|
สมาธิ
สัมมาสมาธิ ตอนที่ ๑ หน้า ๒ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เพราะอบรม ทำให้มาก ซึ่งสมาธิ มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นอารมณ์น่ะนี่ วงเล็บว่า อานาปานสติสมาธิ กายย่อมไม่หวั่น ไหว จิตย่อมไม่หวั่นไหวน่ะ เพราะฉะนั้น ก็หมายความว่า กายร่างกาย ก็ได้ด้วย เป็นองค์ประกอบของกาย มันไม่หวั่นไหวอะไร มันก็อยู่ของมันได้สบาย อย่างนั้นล่ะนะ นี่ ก็พูดรวมๆ เป็นคำรวม ถ้าเราเข้าใจกว้าง ก็อย่างที่อาตมา อธิบายแล้ว เมื่อก่อนตรัสรู้ ทรงเจริญ อานาปานสติมาก อาตมาก็เหมือนกัน เล่นมา ก่อนจะมาทำงานศาสนา อย่างที่เรียกว่า เข้าใจศาสนาอย่างสมบูรณ์นี่ อย่างดีแล้ว แล้วก็มาทำงานศาสนานี่ อาตมาก็เล่น อานาปานสติ มามากมาย นั่งหลับตา อาตมาไม่เล่นกสิณอื่น ไม่เล่นนะ เพ่งดิน เพ่งน้ำ เพ่งไฟ เพ่งลม เพ่งอะไรไม่เล่น เคยลองเหมือนกัน เอาเทียนมาจุดดู อู๊ว์ ไม่สนุก แล้วก็เพ่งไฟ เปลวเทียนอะไรนี่ เคยเหมือนกัน เคยทำบ้าง แต่ไม่เล่น ไม่เอา ลอง ว้า... มันไม่อะไร ก็มันลมหายใจ มันสบายอยู่แล้ว ก็ใช้ลมหายใจ เข้าออกมาแต่ไหนๆ ไม่ๆ มันไม่ยาก พอเล่นชำนาญแล้ว ก็ไม่ยากหรอก ลมหายใจเข้าออก แล้วยิ่ง มาประกอบ มาเล่นแบบวิทยาศาสตร์ สะกดจิต มองจุดใดจุดหนึ่ง เพ่งจุดนั้น นิ่งดิ่งแล้วพั่บ เหมือนกับอันนี้ คล้ายๆกสิณ เหมือนกัน จุดอะไรก็ได้ นิดหนึ่ง แล้วก็หลับตาเข้าไป มันก็เป็น อุคคหนิมิต เป็นสิ่งทำ เรากำหนดนิ่งหนึ่ง เราก็เข้าไปได้เหมือนกัน คล้ายลมหายใจ เข้าออก จะว่า กสิณ ก็ เออ วิทยาศาสตร์ แบบนี้ อาตมาเล่น แต่ไม่ได้กำหนดว่า เป็นไฟ เป็นดิน เป็นน้ำ อะไรก็ได้ มอง ถ้าเวลาจะมองนี่ เขาให้มองเหนือ สูงขึ้นไปกว่าระดับตาหน่อย เพ่ง เพ่งให้ดิ่งนิ่ง แล้วก็หลับตาพั่บ แล้วก็มันจะเป็นสมาธิง่ายน่ะ ใครเคยเรียนมา เคยเรียนมาทางสายทางทันตแพทย์นี่ หมอประพันธ์ ก็เคยสอน ถ้าทางทันตแพทย์ อาตมารู้จักคน ทางที่อื่นๆ ศิริราชก็มีหมอจรูญ ทางโรงพยาบาลโรคจิตก็มีหมอวิเชียร อาตมาอยู่ในวงการนี้ ก็รู้ พวกนี้ เล่นสะกดจิตทั้งนั้นล่ะ หมอวิเชียร นั่น โรงพยาบาลพวกโรคจิต ถ้าหมอธรรมดาก็หมอจรูญ ทางทันตแพทย์ก็หมอประพันธ์ พวกนี้ละ เล่นสะกดจิต เล่นอะไรต่ออะไรกันมานี่ คลุกกันอยู่อย่างนั้นแหละ ไปเฮละโล โฮละเล กันไปน่ะ แต่ก่อนนี้ ก็ทำอย่างนี้ มีวิธีการ แต่ก่อนนี้ มีเป็นตำราเป็นเล่ม อาตมาให้เขาไปหมดแล้ว แจกเขาไปหมดแล้ว ฯลฯ.. เอ้า ทีนี้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย แม้ตัวเรา ในสมัยก่อนจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์ ผู้ยังมิได้ตรัสรู้ ก็ขออธิบาย ตรงนี้อีกนิดหนึ่ง ที่บอกว่า ก่อนตรัสรู้ นั้นน่ะ พระพุทธเจ้าท่านจะตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้านะ สัมมาสัมโพธิญาณ ไม่ใช่ตรัสรู้เป็นโสดาบัน ไม่ใช่ตรัสรู้เป็นสกทาคามี ตรัสรู้เป็นโสดาบัน ก็เป็นอันหนึ่ง ของการตรัสรู้ ซอยไปยิ่งว่านั้น เกิดญาณตรัสรู้ แม้แต่ในธรรมะ แต่ละเรื่อง แต่ละคราว ก็เป็นการตรัสรู้ รู้ความจริง ตามความเป็นจริง ในรอบของ ฌาน แต่ละฌาน ก็ตรัสรู้ มีญาณทัสสนวิเศษ เห็นของจริง ตามความเป็นจริง คราวใดคราวหนึ่ง ที่คุณเอง คุณตรัสรู้ ในการทำฌาน แล้วก็รู้แจ้ง เห็นจริง ในความเป็น ฌานนั้น นั่นคือ การตรัสรู้ จิตในขณะนั้นเป็นญาณ จิตในขณะนั้น เป็นโพธิ จิตในขณะนั้น ตรัสรู้ของจริง ตามความเป็นจริง ว่าไม่มีกิเลส ไม่มีนิวรณ์ จนกระทั่ง คุณจะมีเหตุ มีปัจจัยอะไร คุณจะลดกิเลส ลดได้จริง ลดได้ชั่วคราว ลดได้ถาวร ลดจนกระทั่งได้สนิท เด็ดขาด ถอนอาสวะ คุณก็ตรัสรู้ เหตุแต่ละเหตุ แต่ละเรื่อง ตรัสรู้สั่งสมไป จนกระทั่งเข้ารอบได้ว่า เราได้มีสิ่งที่ได้สั่งสม การละกิเลสได้ประมาณนั้นแล้ว เป็น พระโสดาบัน