เยื่อใยสุดท้ายของพุทธศาสนา (ต่อจากหน้า ๑)

ยังไม่มีหมอ ยังไม่มีพยาบาล นักศึกษาแพทย์ หา อะไรนะ บอกว่ายังไง กิจการขนม เออ นั่นแหละเขาก็ดู มันก็ จริงเหมือนกันละนะ นักบวชไปปรุง ขนาดไปปรุงขนงขนมอะไรอย่างนี้ละนะ ไปทำกับข้าว ไปทำอะไร อย่างนี้ละนะ มันก็เกินไป น่ะ เพราะมันปรุงแต่งมากไป ก็ดู เราก็ต้องรู้ว่ามันเกี่ยวมันข้อง เขาดูแล้ว โดยสามัญสำนึก เขาก็รู้ แหม น่าจะสึกๆ ไปทำดีกว่า มันดูแลวมัน มัน มันก็ขัดๆ หู ขัดๆ ตา ขัดๆ ความรู้สึกอยู่ ก็จริง

เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเรา อย่าไปคลุกคลีหรือว่าอย่านั่นมากนัก ถ้าอย่างผู้หญิงเขานี่นะ อย่าง มันก็ยังดูๆ ผู้หญิงเขาไปทำ มันก็ยังพอ พอ ไอ้นั่นนะเป็นสิกขมาต แต่อย่างสมณะนี่ไม่น่าจะลงไปทำขนมหรอกนะ มัน เออ ทำแค่ปรุง เป็นเต้าหู้นี่มันก็ชั้นหนึ่ง มันระดับ ผลผลิตชั้นดิบ ไอ้ไปเป็นขนมนี่ มันผลผลิตชั้นปรุงแล้ว ก็ขั้น มันก็มีขีดขั้นอยู่ ถ้าเผื่อว่าเราละเอียดลออเข้าใจละนะ เราก็รู้ขั้นตอนบ้างว่า มันไม่สมควร ขนาดนั้น ขนาดนี้ มันมากไป เราก็อย่าไปละลาบละล้วงนักน่ะ

เพราะฉะนั้นการงานนี่แหละ เราจะต้องรู้อยู่ว่าอะไรสมควรไม่สมควรแค่ไหน อนุโลม ปฏิโลมแค่ไหน เรามีความจำเป็น ขนาดใด เพราะมันมีความจำเป็นที่ว่ามันยังไม่มีพอ สมณะเราต้องขั้นบางทีไปลงนา ลงทำพืชพันธุ์ บางทีเรายังต้องไปช่วยอะไรบ้างแรกๆ แม้แต่อาตมายังต้องไป ดูซิ นำพากัน จูงนำกัน เพื่อที่จะได้มีพลัง อาตมาก็ต้องลงไปลุย กลบฟง กลบฟางด้วยอะไรต่ออะไรด้วย แต่ก่อนนี่ขนฟาง กลบอะไร อาตมาก็ต้องลงไปลุยด้วยอะไรด้วย ต้องทำ แต่ในขีดในขั้นหนึ่ง พอมีแรงมีเข้าใจกันแล้ว พวกเราไปแล้ว พอสมควร อาตมาก็ไม่ได้ไปทำอะไรอย่างนี้ เราก็ต้องเข้าใจว่า มีความจำเป็น ที่เราจะต้อง ไปร่วมไม้ ร่วมมือขนาดนั้นขนาดนี้ ถ้าเห็นว่ามันพอเป็นไปได้แล้ว ฆราวาสเราก็มากพอ หรือว่าสำนึก ของฆราวาส ของเราเข้าใจกันแล้วว่า อันนี้ไม่ต้องให้สมณะ หรือไม่ต้องให้ถึงขั้นนักบวชทำได้ เราทำแทนได้ ท่านไปเถอะ เรารู้จักสำนึก รู้จักขั้นตอน แล้วก็รับกันได้เพียงพอ ทดแทนกันได้เพียงพอแล้ว มันก็จะเป็น ไปจริง ขึ้นมาเรื่อยๆ สอดซ้อนการงาน มันก็จะเป็นสัดเป็นส่วน สมณะก็อยู่ในฐานะของสมณะ มีหลัก มีเกณฑ์ มีหลัก มีวินัย มีศีล มีอะไรซึ่งดูแล้วมันไม่ต้องไปละลาบละล้วงกันเลย ก็ดีนะ ตอนนี้พวกเรานี่ อยู่ในระหว่างก่อ อยู่ในระหว่างตั้งตัว ในระหว่างแรกเริ่มนี่ มันก็เลยมีอะไรที่ปนๆ เปๆ สมณะก็ต้องรู้ตัว ฆราวาส ก็ต้องรู้ด้วยว่า อันนี้นี่อนุโลมเท่านั้นนะ ถ้าเป็นไปได้เลยจะงามกว่านี้ ก็ไม่ต้องให้สมณะ ลงไปลุย ร่วมด้วยอันนี้ จุดสำคัญมีอะไรบ้างอาตมาก็บอกแล้วน่ะ งานพวกนี้ ฆราวาสต้องรับเอง รับผิดชอบให้ได้ จนกระทั่ง สุดท้ายสมณะ หรือนักบวชในระดับนั้น ระดับนี้ไม่ต้องไปเกี่ยวแล้ว ก็ไม่เป็นไรน่ะ สมณะไปทำ ลงมือไปทำกสิกรรม มันไม่ได้เต็มที่หรอก ถ้าไม่ไปทำเลยได้ก็ดี ได้แต่บอก อบรม ร่วมปรึกษาหารือเท่านั้น ก็ถือว่าดีแล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอน ในคำสอน ในพระไตรปิฎก สอนในการค้า การขาย สอนในกาาร ท่านสอนนะ ท่านบรรยายนะ ไม่ใช่ไม่บรรยายนะ ในการค้า ท่านก็สอนนะ เรื่องกสิกรรมท่านก็สอน เรื่องซึ่งงาน มันไม่มากเหมือนสมัยนี้ สมัยนี้อาชีพมันเยอะ เพราะฉะนั้น งานคอมพิวเตอร์ ท่านก็สอน ไม่ได้แน่ พระพุทธเจ้า เพราะว่ามันยังไม่มีในสมัยนั้น หรืองานอะไรหลายอย่าง ท่านก็ไม่สอนแน่ แต่ท่านสอน การก่อสร้าง การโน่น การนี่ ก็สอน ไม่ใช่ท่านไม่สอน มีในพระไตรปิฎก แต่เราอ่านไม่ละเอียด อ่านไม่หมด อ่านหมดจะเจอน่ะ ท่านก็บรรยาย ท่านก็สอนน่ะ

