี๋ยวตายน่ะ เดี๋ยวตาย นี่บอกไว้ อย่าไปลบหลู่ของที่เขาถือว่ามีค่าของเขา เขาจะเคารพนับถือ สิ่งเหล่านั้น อย่างนี้ ลักษณะอย่างไรก็ตาม อย่าไปลบหลู่เขา ถ้าลบหลู่แสดงว่า เราไม่มีปัญญา แล้วไม่รู้จัก สมมุติสัจจะ ศาสนาพุทธนั้นจะต้องรู้จักสมมุติสัจจะอย่างดี แล้วเราก็ทำตัวเราให้อยู่เหนือ สมมุติสัจจะนั้น จนไม่เป็นทาสสมมุติสัจจะนั้น แล้วเราก็รู้ด้วยว่า สมมุติสัจจะนั้น บางทีเรายังเคย หลงบูชา เคารพเลย หรือแม้เราจะไม่เคยไปหลงเคารพบูชาก็ตาม เราต้องรู้ว่า คนอื่นเขามีสมมุติ คนอื่น เขาเคารพ คนอื่นเขาบูชา เพราะฉะนั้น อย่าไปลบหลู่เขา เราก็เคยงมงาย ก็ธนบัตรมันมีอะไร มันก็คือ กระดาษแผ่นหนึ่งใช่ไหม เพชรคืออะไรคุณรู้ไหม ถ่าน เพชรก็คือถ่านชนิดหนึ่ง ตระกูล ถ่าน ธรรมดานั่นเอง ถ่านธรรมดา แต่เป็นถ่านชนิดที่เรียกว่า มันสังเคราะห์ตัว ที่มันหายากหน่อย เพราะว่า มันต้องสังเคราะห์ตัว มากกว่าถ่านหลายๆชนิด มันหายากหน่อย เขาก็เลยเอาแทน เหมือนกับธนบัตร ธนบัตรปั้มตัวเลขไปใส่เฉยๆหรอกนะ เพชรนี่ เป็นวัตถุโลกหายากหน่อย ทองคำ หายากหน่อยอะไรอย่างนี้ เขาก็เลยเอาอันนี้มา เป็นวัตถุโลหะอะไรที่เทียบราคาเงิน พอมาเทียบกันแล้ว เสร็จแล้วก็เอามาเป็นรูปพรรณ มาเป็นเพชรรูปพรรณ มาเป็นพลอยรูปพรรณ มาเป็นทองรูปพรรณ เสร็จแล้ว ก็ยิ่งสมมุติราคา ยิ่งมีสิ่งที่หายากเข้าไปใหญ่ ตีราคาจนกระทั่ง ถ้ามันมีสิ่งเดียวในโลก โอ้! ยิ่งตีราคากันไว้ นับค่าไม่หวาดไม่ไหว เขาก็สมมุติไว้เท่านั้นเอง โดยจริงแล้ว เพชรนี่ เวลาแกงมันไม่เค็ม เอาเพชรไปใส่แทนจะเค็มไหม เวลาปวดท้อง
ปวดหัว เอาเพชรมาฝนๆๆ กินแก้ปวดหัวได้ไหม ไม่ได้ เวลามันหนาว ก็เลยเอาเพชรก้อนมาเอามาห่มเลย
มันก็ไม่มีมากจนห่มเลย ใช่ไหมเพชรน่ะ ราคา มันตั้งเป็นแสนอย่างนี้ เป็นต้น
เพชรน่ะ เอ้า! มันหนาว เอามาไว้ตรงไหน
หายหนาวไหม มันแก้อะไรก็ไม่ได้หรอกนะ อย่างดีเพชรก็เอาไป ตัดกระจก มันแข็งหน่อย
มันมีคุณภาพอย่างหนึ่ง แข็งแต่เปราะนะ เพชรนี่แข็ง แต่ก็มีลักษณะ เปราะ แต่ก็แข็งอะไรอย่างนี้
มันก็มีลักษณะเด่น อันหนึ่ง คือถ้าว่ากันจริงๆแล้ว มันแทนค่าอะไร ก็ไม่ได้
จะใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวันอะไร ก็ไม่เห็นค่อยได้ อาตมาถึงว่า เพชรนี่สู้เกลือไม่ได้
อาตมาก็เคยเทียบให้ฟังแล้ว พิสูจน์ เหมือนอย่างพีชคณิต จนสุดท้ายก็ออกมาว่า
เพชรไม่มีค่า เท่าเกลือ เพราะคนขาดเกลือนี่ตาย คนขาดเพชร ไม่ตายหรอก ตั้งแต่เกิดจนตาย
ไม่มีเพชร สักเม็ดเลย ก็ไม่ตาย แต่คนที่ใกล้จะตาย ไม่มีเกลือตายแหงๆ ตายเด็ดขาด
ไม่เหลือ ชีวิตตาย
เพราะฉะนั้น เกลือมีค่ายิ่งกว่าเพชร ซ.ต.พ. ก็พิสูจน์บ่อยไป ตรงนี้พิสูจน์บ่อยไปน่ะ
สรุปแล้ว ก็คือจะต้องเข้าใจสมมุติสัจจะ โลกุตระนั้นรู้จักสมมุติสัจจะ ของเราเป็นโลกุตรจิต
เป็น ปรมัตถสัจจะ เพราะเราอยู่เหนือสิ่งนั้นๆ ไม่ทำทุกข์ให้เราได้ เราไม่หลงเป็นทาสสิ่งนั้นได้จริง
แล้วเราก็รู้ด้วยว่า คนอื่นเขาหลงอยู่ ก็เรื่องของเขา เราอย่าไปลบหลู่เขา
เราอย่าไปดูถูกดูแคลนเขา เราก็จะเป็นผู้ที่อยู่กับโลกนี้ อย่างประสาน อยู่อย่างเหนือโลกที่มีมิตร
อยู่อย่างเหนือโลก แล้วคุณ ก็มีมิตรด้วย แต่ถ้าคุณอยู่เหนือโลกของคุณได้จริงๆ
คุณไม่ทุกข์ไม่สุขกับไอ้สิ่งเหล่านั้น สมมุติเขานี่ แต่คุณก็ไปเที่ยวได้ดูถูกเขา
แล้วก็ไประรานเขา อะไรเขา อยู่ไม่ได้หรอกคุณ เหนือโลก อย่างไร คุณก็ไปอยู่โลกของคุณเถอะ
คุณมาอยู่ในโลก ไอ้คนที่เขายึดเขาถืออะไร อย่างนี้ในโลก ไม่ได้หรอก แล้วคุณจะสอนเขาด้วยก็ไม่ได้
