570130_พ่อครูที่เวทีป้อมมหากาฬ
เรื่อง การปฏิวัติ ๖ แบบ

        อาตมาได้พูดถึงเรื่องปฏิวัติ​ ก็ทวนกันนิดหนึ่งว่า การปฏิวัติ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลง โดยฉับพลัน หมุนกลับ อย่างเร็ว ที่เราทำนี่ ยิ่งกว่าการหมุนเร็ว แต่เป็นลักษณะ ความเจริญ ที่ยิ่งกว่าเยอะเลย พัฒนา หมุนหนีไปจาก ที่เป็นอยู่เดิม ไม่ทวนกลับมา เป็นอย่างเก่า แล้วทีเดียว เรียกว่า ปฏิวัติ เป็นการเปลี่ยนแปลง

        .การปฏิวัติโดยอำนาจอาวุธ มีทหารมีรถถัง มาบังคับรัฐบาลนั้น ให้ยอมแพ้เลย ซึ่งไม่ถูกต้อง ตามลักษณะประชาธิปไตย ที่ใช้อำนาจเบ่งข่ม ผิดธรรมะผิดสัจจะ ที่ควรมี ควรเป็น ซึ่งพอโลกเจริญ ก็เป็นที่รู้กันทั่วว่า การปฏิวัติแบบนี้ ไม่เอากันแล้ว อย่างเรามา ทุกวันนี้ เขาก็หาว่า เราเป็นสายล่อฟ้า ให้ทหารปฏิวัติ แล้วแบ่งอำนาจ กับทหาร ซึ่งเราบอกว่า เราไม่ใช่ เราไม่เอา ซึ่งปฏิวัติแบบนี้ เขาทำกันทั่วโลก หรือใช้อีกคำว่า รัฐประหาร เมื่อยึดอำนาจได้ ก็เรียกว่า ประหารอำนาจเก่า หรือปฏิวัติ แต่ความจริงแล้ว การปฏิวัติเป็นภาษาดี คือการเปลี่ยนแปลง หมุนกลับไปสู่ความเจริญ จะเรียกว่า รัฐประหาร ก็ได้ ให้อำนาจ คืนสู่มือประชาชน ให้คณะใหม่มาทำงาน

        . ประชาชนร่วมกับทหาร ร่วมกับอำนาจบาตรใหญ่ อำนาจอาวุธ ยึดอำนาจมาด้วย กดขี่แย่งชิง ได้อำนาจมาประชาชน ก็ยังไม่ได้มีส่วนร่วม ยังไม่เห็นแก่ประชาชน อย่างแท้จริง
        . การปฏิวัติตัวเอง ตัวเองครองอำนาจอยู่แล้ว แต่ว่าเปลี่ยนเป็นตนเองอีก รัฐบาลใหม่ อย่างจอมพลถนอม เป็นต้น อยากเปลี่ยน ล้มอำนาจเดิม คณะเดิม แล้วตนเอง ยึดเอง แล้วได้อำนาจเต็ม เปลี่ยนได้ดังใจ
        . ประชาชนร่วมกับพลังอำนาจจากนอกประเทศ ที่เขามีอำนาจมาช่วย ด้วยอาวุธ ยุทธภันฑ์ เป็นต้น นี่เป็นอีกแบบหนึ่ง
        .การปฏิวัติโดยประชาชนจริงๆ อาจแบ่งได้สองแบบ
.(..) แบบโดยประชาชน แต่เป็นอำนาจโลกีย์ เป็นอำนาจที่ไม่ต้องใช้อาวุธ ทำด้วย ความดีงาม แต่เป็นการบังคับ กดขี่กันพอสมควร ก็อาจมีการตาย การฆ่ากันบ้าง เพราะคน มีอำนาจ ก็ไปฆ่าเขา ซึ่งเมืองไทย ยังไม่ได้ทำ
.(..) แบบประชาชนใช้อำนาจที่เป็นอธิปไตยแท้ๆ Sovereign power สุดยอดของ ประชาธิปไตย คืออำนาจแห่งความถูกต้องดีงาม ชอบธรรม ถูกสากล ถูกรธน. เป็นอำนาจที่ ไม่เบ่งข่มทำร้าย กับอำนาจเก่า อย่างที่เราทำอยู่นี่ ทำด้วยกลุ่มของ มวลประชาชน ปฏิวัติอย่างสงบ ไม่มีอาวุธเลย เอาความดีงาม ความถูกต้อง มายืนยัน ว่าคุณผิดอย่างไร ทั้งทางกฎหมาย และวัฒนธรรม หลักเกณฑ์ เรามาแจกแจงกัน คุณทำไม่ดีนะ ประชาชน ให้คุณทำแทน แต่คุณไปทำเสียหาย ไม่ดีไม่งาม ฟ้องไปถึง ตุลาการ ถึงองค์กรอิสระ ที่มีหน้าที่ ชี้ผิดถูก มีการตัดสิน พิพากษาได้ เป็นตุลาการภิวัฒน์