เพราะฉะนั้น ในระดับแค่การสอนไม่เป็นไรหรอก ทีนี้ถ้ามันจำเป็นต้องอนุโลม ต้องไปลงมือด้วย ต้องไป นำด้วย อย่างที่ว่านี่ แม้แต่อาตมาก็ลงไปช่วยนำอะไรบางอย่าง แต่อาตมาคงไม่ไปนำทำขนมแน่ อาตมา เคยทำขนมนะ อาตมานี่ แม่พาเคยทำขนม นั่งขายไป ปักผ้าเช็ดหน้าไป นั่งขายขนมหวานมีหมดแหละ ขนมหม้อแกง ไข่ สังขยา ขนมชั้น ขนมอะไรทำ ทำขายกลางคืน พอกลางคืนก็เอาขนมออกมาตั้ง หน้าร้าน เป็นแผงลอย หน้าร้านนี่ ขายแล้ว กลางวันก็ทำอื่นขายอื่น กลางคืนก็ทำนี่ แม่พาทำ ขยัน อาตมาเคยขาย เคยทำน่ะ แต่ก็ไม่เก่งหรอก มันเด็ก อาตมาก็ได้ไปร่วมไม้ร่วมมือ ลงไปปรุงด้วย จริงๆ ก็ไม่เก่งเท่าไหร่หรอก แต่ทำได้นะ หรือจะสมัยอาตมาอายุ ๙ ขวบไปอยู่กับที่เขาให้ไปอยู่ อาตมาเรียกเขาพ่อใหญ่ แม่ใหญ่นี่นะ ทำ ทำขนม ทำอะไรต่ออะไรขาย ทำถั่วแปบ ต้องมานั่งโม่ โม่แป้ง ต้องมานั่งปั้นแป้ง ลวกแป้งมา ต้องมานั่งปั้น เขาไม่ให้ปั้น ทีเดียวหรอก เราปั้นยังไม่เก่ง มันเด็ก แต่ก็พอรู้นะ ปั้น ปั้นตัวรูป ตัวขนมถั่วแปบ ปั้นเป็นตัว เราปั้น มันไม่ค่อยงามหรอก มันเด็ก มือมันยังไม่ค่อยเก่ง เขาก็ไม่ให้ปั้นเท่าไหร่ แต่ก็รู้ปั้น ก็ปั้นบ้าง อะไร อย่างนี้เป็นต้น มาเดี๋ยวนี้ก็ทำไม่ได้แล้วละ มันเรื้อแล้ว มันลืมแล้วนะ ก็เคยทำบ้างนะ ทำโน่นทำนี่ อะไรก็เคยทำ แต่อาตมาก็ไม่ไปทำหรอก จะให้อาตมาไปช่วยทำขนม พวกเราทำก็ทำกันไป

เพราะฉะนั้นสมณะใดที่ไปมันมันหรือยังไง ให้เขาทำกันเถอะ แรงงานไม่พอหรือยังไง ไม่พอก็เอาพอสมควร ถ้าแรงงานพอแล้วก็ไม่ต้อง อย่างไปทำเต้าหู้นี่มันก็ไกล มันไม่ถึงขั้นขนาดผลิต ด้านปรุง มันทำต้นรากผลิต เต้าหู้ไม่เท่าไหร่ มันเป็นเครื่องกลไกขั้นหนึ่ง แต่ถ้าเผื่อว่าพอแล้ว ก็ไม่ต้องไปลงลุยกับเต้าหู้ มีคนงาน ฆราวาสรับมือไปเต็มแล้ว มีคนทำเต็มมือแล้วก็ไม่ต้อง แต่ตอนนี้สมณุทเทส ก็ยังไม่คุมหนัก ในเรื่องเต้าเจี้ยว อะไรอย่างนี้ ซีอิ๊วอย่างนี้ ก็ต้องทำก่อน ต่อไปผู้เป็นฆราวาสรับมือได้แล้ว ไม่ต้องถึงขั้นสมณุทเทส ต้องไปลง ก็ไม่เป็นไร หรือสิกขมาตก็ไม่ต้องไปลง แต่ตอนนี้สิกขมาต หรือสมณุทเทสนี่ ถือว่าเอาลุยก่อนเถอะ ขั้นสมณะ ก็ช่วยเสริม แต่ถ้าเผื่อว่าทางโน้นเต็มมือแล้ว มีผู้รับเต็มตัว มีบุคคลเต็มแรงแล้ว ทางนี้ถอนตัว มาได้ก็มาขึ้นมา ค่อยๆ ผลัดเปลี่ยนกันไป งานใดที่มันดูล่อแหลม ในการที่มองแล้วก็เพ่งโทสได้ โลกวัชระ ฆราวาสเขาก็พอมีปัญญาเหมือนกัน มีปฏิภาณเหมือนกัน เขารู้เหมือนกันว่า อย่างนี้ไม่สมควร เขาก็จะรู้ แม้จะรู้ไม่ลึกอะไรนักก็เถอะ เขาก็จะเข้าใจ เราก็จะต้องรู้ด้วยว่า มันสมควรไม่สมควรแค่ไหน กิจการเรา จะมีมากขึ้น ตอนนี้

เพราะฉะนั้น บางอันก็อย่าพึ่งขยาย ถ้าขยายมากไปแรงงานเราไม่พอแล้ว ไปกันใหญ่นะ จะเห็นได้ว่า กิจการของเรา แต่ละงานแต่ละงานนี่ มันดูเจริญทั้งนั้นแหละ งานการค้า ค้าเราก็ไม่มีอะไรมากหรอก ตอนนี้ ก็จะค้าอะไรก็แล้วแต่ ตอนนี้ที่ศีรษะอโศก ปั๊มน้ำมัน แล้วจะมีการขายของ เป็นตลาดย่อยๆ ที่ปั๊มน้ำมัน คือของเขา มีมาขายของ ของๆ เราเองด้วย เป็นต้นหมากรากไม้ เป็นผลไม้ เป็นโน่นเป็นนี่ เป็นตลาดย่อยๆ ขึ้นมา จะมีขายของ แม้ข้างในจะมีร้านเหมือนกับร้านศาลาค้า ร้านร่วมใจของเขา ร้านน้ำใจของเขาอยู่แล้ว ขายได้วันหนึ่ง ไม่ใช่น้อยๆ นะ นั่นนะ แล้วเขาก็ค่อยๆ กอบก่อกันขึ้นมาเรื่อยๆ นี่ตอนนี้ ก็จะมีโรงสี โรงสี เสร็จแล้ว ตอนนี้ ยังเหลือแต่จะลองเครื่อง อีกหน่อยก็จะผลิตอะไรขึ้นมา โรงสีเราก็ตลาด ไม่ต้องห่วงเลย อย่างนี้เป็นต้น เราจะเห็นได้ว่า กิจการน้ำมัน ก็ โถมันง่าย กับน้ำมันมีอะไร ลงทุนไป ก็เป็นแต่เพียง เติม เติมหมดก็สั่งเขามาเติม ก็หา หาเงิน ที่จริงหาเงินน้ำมันนี่ ไม่ใช่อะไร เราก็ได้ทุ่นแรง เพราะว่า เราก็ยังต้อง ใช้น้ำมันเหมือนกันน่ะ เราก็เลยทุ่นในตัว แล้วก็เราใช้อะไรต่ออะไร ก็เป็นแหล่ง เป็นอะไรต่ออะไรไป เป็นตลาด หรือจะเกษตรนี่ หรือผลิตอะไรก็แล้วแต่ ผลิตสมุนไพร ทางด้านโน้น ได้ทุนสมุนไพรมา ที่ศีรษะฯ จากที่เขาช่วยมา แล้วเราก็เอามาทำ ก็จะต้องเป็นหลักเป็นฐานขึ้นมา มากกว่าเรา เป็นตัวผลิตพืชสมุนไพร ขึ้นมา ให้มันจริงจังกว่าเรา เราก็ทำเหมือนกัน ของเขามีป่า ที่นั่นน่ะมีป่า ที่จะมีสมุนไพรได้ก่อน ที่เรานี่ มันป่าสร้างเอง เพราะฉะนั้น พืชสมุนไพรก็จะน้อย แต่กระนั้นก็ดี เราก็ต้องทำ เหมือนกัน นี่เราจะไปปลูกพืช ที่มันเป็นป่าอยู่เก่า ก็คือที่ตราด ๕๐๐ ไร่ ประมาณนั้น ที่ตราด นี่เราก็จะไปกันอีก วันที่เท่าไหร่ ๒๗ เด็กก็จะ ไปกัน ไปช่วยปลูก เอาอะไรไปปลูกกัน