จะแนะนำเขาก็ยาก จะทำอะไรให้เขาเข้าใจก็ยาก ก็ไปดูถูกเขาก่อนแล้วนี่ยาก เราจะข่มหรือตำหนิ
จะดูถูกดูแคลนสิ่งนี้ว่ามันต่ำ มันหยาบ เลิกเถิด อะไรนี่นะ โดยเฉพาะ ระดับสูงขึ้นมาๆ
ในระดับอบายมุขนี่ พอเขามีปัญญารวมกัน เขาพอรู้ พอรู้ง่าย กินเหล้าเมายา
ต่ำ เสพสิ่งเสพติด กินฝิ่น กินกัญชาต่ำ พูดกันก็พอรู้เรื่อง เขาก็รับได้
อย่างนี้ ก็ไม่ว่ากันอะไร พอสูงขึ้นมาหน่อย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ อะไรไปดูถูกเขา ไปนี่ชักยากขึ้นแล้ว
ยิ่งเป็น สรรเสริญเยินยอ ยิ่งเป็นอุดมการณ์ ยิ่งเป็นชั้นสูงขึ้นไปอีก ติดยึด
ในระดับสูงขึ้นไปอีก ยิ่งยาก อย่าเพิ่งไปดูถูกเขาง่ายๆ ต้องรู้ค่าของมัน
เป็นระดับๆ แล้วก็ต้องรู้ตนด้วยว่า เราเองเราจะดูถูก สิ่งนี้กับใคร เราเองคนเขายอมรับแค่ไหน
อย่างท่านพุทธทาส ท่านจะดูถูกอะไรต่ออะไรขนาดไหน ดูถูกอะไรออกมานี่เขาเฉย
เพราะเขายอมรับท่าน โพธิรักษ์ลองไปดูบ้างซิ เลียนแบบ ท่านพุทธทาสนะ ทั้งๆที่ผอมกว่าท่านนี่
แบนกว่าท่านแน่ ทั้งๆที่ผอมกว่า แบนกว่าแน่ เขาเอาแบนแน่ จริงๆ นี่เราต้องรู้ตัว
แล้วเราต้องรู้ว่า เราควรจะทำได้ แค่ไหน เอาละ ก็เป็นอันว่าเราได้พยายามที่จะพิสูจน์ในประเด็นที่ ๒ ตรงที่ว่า ความจริงของจริงของคน
ที่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้านั้น เมื่อมารวมกันแล้ว มีคนชนิดนั้นไหม อย่างมาฆบูชา
คนอย่าง พระพุทธเจ้า นี่เอายอดมาเลย เอาพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป มีแล้วก็มารวมกันเป็นหนึ่งเดียว
มาโดย ไม่ได้นัดหมาย มาจริงๆ มีของจริง วันนี้วันมาฆะ เราไม่ได้จัดงานมาฆะ
เราไม่ได้รวมกัน ในวันมาฆะ ในวันอย่างนี้ ในที่อย่างนี้ ไม่ได้นัดหมาย เรานัดกันไปแต่งานปลุกเสกฯ
ปีนี้งาน มาฆะ เราก็เล่นไม้ดื้อเลย เอาเดือน ๓ แต่เขาเอาเดือน ๔ กัน เดือน
๔ ก็เลย เป็นมาฆบูชา ก็ปิด หยุดการหยุดงาน วันมาฆะ แล้วเราก็ไปจัดมาฆะก่อนแล้ว
เลยเกิดวันมาฆะ มีงานขึ้นมาได้ที่นี่ ไม่ได้นัดหมายอะไรนักหนา เอ้า!
ไม่ได้นัดหมายนี่ก็จริงแล้ว แล้วเมื่อมาแล้ว นี่มีตัวจริงบ้างไหม อย่างน้อยก็โสดาๆ
ใน ๓๗๕ อาตมาไม่เอาหมดหรอก เอาแค่ ๑๒๕ ได้นี่ เรียกว่ามีของจริงยืนยัน อาตมาไม่เช็คหรอก
ไม่ต้องเช็คหรอก บอกในตัวบุคคล อาตมามั่นใจนะว่า ธรรมที่อาตมาได้เปิดเผย อาตมาได้พาปฏิบัติ ประพฤติมาแล้วนี่
พวกคุณได้ จะมีบ้างไหม ไม่มี โสดาไม่มีเหรอ สัก ๑๒๕ นี่ สัก ๑๒๕ นี่ จาก
๓๗๕ คิดว่ามีไหม โสดา ๑๒๕ ว่าใน ๓๗๕ เมาๆหมัดหลงตัวเอง แหม!
หลงว่าอะไร คิดว่าอย่างนั้นไหม คุณก็อยู่กับผม มานานแล้วนี่ ๑๐ กว่าปีแล้วนี่
ไม่หลงงมงายนะ เช็คคนเดียว ไม่เช็คคนอื่นมากมาย เช็คคนเดียว ก็พอ ที่อาตมาเอง อาตมาพาทำงานแล้วก็บรรลุผลเป้าหมาย บรรลุอะไรต่ออะไรออกไป อาตมาขอ
ยืนยัน อีกทีว่า นอกจากผู้ที่ได้คุณธรรมเป็นอริยบุคคล หรือ เป็นโลกุตรธรรม
อย่างนี้ ขึ้นมาแล้วนี่ มันไม่ได้เกิดที่คนเท่านั้น มันเกิดจารีต เกิดประเพณี
เกิดวัฒนธรรม เกิดระบบสังคม อาตมาขอ ยืนยันเลยน่ะว่า เกิดระบบสังคม เป็นภราดรภาพ
มีสมรรถภาพ มีสันติภาพ มีจริงๆ เพราะคน ที่ได้คุณลักษณะ พวกนี้แล้ว เมื่ออยู่รวมกันแล้ว
มันก็จะเกิดความเป็นอยู่ เกิดอาชีพ เกิดการงาน เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม
เกิดพฤติกรรม แล้วก็เกิดกิจกรรม เกิดการงาน เกิดพิธีกรรม กรรมต่างๆนี่แหละ
คือสังคมมนุษย์ ที่มีพฤติกรรม มีกิจกรรม มีพิธีกรรม ที่อยู่ร่วมกัน แล้วก็มี
ระบบ เป็นรูปร่างอย่างพวกเราอยู่ มีการงาน อาตมาว่ามันเรื่องมหัศจรรย์ คนข้างนอกเขามองพวกเรา เขามองอยู่ว่า เอ๊!