        ส่วนประชาชน ก็ทำอย่างดีงาม ไม่ละเมิดไม่รุนแรง ไปทำร้ายทำลายเขา ไม่มีอาวุธ บริสุทธิ์สะอาด อย่างกปปส.ทำ แต่ที่มีรุนแรง บาดเจ็บล้มตาย ก็ไม่ใช่เราก่อ แม้ที่ดาบตำรวจ มายิงเรา ก็ไม่ใช่เราทำก่อน เขามีอาวุธพกมา แล้วมายิง ใส่พวกเรา แต่เขาไปปลิ้นปล้อน กลับกลอก หาว่าเราไปยิงเขา ทำร้ายเขา เขาก็ต้องป้องกันตัว แล้วเราไปรุม ประชาฑันฑ์เขา เรามีแค่นกหวีดกับส้นตีน ก็เลยอ่วมเลย เข้ารักษาที่รพ.

        ซึ่งการปฏิวัติมี ๕ แบบอย่างที่บอกไป หรือเป็น แบบ ที่ ๖ ที่เป็นเรื่องลึกซึ้ง มหัศจรรย์ ขอให้เรารักษา ความดีงาม ออกมาเป็นล้านคน แล้วก็ให้ทำต่อไป ปักหลัก มาเป็นเวลา หลายเดือนแล้วนะนี่ นี่ย่างเข้า เดือนที่ ๕ แล้วไม่รู้ จะทำลายสถิติ แต่ก่อนที่พธม. ทำมา ๑๙๓วัน

        เราพยายาม แต่เขาดื้อด้านโด้อย่างนี้ ถ้าเป็นประเทศอื่น เขาออกไปหมดแล้ว ไม่หน้าด้านหน้าทน กันอย่างนี้หรอก

        การปฏิวัตินี่ ต่างกับปฏิรูป ซึ่งปฏิรูปนี่ เป็นการเปลี่ยนแบบ ค่อยเป็นค่อยไป ตามขั้นตอน เป็นลำดับ ส่วนการปฏิวัตินี่เปลี่ยนเร็ว มันจะต่างกันอยู่

        การปฏิรูป เป็นการศึกษา พัฒนา คนจะค่อยๆปฏิบัติ ทำไปตามลำดับ ให้การศึกษา เรียนรู้ เป็นการปฏิรูป ไปตามชีวิต ตามสังคม เป็นธรรมชาติอยู่แล้ว ส่วนปฏิวัติ นานๆ จะมีที การเปลี่ยน ก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม การให้การศึกษา จึงสำคัญ เมื่อมีความรู้ ก็จะเปลี่ยนการกระทำได้

        การศึกษา จะศึกษาโดยตรง หรือโดยอ้อมก็ตาม ทุกวันนี้ มีสถาบัน มีการศึกษากัน แต่น่าเสียดาย ที่เรียนกันไปแล้วหลักสูตรการสอน เป็นเจตนาที่ไปสอน ความรู้ ความสามารถ ทางเทคนิค ทำได้ทำเป็น ในสิ่งต่างๆ รู้เข้าใจมาก ฉลาดมาก แต่การศึกษา ทั้งหลายทั่วโลก ไม่คำนึงถึงธรรมะ นี่คือสิ่งเสีย

        อย่างอิสลาม เขาคำนึงศาสนา จึงไปรอด เขาเอาศาสนาเป็นหลัก ในการศึกษา เขาอยู่กับธรรมะ แล้วมีการเรียนรู้ ในชีวิต ก็เห็นว่า เขาทำได้ดี แล้วจะอยู่กันได้ยาวนาน ส่วนพุทธ เราทิ้งเลย ไม่ไปวัดวา ยิ่งในกรุงนี่ เห็นเงินเป็นพระเจ้า เห็นงานการ เป็นชีวิตชีวา ความรู้ที่ได้เรียน จากสำนักสูงๆ ก็เอาความรู้ ไปบำเรอกิเลส เพราะไม่ได้ เรียนรู้ธรรมะ แต่พุทธสอนให้รู้ว่า ความรู้ที่ได้ลดกิเลส ดีกว่าอันอื่น ส่วนการสร้างทำ ทางโลก อื่นๆเป็นรอง การรู้จักกิเลสนี่เป็นเอก การกำจัดกิเลส เป็นเอก