กิจการต่างๆ พวกนี้ เราจะมีผลิต เราจะเป็นตัวผู้ผลิตเองให้ได้ ถ้าเราผลิตเองได้ มี แหม ผลผลิตที่เป็น ของพวกเราเอง ในเครือข่าย งานค้าก็ดี งานผลิตที่เป็นร้านขายก็ดี เป็นร้านปรุงอย่างอาหารอย่างนี้ เป็นต้น เรามีผลผลิต จากของเราเองไป

๑. เป็นของธรรมชาตไม่มีมลพิษ

๒. ผลผลิตของพวกเราเองขายกันได้ถูก เพราะว่าเราถูก เราก็ขายได้แล้ว เราอยู่ได้แล้ว เป็นต้น ต้นทุน ก็ถูกไปอีก ผลิตออกไปนี่ โอ้โห เราจะเป็นประโยชน์ต่อสังคม คือเราก็ลดราคา หรือว่าเราก็ขายถูกลงไป ให้แก่ประชาชน ได้รับของถูก ของดี ประโยชน์ก็ดีแต่ประชาชนมนุษยชาติ เป็นการเสียสละอย่างหนึ่ง ถ้าเราคิด สังคมทุนนิยม เขาจะขูดจะรีด ของปลอม ของแปลง ของมอมเมา ของมีพิษอะไรขึ้นไป มันทำ ทารุณกรรมมนุษยชาติ มันเป็นบาป เราก็แนะทางบุญ เราก็ทำสิ่งที่เป็นบุญ ของให้ดี ให้มีคุณค่า ราคาให้ถูก เกื้อกูลกัน อย่าไปขูด ไปรีดกัน บอกแล้ว ทฤษฎีกำไรขาดทุนของอารยชน ถ้าไปขูดไปรีดกัน มันก็ไม่ดี มันยิ่งลดเท่าไหร่ มันยิ่งเป็นบุญ เป็นกุศลแก่กันและกัน พฤติกรรมอย่างนี้แหละ ของสังคมมนุษยชาติ ที่เข้าใจสัจจะ ที่ถูกต้อง อย่างนี้แล้วก็จริงใจ ที่จะทำให้ได้ ถ้าแม้ที่สุดเป็นสังคมที่ อย่าว่าแต่ขายถูกเลย แจกฟรีกันได้ จะไปมีอะไร ก็มาแบ่งกันกิน มีอะไรก็มาแจกกันกิน ข้างในเรานี่ ให้มีอย่างนี้เลย มีผลผลิต อะไรๆ เราก็แบ่งกันกิน คนนี้ทอผ้า คนนั้นสานตะกร้า คนนี้ทำไอ้โน่นไอ้นี่ก็มี คนไหนขาดอะไร ก็แบ่งแจกกัน อะไรต่ออะไร ของจำเป็นสำคัญอะไร ก็ใช้ของเรา ในหมู่พวกเรานี่ ซึ่งมันก็เป็นแล้ว เรามีสหกรข้างใน เบิกใช้ เบิกสอย แม้บางอย่างบางอันต้องซื้อ เราก็ยังซื้อมาไว้ แบ่งแจกกันได้ ของที่สร้างเอง ผลิตเอง แจกจ่ายกันได้ แลกกันได้อยู่แล้ว ข้างนอกเขาต้องขายบ้าง ต้องแลกเปลี่ยนคืนบ้าง อะไรบ้าง ก็เป็นจังหวะ ที่จะสัมพันธ์ ออกไป แต่ถึง จะขาย จะแลกเปลี่ยนอะไรก็แล้วแต่ เราก็จะเป็นไป เพื่อการแลกเปลี่ยน ที่จะเกื้อกูลให้ หรือ ทาน แจกจ่ายให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ตามฐานะที่จะอยู่ได้ มันจะเป็นรูปรอย อย่างนี้ไปเลยกับสังคม

เราจะปลูกฝังอันนี้ให้จริงจัง แข็งแรง แล้วมันจะเป็นวัฒนธรรม เป็นวัฒนธรรม เป็นกิจกรรม เป็นพิธีกรรม เป็นพฤติกรรม พฤติกรรมก็คือกาย วาจา ใจ ของคนนี่ อย่างจริงใจ แม้อะไรที่จะฝืนอยู่เป็นขัดเกลา เราก็จะรู้ว่า เราขัดเกลาอะไร เกลาอะไร หรือรังสรรค์อะไร การปฏิบัติกาย วาจา ใจนี่ รังสรรค์เหมือนกน ต้องทำท่าที กายกรรมอย่างนี้ วจีกรรมอย่างนี้ ให้มันตรง ให้มันจริงอย่างนี้ บางอย่าง มันจะมีกิเลสฝืนอยู่ ก็ต้องทำให้มันตรงอย่างนี้ ให้ชำนาญ ให้เป็นจริง ให้เป็นตถตา ให้เป็นเช่นนี้เองเลย เป็นอัตโนมัติ เราต้องรู้ เป้าหมาย ของการเป็นชีวิต กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เราต้องการให้ดีอย่างไร ขัดเกลาอย่างไร ปรับอย่างไร ปรุงอย่างไร ปรับก็คือจัดเจียนอย่างไรบ้าง ปรุงก็คือเสริม เติม อย่างไรบ้าง ให้มันได้สัดส่วน ให้มันได้รูป ทั้งกาย วาจา ใจ ลงตัวหมดเลย เป็นไปอย่างอัตโนมัติ เป็นไปอย่างง่ายดาย เป็นไปอย่างเป็นเอง นี่คือความมุ่งหมาย ของแต่ละชีวิต ที่จะต้องเป็นไปทุกชาติ ทำได้ก็จะชำนาญ ก็จะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ โดยมีจุดสำคัญ ที่เรารู้ว่า เกิดมาเพื่อสร้างสรร เสียสละ เกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟายกัน มีชีวิตกันอยู่ อย่าง เป็นพี่ เป็นน้อง ไม่มีทุกข์ มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็ช่วยกันคลี่คลายแก้ไขอย่างฉลาด ไม่ใช่อย่างมอมเมา ไม่ใช่อย่าง ทำให้เกิดกิเลส ทำให้เกิดนิสัยเสีย ตกต่ำ ไม่ใช่ !