ไอ้พวกนี้ มันอยู่กัน อย่างไร สอนๆๆให้กินน้อย ใช้น้อย ทำงานมากๆ แล้วก็ไม่ต้องไปเอาเงินเอาทองของใครนะ
พยายามที่จะลดละ ไม่ไปเอาเงินเอาทองของใคร ไม่ไปขี้โลภ ไม่ไปกอบโกย ไม่ไปสะสม
แล้วก็มีตัวอย่างให้เขาเห็น แล้วก็ยืนยันจนเขาก็จะหมั่นไส้ บางคนน่ะ มันอวดจริงๆ
ที่จริงนะ มันน่าอวด ยิ่งกว่านี้ด้วยซ้ำไป มันก็ต้องอวด มันก็ต้องบอกยืนยันเขาว่า
การยืนยัน สิ่งที่ได้นี่ จะบอกว่าอวด จะบอกว่าแสดง ทำให้ปรากฏ ทำให้คนรับรู้ร่วม
มันเป็นเอหิปัสสิโก มันเป็นสิ่งที่ ท้าทายให้มาพิสูจน์ เรียกร้องให้มาดู
เชื้อเชิญให้มาดู มาดูของจริง มาดูสิ่งที่ มันเป็นไปได้ มันเป็น สิ่งที่ทวนกระแส
มันเป็นสิ่งที่เป็นได้ยาก มันเป็นความประเสริฐที่แท้จริง อาตมาว่า อาตมาพยายามขยายความเรื่อง เอหิปัสสิโก อาตมาว่า เราไม่ได้อวดตัว
เราไม่ได้ อวดตนอะไร เราไม่ได้อยากได้อยากโชว์อะไร แต่ว่ามันเป็นเอหิปัสสิโก
ที่เป็นสวากขาตธรรม ที่เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ท่านทำให้เป็นอย่างนี้
เป็นสวากขาตธรรมอย่างนี้ มันเป็นสิ่งที่ มาเรียนรู้ได้ด้วยตน แล้วมันก็เป็นสิ่งที่ไม่จำกัดกาล
แม้ ๒,๕๕๐ กว่าปีแล้ว มันก็เป็นไปได้ แล้วมันเป็นแล้ว มันก็มีลักษณะเอหิปัสสิโกอยู่นี่
เขาบอกไอ้พวกนี้ มันอวดอุตริมนุสธรรม ที่จริง มันเป็น เอหิปัสสิโก ที่จริงมันเชิญให้คุณมาดู
แต่คุณน่ะ ไม่มาดู ไม่เชื่อ นอกจากไม่มาดู ไม่เชื่อแล้ว ยังหมั่นไส้ แต่แท้จริงแล้ว
มันมีลักษณะเป็นเอหิปัสสิโก เป็นลักษณะที่ท้าทายให้ มาพิสูจน์ ว่าเป็นความจริงนะ
ที่เรากินน้อยใช้น้อย เราลดโลภ โกรธ หลง เราอยู่เหนือโลกียะ เราลดลาภ ลดยศ
ลดสรรเสริญ เราวาง เราปล่อย เราเป็นไปได้ นี่มันเกิดระบบ ในสังคม ของชาวอโศกเรา
เกิดความจริงอันนี้จริงๆ มันไม่ได้เกิดอาตมาคนเดียว เกิดอาตมาคนเดียว จะเกิดระบบสังคมไม่ได้
เกิด ๒ คน ก็เกิดระบบสังคมไม่ได้ ไม่พอ เกิดแค่ ๕ คนก็เกิด ระบบสังคมไม่ได้
๑๐ คนยังไม่เกิดเลย แค่ ๑๐ คนก็เกิดระบบสังคมไม่ได้ มันต้องมีเป็นร้อย มีตั้งเป็นพัน
มันจึงจะเกิดระบบสังคมได้ ก็สังคมน้อยๆ แค่ร้อยแค่พันนี่แหละ ทุกวันนี้ ในระบบร้อยๆพันๆของพวกเรา มันจะมี ศีลสามัญญตา ทิฐิสามัญญตา
มีลาภธัมมิกา อาตมาเอา สาราณียธรรมนี้มาประกาศ หรือมาบรรยาย ย้ำยืนยันเสมอว่า
สภาพลาภธัมมิกา สภาพเฉลี่ยลาภ นี่แหละ เป็นระบบสังคมที่เราอยู่ได้ คนนี้ทำงานฟรี
คนนี้ทำงานไม่มีเงินแล้ว อะไร ต่างๆนานา คนนี้มีรายได้เป็นร้อย เป็นพัน เป็นหมื่น
เป็นแสน ทิ้งมา แล้วก็มาอยู่รวมกัน มีงานการ แล้วก็มีระบบของสังคมอย่างนี้
ๆ แล้วก็อยู่กันไป เลี้ยงดูกันไป เจ็บป่วยได้ไข้ พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันไปได้อย่างนี้
มันเกิดระบบสังคม อย่างนี้ เป็นระบบพี่น้อง เป็นระบบเอื้อเฟื้อ เกื้อกูล
ไม่เห็นแก่ตัว มันจึงจะทำได้ เห็นแก่กัน มีเมตตากัน มีเมตตากายกรรม มีเมตตาวจีกรรม
มีเมตตามโนกรรม มีลาภธัมมิกา มีการเฉลี่ยลาภ เพราะเรามีแนวทาง ศีลสามัญญตา
ทิฐิสามัญญตา ร่องเดียว ครรลองเดียวกัน อย่างชัดเจน มันจึงเกิดสภาพระบบสังคม
เกิดความอยู่ได้ ทั้งๆที่ไม่ได้ไปเที่ยวได้โลภโมโทสันใคร ไม่ได้ไปกอบโกย
ไม่ได้ไปเอาเปรียบ เอารัด พยายามมีระบบสังคม มีการงาน มีอาชีพ ที่จะช่วยเกื้อกูลออก
บริษัทพลังบุญฯ ก็พยายามปรับตัว เพื่อที่จะให้ประโยชน์แก่สังคม ลงไปให้ได้เสมอ
ด้วยอุดมการณ์ ที่มั่น ใจ แต่มันทำได้แค่นี้ พยายามที่จะทำให้มากกว่านี้