คุณก็ตรัสรู้โสดาบัน ได้มากขึ้น ลดโลภ ลดโกรธ ลดหลง ลดโมหะ ลงไปอีกๆๆไปอีก ได้รอบอีก ตรัสรู้ขนาดนั้นอีก เออ ขนาดนี้ เป็นสกิทาคามี ก็เป็นตรัสรู้สกิทาคามี ได้รอบ จนกระทั่งสังโยชน์ ๕ มันหมดไป เหลือสังโยชน์สูง เป็นอนาคามี คุณก็ตรัสรู้ อนาคามี ตรัสรู้อนุสัย อาสวะสิ้น ไม่เหลือเลย เป็น อรหันต์ คุณก็ตรัสรู้ อรหันต์ ทีนี้ จะตรัสรู้โพธิสัตว์ ในระดับของ โพธิสัตว์ ไป ก็เป็น ตรัสรู้โพธิสัตว์ จนกระทั่งจะตรัสรู้ อย่างพระพุทธเจ้า ที่ท่านบอกว่า แต่ก่อนจะตรัสรู้ ยังเป็นโพธิสัตว์อยู่ ท่านก็คือ เป็นโพธิสัตว์ตามของท่านนั่นแหละ แต่ละฐานะ ซึ่งไม่จำเป็นจะต้อง พูดกับคนที่ไม่ได้อยู่ในเกรดเดียวกัน ไม่ต้องมาบอกว่า นี่วิชานี้ เรียนหรือยัง ได้กี่ยูนิต นี่ทำนี่ ได้กี่ยูนิต คราวนี้ ก็คนที่อยู่ในชั้นเรียนเดียวกันอยู่ ในเขาก็พูดกันได้ ไอ้คนที่ไม่รู้เรื่อง คุณจะไปพูด อะไรล่ะ กับคนนอกวงการ นอกวิชาการ นอกระดับที่จะรู้กัน เขาก็ไม่พูดน่ะ เพราะฉะนั้น คำว่า ตรัสรู้ นี่ ตีถัวง่ายๆเอาว่า ก็ตรัสรู้ตัวเดียวเท่านั้นแหละ คือเป็นพระพุทธเจ้า คำว่า ตรัสรู้ ของเขา เป็นพระพุทธเจ้าตัวเดียว แต่ของเรานี่ ตรัสรู้เยอะ เพราะฉะนั้น คำว่า ตรัสรู้ ของเขาก็เรียกว่า ก่อนที่ จะเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนจะตรัสรู้ ยังเป็นพระโพธิสัตว์อยู่ ยังไม่ได้ตรัสรู้ เพราะจะตรัสรู้ ก็คือ ตัวเดียว ครั้งเดียว เป็นพระพุทธเจ้าเลย เขาก็เลยเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะตรัสรู้ คนอื่นไม่มีใครตรัสรู้ เพราะฉะนั้น ในตราบใด ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ถือว่าเป็นโพธิสัตว์อยู่ตลอดกาลนาน แล้วมีโพธิสัตว์ อยู่อันเดียว ขั้นเดียว นี่ มันก็พูดกันไม่รู้เรื่องน่ะ เพราะฉะนั้น คำว่าโพธิสัตว์ ของพระพุทธเจ้านี้ แสดงว่า ท่านยังไม่ได้ตรัสรู้นั้นคือ ยังไม่ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ก็อยู่ ด้วย วิหารธรรม น่ะ ธรรมเป็นเครื่องอยู่นี้โดยมากคือ อานาปานสติ นี่นะ เมื่อเราอยู่ด้วยวิหารธรรมนี้โดยมาก กายของเราก็ไม่ลำบาก ตาของเราก็ไม่ลำบาก และจิตของเรา ก็พ้นจากอาสวะ นี่ ฟังดีๆนะ ในขณะที่จิตของเรา ก็พ้นอาสวะ นี่ ก็เพราะว่า ท่านทำ อานาปานสติ ท่านพ้นอาสวะ พ้นอาสวะ แล้วเป็นใครล่ะ เอ้า ประเดี๋ยวก็ว่ายังไม่ตรัสรู้ ประเดี๋ยวก็ว่า เป็นพระอรหันต์ ฟังแล้วก็เมาเท่านั้นเอง ถ้าเราไม่เข้าใจแม่นๆ เห็นไหม นี่ ภาษาอยู่ในนี้ มันจะค้านแย้ง ตัวมันเองใช่ไหม แล้วจิตของเราก็พ้นจากอาสวะ เอ๊ มันพ้นอาสวะแล้วก็ตรัสรู้แล้วซี ก็บอกว่า ยังไม่ตรัสรู้ เราก็อาศัยนี้เป็นวิหารธรรม เอ๊ วิหารธรรม แล้วทำไม แล้วก็บอกตรัสรู้ บอกว่าพ้นอาสวะน่ะ เมื่อเราอยู่ด้วย วิหารธรรมนี้โดยมาก เพราะฉะนั้น เมื่ออยู่ในความเป็นอยู่อย่างนั้น มีอานาปานสติ บอกว่า ไม่มีอาสวะ เอ้า ตอนนั้น ก็เป็น พระอรหันต์แล้วสิ เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วสิ ที่จริง ยังไม่ใช่หรอกนะ ถ้าเราไม่สับสน เราก็จะไม่งง อะไร บอก ตอนนี้ จะรู้ตรงนี้ บอกแล้ว เมื่อกี้นี้ อธิบายไปแล้วว่า ในขณะที่เป็นฌาน ก็ตรัสรู้ ฌานได้ ถ้าฟังอย่างนี้แล้ว ไม่ขัดแล้วใช่ไหม นี่ ฟังอย่างนี้แล้ว เผื่อถือพาซื่อบอก ยังไม่ได้ตรัสรู้ แต่พอมาบอกว่า จิตพ้นอาสวะ เอ๊ คนพ้นอาสวะ มันตรัสรู้แล้วนี่ มันจะเมา มันจะงง เอ๊ ท่านพูด เห็นไหมนี่ ถ้าเป็นอาตมาพูดนะ เขาจะบอกว่า ค้านแย้งตัวเอง แต่นี่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เถียงไม่ออก แล้วเขาเข้าใจ อย่างที่ เราพูดไหม ที่เราพูดกัน เราเข้าใจแล้ว เราหมดปัญหา แต่เขาเข้าใจอย่างนี้ไหม ไปถามเขาจริงๆเถอะ คุณว่าคำว่า พ้นอาสวะ กับคำว่า ตรัสรู้นี่ อันเดียวกันไหม เอ้า