เพราะฉะนั้น แม้เราจะทำงานกับสังคม เราก็ปรารถนาดี เพราะฉะนั้นลูกค้าบางคน ที่ไม่น่าขายให้ เราจะไม่ขาย เพราะถ้าขายให้เขาแล้ว เขากลายไปเป็นคนเลว ตกต่ำ เป็นคนเลวในสังคมขึ้นมา เช่น ยกตัวอย่าง ศาลาค้านี่ แต่ก่อนเราขายข้าวกล้อง พอขายข้าวกล้อง เสร็จแล้วก็มีคนมาซื้อข้าวกล้อง มาซื้อ ซื้อมากขึ้น มากขึ้นเรื่อย บอก เอ๊อ เราขายข้าวกล้องขายดีเว้ย เราก็นึกว่าว่า เราเป็นประโยชน์ หนักเข้า เราก็มารู้ว่า คนมาซื้อข้าวกล้องนั่นซื้อไป เป็นไงข้าวกล้องได้ประโยชน์กินดีไหม ว่าอย่างนั้นนะ เขาก็บอกว่า ดีครับให้กำลังดีมากทีเดียว โอ๊ เราก็ดีใจว่าเขาเห็นแล้ว เห็นคุณค่าของการกินข้าวกล้องแล้วได้กำลัง บอกว่าไก่ผมนี่ ตีเก่งเลย เขาว่าอย่างนั้นนะ โอ้โห เลี้ยงทุกตัวเลย มีกำลังดีมากเลย บอก อ้อ คุณไม่ได้ เอาไปกินเอง เปล่า ผมไม่ได้กินข้าวกล้อง ผมเอาไปให้ไก่ เราเลยเลิกขายเลยคนนี้ หยุด คุณไม่ต้องซื้อ ซื้อมากก็ไม่เอา ไม่ให้ เพราะเขาไม่ได้ประโยชน์เลย เขาเอา กลับไปก่ออบายมุข ไปเอาไก่ ไปตีกันอีก ไปเลี้ยงไก่ เป็นไก่ตีโน่นแน่ะ เอาข้าวไปเลี้ยงไก่ นึกว่าคุณกินแล้วได้คุณค่าได้ประโยชน์ จากข้าวกล้องเรา ที่ไหนได้ ซื้อ ถูกดีครับบอก แหม ผมเลี้ยงไก่ผม กำลังก็ดีด้วย ถูกดีด้วย เขาก็เลย มาซื้อใหญ่เลย เราก็เลยบอก ไม่ขายแล้วข้าวกล้อง ไม่ขายให้คุณแล้ว ทั้งๆ ที่เราขายของได้มากด้วย อย่างนี้เป็นต้น เหมือนทาน ทำทานเหมือนกัน ทานแต่เขาเองเขาได้ ก็เขาได้รับขาย ซื้อราคาถูกเขาก็ได้เหมือนกัน กับทาน อยู่แล้ว ในตัวส่วนหนึ่งใช่ไหม แต่เสร็จแล้ว เขาไม่ได้ประโยชน์ เขาไปทำอบายมุข อย่างนี้เป็นต้น เราไม่ขาย หยุด ไม่เอา นี่นัยซ้อนอย่างนี้ เราจะทำทาน หรือว่าเราจะทำประโยชน์ เราจะทำกิจกรรม การอะไรนี่ เราก็ต้อง เป็นไปเพื่อที่จะพัฒนาคน

เพราะฉะนั้น บางสิ่งบางอย่างเราสู้ได้ เราก็ไม่เอาแล้ว อันนี้เราไม่ทำ อันไหนที่เรายังสู้ไม่ได้ เราต้องยอม อนุโลม อันนี้เราต้อง บางทีเราขายสินค้า บางอันนี่ เรารู้อยู่ รู้อยู่ว่า เราก็ต้องยอมขายอันนี้ เพื่อการอยู่รอด ของเราบ้าง เราก็ขายไปบ้าง ที่จริงเราควรเลิกแล้ว แต่เรายังจำเป็นต้องขาย เช่นของพลาสติกเป็นต้น มันต้องมีอยู่บ้าง ยังจะหยุดทีเดียวไม่ได้หรอก ขายพลาสติก สินค้าพลาสติกอย่างนี้เป็นต้น เราก็เลยจำยอม นัยละเอียดพวกนี้ อาตมาจะค่อยๆ อธิบายให้พวกเราฟังซ้อน ซ้อนไปเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้นกิจกรรมกิจการอะไรต่ออะไรของเราเดี๋ยวนี้ สรุปแล้วก็คือพิสูจน์ได้เลยว่า ของดีและ ราคาถูก จริงใจ เป็นไป ไม่ได้มีเล่ห์เหลี่ยมอะไรเลย เป็นไปเพื่อการอยู่รวมกันเป็นมนุษยชาติที่จะเกื้อกูลแก่กันและกัน ไม่ใช่ว่าขายถูก เพื่อล่อให้คุณมาติดเรา แล้วทีหลังเราก็จะมีวิธีซุกซ่อน มีแอบแฝงเหมือนกับร้านค้า วิธีการ ของทุนนิยมเขา ไม่ใช่ ไม่ใช่เลยเด็ดขาด จะเป็นเรื่องที่เราทำด้วยความเสียสละ สร้างสรรที่จริงใจ สร้างสรร เสียสละที่จริงใจ เราจะเป็นคนอย่างนี้ให้ได้ เกิดกลุ่ม เกิดหมู่ เกิดความจริงของสังคม โตขึ้นๆ โตขึ้น คนอื่นเขา เข้าใจจริงยิ่งขึ้นแล้ว เขาจะรู้ดี ที่ศีรษะอโศกนี่ สหกรณ์ถูกพวกที่ขายน้ำมันไปร้อง เพราะอะไร เขาบอกว่า พวกนี้มันขายถูกนี่ มันเสียภาษาหรือเปล่า ว่าอย่างนั้นนะ มาเลย พวกสหกรณ์ก็เลยถูกพวกนั้นจี้ มา แต่พวกเรานี่สหกรณ์ไม่เอาถ่าน เอ๊ย ขออภัยสรรพากร แหม พูดไปพูดมานี่ พยัญชนะของอาตมานี่ มันชักเลอะ สัญญาอย่างหนึ่งนะ แต่ทำไมมันพยัญชนะออกมาอย่างหนึ่ง มันชักสัญญาไม่ค่อยเที่ยง เต็มทีแล้ว มันเยอะ มันเยอะเรื่อง พูดไปพูดมาก็พูดเยอะ แล้วพูดมันก็เลยเลอะนะ