ชมร.ก็ดี ธรรมทัศน์สมาคม ที่ต้องขายอะไรต่ออะไรอยู่บ้างก็ตาม ฟ้าอภัยฯ ที่จะทำงานในด้านเกี่ยวกับ
การหนังสือ หนังหา ต่อไป แม้เราจะมีอะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้น มันมีการผลิต
แล้วก็ต้องมีการ จำหน่าย ไปสู่สังคมให้มากขึ้น ให้กว้างขึ้น ต่อไปถ้าเผื่อว่า
ยิ่งเราผลิตได้จริง มีสินค้า มีผลผลิต ที่จะออกไปสู่สังคม เพื่อที่ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มากขึ้น
เราก็จะทำจริงๆ จะมีข้าว ธรรมชาติ ที่บริสุทธิ์ สะอาด ขายให้ประชาชน พวกเราก็อาศัยกินในนี้แหละ
เรื่องอะไรล่ะ เราทำ ได้ก่อน เราก็กินของบริสุทธิ์ก่อนละ เสร็จแล้วก็มากพอ
เหลือก็แบ่งแจกกระจาย ไปให้ต่อคนอื่น ไปอีก ไม่ใช่เพื่อที่จะมาทำอย่างโลก
อย่างโลกเขาทำพืชธรรมชาติได้ เขาก็จะมาขายแพงๆ คนนิยม คนมันอยากได้ กลัวตายเหมือนกันนี่ของกิน
ไอ้นี่มันปราศจากพิษ จะขายราคาแพงๆ เขาก็จะมาอุดหนุนซื้อได้นะ ได้เปรียบ
เพราะมีอำนาจต่อรอง ก็ของดี มันต้องราคาแพง ของบริสุทธิ์ สะอาด แต่เราไม่มีอุดมการณ์อย่างนั้น ไม่มีนโยบายอย่างนั้น เราจะให้ถูกไปได้
ถูกได้เท่าไหร่ เท่าที่จะทำได้ เรารู้เหมือนกันนะ ในสมมุติโลกนี่ว่า แพงก็ยังไปรอด
ถ้าเราจำเป็นที่จะต้อง ใช้ทุนรอน เหล่านี้พอสมควร เราก็อาจจะไม่ถูกอย่างมากๆ
แต่ก็จะต้อง ไม่ไปฉวยโอกาสว่า เราจะต้อง แพงกว่าตลาด สมมุติว่าข้าวของเขาขายธรรมดา
อย่างนี้ ถึงแม้ข้าวมีสารพิษ เขาขายได้ กระสอบละ ๗๐๐ ข้าวเราบริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษ
เราก็จะไม่ เกิน ๗๐๐ อย่างนี้ เป็นต้น ถูกกว่า ๗๐๐ ได้ เราก็จะเอา แต่ในโลกเขา
เอ้า! ข้าวมีสารพิษ คุณยังขาย
๗๐๐ ของเราไม่มี สารพิษ ๙๐๐ โว้ย เอาไม่เอาละ คนก็ต้องเอา ถ้าเผื่อว่า เขาเอง
เขาเดือดร้อน เขากลัวตาย เขาก็ต้องมาเอาข้าว ๙๐๐ ก็ต้องเอา แล้วยิ่งมีที่คุณคนเดียว
คุณจะโก่งราคาเท่าไหร่ก็ได้ ถ้ามีของคนอื่น ถ้าเผื่อว่า อย่างโลกีย์เขานี่นะ
เขาก็จะเป็นอย่างนี้ แต่ของเรามีความมั่นใจ มีความมุ่งหมายที่จะพยายาม ไม่ใช่เราจะไปเอาเปรียบ
ถ้าเราพออยู่ พอกิน สังคมของเรา มีวงจร ของเศรษฐกิจที่มันอยู่ได้ เราก็จะไปโลภโมโทสันมาทำไม
เราไม่จำเป็นจะต้องสะสม แต่เราจะมี วงจักรของเศรษฐกิจ ที่หมุนเวียนที่อยู่ได้
แล้ว ยิ่งอยู่ได้ ยิ่งมั่นคง ทุนรอนอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ทั้งทุนรอนที่มาใช้
ทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ ทั้งโน่นทั้งนี่ ที่อะไรสมบูรณ์ มันไม่ต้องลงทุนอีก
อะไรต่ออะไรอีก แล้วภาวะผลิตนี่ มันก็จะผลิตหมุนเวียน ที่จะต้องได้มากขึ้น
ทุนลดลง ตามหลัก ของเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจพวกนี้นี่ เราก็จะลดลงไปได้มากๆ
เรื่อยๆ ยิ่งมีคน มีแรงงานฟรี เข้ามาพร้อม ไอ้เรื่องแรงงานฟรีนี่ อาตมาอยากจะย้ำให้ฟัง
แรงงานคนนี่ มันเป็นบุญมากกว่าเงิน ขอเล่าเรื่องนี้
เป็นอันสุดท้าย ที่จะได้พอสมควร ยังไม่สองชั่วโมงดี เอ้า ! อันนี้เป็นอันสุดท้าย
แรงงานนี่ เป็นบุญยิ่งกว่าทำบุญด้วยวัตถุ แรงงานของคนนี่ เพราะฉะนั้น
คนจนก็ตาม อย่าไปน้อยใจว่าเราไม่มีเงินทองมาทำบุญ แรงงานของคุณน่ะ ยิ่งกว่า
เงินทอง เพราะมันเป็นของสด เป็นของแท้ บางคนไปเอาเงินมาทำบุญ เงินใครก็ไม่รู้
บางคน ไม่ใช่เงินคนอื่นหรอก เงินของเรานั่นแหละ แต่เงินของเราไปได้มาอย่างไร
มอบตัวในทางผิด หรือเปล่า เอาตั้งแต่กุหนา โกงมาหรือเปล่า หลอกลวงมาหรือเปล่า
บิดเบี้ยวอย่างไรมาหรือเปล่า ตลบตะแลงมาหรือเปล่า นี่เอาสัมมา-มิจฉาชีพ ๕