แล้ว ทำไม อยู่ๆ ประเดี๋ยวเดียว ก็บอกว่า ยังไม่ตรัสรู้ ประเดี๋ยวเดียว ก็บอกว่า พอเรามีวิหาร อานาปานสติ เราก็ตรัสรู้แล้ว เรียกสำเร็จแล้วสิ แต่เปล่า ประเดี๋ยวก็ออกมา ใช่ไหม ประเดี๋ยวก็ออกมา นี่ หมายความว่า อยู่ ในฌาน อยู่ในฌาน แบบนี้นะน่ะ แล้วจิตของเรา ก็พ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุพึงหวังว่า กายของเราพึงไม่ลำบาก ตา ของเราไม่พึงลำบาก จิตของเราพึงพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน เธอก็ พึงทำไว้ในใจ ซึ่งสมาธิอันมีสติ กำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นอารมณ์นี้ให้ดีน่ะ ก็ลองฝึกดู เป็นพระอรหันต์ ชั่วคราวน่ะ ให้ฝึกตอนที่ไม่มีกิเลสนี่ เป็นพระอรหันต์ชั่วคราวน่ะ อย่างนั้นน่ะ ก็คงไม่สงสัยแล้วนะนี่ เข้าใจกัน มาเป็นระดับๆๆแล้ว ก็คงไม่มีปัญหา เพราะฉะนั้น การนั่งอานาปานสติ เข้าไปอยู่ในสภาพนั้น เขาถึงบอกว่า ท่านพุทธทาสว่าเหมือนกันว่า เป็นนิพพานลำลองน่ะ เป็นนิพพานลำลอง เป็นสภาพตรัสรู้ นิพพานลำลอง เมื่อตรัสรู้แล้ว ทีนี้นี่ ก่อนตรัสรู้น่ะ ก่อนตรัสรู้ ก็มีการพ้นอาสวะในชั่วคราวนั้นเหมือนกัน ทีนี้ อาสวะอันนั้น เป็นอาสวะของพระพุทธเจ้านะ ไม่ใช่อาสวะของคุณ ไม่ใช่อาสวะของโสดา ไม่ใช่อาสวะ ของสกิทา ไม่ใช่อาสวะของอรหันต์ธรรมดา อาสวะของพระพุทธเจ้า ซึ่งย่อมจะต้องมีภพของท่าน ภพของท่าน จะกว้างขนาดไหน โลกวิทูขนาดไหน ก็ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของเราหรอก โลกของเรา ที่ตรัสรู้นั่นคือ โลกจ้อยๆห้อยๆ แต่กิเลสส่วนตัวนั้น โลกของโสดา ก็แค่โลกโสดา เรียกว่าโสดาภูมิ หรือโสดาภพ สกิทาคามีภพ ก็เหมือนกัน ก็ภพของสกิทา อรหันต์ก็ของอรหันต์ กิเลสของเราทั้งหมดที่มีอยู่ เราก็ให้มันพ้นภพ พ้นภูมิของเรานี่ ภพที่มันเป็นภพเป็นภูมิกิเลสของเรานี่ให้ได้ ส่วนจะไปรวบรวม เอาอะไรอีก ท่านจะสร้างภพ ที่ใหญ่โต เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ก็ไม่ต้องไปสงสัยกับท่าน ให้คุณสอบผ่าน ซะก่อนเถอะน่ะ สอบผ่านเป็นขั้นๆไปแล้ว อยากจะ ไปเรียนอันนี้ค่อยเรียน เมื่อตรัสรู้แล้ว ก็ทรงอยู่ด้วย อานาปานสติโดยมาก นี่ ก่อนตรัสรู้ก็ใช้อย่างนั้น ทีนี้อยู่เมื่อตรัสรู้แล้ว ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาค ทรงออกจากที่ เร้นในป่า ในป่าอิจฉานังคละ เมื่อล่วงเวลา ๓ เดือนแล้ว จึงตรัสกับภิกษุทั้ง หลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ถ้านักบวชเจ้าลัทธิอื่น พึงถามอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม อยู่จำพรรษาด้วยวิหารธรรม อะไรโดยมาก ท่านทั้งหลายพึงตอบว่า พระผู้มีพระภาคอยู่จำพรรษาด้วยสมาธิ มี สติ กำหนดลมหายใจ เข้าออกเป็น อารมณ์โดยมาก เพราะว่ามันอยู่กับตัว เพราะฉะนั้น สมาธิของพวกเจ้าลัทธิอื่น เขาจะบอกว่าอยู่วิหารธรรม วิหารธรรมคือ อยู่เป็นสุข สุขวิหารธรรม เรียกเต็มๆ เขาเรียกสุขวิหารธรรม คือเป็นสุขด้วยฌาน นี่เป็นภาษาที่เขาพูดกันทั่วไปล่ะนะ เป็นความสุข เป็นความพ้นทุกข์ อย่างสนิท ถ้าเขาจะถามของเราบ้าง เราก็มีอย่างเขาเหมือนกัน ของพระพุทธเจ้า ท่านก็บอกอย่างนี้ ของเราก็มีอย่างเขาเหมือนกันแหละอยู่ในวิหารธรรม อย่างนี้ ถ้าเขาถามก็บอกเขาตรง บอกว่า ไอ้ที่คุณมี ฉันก็มี จะดูหรือวิหารธรรมอะไร อันเดียวกันนั่นแหละ แต่อันอื่นวิเศษอย่าเพิ่ง เพราะ พระพุทธเจ้านี่ ท่านจะต้องประนีประนอม ท่านจะต้องไม่ให้เขามาถกเสียก่อน ไม่ให้เขามา ถกมาเถียงกัน ไม่อย่างนั้น เอาเวลาไปเถียงกัน ไม่ทันได้สร้าง เอาเวลาไปเถียงกันแล้วยุ่งกันไปหมด อาตมาทำงานนี่นะ ตอนแรกๆ เหมือนกันละ ทำงานอย่างนี้ มาแต่ต้น เขาบอกเหมือนกันมาเลยนะ เหมือนมาเลยนะ แหม เคร่งนั่งหลับตา อะไรเหมือนกันเลยนะ... มาพาทำอะไรต่ออะไร พวกเรามา แล้วอาตมาก็สอนพวกเรา ค่อยๆให้เป็น... สัมมาอริยมรรค มาเรื่อยๆๆๆ แต่ดูข้างนอกนี่ แหม เหมือนกันเลยกับทางฤาษี ทางด้านโน้น น่ะสาย...