สรรพากรของเราที่นี่ไม่มีปัญหา สรรพากรเกิดที่โน่นมีปัญหา แต่ สรรพากรของศีรษะอโศกเขาก็เข้าใจเรานะ ก็เลยหาทางออกกัน ถ้าเป็นสหกรณ์ มันก็จะมีการเรื่องของกฎหมาย เขาอนุโลมเรื่องภาษี อะไรต่ออะไร อยู่แล้ว เขาสนับสนุนเลย บอกว่าคุณนี่แหละ ไปจดสหกรณ์ได้ ก็เลย ตอนนี้ศีรษะอโศก ก็เดินเรื่องสหกรณ์ อย่างสำคัญขึ้นมากแล้ว คงจะจดก่อนปฐม ปฐมเรานี่มันไม่มีอะไรมาจี้ เราก็เลยรอให้เขาเดินเรื่อง เขาเสร็จ เมื่อไหร่ปั๊บ เราก็เอาอย่างนี้หรือ แล้วเราก็จะไปจดเหมือนกัน แต่เราไปจดตามเขา ให้เขาเดินเรื่องเถอะ เพราะเรามีบุญ ไม่ต้องเหนื่อย ให้เขาจัดการว่าจะทำยังไงๆ ให้เสร็จเสียก่อน แล้วเราก็ค่อยทำ อย่างนี้หรือ แล้วเราก็ให้เขามานำพาสอนเรา แล้วเราก็ไปทำตามเขา จบ เราไม่ต้อง ไปวิ่งเต้น ซ่อกแซ่กอย่างโน้นอย่างนี้ๆ ขณะนี้นี่ อาตมาให้ราชธานีอโศก ซึ่งยังไม่เป็นหมู่ชุมชน แต่ต่อไป อาตมาว่า ราชธานีอโศก จะเป็นชุมชน โมเดลที่ ๒ ต่อจากปฐมอโศก ที่ปฐมอโศกนี่ เริ่มต้นสร้างชุมชนตั้งแต่แผ่นดิน ถมดินขึ้นมา แล้วก็ปลูก ทำลำธาร ทำแม่น้ำ ทำภูเขา น้ำตกก หาดอะไร ทำมาเองหมด จนกระทั่ง มีต้นไม้ขึ้นมา ปลูกต้นไม้ขึ้นมา มีบ้านมีเรือน เป็นหมู่บ้านขึ้นมา ประเภทที่เรียกว่า โอ้โห เรียกว่าเป็นพระเจ้าระดับที่หนึ่ง ต้องสร้างตั้งแต่ดิน น้ำ ลม ไฟ มาเลย พระเจ้าเนรมิต ต้องบันดาล ต้องสร้างมาตั้งแต่ระดับที่หนึ่งเลย จนมาเป็นชุมชนขึ้นมา โมเดลที่ ๑ ก็เป็นรูปขึ้นมาบ้างแล้ว ทีนี้ราชธานีอโศกมีที่ ก็ขณะนี้ประมาณ ๑๐๐ ไร่ มากกว่านี้อีก อาตมา ก็ว่า ที่ประมาณ ๑๐๐ ไร่นี่ดีแล้ว เสร็จแล้วที่นั่น ไม่ต้องไปถมดิน ไม่ต้องไปขุดลำธาร เพราะมีลำธาร มีบึง มีอะไรแล้ว ติดกับแม่น้ำ แม่น้ำไม่ต้องทำเลย แม่น้ำมูล ของแท้ อาศัยแม่น้ำจริงๆ ที่สุดเลย เราก็จะได้ ภูมิประเทศ อีกอย่างหนึ่ง ไม่เหมือนปฐมอโศกทีเดียว

เพราะฉะนั้น ไม่ต้องมีน้ำต่งน้ำตกอะไรมากมาย มันมีน้ำไหลอยู่แล้ว ที่จะให้เกิดน้ำตกนี่ เพราะเราต้องการ ให้มีน้ำไหลเวียนบ้าง เพราะที่นี่มันไม่มีเลย แต่ที่นั่นมีน้ำไหลเวียนอยู่แล้ว เราก็จะไปอะไรที่ ต่อนิดหน่อย เท่านั้น มันก็จะได้ ค่อยไปคิดอีกทีหนึ่ง ยิ่งต้นไม้ก็มีอยู่แล้วน่ะ มีป่าละเมาะ มีต้นไม้ใหญ่อยู่พอสมควร อยู่ที่นั่น จะได้อะไรที่เป็นก่อน ทีนี้ก็จะได้คนถิ่นพอสมควรที่อุบลฯน่ะ ศีรษะอโศกเขาก็เป็นชุมชนอโศก อยู่ที่ศีรษะอโศกบ้าง เป็นรูปอันหนึ่ง ที่ชาวศีรษะอโศกเขาไปร่วม บางคนก็จะไปเป็นมวลสมาชิก บุกเบิกอยู่ที่ ราชธานีด้วย ตอนนี้ก็เลยให้ราชธานีนี่ ลองเริ่มเป็นต้นแบบสหกรณ์ดูซิ ก็ให้ราชธานีอโศกนี่ เริ่มจดเป็น สหกรณ์ก่อน ไอ้นี่สร้างขึ้นมาเป็นรูปหมู่ชุมชนแล้วค่อยจด ส่วนอันโน้นนี่ กำลังยังไม่สร้างทีเดียว กำลังเริ่มต้น จดมันก่อนเลย เป็นสหกรณ์เลย แล้วก็ดำเนินขึ้นมา ซึ่งเรารู้แล้วว่า เราจะทำอะไร อย่างไร ก็จะเกิดเป็น ชุมชนของชาวอโศกขึ้นอีกอันหนึ่ง ตอนนี้ก็เลย ทางศีรษะอโศกมันกลางๆ มันถูกจับมัดมือ ให้จดสหกรณ์ก่อน ศีรษะอโศกก่อนปฐม เพราะมีความจำเป็นเขาอย่างว่าแหละ ถูกบีบคั้นมา ทางปั๊มน้ำมัน มันเป็นไป ตามเหตุตามปัจจัย

ที่ราชธานีน่ะเดินก่อนเลยนะ เดินเรื่องสหกรณ์นี่ก่อน ศึกษาก่อน มีผู้เดินเรื่องก่อนนะ เอาไปเอามา ศีรษะอโศก จะจดได้ก่อนก็ไม่รู้ ยังไม่รู้เลยตอนนี้ แต่อาตมาให้ ให้ร่วมมือกัน เพราะว่าทางนี้เดินเรื่องถามไถ่ ปรึกษาหารือ มาก่อนแล้ว ทางราชธานีนี่ ก็มีหนึ่งดิน มีหนึ่งฟ้า หนึ่งฟ้านี่ เขาก็เปลี่ยนทะเบียนแล้ว หนึ่งมาเป็นหนึ่งฟ้า นาวาบุญนิยม ทิพย์วิมลน่ะ ซึ่งเป็นต้นรากเรื่องที่ดินของเขา ที่มอบให้มูลนิธิ เพื่อที่จะทำ ตอนแรกน่ะเป็นต้น ต้นราก ก็ของเขาละ ที่ดินของเขา ๒๐, ๓๐, ๔๐ ไร่อะไรของเขา ที่เขาซื้อ เอาไว้ก่อน แล้วก็เริ่มต้นก่อน ก่อหวอด แล้วก็เป็นมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้นี่ แต่ที่จริงไม่ใช่ทีเดียวน่ะ มีสุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง มีหนึ่งดิน เป็นนักกฎหมาย ก็วิ่งเต้นเรื่องนี้อยู่ ก็ติดต่อ ติดตามเรื่องราวมา นั่นแน่ะ ไปโน่นเลย ตกลง รู้กว่าก็ดีแล้วละ เอาเลย นักกฎหมายนี่ แหมทำเป็นผมอ่านหมดแล้ว กฎหมายของ สหกรณ์ ก็อ่านหมดแล้ว อะไรๆ ก็เอา ก็เดินเรื่องไม่ว่าอะไร แต่ทางโน้น ก็ดูจะขมีขมัน จะจดก่อน ก็ให้ตกลงกัน คุยกัน เพราะว่าเราก็มีข้อมูลกันดีแล้วให้ทำ