มาไล่กันก็ได้ มอบตนในทางผิดหรือเปล่า ที่มอบตนในทางผิดนี่ลึกซึ้งนะ ในกลุ่มที่คุณอยู่นั่นแหละ
จะมีทุจริตใน เอาเปรียบข้างใน มีระบบ ฉ้อฉลข้างใน กลโกงอยู่ข้างในนั่นเยอะ
คนเอาเปรียบกว่า คนฉ้อฉลที่ได้เปรียบ จนเขาจำนน นี่แหละ ในโลกนี่ มันมีความฉลาด
ที่ทำให้คนอื่นเขาจำนน เขาต้องเอามาให้ฉันโดยดุษณีย์ โดยสงบ โดยไม่มีทางเลือก
ต้องยอมอย่างจำนน เพราะสร้างเครือข่าย หรือระบบกลไก ของสังคมเอาไว้ อย่างนั้น
นั่นแหละ แล้วก็ได้เปรียบเขา จนเกินเรื่อง เกินราว เงินเหล่านั้นน่ะ ไม่ใช่ค่าแพงหรอก
ยิ่งเอาเปรียบเขามากเท่าไหร่ ค่ามันยิ่งถูกลง เราเอามาทำบุญ เราก็เอาเยอะๆมา แล้วก็เอามาทำบุญเยอะๆ เงินพวกนั้น จึงมาทำบุญด้วยวัตถุ
มันสู้แรงงานไม่ได้ แรงงานนี่สด แรงงานที่แท้ ไม่ได้ไปผ่านสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์อะไรมาได้
แล้วมาทำงาน ออกเป็นแรงงาน ออกเป็นผลผลิต ยิ่งเศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ตัวนั้น
ที่เราทำ อย่างนั้นน่ะ อันนี้มันงานจำเป็น อันนี้มันงานสำคัญ อันนี้งานที่มีคุณค่า
ที่มีความจำเป็นมาก พูดไปแล้ว อย่าหาว่าอาตมา โปรประกันด้า (Propaganda)
ให้งานตัวเองเลย อย่างงานทำหนังสือ ทุกวันนี้ ธรรมะนี่ มันมีอุปสงค์สูง
มีดีมานสูง เพราะคนขาดธรรมะ เพราะฉะนั้น สินค้าธรรมะ ยิ่งเป็นธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรม
ธรรมะที่จะทำให้คนบรรลุธรรม ธรรมะที่จะให้คนอื่น มาเกิดเป็น สภาพจริงๆ แท้ๆของพระพุทธเจ้าให้ได้
มันยิ่งน้อย มันเพี้ยนมันผิด มันอะไรไปเยอะ เพราะฉะนั้น หนังสือธรรมะนี่
นี่คุณฟังให้ดีนะ หนังสือนี่ มันเป็นสิ่งที่ สำคัญของสังคม มันขาดแคลน ธรรมะที่เป็นโลกุตรธรรมที่แท้
ที่เอาไปประพฤติ ปฏิบัติ พิสูจน์ได้ ยืนยันได้ เพราะฉะนั้น การมาผลิตอย่างนี้ด้วยแรงงานจริงๆเลย
มาช่วยพับ อย่านึกว่า เป็นราคาถูกนะ พวกนี้อะไร ไม่ทำอะไร มานั่งเคาะกระดาษอยู่ทุกวันนี่
อาตมาว่าพวกนี้แหละ เนื้อหาสาระ ไม่ใช่เบาๆเลย ถ้าคิดเป็นราคา ถ้าคุณฟังธรรมะเป็นนะ ค่าราคาของบุญระบบนี้ โดยแรงงานแท้ ของสูง สูงกว่าคุณไปทำงาน
ทางสังคม ได้มามากๆ เดือนหนึ่งก็ได้แสนๆ เอาละ เราทำบุญ เดือนละเก้าหมื่นๆ
ก็ได้เดือนหนึ่ง ตั้งแสนนี่นะ แล้วไอ้ระบบที่คุณได้แสนมา นั่นน่ะ มันฉ้อฉล
ระดับไหน อาตมาไม่รู้ คุณจะได้ แสนมา มันคุ้มหรือเปล่า ทำงานทั้งวัน ได้พันห้า
เดินไปเดินมา ได้ห้าพัน มันลักษณะเดินไป เดินมา ได้ห้าพันหรือเปล่า คนทำงานทั้งวันได้พันห้า
อะไรกันแน่ คือ ฉ้อฉลขนาดไหน หรือไม่ เอาเปรียบ เอารัด เอาเถอะ คุณจะใช้มันสมอง
ใช้หัว ลึกซึ้งละเอียด ขนาดไหนก็ตามแต่เถอะ องค์ประกอบของคุณน่ะโอ้โฮ !
มันไม่ได้เหน็ด มันไม่ได้เหนื่อย อะไรเลยนะ คอมพิวเตอร์ก็ไม่ได้ กดเอง อะไรก็ไม่ต้องไปทำเองหรอก
คนนั้นคนนี้ อย่างนี้ใช่ไหม แต่ฉันนี่ค่าตัวของฉัน เงินเดือน แสน ไอ้ที่แท้
มันไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่หรอก ไอ้คนนั้นคนนี้ เขาทำแทนหมด เสร็จแล้ว ต้องการอะไรก็มีหมดพรักพร้อม
นี่ระบบฉ้อฉล ที่มันซับซ้อน อยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ ตัวเองเล่นราคา เดือนหนึ่งเป็นแสน
หลายแสนด้วยนะ แต่ตัวเองไม่ได้ทำอะไรหรอก คิดอะไรบางทีไม่ต้อง คิดหรอก เพราะมีที่ปรึกษา
คิดแล้วก็เอามารวม เอ้า! จ่ายมา
ออกมาพั้วะๆ เสร็จแล้วรับ คอมมิชชั่น เราก็รับเองอีก นี่พูดแล้วยาว พูดแล้วเยอะ เหมือนสำนวนหนังจีน โอ้!
