
| ราคาของความโลภ (The Price of Greed) | |
บทความพิเศษ โดยพิมลวัฑฒิ์ ชูโต คนไทยคงจะตระหนักดีถึงฤทธิ์เดชของทุนนิยมเสรี ซึ่งมีอายุครบ ๒๙ ปี ในปี ๒๕๕๒ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนไทยต้องจำได้ ถึงการล่มสลายทางเศรษฐกิจของไทย ในปี ๒๕๔๐ อันเป็นผลมาจาก เปิดเสรีทางการเงิน เพราะเชื่อฝรั่งว่า ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง ทางการเงิน ของเอเชียอาคเนย์ บัดนี้ สหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของลัทธิ อนุรักษ์นิยมใหม่ หรือทุนนิยมเสรี ได้เผชิญกับ ความล่มสลาย ทางเศรษฐกิจ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ที่จะได้รับทราบ ความคิดเห็น ของนักวิชาการ ระดับสูง ๒ คนของสหรัฐฯ ในเรื่องดังกล่าว ฟรานซิส ฟูกูยามา เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่น ปัจจุบันเขาเป็นศาสตราจารย์ด้านlnternatonal Political Economy ที่มหาวิทยาลัย จอห์น ฮอบกิ้นส์ หลังยุคสงครามเย็นเขาเขียนหนังสือที่โด่งดังชื่อ จุดจบของประวัติศาสตร์ (The End of History) ในทศวรรษ ๑๙๘๐ (๒๕๒๓) เขาทำงานกับ ประธานาธิบดี โรนัล เรแกน ซึ่งอยู่ในกลุ่ม นีโอคอนเซอร์เวทีฟ หรือกลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ ซึ่งนิยมชมชื่นลัทธิการค้าเสรีอย่างสุดขั้ว หลังจากเศรษฐกิจ ของสหรัฐฯ เผชิญวิกฤติ ขนาดหนัก เมื่อกลางปี ๒๕๕๑ เขาได้เขียนแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับวิกฤติที่เกิดขึ้นดังนี้ ในปี๒๕๒๓ หลังจากได้รับเลือกตั้งเป็น ประธานาธิบดี โรนัล เรแกน ได้เริ่มภิวัฒน์หรือผลักดันหลักการ ๒ หลักการ ไปทั่วโลก นั่นคือ ลัทธิการค้าเสรี และการส่งเสริม ระบอบประชาธิปไตย โดยกระตุ้นให้ชาวโลกเชื่อว่า หลักการ ทั้งสอง จะนำมาซึ่งความมั่นคง ความมั่งคั่งและระเบียบโลกใหม่ ในระดับสากล องค์ประกอบของ การค้าเสรี คือการเปิดเสรีทางการค้า การเงินและการลงทุน ลดกฎระเบียบ และการควบคุม ลดขนาดและบทบาท ของรัฐบาล แปรรูปรัฐวิสาหกิจให้เอกชน ลดภาษีให้คนรวย ด้วยความเชื่อว่า การกระทำดังกล่าว จะกระตุ้น ให้คนรวย ลงทุนมากขึ้น นอกจากนั้น ยังลดการให้ความ ช่วยเหลือของรัฐด้วย เช่น การช่วยเหลือ ด้านสุขภาพและการศึกษา นอกจากอำนาจและอิทธิพลทางทหารซึ่งโจเชฟไนย์ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เรียกว่า พลังแข็ง (hard power) แล้ว สหรัฐฯยังมี พลังนุ่ม ซึ่งสหรัฐฯใช้ในการเผยแพร่ และบีบทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตาม หลักการข้างต้น ได้แก่ การศึกษา สื่อมวลชน (หนังสือ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ ภาพยนตร์ ฯลฯ ) สถานทูต