เพราะฉะนั้น ต่อไปเราก็จะเข้ามาหาทางสหกรณ์ ซึ่งอาตมาเห็นว่ายิ่งมานึกๆ แล้ว เอ๊ สหกรณ์นี่ เขาสร้างไว้ เพื่อชาวเรานะ เพราะว่าทางโลกเขาทำไม่ได้สหกรณ์นี่ มันทำไม่ได้เพราะคน คนไปร่วมมือ สหกรณ์นี่ ก็คือ ร่วมการกระทำ ของเขามี ณ เณร การันต์ แปลว่ากรณะ แปลว่าการกระทำ ของเราสหกร ของเรานี่ กร แปลว่ามือ ร่วมมือ เขาเขานี่ ร่วมการกระทำ ที่จริงการกระทำก็คือมือนั่นแหละ เขาเองเขาทำไม่ได้ เพราะคน มันทำไม่ดี เพราะมือมันไม่ดี มือมันเน่า เขาเรามือดี มือสะอาด ก็เราก็จะไปทำได้ดี เรามือสะอาด คำตอบ มันอยู่ที่คนจริงๆ พวกเรานี่ อาตมาว่าพวกเรามั่นใจนะว่าเราจะทำได้ เจตนาเขาจะทำอย่างนี้นั่นนี่

อาตมาว่า เอ๊ พวกเรานี่อยู่กับสังคมเขานี่นะ มันยาก เพราะ มาตรการการค้าก็ดี ภาษีก็ดีอะไรนี่ เราดำเนินการยาก พอมาช่องสหกรณ์นี่ อาตมาเห็นแล้วว่าไปได้

ฯลฯ

เรามาจะลดราคาให้แก่ประชาชน มีขีดแล้ว ลดไม่ได้กว่านั้นแล้ว เพราะทุนนิยมมันเป็นตัวดึง ลดกว่านั้น เสียภาษีมาก แล้วเราก็อยู่ไม่ได้

เพราะฉะนั้น ต้องลดได้แค่นี้ ประชาชนก็เลยเหมือนถูกตีขีดเอาไว้ว่าลดกว่านี้ไม่ไดแล้ว แต่การค้าของเรา ลดจนกระทั่ง แจกฟรี ตามระบบบุญนิยม ขายต่ำกว่าทุนก็ได้ เพราะฉะนั้น บริษัทนี้เป็นไปไม่ได้เลย จะมีสินค้า ที่จะขายต่ำกว่าทุนหรือฟรี เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเป็นอย่างนี้ไม่ได้ เราก็ว่ามันไม่รอด แต่ถ้าเผื่อว่า มาทำแบบที่เรียกว่าภาษีก็ไม่มีขีดขั้น หรือว่าภาษีนี่จะเสีย ไม่มีขีดขั้นของเขา ๕% ให้แก่สันนิบาต เสร็จแล้ว มีแมกซิมั่มชาร์จด้วย เกินหมื่น ไม่ต้อง ถ้าภาษีนี่เกินหมื่น จะมากแค่ไหน คุณจะกำไร แค่ไหน คุณจะมีส่วนเกินแค่ไหน คุณไปจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้น กับสมาชิกเอง เกินนั้น รัฐบาลไม่ยุ่งเกี่ยวกับคุณแล้ว

เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเรามีวิธีการที่ว่า แม้แต่พวกเราผู้ถือหุ้น หรือสมาชิก เราก็ไม่ต้องการปันผล อะไรมากมาย เงินเหล่านี้ไม่ต้องการ เมื่อเงินเหล่านี้ไม่ต้องการ เราก็ไปลดให้แก่ลูกค้าใช่ไหม ประโยชน์ ก็จะกระจายไปสู่ประชาชน สมาชิกหรือผู้ถือหุ้น ก็จะเป็นผู้ที่จะลงทุน เพื่อที่จะให้ประโยชน์ แก่ประชาชน ซ้อนลงไปอีก นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ธรรมดาน่ะ มันก็จะประโยชน์แก่ประชาชน ก็จะได้ของถูกลงไปอีก เพราะผู้เป็นผู้ถือหุ้น หรือสมาชิก ผู้ที่จะลงทุนนี้ไม่ต้องการขูดรีด เท่านี้เขาก็พอแล้ว สันโดษแล้ว

เพราะฉะนั้น เมื่อขายดี เมื่ออะไรดีขึ้นมา มันมีผลมากขึ้นเขาไม่เอา ก็ลดลง เมื่อลดลง เงินนั้น มันก็กลับมา ในวิธีการของเรานี้ การลดต้นทุนได้เพราะว่าเงินเหล่านี้เราเอาไปคืนให้แก่ผู้นั้น ผู้นี้ที่จะควรแก่ผู้ผลิต ควรแก่อะไรต่ออะไร มันจะลดต้นทุนอะไรลงไปได้หมด เอาเป็นเงินไปสนับสนุนผู้ผลิตก็ได้ เอาผู้ผลิต เอาเงินของบริษัทนี้ ไปสนับสนุน เงินของกองทุนของบริษัท เอาเงินของกองบุญนี่ เอาผู้ผลิตนี่ เอาเงินนี่ ไปเป็นต้นทุน เมื่อเอาเงินไปเป็นต้นทุนทางโน้น ก็ขายถูกลงมาได้อีก เพราะลดต้นทุน ในการทำ การผลิต ได้อีก ก็เอามาขายให้แก่บริษัท บริษัทก็ได้ผลผลิตในราคาถูกอีก พอราคาถูก ก็ขายให้ประชาชน ได้ถูก ลงไปอีก เห็นไหมว่าการหมุนเวียนที่ซับซ้อนน่ะ มันจะเกิดอย่างนี้

เพราะฉะนั้นในเรื่องของสหกรณ์ ถ้าเราทำด้วยความจริงใจ บริสุทธิ์อย่างที่ว่านี้นะ ไปได้เลย แต่ทางทุนนิยม ทางโลกๆ ไม่มีเสียละ มันได้เปรียบเท่าไหร่ มันก็ยิ่งยินดี ราคามันยังไม่ยอมลดเลย ขึ้นไปอีกขึ้นไป ถ้าขึ้นแล้ว ไม่มีทางลด ของโลกทุนนิยมไม่มีทางลด มีแต่ขึ้นๆๆ แม้จะขายได้ดีก็ตาม ไม่ลด ถ้าขายดี โก่งราคา เพิ่มราคา เสียอีกแน่ะ อย่างนี้เป็นต้น คือมันจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะไม่ทำความเดือดร้อน ให้แก่กัน และกัน ทุนนิยมนี่ โดยนัยละเอียด อาตมาเห็นแล้วว่า ทุนนิยมไปไม่รอด ทุกวันนี้ เราถึงบีบคั้น ก้าวไปหา กลียุค