เล่าแล้วยาว เล่าแล้วยาว เพราะฉะนั้น แรงงานของคนที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์
ที่มีอุปสงค์ที่สำคัญของสังคมนี่ การที่จะไป สร้างผลผลิตอย่างนั้น อย่างนี้
มีค่า นี่ อาตมายกตัวอย่าง ตัวชัดๆเด่นๆว่า หนังสือธรรมะ คนขาดแคลนธรรมะ ทีนี้ ยกตัวอย่างอันอื่นบ้าง ข้าวบริสุทธิ์ อาหารบริสุทธิ์ ขาดแคลนไหมทุกวันนี้
ผักที่ไม่มีสารพิษ นี่หาง่ายไหม คนไปลงแรงปลูกผักขึ้นมา เพื่อให้คนได้กิน
พืชที่บริสุทธิ์ ไม่มีสารพิษนี่ เป็นดีมานด์ (Demand)
ของสังคม เป็นไหม เป็นอุปสงค์ของสังคมไหม ถ้าคุณโดดจากงานราคาแสน มาปลูก
ผัก ที่ไม่มีสารพิษนี่ ออกไปสู่สังคมได้อย่างจริงๆจังๆ ได้นี่จะมีบุญมากนะ
คุณเข้าใจอย่างนี้ ได้ไหม อย่างนี้ เป็นต้น เอาละ อาตมาได้พยายามที่จะชี้สัจธรรมให้ฟังในวันสำคัญในวันมาฆบูชา ให้เห็นว่า
มันมีสภาพ เอกภาพ ความรวม ความไม่ได้นัดหมาย ความเป็นหนึ่งเดียว ประเด็นที่
๑ นี่ มันมีไหม ในวัน มาฆบูชา ไม่ใช่ของเราหรอก ของสากลมาฆะ แต่ว่าเรามามีพิธีกรรม
มีมาได้รวมกัน โดยไม่ได้ นัดหมายอะไรกันนักหนา ใช่ไหม วันนี้บอกแล้วว่า ส่วนมากเราก็ไปงานปลุกเสก
แต่ปีนี้ พอดี มันเกิดอะไรขึ้นมา มันก็เลยได้มีมาฆะที่นี่กันขึ้นมา โดยไม่ได้มีกิจกรรม
กิจการอะไร โดยไม่ได้ นัดหมาย ไม่ได้เป็นกิจจะลักษณะ ไม่ได้เคยมีบอกกล่าวกันเป็นอะไร
เป็นเรื่อง เป็นราวอะไร แล้วหลายคนก็ไม่รู้ด้วยว่า อาตมาจะมาที่นี่วันนี้ใช่ไหม
แต่เราก็มารวมกันได้ เป็นจำนวน ไม่ใช่น้อย ขนาดนี้นี่ ก็นี่ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่ง
ที่มันเกิดไปตามธรรม เพราะเรานึกว่า วันสำคัญ ของศาสนา จะไปไหนดี จิตใจมันก็ชะแง้
สำเหนียกฟัง เออ! พ่อท่านมาเหรอ
เทศน์เหรอ ๖ โมง นี่มีเหรอ เอ้า!
เราก็มา อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันพอใจที่จะมา มันยินดีที่จะมา สิ่งเหล่านี้
เป็นเรื่องจริง และประเด็นที่ ๒ มีความจริง มีของจริง มีลักษณะสัจบุคคล มีคุณธรรม เป็นสัจธรรม
มีในคนจริง อาตมาก็พยายามอธิบายเพื่อให้คุณตรวจสอบ มันมีไหม ในจำนวนปริมาณ
และ ในคุณภาพ ในตัวคุณ คุณตอบของคุณเอง อาตมาก็บอกแล้ว อธิบายแล้ว ลองทดสอบ
ท่านอโสโกดู ถาม ท่านไม่โกหกอาตมาหรอก โกหกได้เหรอเป็นพระ เสร็จแล้วก็เอาละ
พวกคุณ ก็ยืนยัน สิ่งเหล่านี้มีแล้ว อาตมาก็ได้ขยายต่อด้วยว่า เมื่อมันเกิดแล้วมีของจริง
มันไม่ได้เกิด ที่ตัวคนๆเดียว เกิดแล้ว มันจะเกิดเป็นระบบ เกิดเป็นวัฒนธรรม
เป็นจารีต เป็นประเพณี เกิดเป็นพฤติกรรม เกิดเป็นกิจกรรม เกิดเป็นพิธีกรรม
เกิดเป็นสิ่งที่เป็นสังคม มีระบบของสังคม มีกลไก มีความเป็นอยู่ มีความเป็นไปของสังคม
แม้กระทั่งที่สุด ที่อาตมา ขยายความส่งท้ายว่า คนเรานี่ เมื่อเวลามาเป็นอะไรต่ออะไรขึ้นมาได้สูง
แล้ว เราจะเป็นคนมีบุญ แล้วเป็นคนมีบุญ รู้จักลักษณะบุญ เราทำทานแค่วัตถุทาน
ก็วัตถุทาน แต่ว่าเราเสียสละแรงงาน นี่ มันยิ่งกว่านั้น แล้วเราก็จะเข้าใจถึงหลักเศรษฐศาสตร์
บอกแล้ว ธรรมของพระพุทธเจ้ามีหมด เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคมศาสตร์อะไรนี่
มีทั้งนั้น แล้วมันก็ เป็นสิ่งที่สอดคล้อง กับเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ค่ามันสูง
ราคามันสูง อย่างที่อาตมาได้ ขยายความ พยายามที่จะชี้ ให้เห็นชัดๆ พยายามอธิบาย
เอาแต่แค่มาทำหนังสือ มาทำข้าว ที่ปลอดสารพิษ อะไรอย่างนี้ก็ตาม หรืองานอื่นๆ
จะเป็นงานด้านค้าขาย งานอะไรก็สมมุติได้ แต่ว่า มันเลยเวลาไปมากแล้ว มันก็เป็นลักษณะที่ว่า
เรามาเอาแรงมา เราเอาชีวิตของเรานี่มาทำ มันแท้ มันสด แล้วมันก็มีค่ามากกว่าวัตถุสมบัติได้
แต่ก็ไม่ได้ไปดูถูกวัตถุสมบัติ ไม่ได้ไปดูถูก เงินทอง อะไรต่างๆ นานา ไม่ได้ไปดูถูก
เราก็ต้องใช้ เราก็ต้องรับเหมือนกัน คนที่ยังมาไม่ได้ แม้เข้าใจก็ทำไป สักวันหนึ่งก็จะได้
หรือคนที่มาได้ เขาก็ยังพยายามวางส่วนนั้น มันจะสอดคล้อง กันเข้ามา แล้วมันจะหมุนเวียน
สนับสนุนซ้อนอยู่อย่างนี้ คุณอย่านึกว่า เอ๊!