เหมือนกันเลย ใหม่ๆนี่นะ มีที่ผิดแปลกบ้าง ก็กินมังสวิรัติ ตอนแรกก็พยายามเอาอันนั้น มานำหน่อยหนึ่ง นอกนั้นมันเหมือน เขาก็ตายใจว่า เออ ใช่แล้ว นี่ มาดี ไปดี ไปดีแล้ว พอไปดี ไปดี เรื่อยๆๆๆ ฯลฯ เพราะฉะนั้น ทำไมคำถามที่เขาถามกันอยู่ทุกวันนี้ว่า เขาถามหรือ เราก็ถามด้วย ทำไมล่ะ ว่าไม่ดี ทำไมปล่อยให้มาได้ตั้ง ๑๐ ปี ทำไมปล่อยมาตั้ง ๑๐ ปี ไม่ใช่ปล่อยหรอก เผลอไป เมื่อรู้ก็สายเสียแล้ว หรือเมื่อรู้ก็สูงเสียแล้ว อะไรก็แล้วแต่ เมื่อรู้ก็ไปอย่างนั้นแล้ว อาตมาก็ทำอย่างอาตมานะ นี่ ก็บอกให้พวก คุณรู้ แล้วอย่าเอาไปคุยโม้มากล่ะ เดี๋ยวมันน่าหมั่นไส้น่ะ ก็บอกให้รู้ พระพุทธเจ้าท่านก็ต้องระวังอย่างนี้ บอกแล้วนะ ไม่ใช่มีผู้ที่จะมาปราบ ไม่ใช่มีผู้ที่จะมาเหนือชั้นอะไรขึ้นมาอีกน่ะ เพราะฉะนั้น ก็อาศัยเวลา เหล่านั้น เขาจะไปไหวตัวอะไร เราสร้างหมู่สร้างกลุ่มก่อน สร้างไปได้ มีฐานมีอะไรก็ค่อยๆ เห็นชัดขึ้นเอง พยายามไม่เปิด แต่มันจะเปิดเผยตัวขึ้นมาของมันเอง เพราะฉะนั้น ถึงมา พอมารู้อีกตัว เฮ้ย...ไอ้นี่มันไม่ใช่ลายเสือ อย่างเรานี่หว่า มันเป็นลายอีกอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เสืออย่างที่เราเป็น ตอนแรก นึกว่าจะเป็นลูกเสือเหมือนกัน ลายเหมือนกัน ตอนแรก เอ้า ลายมันออก มาโตแล้ว ไม่ใช่เว้ย พอรู้ตัวก็ตายเขี้ยวงอกแล้ว เลยบอกไอ้ย่า เลยล้มยากอะไรอย่างนี้ มันเป็นธรรมดา ธรรมชาติอย่างนั้นล่ะ วิธีการ บอกเอาไว้ ฯลฯ อริยวิหาร พรหมวิหาร ตถาคตวิหาร วิหารก็คือ เครื่องอาศัย เครื่องอยู่น่ะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อกล่าวธรรมใดๆ โดยชอบ พึงกล่าวว่า อริยวิหาร คือธรรมะเป็นเครื่องอยู่ ของ พระอริยเจ้า กล่าวว่าอริยวิหารบ้าง พรหมวิหารบ้าง ตถาคตวิหารบ้าง พรหมวิหาร ก็คือ ธรรมะเครื่องอยู่ อย่างพรหม ตถาคตวิหาร ก็ธรรมเป็นเครื่องอยู่ อย่าง พระตถาคตบ้าง ผู้นั้น เมื่อกล่าวถึง อานาปานสติสมาธิ โดยชอบ ก็พึงกล่าวว่า อริยวิหารบ้าง พรหมวิหารบ้าง ตถาคตวิหารบ้าง ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด ยังเป็นเสขะ ยังมิได้บรรลุอรหัตตผล เมื่อปรารถนาธรรมอันยอดเยี่ยม อันปลอดโปร่งจากโยคะอยู่ สมาธิที่มีสติกำหนดลมหายใจเข้าออก เป็นอารมณ์ อันภิกษุเหล่านั้น เจริญ ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เรามีพื้นของ อานาปานสติ แล้ว มีความเข้าใจ แล้วก็ทำได้อริยวิหาร มันจะเป็นอริยวิหาร ก็ด้วย เป็น พรหมวิหาร พรหมวิหาร อริยวิหาร ตถาคตวิหาร ต่างกันโดยคุณภาพน่ะ ถ้าจะว่า อริยวิหาร เป็นเชิงปัญญา พรหมวิหาร เป็นเชิงของเจโต ก็ใช้ได้น่ะ ตถาคตก็รวมเลย วิเศษสมบูรณ์น่ะ ตถาคตวิหาร เป็นเครื่องอยู่ เครื่องอาศัย เพราะฉะนั้น จะเอา อานาปานสติ นี้มาเป็นหลัก ว่าเราย่อมมีสมาธิกำหนดลมหายใจ นี่เป็นฐานอาศัย เป็นวิหารธรรม ก็เป็น วิหารธรรมได้ แล้วง่าย ทำช่ำชองแล้วก็ง่าย กำหนดหยุดง่าย จนกระทั่งไม่ต้องลึกก็ได้ ใหม่ๆ ทำใหม่ๆ แรกๆ ยังเป็นนักเรียนใหม่ๆนี่ มันจะดูลึกเข้าก็ช้านาน พอเข้าไปแล้วจะออกก็นาน พอเก่งเข้าแล้ว เข้าก็เร็ว ออกก็เร็ว เก่งจริงๆ ไม่ต้องเข้าต้องออก มันอยู่ด้วยกัน จะเข้ามันเหมือนไม่ได้เข้า จะออกเหมือนไม่ได้ออก ยิ่งเป็น พระอรหันต์ หรือเป็นพระอริยะ ที่เจโตสมถะเป็นพื้นฐานด้วยแล้ว ก็ทำได้ จะเข้าปั๊บ ให้มันเป็นสมาธิเข้าไป นั่ง แต่ต้องฝึกเหมือนกันนะ ถ้าเรื้อๆ ไม่ฝึกบ้างเลย มันก็ไม่เป็น แต่ถ้าเผื่อว่า เอาโดยสมบูรณ์แล้ว จิตไม่เป็นนิวรณ์แล้ว พระอรหันต์เจ้า ก็ไม่มีนิวรณ์ตลอดกาลนาน เพราะฉะนั้น ต้องเข้า ต้องออกตรงไหนล่ะ ถ้าเราเข้าใจแล้วว่า ตอนเป็นฌาน เป็นสมาธิ เป็นฌานก็คือ การไม่มีนิวรณ์ในจิต พระอรหันต์เจ้า ก็ไม่มีนิวรณ์แล้ว ทุกองค์นั่นแหละ จะเป็นพระอรหันต์ที่นั่งเจโตสมถะ มาหรือไม่ก็ตาม ไม่นั่งเจโตสมถะมา ก็ไม่มีนิวรณ์อยู่ดี แต่ว่ามันไม่ได้อยู่ในภวังค์ ต้องเข้าไปในภวังค์ แล้วก็ถึงค่อยไม่เป็นสภาพหลับ... เป็นการเปิดสติเต็ม แล้วก็ตัดตา หู จมูก ลิ้น กาย ไม่รับรู้ ไม่ใช่ท่านอน ถ้าท่านอน พระอรหันต์เจ้าทุกองค์ ก็ไปด้วยกันหมดทุกองค์ก็...