และ องค์กร ระดับโลก เช่น ธนาคารโลกองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (จะกู้ต้องเปิดเสรี) องค์กรการค้าโลก และอื่นๆ ซึ่งอยู่ภายใต้อิทธิพล ของสหรัฐฯ ระหว่างปี ๒๕๒๓-๒๕๓๓ เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างมาก จนมีคำพูดนี้ ในสหรัฐฯ ว่า ความโลภเป็นสิ่งดี (greed is good) อย่างไรก็ตาม ชาวยุโรปเรียก ลัทธิเศรษฐกิจของ สหรัฐฯ นี้ว่า ทุนนิยมคาวบอย (cowboy capitalism) หรือ ผู้ชนะได้หมด แต่ในที่สุด ทุนนิยมคาวบอยก็ล่มสลาย และมีทีท่าว่า จะฉุดกระชาก ให้เศรษฐกิจของทั้งโลก ต้องตกรางไปด้วย อย่างแน่นอน สิ่งบอกเหตุแรกที่ชี้ให้เห็นความบกพร่องของการค้าเสรีคือกรณี วิกฤติต้มยำกุ้ง ในปี ๒๕๔๐-๒๕๔๐ เงินร้อน ได้หลั่งไหลเข้าสู่ ประเทศไทย อินโดนีเชีย และเกาหลี ซึ่งเปิดเสรีด้านการเงินตามคำแนะนำและแรงบีบของสหรัฐฯ ทำให้เกิดฟองสบู่ ทางเศรษฐกิจแล้ว เงินกู้ก็ไหลออก อย่างทันทีใด ประเทศเหล่านั้น ก็ล่มสลาย ในขณะที่ ประเทศ มาเลเซีย และจีน ซึ่งควบคุมการไหลเข้าและออก ของ ทุน อย่างเคร่งครัด ต่างก็รอดจากวิกฤติ อย่างสง่างาม (ต่อมา มหาเธห์ อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียได้รับการยืนตบมือ แสดงความชื่นชม อย่างกึกก้อง หลังการกล่าว สุนทรพจน์ เรื่องความสำเร็จ ในการป้องกัน วิกฤติทางเศรษฐกิจ ของมาเลเซีย ในการประชุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิสต์ฯ) สิ่งบอกเหตุที่สอง คือการขาดดุลบัญชีกระแสรายวัน และดุลการค้าจำนวนมหาศาล (ขาดดุลกระแสรายวัน ๖๙๙ แสนล้าน และ ขาดดุลการค้า ๘๔๔ แสนล้านดอลล่าร์ และมียอดหนี้รวมสูงกว่ายอดจีดีพีถึง ๒.๘ เท่า) ตัวเลข ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึง ความไม่ยั่งยืน ของเศรษฐกิจบริโภคนิยม แบบอเมริกัน และนำไปสู่ ค่าเงิน ดอลล่าร์ที่อ่อนลง ในปี ๒๕๔๓-๒๕๔๔ ผลลบของการลดกฎระเบียบ (deregulation) และการควบคุม ด้านพลังงาน ส่งผลให้อัตรา ค่าไฟฟ้าในแคลิฟอร์เนีย พุ่งสูงขึ้น จนเกินจะควบคุมได้ และในปี ๒๕๔๗ บริษัทพลังงาน ขนาดยักษ์ ชื่อ เอนรอน ล้มละลายจากการฉ้อฉล ของผู้บริหาร และด้วยความร่วมมือ ของบริษัทบัญชี ชื่ออาร์เธอร์ แอนเดอร์สัน ตลอดสิบๆ ปีที่ผ่านมาความ ไม่เท่าเทียม ทางเศรษฐกิจ ขยายตัวอย่างรุนแรง (รายได้เฉลี่ยของชีอีโอ สูงกว่ารายได้เฉลี่ย ของพนักงาน ๔๗๕ เท่า) ผู้ได้ประโยชน์คือคนรวยในขณะที่รายได้สุทธิของคนอเมริกันโดยทั่วไปแทบจะไม่ขยับเลย (คนอเมริกัน ซึ่งหลงใหลบริโภคนิยม เป็นหนี้บัตรเครดิต สูงถึง ๑๘๐ เปอร์เซ็นต์ของ รายได้ และมีหนี้ครัวเรือน ครัวเรือนละ ๑๒๐,๙๘๐ ดอลล่าร์ หรือคนละ ๔๖,๐๐๐ ดอลล่าร์) นั่นหมายความว่า คนชั้นกลาง