เราเองนี่นะ ทำงาน อยู่ทางโลกก็ได้เงิน ได้ทองพอสมควร แล้วก็มาช่วยพวกคุณอยู่นี่แหละ
เดือนหนึ่ง ตั้งเป็นแสน เป็นหลายหมื่น ไปช่วย ถ้าเราออกจากงานมาแล้ว ใครจะมาช่วยเล่านี่
แสนนี่ก็ขาดไป หมื่นนี่ ก็ขาดไป ใครจะช่วย อย่าออกเลย นี่เป็นข้อแก้ตัว ถ้ามาได้แล้ว
มาเถอะ คนอื่นจะมาแทน มาเรื่อยๆ คนอื่นจะมาทดแทนๆๆๆ มันไม่หยุดยั้งในการเผยแพร่
ในการเปิดเผย ในการประกาศ ในการที่จะเข้ามาทดแทนๆ มันจะมีมา ตามลำดับเอง
ไม่ต้องกลัวหรอกว่า ไม่มีแล้ว ถ้าเราออกไป ใครจะมากิน มาอุดหนุน อยู่ได้
ไม่ต้องกลัวหรอก แรงงานนี้จะแพงกว่า อาตมาต้องการ แรงงานคุณ หรือ อาตมาชี้บอก
ที่พูดนี่ ไม่ได้เร่งรัดให้ลาออกจากงานนะ เอ้า ! จริงๆ ประเดี๋ยวคุณเข้าใจผิดอีก อาตมาชี้สัจจะ
พูดถึงสัจจะ ถ้าเผื่อว่าคุณเข้าใจอันนี้แล้ว ถ้าคุณจริงๆนะ ใจของคุณได้จริง
อาตมาไม่ต้องการคนไฟแรง แล้วก็มาประเภทวูบๆวาบๆ นะ มาเสร็จแล้ว แหม !
เอาแล้วเรา ตอนนี้ ออกมาจากงานแล้ว เสร็จแล้วมาอยู่ มาเจอเสือ สิงห์ กระทิง
แรด นะนี่ ทีนี้อยู่ไม่ได้ ทีนี้ตกโลก โลกุตระก็ตก โลกีย์ก็ตก ไม่รู้จะไปอยู่ฝั่งไหน
ตายนะ ไม่มีโลกจะอยู่แล้วยุ่ง อาตมาเตือนอยู่เสมอ ไม่ได้พูดเล่น ถ้าเผื่อว่า คุณมาได้ คุณจะมาจริงๆ แล้วอย่าไปคิดค้างคา นี่ อาตมาอธิบายสัจจะ
มุมประเด็น หนึ่งให้ฟัง ไม่ต้องกลัวหรอก เราหาเงินให้ ทำบุญให้อยู่นี่ ถ้าออกมาแล้ว
ก็ขาดซิเงิน ไม่ต้องกลัวหรอก แรงงานคุณสูงกว่า ทุกวันนี้ เราขาดแรงงานมากๆ
แล้วการทำแรงงาน ที่สร้างขึ้นมานี่แหละ มันจะเป็นตัวที่ยืนยัน ยิ่งกว่าเงินทอง
ทุกวันนี้ คนเข้าใจว่าอโศก ร่ำรวย มีเงินมีทอง ทำอะไรต่ออะไรขึ้นมานี่ เขาเข้าใจผิด
เข้าใจผิดจริงๆ ว่าเรามีเงินทองมากมาย ร่ำรวย เพราะว่ามีสำนัก มีหน่วยขบวนการอื่น
อย่างงธรรมกายนี่ เขาทำอะไรของเขาได้หวือหวา เขาร่ำรวยของเขา มีลักษณะอย่างนั้น
เขาทำได้แบบของเขา ซึ่งของเราไม่เป็นอย่างของเขา การทำงานกับสังคมขึ้นมา
นี่ หน่วยกระบวนการศาสนานี่ เราก็ไม่ได้น้อยหน้าธรรมกายนัก แม้เรา จะไม่มีรูปใหญ่
แต่อะไรๆ หลายๆอย่าง เขามองแล้ว เขาก็บอกว่า พวกนี้มันก็รวย อโศกนี่มันรวย
เขามอง ที่จริงเราไม่ได้รวย พวกคุณรู้ดี ข้างในนี่ ถึงอย่างนั้นก็ตาม มันซ้อนเชิง
อาตมาถึงบอกว่า แรงงานนี่มันสูงกว่า เพราะเรามีแรงงานนั่นเอง คนอื่นจึงมองไม่ออกว่า
แท้จริง เราจน เขาเลยเข้าใจว่าเรารวย เพราะแรงงาน มันมีค่ากว่าเงิน เรามีคนขนาดนี้
ทั้งๆ ที่ขาดคน อยู่นะ แต่ก็มีไม่มากนี่แหละ จึงทำให้คนอื่นเขาว่าร่ำรวยเลยเห็นไหม
คุณพอเข้าใจไหม อาตมา ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร มันซับซ้อนอยู่ในชั้นเชิงของมัน
มันซ้อนอยู่ในสภาพที่ อาตมาจะควักมา อาตมาว่า อาตมาอธิบายยังไม่เก่งนะ มันมีลักษณะของมัน
แต่คิดว่า คงพอเข้าใจได้ มันสำคัญกว่า มันจึงทำให้คนอื่น เขาเข้าใจไม่ผิดนะ
ว่า อโศกนี่รวย เพราะเราให้แก่เขาได้มาก เขาเห็นสิ่งที่เราสะพัดออกไปให้
แก่สังคมได้มาก มีอย่างเหรอ มาพิมพ์หนังสือแจก แจกจน กระทั่ง กูยังอ่านไม่ทันเลย
มันส่งมาให้อีกแล้ว (ผู้ฟังหัวเราะ)
มันเอาเงินที่ไหนวะมาพิมพ์ เล่มเบ้อเร่อเบ่อร่า กูไม่ได้อยากได้เลย
มันก็ยัดเยียดจังเลย มันเอาทุนที่ไหนมาพิมพ์ ปีแล้วปีเล่า ไม่ได้หยุดเลย
เขาก็จำนนว่า มันทำยังไง คนอื่นเขาพยายามทำ เขาก็ไม่มีทุนจะทำแล้ว ขบวนการอื่น
เขาพยายามจะทำ หนังสือของเขาเล่มแรก ออกโตนะ ตอนหลังมา เล็กลงๆๆๆๆ เดี๋ยวนี้มันนานหลายเดือนออกเล่มหนึ่ง
จริงๆ นะ เขาหมดไปจริงนะ แต่ของเรานี่ เดี๋ยวนี้มี นิตยสารตั้ง ๕ ฉบับทำอยู่นี่