สบายๆ ทั้งนั้นแหละ ท่านั่งอย่างนี้ ถ้าไม่ได้ฝึก มันก็นั่งไม่ค่อยอยู่ ถ้าเผื่อว่าไม่ได้ฝึกน่ะ อย่างนี้ เป็นต้นน่ะ สรุปแล้ว ก็อานาปานสติ นั้นน่ะ จะเรียกอริยวิหาร เรียกพรหมวิหาร เรียกตถาคตวิหาร ก็ได้ แต่ขึ้นอยู่กับ คุณภาพของฐานะน่ะ เพราะฉะนั้น ท่านก็พูดเผื่อ ถ้าเราไม่ใช่ตถาคต เราไม่ใช่พระพุทธเจ้า เราก็มีอริยวิหาร เราก็มีพรหมวิหาร ตามคุณภาพของคนแต่ละคน แต่ละฐานะ ตามความเป็นจริงน่ะ เอ้า สรุปแล้ว ง่ายๆอย่างนี้ เป็นเครื่องอาศัย พระอรหันต์เจริญอานาปานสติ ทำไม... ทีนี้เจริญทำไม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด ที่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว มีสิ่งควรทำ อันได้ทำ เสร็จแล้ว มีภาระอันวางแล้ว มีประโยชน์ส่วนตน อันได้บรรลุแล้ว สิ้นกิเลส เป็นเหตุมัดไว้ในภพแล้ว พ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ อานาปานสติสมาธิ อันภิกษุเหล่านั้นเจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อความอยู่ เป็นสุขในปัจจุบัน และเพื่อสติสัมปชัญญะ เพราะฉะนั้น มันจะอนุเคราะห์ แม้เป็นพระอรหันต์แล้ว ถ้าได้ฝึก เจโตสมถะแล้ว บางที มันเหนื่อยๆนะคุณ วับ ไม่ต้องไปนอน นั่ง อยู่ที่นี่ก็ได้ คุยกับคุณไป ก็บอกว่า เดี๋ยวนะ ถ้าคุณฝึกช่ำชอง คุณก็ได้ไปอาศัย เป็นปัจจุบันนั่นเทียว เป็นเครื่องอาศัย สุขวิหารธรรม ท่านเรียกว่า เจโตสมถะ หรือว่า อานาปานสติ นี่ เป็นสุขวิหารธรรม เป็นปัจจุบันนั่นเทียว เพื่อความเป็นอยู่สุขในปัจจุบัน คือ มันว่างหมดเลย มันพักได้ มันสบาย มันไม่ต้องทำงาน ชั่วคราว ถ้ามันเมื่อยมากๆ มันเพลีย มันอะไรนี่ เราก็ต้องหยุด ใช่ไหม หยุดก็หยุด ปรับ ถ้าคนที่ฝึกได้ด้วย มันก็ปรับ เพราะฉะนั้น คนที่ไม่ได้ฝึกเจโตสมถะ มันก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น พักก็ต้องขอเวลานอก นอนหน่อย เป็นพัก ไปนอน ไปพัก ไปหยุด หรือไม่ก็พิงฝาไปเลย แต่นี่ไม่ต้องพัก มันก็จะเป็นการใช้ ไม่ต้อง เพราะทรงตัว หัดทรงตัว หัดตัดทวารทั้ง ๕ หัดอะไรต่ออะไรนี่ อยู่ในภวังค์ได้ อย่างในรูปทรงที่ดี ยิ่งทำได้เก๋เท่าไหร่ ใช่ไหม แหม เก๋ นะ อย่าไปกวนท่าน ท่านกำลังนิโรธ แน่ะ ท่านกำลังอยู่ตอนนิโรธสมาบัติ เอ้าจริงๆ เขาก็ถึง นิโรธสมาบัติ คือ ดับวิหารธรรม ท่านถึงอยู่ ถือว่า สุขนี่ เป็นฌาน เพราะฉะนั้น สมณะนี่ จะเป็นสุข ถือว่าสุขที่สุด เพราะมันว่างที่สุด ไม่ต้องทำงานอะไรเลย ซึ่งก็พูดกับพวกเรา ตั้งเท่าไหร่แล้ว บอกว่า ไอ้คนเราน่ะ ลงไม่ได้ทำอะไรอยู่ว่างๆ เสร็จแล้ว มันเบาที่สุด มันก็จริงที่สุด เบาที่สุด ง่ายที่สุด แล้วมันก็สบายน่ะ สบายแบบง่ายๆ ใครเขาก็เข้าใจ เพราะฉะนั้น จะเป็นสุขวิหารธรรม ก็ด้วยฌานอย่างนี้ สมณะจะมีอันนี้ ใครเถียงไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าก็เถียงไม่ได้ ใครจะมาเถียงก็ไม่ได้ ทุกคนต้องเข้าใจ แต่นั่นแหละ ก็ไม่ได้หมายความว่า คนเราจะเอาแต่นั่งอยู่ว่างๆ อย่างนั้น เป็น วิหารธรรมที่ เมื่อเราฝึกมาแล้วนี่ เราทำงานไปด้วย เราก็อาศัยไปด้วย เป็นวิหารธรรม ที่ซ้อน ซ้อนในขณะที่เราทำงานนี่ ได้อย่างดี หากเจริญธรรมอย่างเดียว