        หากจิตรู้จักกิเลส ก็เป็นโสดาบัน เป็นความรู้ที่สามารถ รู้ตัวตนกิเลส เรียกสักกายะ มีวิธีลดกิเลส ด้วยหลักวิชา ของพุทธ แล้วทำให้ ตรงตามหลักคำสอน กิเลสตายสูญได้เลย นี่คือ การเรียน ลดกิเลสของพุทธ ซึ่งไม่ได้ลด ความรู้ฝีมือเทคนิค แต่อย่างใด แต่ไม่ได้ลด ความสามารถเลย แถมจะมีความรู้ธรรมะ รู้จักลดกิเลสด้วย แม้มีความรู้ทางโลก อย่างใดก็ตาม แต่รู้ลดกิเลส เป็นหลักประกันว่า คนนี้ไม่เอาความรู้ ไปบำเรอกิเลส

        เมื่อมีความรู้สามารถ ก็สร้างสรร ไม่เอาเปรียบ ฆ่ากิเลสได้ โสดาบันก็รู้ว่า เอาเปรียบ ทุจริตไม่ดี เริ่มแต่โสดาบัน ก็เป็นผู้ลดพิษภัย ต่อสังคม อาจเห็นแก่ตัวบ้าง แต่ไม่ทุจริต

        ศีลข้อ ๑ ความโกรธก็มีอยู่ แต่ไม่ฆ่าแกง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายสัตว์ใดให้ตาย เป็นสัจจะจริง ไม่เป็นภัย คนก็ยิ่งไม่ฆ่า
        ศีลข้อ ๒ แม้ไม่ลักขโมยของใคร
        ศีลข้อ ๓ ผัวเดียวเมียเดียว ใจระมัดระวัง กายก็ไม่ละเมิด แม้ใจก็ระวังสังวร แต่กายนี่ ถ้าเป็นโสดาบัน ไม่ละเมิดแน่ ไม่จัดจ้าน ระงับได้ข้างนอก แต่ในจิตก็มีอยู่ แต่พยายามลด
        ศีลข้อ ๔ ไม่พูดปด ไม่โกหก
        ศีลข้อ ๕ ไม่มีอบายมุข คือรูปรสกลิ่นเสียง ที่จัดจ้าน ไม่เอาแล้ว ไม่มีการพนัน ไม่มีราคะจัด ไม่มีความรื่นเริง บันเทิงจัดจ้าน ไม่เล่นกีฬา บันเทิงเริงรมย์ ก็จะมีปัญญา รู้ว่า สิ่งใดควรลดละ ไม่คบคนที่ พาไปเสื่อมต่ำ

        สูงกว่านั้น เป็นศีล ๘ หรือศีล ๑๐ ก็ยิ่งไม่ต้องติดยึด ในเงินทอง วัตถุสมบัติข้างนอก ถ้าบรรลุแล้ว เป็นอนาคามี ไม่ต้องแย่งชิงกับใครเลย แต่ทำงานเสียสละ เพื่อสังคม ถ้าบริหารประเทศ ก็ประเสริฐเลย แต่คนไปเข้าใจผิดสอนผิด ไม่นึกว่า พุทธจะมีฆราวาส ที่บรรลุธรรม มาบริหารประเทศ แต่ถือว่า ผู้บรรลุธรรม ต้องไปอยู่ป่าเขาถ้ำ ไม่ยุ่ง ไม่เอาลาภยศ สรรเสริญ กาม แต่ไม่เข้าใจอัตตา เสริมอัตตา รูปภพ อรูปภพ ตลอดเวลา

        พุทธเป็นศาสนาเมือง แต่ไปป่าได้ ไปฝึก แต่บางคน ไม่ต้องไปป่าเลยก็ได้ บรรลุธรรม ในเมืองเลย แต่ทุกวันนี้ สอนกันผิด มากมาย ที่อาตมาพูดนี้ ไม่เหมือนเขา อาตมา มีหลักฐาน ในพระไตรปิฎก แล้วมีคน มาทำตามได้ ก็ได้เป็น หมู่กลุ่มอโศก อยู่กันเป็นหมู่บ้าน ในประเทศไทย

        ออกมานี่ มาปฏิบัติจริง ไม่ได้มาเพื่อ ลาภยศสรรเสิรญ ที่ออกมาเป็นชาวอโศกนี่ เป็นผู้มีภูมิธรรมสูง พอสมควร เขาอาจไม่เชื่อว่า ที่ออกมา ไม่เอาโลกธรรม เพราะเขา มีแต่หลอกคน อยู่ตลอด ว่าจะไม่เอา แต่เอามากมาย

        ที่ทำนี่ลึกซึ้ง ทวนกระแส แต่ทำมาก็อบอุ่นใจ ที่มีคนเห็นทำได้ จนเป็นสังคม ที่เป็นแบบพุทธ ตัดสินใจขึ้นป้าย ที่ราชธานีอโศกว่า “แผ่นดินพุทธ” มีวัฒนธรรม จารีตประเพณีเลย