ไล่แจกกันอยู่นี่ จนเขาบ่นอยู่นั่น ไล่แจกเขาอย่างนี้ นี่ก็ส่วนหนึ่ง อันอื่นก็เหมือนกัน
อย่าง ชมร. มันอยู่ได้ยังไง มันขายถูก ตรึงราคา ๕ บาท อย่างนี้เป็นต้น มันเอาที่ไหน
มาสนับสนุน มันอยู่ได้ยังไง อะไรต่างๆนานา อะไรก็แล้วแต่ อื่นๆใดๆก็ตาม เราทำโน่น
ทำนี่ มีการรวมกันไปโน่นไปนี่ มีค่าใช้จ่าย เขาบอกว่า ดูซินี่ มันทำได้อย่างไร
ไม่มีค่าใช้จ่ายยังไง ไปไหนพรึบพรั่บๆ รถราอะไรมันยังไง ทำยังไง ไม่ใช่คนจนๆ
อะไรหลายอย่าง อาตมาพูดไปก็ไม่หมด สิ่งเหล่านี้แหละมันเป็นเรื่องของน้ำใจ แล้วมันเป็นเรื่องของค่าแรงงาน นี่เป็นผลผลิต
ที่สะพัด ออกไป สังคมเขารับอันนั้นจริงๆ แล้วเขาก็เอา สิ่งที่ผลผลิตอันนั้น
มาตีราคา เหมือนอัตราของ โลกียะที่ลงทุน แท้จริงเราลงทุนน้อยแต่ได้มาก ตามโลกุตระ
ของเขาต้องลงทุนมาก เขาจึงจะ ได้ผลลัพธ์เท่าที่เขาลงทุน แบบนั้นตามอัตราโลก
เขาก็คำนวณ ย้อนมาหาเรา เขาก็บอกว่า ถ้าผลผลิตเท่านี้ เอ็งต้องลงทุนเท่านี้
เพราะฉะนั้น เอ็งต้องรวยขนาดนี้ ตามอัตราที่เขาคิด แบบโลก มันยังซับซ้อนอีกนะ
จริงๆแล้ว ซับซ้อนกว่านั้น เพราะว่า ค่าที่มันมี อย่างที่เรานับแล้วว่า ค่าของพวกนี้
ไม่ใช่ค่าถูกๆ ค่าของคุณธรรม แพงกว่านั้นอีก ยิ่งกว่าเพชรกว่าพลอย เขาคำนวณ
ไม่ออกหรอก แต่แม้ว่าเขาคำนวณได้แค่วัตถุ แบบโลกีย์นี่ เขาก็ยังเห็นเลยว่า
เรารวย อย่างนี้ เป็นต้น เอาละ พูดไปพูดมาประเดี๋ยวก็ ๓ ทุ่ม อาตมาก็วันสำคัญอย่างนี้ ก็ขอแสดงความยินดี
สำหรับ ผู้ที่ระลึกได้ และได้มาพบหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย เป็นกิจจะลักษณะอะไร
ก็เป็นลักษณะหนึ่ง ที่อาตมาไม่ได้ตู่เอา พูดความจริง จับเอาความจริงมาเทศน์
จับเอาความจริงมาพูด ไม่ได้เตรียม การที่จะเอาหลักธรรมะที่พูดภาษายากๆ อะไรมาพูด
แต่เอาสภาวะจริง เอาเรื่องจริงๆ มาขยายความให้คุณเอาไปยืนยัน สอบทานกับธรรม
ของพระพุทธเจ้าว่า แม้ยุคสมัยนี้ก็มี อกาลิโก ยุคสมัยนี้ก็มีเอหิปัสสิโก
ยุคสมัยนี้ก็มีปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ ยุคสมัยนี้มีสิ่งที่ พิสูจน์ได้
ด้วยตน มีอกาลิโก เอหิปัสสิโก และมันก็มีโอปนยิโก ถ้าคุณเข้าใจแล้วว่า สิ่งเหล่านี้
แหละ มันเป็นสิ่งที่ควรได้ เป็นดอกฟ้าที่หมาวัด แม้เราจะเท่าหมาวัด เราก็จะต้องเอื้อมเอามา
ให้ได้ เป็นสิ่งที่ควรเอื้อมมาให้แก่ตน อย่างยิ่งจริงๆ ในความเป็นมนุษย์
เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นสิ่งที่ทุกคนจะรู้ได้ ด้วยตนเอง อาตมาเทศน์ไปแล้วนี่ คุณรู้ว่า จริง ไม่จริงแค่ไหน อาตมาขอยืนยันว่า อาตมาเทศน์วันนี้
เทศน์ไม่ใช่ภาษา เทศน์เอาความจริงมารองรับความจริง ให้คุณรับรองความจริงอันนี้กับอาตมา
คุณรับรองความจริงอันนี้กับอาตมาไหม ถ้าคุณรับรองความจริงของอาตมา ในวันนี้ที่เทศน์ไป
คุณฟังรู้เรื่องนะ ที่อาตมาถามนี่ รู้เรื่องนะว่า อาตมาเทศน์นี่ อาตมาไม่ได้เอาตำรา
ไม่ได้เอาภาษา ตรรกศาสตร์ ไม่ได้เอาทฤษฎีมาเทศน์ แต่อาตมามาเทศน์เนื้อหา
เทศน์ความที่เป็นมา เป็นแล้ว เป็นจริง กับพวกคุณ ถ้าอาตมาเทศน์อันนี้ คุณยอมรับ
แล้วคุณรับรอง ว่าอาตมาเทศน์นี่คือ สัจธรรมที่เกิดแล้ว พุทธศาสนายังอยู่
เนื้อหาสารัตถะนี้มีจริง วันมาฆบูชาวันนี้ก็คือ วันที่มีสาวก พระพุทธเจ้ามาพร้อมกัน
ณ ที่นี้ ในบัดนี้นั้นแล (สาธุ) ถอดโดย
อารามิก ดงเย็น จันทร์อินทร์ ๒๙ มี.ค.๒๕๓๔
ตรวจทาน ๑. โดย อุทัยวรรณ ตั้งมั่นสกุล ๖ เม.ย.๒๕๓๔ พิมพ์โดย สม.นัยนา ตรวจทาน ๒. โดย สม.ปราณี ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๓๔ |