ชื่อว่า เจริญธรรมอย่างอื่นอีกมาก เพราะฉะนั้น อันนี้จะอุปการะจริงๆ จะทำให้เราเกิดสภาพที่เจริญ ด้วยสภาพต่างๆ ดังกล่าวนั้น เอาละ เวลาอาตมาอธิบายเนื้อหาของอานาปานสติไป ก็คงจะต้องมาพูดถึงยกตัวอย่างในสูตรต่างๆ ที่เอามาไว้ ข้างหน้านั้น ประกอบไปใน ตอน...ปฏิบัติ ตอนอธิบายถึงตอนนั้น ตอนนี้ ก็จะได้โค้งจะวกมาที่ตรงนั้นอีกด้วย เมื่อทราบอานิสงส์แล้ว ก็มาเริ่มต้นปฏิบัติกันดู แหม ทำบรรยากาศ นี่มืดลงน่ะ มันจะเป็นฌาน หรือ จะเป็นหลับกันล่ะ มันน่าจะสว่าง...เนาะ หยุดไฟโน่นหรือไง ไฟตกน่ะสิ ก็เราไม่ได้ติดเครื่องไฟ อ้อ หึ แล้วเครื่องก็ขัดข้อง เอ้า เอ้า คู้บัลลังก์ คู้บัลลังก์ นั่งขัดสมาธิ มีบางคนเขาชอบนั่งพับเพียบ มันไม่ตรงนะ มีในสัดส่วนอย่างนั้น นั่งขัดสมาธิ เขาเรียกว่า คู้บัลลังก์ บัลลังเกนะ บัลลังเก นั่งขัดสมาธิ ขาซ้อนขาให้ดีๆน่ะ เอ้า ตั้งกายตรง ดำรงสติคงมั่นน่ะ โส
สโตว อสฺสสติ สโต ปสฺสสติ ทีฆํ วา อสฺสสนฺโต ทีฆํ
อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆํ วา ปสฺสสนฺโต ทีฆํ
ปสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ วา อสฺสสนฺโต รสฺสํ
อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ วา ปสฺสสนฺโต รสฺสํ
ปสฺสสามีติ ปชานาติ น่ะ นี่ ๒ ข้อแล้ว ข้อที่ ๑ มีสติ มีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า นี่เป็นอันต้น มีสติ ระวัง อย่าลืม ว่ามีสติ สติคืออะไร ต้องรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ว่า มีสติ หรือว่าตอนนี้ สติตกแล้ว ต้องเตือนตัวเองอย่างสำคัญ จะแข็งแรง ไม่แข็งแรง ก็อยู่ที่ตัวสตินี่ เป็นตัวเอก ถ้าสติมันตก ตัวเองนั่นแหละ สติตก แล้วตัวเองก็ไม่รู้ตัว หลับไปแล้ว ก็ไม่รู้ ถีนมิทธะไปแล้ว ก็ไม่รู้ พิจารณาอะไร ไม่ออกทั้งนั้น เพราะฉะนั้น สติ จะต้องรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลา ว่าเรามีสติ เรามีสติ นี่เป็นข้อที่ ๑ น่ะ เรามีสติ ยังหายใจออกอยู่ ยังหายใจเข้าอยู่นะ ยังมีลมหายใจเข้าออกอยู่ มีสติรู้ตัว มันไม่เข้าไปอยู่ในภวังค์ ช่างมัน ฟังดีๆนะ พยายามนั่นล่ะ มีสติอยู่ที่ลมหายใจ เข้าออกเท่านั้น มันจะไม่เข้าไปอยู่ในภวังค์ก็ช่างมัน ไม่ต้องกลัวว่า จะไม่เข้า มั่นคงอยู่กับไอ้นั่นให้หนึ่งเดียว หนึ่งเดียว ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก แล้วก็พยายามดูรายละเอียดเพิ่มเติมไป เป็นข้อที่ ๒ น่ะ หายใจออกสั้น ก็ให้รู้ว่ามันสั้น ว่า เออ นี่สั้นนะ อันนี้ ยาวนะ เล่นอยู่กับลมหายใจเท่านั้นแหละ เล่นอยู่เท่านั้น เรื่องเดียว เรื่องอื่นตัดทิ้งหมด เรื่องอื่นตัดทิ้งหมด ไม่นึกไม่คิด ใครจะเป็นใครจะตาย เขาจะมาทิ้งระเบิด ปรมาณู ก็ช่างมัน อยู่กับลมหายใจเข้าออกนี่ อย่างเดียว แล้วก็ดูว่า ออกนี่ เข้านี่ เรียกว่า สั้นนะ เรียกว่า ยาวนะ ที่อยู่ในข้อ ๒ น่ะ ออกเข้า นั่นอยู่ในข้อ ๑ ทีนี้ ก็มีรายละเอียดเพิ่มเติมขึ้น นอกจาก ออกเข้า เท่านั้น ก็ยังบอกว่า นี่ออกยาว นี่ออกสั้น นี่เข้ายาวนะ นี่เข้าสั้นนะ เพราะฉะนั้น เมื่อมันออกสั้น มันก็เข้าสั้น มันออกยาว มันก็เข้ายาว อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ก็ดูออกๆ เข้าๆ สั้นๆ ยาวๆ อย่างนั้น ดูเรื่อยไป นี่ เป็นบทที่ ๑ บทที่ ๒ อย่าลืมนะ บทที่ ๑ น่ะ สำคัญกว่า คือสติ ระลึกรู้อยู่เสมอว่า มีสติตกไม่ได้ ความระลึกรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ ตกไม่ได้ ถ้าตกปั๊บ เดี๋ยวก็หลับฟุบเลย พวกเรา ยิ่งเก่งด้วยนะ ไม่รู้หัดมาจากไหน ปึ๊บเดียวแหละ หลับแล้ว ไม่สอน แต่ทำไมมันเป็นเก่ง แหม มันน่า...