        มาพูดถึงเรื่อง สังคมประเทศชาติ ซึ่งพุทธนี่แหละ ที่จะเป็นการบริหารที่ดี เพราะไม่แย่งโลกธรรม ส่วนตัวของ คนบรรลุ จะทำเพื่อ ประเทศชาติ อันควรสร้าง ให้แก่สังคม ผลผลิตอะไร ควรทำก็ทำ แต่ตนเอง ไม่สะสม มีอาศัยกินใช้ เพียงพอ แม้จะเรียกว่า เศรษฐกิจ ก็พยายามสร้าง สิ่งที่เป็นอุปทาน อุปสงค์ สิ่งที่สังคมต้องการ จำเป็นสำคัญสูง เราก็รู้ เราก็ทำให้ เป็นคนรู้สามารถ สร้างอุปทานให้ ตามอุปสงค์ ของสังคม ตั้งแต่ ต้องการทางวัตถุ ต้องการข้าว ต้องการอาหาร ที่สะอาด ไร้สารพิษ ต้องการสินค้า ที่เป็นปัจจัย ๔ อโศกเราศึกษา ผลิต สร้างแก่ตนเอง ใช้เพียงพอ แล้วให้ทำมาก เผื่อแผ่ออกแก่สังคม

        ความรู้ไม่สูง ไม่มาก แต่สิ่งผลิตนั้น ไร้สารพิษ ไม่ใช่แค่ปลอดสารพิษ เป็นธัญญาหาร ธรรมชาติ เป็นสิ่งจริง ที่ชาวอโศกทำมาเรื่อยๆ แม้แต่การเมือง เราก็ออกมาทำ ไม่ได้มาแย่งโลกธรรม แต่มาช่วย ให้การเมืองดีขึ้น เพราะการปกครอง ที่ควรทำ บริหารที่ควรทำ เป็นอย่างไร สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นอย่างไร มีหลักเอื้อเฟื้อ มีสาราณียธรรมอย่างไร มีทิศทางเจริญ ของสังคมอย่างไร จนนำ พระราชดำรัส ในหลวง แบบพอเพียง แบบคนจน แบบขาดทุนคือกำไรนี่ พุทธอธิบาย ได้หมด ตรงกันหมด เรียกว่า รัฐศาสตร์ มีเศรษฐศาสตร์ในตัว มีการแบ่งแจกกันในตัว

        เศรษฐศาตร์คือมีอะไรในสังคมแล้วแบ่งแจกกัน ให้ได้เพียงพอ ทั่วถึง อย่างเหมาะควร

        ซึ่งในการแบ่งแจกกัน เราทำด้วยเมตตาเกื้อกูล กิเลสหวงแหนลดลง ก็แบ่งกัน ได้ง่าย ได้พอ เป็นสังคมที่สบาย ไม่ฆ่าแกงแย่งชิง อยู่กันอย่างอบอุ่น

        สังคมศาสตร์ คืออยู่กันอย่าง มีวัฒนธรรม พึ่งแก่เจ็บตายกันได้ วิเศษ แม้อโศก ทำได้บ้าง ไม่ดีอย่างที่พูด เสียทีเดียว แต่มีรูปลักษณ์อย่างนี้

        เมื่อปฏิบัต ให้มีความรู้มีธรรมะด้วย ก็จะบริบูรณ์​ มีหลัก ศีลเด่น เป็นงาน ชำนาญวิชา หรือศีลเคร่ง เก่งงาน ชำนาญวิชา หรือว่า ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา

        การพัฒนามนุษย์นี่ เป็นการศึกษา สังคมจะเป็นสุข เมื่อการศึกษา มีอิทธิพล เปลี่ยนแปลงมนุษย์ เป็นกาย วจี สุจริต ซึ่งมาจากใจ ที่เปลี่ยนแปลงดีขึ้น เป็นสังคมเจริญ ซึ่งยากที่จะเข้าใจ ไทยเราโชคดี ที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นอาริยะ ที่ให้เป็น เศรษฐกิจ พอเพียง ทำแบบคนจน ทำแบบ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เป็นเรื่องน่าตลก ฟังแล้ว ก็จะเป็นไปได้อย่างไร ขาดทุนแล้ว จะได้อย่างไร ขาดทุน ซึ่งไม่ง่าย

        การทำงานของคนในสังคม หลักเศรษฐศาสตร์ ที่เขาทำกัน เขาคิดทุนนี่ คิดหมดเลย ทั้งข้าวของ โสหุ้ย แม้ที่สุด ค่าแรงงานของเรา เขาก็คิดอยู่ในทุน มีค่าโฆษณา ค่าภาษี ที่จ่ายออกไป ค่าที่จะทำให้ ต่ำกว่าทุนได้คือ ค่าแรงงาน



 
๓๐ มกราคม ๒๕๕๗ ที่ เวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ กทม.