และคนจนกำลังเรื่อยๆ การส่งเสริมระบบประชาธิปไตย กลับล่มสลายไปก่อนการล่มสลายของเศรษฐกิจเสียอีก เพราะประชาธิปไตย ถูกสหรัฐฯ ใช้เป็นข้ออ้าง สำหรับการยึดครองประเทศอิรัก การทำเช่นนั้น ทำให้ผู้คนในโลกเห็นว่า การส่งเสริม ประชาธิปไตย ของสหรัฐฯ เป็นเพียงลมปาก ในการหาประโยชน์ เท่านั้น และนั่นทำให้มีการนำเอา ยี่ห้ออเมริกา ไปเปรียบกับระบบของรัสเชียหรือจีน การฟื้นฟู ทั้งเศรษฐกิจและ ยี่ห้ออเมริกา จึงเป็นสิ่งทีเสมือน การเดินขึ้นเขา ที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างยิ่ง ยี่ห้ออเมริกา คือระบอบประชาธิปไตยและความกระตือรือร้นของสหรัฐฯ ในการสนับสนุน ระบอบนี้ทั่วโลก สหรัฐฯ ส่งเสริมระบบ ประชาธิปไตย ผ่านงานด้านการทูต การช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ และการทหาร สื่อมวลชน ฯลฯ แต่ปัญหาก็คือ การนำระบอบประชาธิปไตย ไปอ้างว่า เป็นความชอบธรรม ในการรุกรานและยึดครอง อิรัก ทั้งๆ ที่สหรัฐฯ สนับสนุน รัฐบาลเผด็จการ ในซาอุดิอารเบีย ในตะวันออกกลาง อีกหลายประเทศ ในเอเชียกลาง และอื่นๆ ในขณะเดียวกัน ก็ปฏิเสธรัฐบาลของกลุ่ม ฮามาส และเฮสบัลลาห์ ซึ่งผ่านการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย ฉะนั้น สหรัฐฯ ไม่ได้รับความเชื่อถือเลย เมื่อสหรัฐฯ เอ่ยอ้างถึง เสรีภาพ ยิ่งกว่านั้น ยี่ห้ออเมริกา ยังมัวหมอง เพราะการทรมาน นักโทษชาวอิรัก ที่คุกอาบูการิบ ของอิรัก (ผลการสอบสวน ในภายหลังพบว่า นายโดนัล รัมสเฟล รมต.กลาโหม เป็นผู้ออกคำสั่ง) และหลังเหตุการณ์ ๙/๑๑ สหรัฐฯ ยังละเลย ความเป็นธรรมที่คุก กวนตานาโม (เขตเช่า ซึ่งเลิกจ่ายค่าเช่าไปนานแล้ว ในคิวบา) ด้วยข้ออ้างว่า ไม่ต้องปฏิบัติกฎหมาย นานาชาติที่ ว่าด้วย เชลยศึก เพราะนักโทษที่นั่นเป็นเพียง นักโทษนอกกฎหมาย (รวมทั้งไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามคติพจน์ ของศาลสูงสหรัฐฯที่ว่า ความยุติธรรมที่เท่าเทียม ภายใต้กฎหมาย เพราะอยู่นอกประเทศด้วย) การเมืองสหรัฐฯ และการเมืองโลก จะต้องเปลี่ยนแปลง ในสหรัฐฯเอง การนำกฎระเบียบ และการควบคุมกลับมาใช้ เป็นความจำเป็น และกำลังขยายตัวในภาคเศรษฐกิจ การฟื้นตัวต้อง พึ่งการเปลี่ยนแปลง ทางโครงสร้าง ต้องเลิกใช้ ลัทธิเรแกน โดยเฉพาะการลดภาษีคนรวย และ ลดกฎระเบียบต่างๆ รวมทั้งต้องเพิ่มค่าใช้จ่าย ด้านสาธารณะ และสร้างขวัญและกำลังใจ ในภาครัฐด้วย สถาบันการเงิน ต้องการการควบคุมและ ชี้นำอย่างเข้มแข็ง ในระดับโลก สหรัฐฯจะไม่มีโอกาสรื่นเริง กับการครอบงำโลก อีกต่อไป โอกาสที่สหรัฐฯ จะวางระเบียบโลก ด้านเศรษฐกิจ ผ่านธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟ จะลดลง และในหลายส่วนของโลก ความคิดและความเชื่อ แบบอเมริกัน รวมทั้งคำแนะน และความช่วยเหลือของสหรัฐฯ จะได้รับการต้อนรับ น้อยลง นอกจากนายฟรานซิส ฟูกูยามาแล้ว นายพอล แอชเวิร์ท นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสคนหนึ่ง ของสหรัฐฯ ยังกล่าว ในเวลาเดียวกันว่า มันใช้เวลากว่า ๒๐ ปีที่ทุนนิยมเสรีจะมาถึงจุดนี้ มันต้องใช้เวลา มากกว่า ๒-๓ ปีในการแก้ไข และเมื่อสถานการณ์ กลับเข้าสู่สภาวะปกติ ความเป็นปกตินั้น จะไม่ใช่ความเป็นปกติอย่างเดิม เราจะไม่มีเสรีภาพ อย่างที่เราเคยมี ทั้งในระดับครอบครัว และระดับธุรกิจ เราจะต้องอยู่อย่าง อดออม มัธยัสถ์ สมถะ และเคร่งครัด ในวินัย ในปี ๒๕๕๑ รัฐบาลที่เสพติด งบประมาณ ขาดดุล อย่างมหาศาล โดยอาศัยความปรานี ของต่างชาติ (ส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ จากธนาคาร และอีกกว่า ๑๕,๐๐๐ ล้าน ดอลล่าร์ เข้าสู่อุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ ของสหรัฐฯ ซึ่งได้แก่เจนเนอรัลมอร์เตอร์ ฟอร์ด และ ไครสเลอร์ ในปี ๒๕๕๒ คาดว่างบประมาณสหรัฐฯ จะขาดดุลถึง ๑.๐๐ ล้านล้านดอลล่าร์ ธนาคาร องค์กรทางการเงิน และอุตสาหกรรม จำนวนมาก จะย้อนกลับไปอยู่ ในมือของรัฐบาล สำหรับผลกระทบอันเลวร้ายของทุนนิยมเสรีต่อประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้นนาย Federico Mayor และนาย Jerome Binde อดีตผู้อำนวยการใหญ่ องค์การเนสโก และอดีตผู้อำนวยการ ฝ่ายวิเคราะห์ และประเมินขององค์การดังกล่าว เปิดเผยในหนังสือ ที่เขาทั้งสอง ร่วมกันเขียนชื่อ The World Ahead : Our Future in the Making ว่า ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๒๓ ซึ่งเป็นปีที่ ประเทศไทย เผชิญวิกฤติในทางเศรษฐกิจ มีเพียงประมาณ ๑๕ ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศ อุตสาหกรรม เท่านั้น ที่มีโอกาสรื่นเริงกับ การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ส่วนอีกกว่า ๑๐๐ ประเทศ ต้องประสบกับ ภาวะเศรษฐกิจ ชะงักงัน ถดถอย หรือล่มสลาย (รัสเซีย อัฟริกาใต้ อาร์เจนตินา นิวซีแลนด์ ฯลฯ) ประชากรโลกกว่า ๑,๖๐๐ ล้านคน มีรายได้โดยเฉลี่ยต่ำลง และเกิดการขยายตัว ของความแตกต่าง ด้านรายได้ ระหว่างคนมี และ ไม่มี อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในประวัติศาสตร์ เอมี ชัว นักวิชาการชาวฟิลิปปินส์ เชื้อสายจีน ซึ่งทำงานอยู่ในสหรัฐฯ ได้เดินทางไปสำรวจ เพื่อหาสาเหตุของ วิกฤติในประเทศต่างๆ และสรุปไว้ ในหนังสือของเธอชื่อ โลกที่ลุกเป็นไฟ หรือ World on Fire ว่า ในแต่ละประเทศ ต่างก็มีคนกลุ่มน้อย (นายทุนขุนศึก) ที่มีอิทธิพล และควบคุมเศรษฐกิจ และการให้ทรัพยากร ของประเทศ เอาไว้ส่วนใหญ่แล้ว เช่น ชาวจีน ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คนผิวขาวในอัฟริกันใต้ และอเมริกาใต้ ชาว เลบานอน ในอัฟริกาตะวันตก ชาวไอโบในไนจีเรีย ชาวโครแอตในอดีต เชคโกสโลวาเกีย และชาวยิวในรัสเซีย แต่ละประเทศ เหล่านั้น ยังคงสภาวะปกติอยู่ได้ เพราะ เลือด ส่วนใหญ่ ยังหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ แต่เมื่อเปิดเสรี เลือด ได้ถูกดูดไป โดยบริษัทข้ามชาติ จำนวนมาก เหมือนกับสมัย ล่าอาณานิคม ... ขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุด ๕๑ อันดับ ใน ๑๐๐ อันดับแรกของโลก คือบริษัทข้ามชาติ จำนวนบริษัท ของประเทศอุสาหกรรม ขยายตัวกว่า ๑,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ และ ขยายสาขากว่า ๒,๐๐๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากการขยายความแตกต่างด้านรายได้ของผู้คนทั่วโลกแล้ว ทุนนิยมเสรียังทำร้ายชาวอเมริกัน ชั้นกลาง และ ชั้นล่าง อย่างรุนแรงด้วย พอล เอ. เฮลเลอร์ จากกรุงวอชิงตัน เขียนจดหมาย ไปสะท้อนผลร้ายดังกล่าว ในนิตยสาร ไทม์ ฉบับ ๓/๑๑/๕๑ ว่า กว่า ๒๐ ปี ที่ชาวอเมริกันชั้นกลาง และชั้นแรงงาน ต่างเห็นการส่งตำแหน่งงาน จำนวนมาก จากสหรัฐฯ ไปสู่ประเทศ กำลังพัฒนา ได้เห็นรายได้ และเงินออม ที่หดหาย รวมทั้งเห็นกองทุน เกษียณอายุ และ โครงการสุขภาพ ถูกปล้นโดยการลด และยกเลิกโครงการ โดยบริษัท ที่ล้มละลาย หรือต้องควบ รวมกัน ในขณะเดียวกัน คนอเมริกัน ที่รวยที่สุด ๔๐๐ คนกลับมีเงิน และทรัพย์สิน มากเท่ากับคนหลาย สิบล้านคน รวมกัน ปรากฏการณ์ ดังกล่าว ชี้ให้เห็นถึง ความโลภโมโทสัน และกิเลสของ กลุ่มคนร่ำรวย ที่ควบคุมประเทศ สหรัฐฯ อยู่ในปัจจุบัน พอล ครุกแมน ศาสตราจารย์ ทางเศรษฐศาสตร์ปากกล้า ของสหรัฐฯ ผู้ซึ่งเพิ่งได้ รางวัลโนเบล ทางเศรษฐศาสตร์ มาหยกๆ กล่าวเมื่อหลายปี มาแล้วว่า "การค้าเสรีเป็นเพียงสมมุติฐาน ไม่ใช่ความเป็นจริง ที่อนาคต ของประเทศหนึ่งๆ จะขึ้นอยู่กับ ความสำเร็จ ของตลาดโลก" เขา ยังประกาศอีกว่า "จากการเฝ้าสังเกต สมมุติฐาน ในเรื่องการค้าเสรีนั้น ผิดอย่างสิ้นเชิง" สุดท้ายนี้ ขอสรุปในเรื่องความเลวร้ายของระบบ ละโมภนิยม ด้วยการอัญเชิญพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี ๒๕๔๔ มาเสนอดังนี้ " การอยู่พอมีพอกิน ไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความก้าวหน้า มันจะมีความก้าวหน้า แค่พอประมาณ ถ้าก้าวหน้าเร็วเกินไป ขึ้นเขายังไม่ถึงยอดเขา หัวใจวายแล้วหล่นจากเขา ...บางทีทับคนอื่น ทำให้คนอื่น ต้องหล่นไปด้วย อันนี้เดือดร้อน"
บทความพิเศษ ราคาของความโลภ โดยพิมลวัฑฒิ์ ชูโต เราคิดอะไรฉบับ ๒๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๒ |