เหลือใจจริง ไม่ได้สอนสักหน่อย ไม่รู้ไปเอามาจากไหน หือ หลับไว หลับเก่งได้ ไอ้ที่สอนไม่ได้ ไอ้ที่ได้ไม่ได้สอน อย่าลืม สติ เป็นเอก ตัวต้นข้อที่ ๑ จะต้องมีตลอดกาลนาน จนถึงข้อที่ ๑๖ ข้อที่ ๑ จะต้องมีอยู่ตลอดไปหมด แม้แต่ข้อที่ ๒ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก เราก็จะรู้เนียน จะรู้ตามเนียนว่า เออ เราจะรู้สึกลมหายใจเข้า ลมหายใจออก อยู่ได้นะ ถ้าเผื่อ เรียนถูกต้อง ไปถึง ๑๖ ข้อ แล้วนี่ ถึงข้อ ๑๖ คุณเป็นนิโรธแล้ว คุณก็จะเห็นลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ของคุณอยู่นั่นแหละ แสดงว่าคุณไม่ได้เข้าไปในภวังค์เลย แต่ทำให้กิเลสมันหมดได้ นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ได้อย่างชัดแจ้ง เพราะฉะนั้น จะเข้าไปสู่ภวังค์ จะออกจากภวังค์ได้เร็ว ถ้าปฏิบัติอย่างช่ำชองนะ เข้าๆ ออกๆ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ได้อย่างดีแล้ว เหมือนกับมันไม่ได้เข้า ไม่ออก มันได้เร็ว ทันอกทันใจ เอ้า ดูสติ นั่นก่อนน่ะ เอ้า จะอ่านให้ฟังไปเรื่อยๆ อีก ๒ ข้อ นี่เรียก ว่า กายานุปัสสนาน่ะ กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน ข้อที่ ๓ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ ฯ ทีนี้
ก็ศึกษาต่อ สิกขตินี่คือ การศึกษา สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ
สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ
ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ มีสภาพ นี่มี หมายเหตุมาถึง ๓ หมายเหตุ ว่าสำนวนพระไตรปิฎก ฉบับ ๑๔ ฉบับหลวง ข้อ ๑๔ ทั้งนั้น ข้อต่างๆ นี้ มีสำนวน หลายๆสำนวน ในพระ ไตรปิฎกนี่ ใช้คำว่า พร้อมเฉพาะ รู้ เป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะ นี่ว่า เป็นผู้รู้ สำเหนียกอยู่ว่า กายทั้งปวง จักหายใจเข้า หรือกำหนดรู้กายทั้งปวงหรือกองลมทั้งปวงน่ะ เป็นผู้รู้พร้อม เฉพาะ กองลมทั้งปวง จักหายใจออก หายใจเข้าน่ะ นั่นข้อ ๓ ข้อ ๔ ทำให้ระงับ ลมของเรานี่ ท่านบอกว่า ให้เพ่งดู ให้มันละเอียดนะ มันละเอียด หรือว่ามันต่อ มันเข้า เราก็รู้ จนกระทั่ง มีผู้อธิบายต่อออกไปว่า เราดูซิว่า ลมของเราร้อน หรือว่า ลมของเราเย็นน่ะ นั่นแถม มีอาจารย์บางอาจารย์ ก็บอกดูลมซิ ลมมันละเอียด ลมมันร้อน หรือลมมันเย็น ลมมันหยาบ ลมมันละเอียด ซึ่งก็ดูกองลมนั่นเอง ปัสสัมภยัง หมายความว่า สงบระงับ ก็จะเห็นว่า มันนิ่ง มันสงบระงับ แล้วจิตของเรา ก็มีสติที่แข็งแรง ตื่น อันนี้ เป็น จตุกะที่ ๑ กายานุปัสสนา น่ะ กายานุปัสสนา สติปัฏฐาน เอาแค่นี้แหละ เอาแค่กายนี่ เป็นเบื้องต้นกายให้ดี ระวังนะ ข้อแรกเลย ไม่เอาโงกง่วง ไม่เอาหรี่ ซึมอะไร ไม่เอาทั้งนั้น ต้องสติตื่นเต็ม สติตื่นเต็ม เอาอย่างหลับตา ตอนนี้เอาอย่างหลับตา ตอนนี้ไม่ให้ลืมตาแล้ว ลืมตานั่นก่อนนี้ บอกให้ลืม แต่เดี๋ยวนี้ เอาอย่างหลับตานี่แหละ หลับตาแล้วไม่หลับนี่แหละ ให้มันมีสติเต็ม ถ้ามันจะหลับ ต้องปลุกตัวเอง ขึ้นมาทันที ต้องมีสติ มีสติต้องรู้นะว่า ตัวจะหลับ ถ้าหลับลงไปแล้ว มันไม่มีสติแล้ว มันหรี่ลงไปแล้ว มันไม่มีสติแล้ว เพราะฉะนั้น เริ่มจะหรี่ นี่เรียกว่า ตกแล้ว ถีนมิทธะแล้ว ตกไปสู่ถีนมิทธะแล้ว ถ้าเริ่มจะหรี่ สติไม่เต็มร้อยนี่ ถือว่า เริ่มแล้ว สติตกลงเหลือ ๙๙ นี่ จะเริ่มมีถีนมิทธะ เพราะฉะนั้น ไม่เอา ให้ตื่นเต็ม แล้วไม่ต้องกลัวว่า จะไม่เข้าภวังค์ ให้มันรู้อยู่ ลมหายใจ เข้าออกอยู่นั่น อย่างชัดๆ อยู่อย่างนั้น ได้ยินอาตมาพูดนี่ ยังไม่ต้องไปคิดถึงเวทนา ยังไม่ต้องไปคิดถึงจิต แล้วในบทต่อไป จะได้ตรวจสอบเวทนา จะตรวจถึงจิต ตรวจถึงนิวรณ์ ตอนนี้ ไม่ถึงนิวรณ์นิเวินอะไรหรอก ตอนนี้ตรวจดูที่ลมหายใจ ดูว่าเราเอง เราเพ่งลมหายใจได้จริงๆไหม เราวอกแวกไปอื่นไหม เราง่วงไหม เมื่อไม่ง่วง แล้วก็ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ต้องไปพูดถึงกาม ไม่ต้องไปพูดถึงพยาบาท จิตให้มันจดจ่อ ไม่ต้องนึก ต้องคิด อยู่กับลมหายใจเท่านั้นก่อน... คอตั้ง หลังตรง คอตั้งหลังตรง ดูตัวเราด้วยว่า เรานั่งอยูในท่าไหน นั่งอยู่อย่างไร ใช้กระแสของความรู้ นี่ พอรู้ๆ ใช้กระแสที่มันจะพอรู้ๆ ตัวเองว่า นั่งอยู่อย่างนี้ๆๆๆ มันนั่งตรงหรือเปล่า ให้รู้อยู่ ให้มีสติ มีความรู้ สติรู้ตัวทั่วพร้อม ให้เต็มที่น่ะ ไม่ต้องกลัวว่า จะไม่เข้าภวังค์ ประเดี๋ยวต่อๆไป ทำจนแข็งแรง เข้าภวังค์แล้ว จะเข้าภวังค์ได้ดี แต่ถ้าเผื่อว่า ไม่ระวังไม่รู้ตัว ไม่รู้ว่า เรานั่งตรง ไม่รู้ว่า เรานั่งเอียงอะไรนี่ เข้าไปในภวังค์ ประเดี๋ยวก็เอียง กระเท่เร่ไปข้างหน้า ข้างหลังอะไร ไม่ได้เรื่องหรอก รูปไม่ดี จะต้องตรงให้ดีๆ ถึงเวลาที่ได้ที่ มันจะเข้าสู่ภวังค์ได้อย่างใส แล้วทุกอย่างจะพร้อม ทั้งข้างนอก รูปนอกก็ดี รูปในก็ดี ไม่ต้องเกร็งตัว นั่งให้มันอยู่ในสภาพที่ตรง ที่ดีเท่านั้น ไม่ใช่เกร็ง นะ นั่งในสภาพที่ตรงดีๆ อย่าเกร็ง เกร็งแล้วเมื่อย นั่งตามรูปที่ดี ของเราให้มันตรงให้ดีๆ โงก อย่าให้ตัวส่าย ดีๆ น่ะ แหงนหน้า ประเดี๋ยว หลังล้มตึงเลย ยั้งไม่อยู่ เคยมีบ่อย นั่งตรงอย่างนี้ แล้วแหงนหน้า อย่างนี้ปึ้บ ลงไปข้างหลัง แล้วหัวฟาดเลยนะ อย่าแหงนหน้า คือ กลัวว่าเราจะหงุบลงข้างหน้า ก็เลยแหงนหน้าขึ้นไปเลย ไอ้นั่นล่ะ ยิ่งหัวฟาด ยิ่งไม่ดีใหญ่ ให้ตรง ให้คอตรง แล้วนะ มันไม่มีถีนมิทธะ ไม่มีง่วง ไม่มีฟุ้งซ่านอะไรมาก เท่านั้นแหละ เราจะ รู้สึกสบายแล้ว โดยเฉพาะพวกที่ปฏิบัติมาเรื่องกาม เรื่องพยาบาท อะไรไม่มาก ไม่มายแล้วนี่ จะเห็นชัดเจนเลย เออ ถ้าเราตรวจดูนิดๆหน่อยๆ ว่ากามเราก็ไม่มี นะ ตอนนี้ ไม่มีอารมณ์กามอะไร ไม่มีพยาบาทอะไร เพราะฉะนั้น มาต่อสู้ ก็ต่อสู้กับไอ้ตัวถีนมิทธะ กับไอ้ตัวฟุ้งซ่านนี่แหละ ถ้ามันไม่มีฟุ้งซ่านอะไร จิตก็อยู่ง่าย จิตก็อยู่นิ่งง่าย จะฟุ้งซ่านอะไรแล้วก็ไม่ตก ไม่ตกเป็นถีนมิทธะน่ะ ไม่ตก อยู่อย่างตื่น อยู่อย่างแข็งแรง ขนาดนั้นน่ะ แค่นี้ คุณจะรู้สึกอารมณ์ได้เลยว่า มันสบาย มันสบายแล้ว ก็หมายความว่า มันไม่มีนิวรณ์ นั่นแหละ มันไม่มีสภาพนิวรณ์นั่นแหละ อย่างน้อยก็เป็นวิวรณ์อย่างหยาบ ไม่มีนิวรณ์อย่างหยาบ ไม่ต้อง ยังไม่ตรวจ ยังไม่ไปตรวจจิตอะไรที่เป็นลึกๆ ยังไม่ต้องตรวจไปถึงขนาดนั้น แค่นี้ก่อน ถ้าเราทำได้ เราจะเห็นว่า แค่นี้ก็สบายแล้ว จะเห็นวิหารธรรม เป็นสุขวิหารธรรม ที่แท้จริง เข้าใจได้เป็นสุขวิหารธรรม ที่แท้จริง มันเบา มันง่าย มันสบายน่ะ ยังไม่ต้องถึงขั้นเข้าไปอยู่ในภวังค์ ในนั้นเข้าไป ที่เป็นสภาพลึก สภาพละเอียด เข้าไปอีก แค่เท่านั้นได้ ไม่มีถีนมิทธะนี่ ตัวนี้แหละ ตัวร้ายล่ะ ลองดู กะให้ดู เวลาเสร็จรายการ เสร็จอะไรต่ออะไรแล้ว รีบไปนอน พักผ่อนให้ดี ไม่อย่างนั้นละก็ พุทธาภิเษกฯคราวนี้ล่ะ ไม่อย่างนั้น ตื่นเช้า เข้ามา เจโตสมถะ มาถึงสมาธิอะไร ก็มานั่งหงุบๆหงับๆ วันๆ หงุบหงับมันทั้งๆวันสิ เสียท่า วันนี้นะได้เวลาเริ่มต้นลองดู จะเห็นได้ว่า บางคนจะได้รู้สึกว่าเราเองนี่ พอนั่งหลับตาเข้าเท่านั้นล่ะ มันหลับเลย จะเห็นได้ชัด เอ๊ะ ทำไมมันง่ายจังเลยนะ ไม่ได้สอนสักหน่อยเลย วิธีนั้นน่ะ ไปเอามาจากไหน ทำไม ช่ำชองจังเลย ไปฝึกฝนตั้งแต่ปานใดมา ฝึกฝนมาหลายปางแล้ว ไอ้ไปติดหลับ ติดอย่างนั้นน่ะ มากมายจริงๆนะ เพราะฉะนั้น เราจะต้องมาลองดูๆ วันนี้ เอามันให้ได้นะ อย่างน้อยที่สุด ไอ้ตัวถีนมิทธะ นี่แหละ เอามันชนะก่อน โดยไม่จำเป็นที่จะต้อง ไปเข้าภวังค์ก่อน ให้มันได้ก่อนเลย อยู่อย่างนี้แหละ ไม่ใช่แว้บ เอาแล้ว พอเข้าภวังค์แว้บ ไม่เอา ตื่นมันนี่ ให้มันรู้ไม่ให้แว้บ แว้บเข้าไป เพราะฉะนั้น พอเข้าภวังค์แล้ว ก็เป็นอย่างนั้น มันจะไปไม่ได้อะไรละน่ะ มันก็กลายเป็น นั่งหลับทุกทีไป แย่กันพอดี ถอดโดย
ประสิทธิ์ ฝ่ายทอง |