เพราะฉะนั้นมาแสดงก่อนที่กลียุคจะเกิด ให้คนได้ติดอันนี้กับวิญญาณไป อันนี้เป็นสัจจะลึก ที่อาตมา บอกพวกเรา ก่อนที่จะถึงกลียุคนี่ เราจะต้องตราสิ่งที่เป็นปัญญา หรือเป็นความรู้นี้ ฝังใส่จิตวิญญาณคนไป เพราะฉะนั้น คนจะตายนี่ โลกมันถึงจะไม่ล่มสลาย พอกลียุคแล้ว ตายไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ ก็ติด จิตวิญญาณมนุษย์ไปว่า สิ่งที่ดีที่สุด คืออันนี้

เพราะฉะนั้น พวกเรานี่จะเป็นคนทิ้งเชื้อกุศล ทิ้งเชื้อสิ่งที่ดีที่สุดนี้ไว้ให้แก่มนุษยชาติ ต่อให้โลกนี้แตก เผาโลก ไปเลย สิ่งนี้ก็จะเหลือ ต่อทอดไป เกิดวนเวียนสิ่งดีจะไปเกิด เพราะยังไม่ขาดตอนในกุศล นี่เป็น อจินไตย อีกอันหนึ่ง ที่เล่าสู่ฟัง สิ่งที่เป็นกุศลก็จะไม่ขาดด้วยนัยอย่างนี้ จะต้องมีสิ่งที่ดีที่สุดอ ันนี้เข้าไป ถ้าไม่เช่นนั้น เป็นแต่ทุนนิยม คนเลยไม่รู้เรื่องเลยว่า ถ้าสมมุติว่าอันนี้ไม่มี หายไปหมด พฤติกรรมที่ดี เป็นยังไง ของมนุษยชาติ เจตนารมณ์ที่ดี ความบริสุทธิ์ใจที่ดี มีหรือไม่ คนกลียุคจะไม่รู้เลยว่า คนจริงใจ คนบริสุทธิ์ใจ ไม่มีให้แล้ว มีแต่คนขี้โกงกันทั้งนั้น มันก็ได้แต่เชื้อวิญญาณอันนี้ไป ตายแล้วเกิดมา ก็มีแต่นรกเกิด เพราะคนไม่ ไม่เห็นความจริงแล้ว ไม่มีความจริงใจ

เพราะฉะนั้น การเกื้อกูลละก็ยิ่งไม่มี มีแต่สภาวะมารยาที่ซับซ้อน ที่ซ่อนเชิงกันอีกมากเลย ร้าย เชื่อว่ามีแต่ ความเลวร้าย และในโลกในอนาคตเป็นยังไง เกิดมาก็ร้อนทันที เพราะไม่มีความจริง ไม่มีความบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เชื้อบริสุทธิ์นี้ อย่างน้อยที่สุด ก็ฝังไว้ลึกๆ ในจิตอันคอนเชียสเขา อนุสัยอาสวะเขา ก็ยังดีนะ

เพราะฉะนั้นนี่เป็นบุญสุดท้าย ที่เราจะได้สร้างบุญสุดท้าย เชื่อมต่อเยื่อใยวิญญาณกุศลสุดท้าย ให้แก่ กลียุค เขาบอกว่า อโศกเรานี่ เหมือนกับพวกศาสนาคริสต์ เขาเรียกว่าเป็นพวกมอร์มอลล์ เขาเรียกอะไร สิทธิชนหรือ สิทธิชนยุคสุดท้าย แหม เขาใช้คำว่าสิทธิชน ของเราจะเรียกอะไร ของเรานี่มนุษย์พิเศษนะ อาริยชน อะไร อาริยชน อาริยชนชุดสุดท้าย อาริยะจริงๆ อาริยะชนยุคสุดท้าย ชุดสุดท้าย ที่อาตมา บอกพวกเรา มาแต่ต้นว่า พวกเรานี่ รถด่วนขบวนสุดท้าย รถด่วนขบวนสุดท้าย ที่จะทำให้แก่โลกเขา

เพราะฉะนั้น เราก็จะสร้างสัมมาอาชีพ สร้างสัมมากัมมันตะ สร้างอะไรต่ออะไร ที่อย่างที่เราจะมีปัญญา เข้าใจ อาตมาขยายความมามากขึ้นแล้ว เราก็จะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นกิจกรรมของมนุษย์ โดยมี การอบรมพฤติกรรมของมนุษย์นี่ ไปก่อกิจกรรม ไปก่อพิธีกรรม ให้แก่มนุษย์ไว้ในโลก พิธีกรรม ก็เป็นเรื่อง ของจารีต ประเพณี วัฒนธรรม กิจกรรมก็เป็นเรื่องของการงาน ในมนุษย์ ๒ อันใหญ่ๆ พิธีกรรม กิจกรรม ๒ อันใหญ่ๆ ของมนุษย์ ก็จะเป็นไปในโลก จะมีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ พวกเราก็สังเกตสิ่งที่เกิด อาตมา ก็ดูแลอยู่ มันมีอะไรเกิดก็ดู อาตมาก็หยิบเอาสิ่งพวกนี้แหละ เป็นรูปธรรม ของจริง รูปธรรมที่เกิดขึ้น เกิดจากนามธรรม ที่ได้ขัดเกลา นามธรรมที่ได้ศึกษา อบรม ฝึกฝน ยิ่งนามธรรม หรือจิตวิญญาณ ของเราบริสุทธิ์ สะอาด จากกิเลส มีจิตใจที่บริบูรณ์ เป็นพระอริยะของพุทธ มีจิตเสียสละ สร้างสรร เกื้อกูล หมดตัว หมดตน หมดความเห็นแก่ตัวจริงๆ หมดโลภ โกรธ หลง จริงๆ ได้เท่าใด ก็จะเป็นมนุษย์ ที่เป็น ตัวอย่าง ประกอบกิจกรรม ประกอบพิธีกรรม ตามพฤติกรรมที่เราได้ขัดเกลา ของแต่ละบุคคลไป เป็นจริงขึ้นมาในโลกได้น่ะ

เพราะฉะนั้นเจริญ มีที่เจริญได้ไม่มีที่สุด เป็นพระพุทธเจ้ายังมีความเจริญต่อไปได้อีก เป็นพระอรหันต์ ก็มีความเจริญ อยู่ได้ตลอดไป คำตอบนั้น คำตรัสของพระพุทธเจ้าก็ว่า เราไม่สันโดษในกุศลนั่นเอง กุศล ก็แปลว่า ความเจริญ หรือแปลว่า ความดีงาม เป็นสมมุติสัจจะ กุศลเป็นสมมุติสัจจะ อกุศลเป็น สมมุติสัจจะ อกุศลไม่มี มีแต่กุศล ไม่มีที่จบ ขนาดพระพุทธเจ้ายังไม่สันโดษในกุศล พระอรหันต์ ก็ไม่สันโดษในกุศล พระโพธิสัตว์ พระอาริยะต่างๆ ไม่สันโดษในกุศล คนก็ต้องไม่สันโดษในกุศลทุกคนไป

เพราะฉะนั้น เราก็ต้องพากเพียรอุตสาหะ มันเป็นเรื่องของมนุษย์ มันเป็นกำลังงาน มันเป็นพลังงาน มันเป็นพฤติกรม มันเป็นบทบาทของคน ก็สร้าง ก็ก่อ แล้วจะเอาแรงงานมาทำอะไรละ เกิดมามีแรงงาน มีฝีมือ มีความสามารถ มาทำอะไร มากอบโกย ก็ทำกันมากี่ชาติแล้วละ มีแรงงาน มีความสามารถ มากอบโกย สะสม เอาเปรียบ เอารัด สร้างบาป สร้างหนี้ สร้างเวรมากี่ชาติแล้ว เรา เราเลิก เราก็มาก่อกุศล เสียสละไป สร้างสรรไป เราจะปรินิพพาน คุณได้เรียนรู้เป็นอรหันต์ จุดที่จะปรินิพพานได้ คุณทำ ทำได้แล้ว มีสิทธิ์แล้ว คุณจะไม่สร้างกุศลต่อ คุณจะปรินิพพานชาติใด คุณก็มีสิทธิ์ ก็ทำไว้ซี หรือคุณยังเห็นกุศล ยังจะอยากสนุก อยากจะมีโลกวิทูมากกว่านี้ อยากจะรู้โลกมากกว่านี้ อยากจะสร้างบุญมากกว่านี้ และ มีหลักประกันแล้วว่า คุณเองคุณมีอริยคุณ มีอรหัตคุณแล้ว คุณจะเกิดมาอีกกี่ชาติ นิมนต์ๆ นิมนต์ ไม่มีปัญหาหรอก

โลกนี้ไม่ได้เดือดร้อนที่อารยบุคคลจะเกิด แต่โลกนี้มันเดือดร้อนเพราะว่า ผีห่าซาตานมาเกิดน่ะซี ใช่ไหม คุณใช่ไหม เป็นผีตัวหนึ่ง เราก็ต้องล้างผีออกไป ใช่ ยังเป็นผีอยู่ส่วนหนึ่ง บางทีก็ดูไม่เล็กนัก เอามันเล็กลง อยู่ได้บ้างเหมือนกัน แต่มันก็ยังมีตัว พอสมควรอยู่นะ ว่าจะโตทีเดียว เราก็ว่า เราก็เล็กกว่าตัวโลกๆ เขาโต เหมือนกันนะ เพราะผีที่โตๆ คุณตาดีไหม คุณว่าคุณมีตาเห็นไหม นี่ละคือมันมีญาณ มีดวงตา มีธรรมจักษุ เห็นจริงๆ ว่าอย่างนี้เป็นผี แต่อย่าไปชังเขา อย่าไปข่มเขา เวทนากัน สงสารสมเพชกันเถอะ เขาไม่รู้นะ เรารู้แล้ว เราก็มีดวงตา มีธรรมจักษุก็ดีแล้ว ช่วยเขาได้ช่วยกัน เขาเป็นอย่างนั้นแหละ ถ้าจะไป กระหน่ำย่ำยี ก็เท่านั้นเอง ทะเลาะเบาะแว้งกันเปล่าๆ เขาทำ ก็ถ้าช่วยเขาไม่ได้ ปล่อยเขา บาปก็เป็นของเขา เราช่วยเขา ไม่ได้จริงๆ ถ้าเขาจะมาทำร้ายเรา เราก็ฉลาดที่จะหลบเลี่ยง อย่าให้เขามาทำบาป ก็เท่านั้นเอง การยังชีวิต อยู่น่ะ

พวกนั้นมา จบพอดี อาตมาว่าจะหยุด มารถก็มาถึง ก็ไม่ได้ฟังธรรม อาตมาก็อธิบายเกี่ยวกับสิ่งที่เกิด สิ่งที่เป็น สิ่งที่มี ในสังคมของชาวอโศกเรา มันเกิด มันเป็น มันมีอะไรต่ออะไรกันมาบ้าง จนมาสรุป จบเอาที่ พฤติกรรมของที่เราได้ขัดเกลามา แล้วก็มาประกอบกิจกรรม มาประกอบพิธีกรรมกันขึ้นมา เป็นชีวิตอยู่ แล้วเราก็เป็นชุมชน หรือเป็นมนุษย์ชาติ ในสังคมอย่างชาวอโศก ซึ่งอาตมาขอยืนยันว่า จะเป็นอาริยชน ที่เขาเรียกว่า ศิวิไลซ์ มนุษย์นี่แหละ มนุษย์ศิวิไลซ์นี่ มนุษย์ศิวิไลซ์นี่แหละน่ะ มาเพี้ยนเป็นคำไทยๆ เขาาอุตส่าห์ตั้ง ตั้งเป็นศรีวิไล มนุษย์ศรีวิไล ศรีก็แปลว่าดี ภาษาบาลี ศิริ วิไลก็แปลว่างาม มนุษย์ดีงาม มนุษย์ศรีวิไล มันคล้องจอง กับภาษาอังกฤษเขา ศิวิไลซ์ ศิวิไลซ์ บางทีเราเรียกภาษา สำเนียง ศิวิไลซ์ มันคล้องจองกัน ก็ไม่แปลกอะไร มันอาจจะไปจากรากศัพท์อันเดียวกันก็ได้ แต่เอาเถอะ ช่างมัน มันก็เป็น ศรีวิไลของเรา เอา เราก็ใช้ภาษาทาง สันสกฤต ไม่ใช่ภาษาบาลีหรอก สันสกฤต ศรีวิไลซ์ ดี งาม มนุษย์ ดีงาม แล้วก็เป็นดีงามอย่างใด อาตมาก็ขยายความ แล้วนำพากันอยู่ ที่ดีกว่านี้ยังมีอีก ที่เราจะพัฒนา ตัวเรา ก็ยังเหลือแต่อุตสาหะวิริยะ เมื่อเรารู้ทิศทางแล้ว เราก็ดำเนินกันไป จะได้เป็นคนดี คนดีงาม น่ะ จะได้เป็นคนดีงาม ที่จะเป็นประโยชน์ทั้งตน และผู้อื่นกันไปอีกต่อไป

เอ้า สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน


จัดทำโดย โครงงานถอดเท้ปฯ
ถอดโดย ประสิทธิ์ ฝ่ายทอง มิ.ย.๒๕๓๗
ตรวจทาน ๒ โดย สม.ปราณี ปึงเจริญ ๑๐ ก.ค. ๒๕๓๗
พิมพ์โดย ทองแก้ว นาวาบุญนิยม ๑๗ ส.ค. ๒๕๓๗
ตรวจทาน ๒ โดย ป.ป. ๓๑ ส.ค. ๒๕๓๗
เข้าปกโดย สมณะพรหมจริโย
เขียนปกโดย พุทธศิลป์

TCT5B.TAP