ใบแรก

ตอนนี้ดิฉันย้ายนิวาสถานมาอยู่ที่ จ.อุบลราชธานี ทำหน้าที่บรรณารักษ์ห้องสมุด หมู่บ้านสหกรณ์บุญนิยม ราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ แต่พักอยู่ที่อำเภอเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก ใช้เวลาขี่จักรยาน เพียงชั่วโมงเดียว หรือเร็วกว่านั้น

ชีวิตใหม่ช่างแตกต่างจากที่อยู่ในกรุงเทพฯเหลือเกิน ทุกอย่างไม่มีอะไรรีบร้อน ผู้คนมีเวลามากมาย ที่จะพูดคุยกัน ดิฉันรู้สึกตัวเองว่า ใจเย็นลงมาก ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ที่อยู่ที่นั่น และเมื่อใจเย็นลง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ก็ดูไม่เป็นปัญหาเลย มันเป็นแค่สถานการณ์ ที่เราจะต้องปรับตัว ให้เหมาะสมเท่านั้นเอง

อย่างที่เคยเล่าว่า ดิฉันปลูกต้นไม้ทีไร ต้นไม้ตายทุกที แต่ก็ยังอยากจะปลูก วันหนึ่งที่ราชธานีอโศก ดิฉันเดินสวน กับญาติธรรมท่านหนึ่ง เห็นเขาถืออ่อมแซบ (ผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง) มากำมือหนึ่ง ถามได้ความว่าจะเอาไปปลูก ดิฉันก็ขอแบ่งเขา จะเอาไปปลูกบ้าง เขายกให้ทั้งหมดเลย แถมแนะนำ วิธีปลูกเสร็จสรรพ สรุปว่าปลูกง่าย เขาบอกว่า อ่อมแซบอดทน เหมือนคนอีสาน ดินน้ำอย่างไรก็ขึ้น กินอยู่อย่างไรก็ได้

ดิฉันก็เอาไปให้หลานชายปลูกไว้หลังบ้าน ซึ่งเป็นดินทราย หลานชายก็ไปซื้อดิน กระสอบเล็กๆ กระสอบละ ๒๐ บาท มาผสม สามสี่วันแรก ดูท่าทางราวกับว่า ไม่รอดแน่ ทุกต้นเหี่ยวแห้ง ดูจากสถานการณ์ ก็น่าจะตายอยู่หรอก สองวันแรก ที่ปลูก ฝนตกน้ำท่วมแปลง สองวันต่อมาแดดจัด ถึงกระนั้น ดิฉันก็ยังหวังให้มันรอด

แล้วดิฉันก็ไปธุระที่กรุงเทพฯ ขอแวะเล่าเหตุการณ์หนึ่ง ที่กรุงเทพฯ เมื่อดิฉันไปที่ศูนย์บริการ สาธารณสุข ๕๐ บึงกุ่ม เพื่อรับบัตร สวัสดิการประชาชน ด้านรักษาพยาบาล (สปร.) รับบัตรแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ฝากยา สำหรับบริการประชาชน ไปให้ อสม. (อาสาสมัคร สาธารณสุขหมู่บ้าน) ที่ชุมชนสันติอโศก กล่องไม่ใหญ่มาก แล้วก็ไม่หนัก ดิฉันคิดว่า จะเดินไป ขึ้นรถเมล์ ซึ่งจะต้องข้ามถนน ไปสองถนน เดินออกมา ยังไม่ทันพ้นประตูศูนย์ฯ ก็ได้พบคุณป้า ซึ่งอยู่ในชุมชน สันติอโศกด้วยกัน คุณป้ามาร่วมกิจกรรม กับกลุ่มผู้สูงอายุ ที่ศูนย์จัด ให้ทุกเดือน

ทักทายกันแล้ว คุณป้าก็บอกว่า จะไปขึ้นรถเมล์เหมือนกัน ดูระยะทาง และต้องขึ้นสะพานลอย ข้ามถนนด้วย คงจะ ลำบากหน่อย สำหรับคนแก่ ดิฉันจึงชวนคุณป้า นั่งรถแท็กซี่กลับด้วยกัน คุณป้าก็เลยชวนเพื่อนอีกคน ที่เดินมาด้วยกัน ให้ขึ้นรถไปด้วย รถออกไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นเพื่อนอีกสองคน คุณป้าก็ชวนขึ้นรถไปด้วย นั่งเบียดกันหน่อย แต่ก็รู้สึกดี

ดิฉันก็สารภาพตามตรงว่า ดิฉันไม่ชอบคนพูดยาวๆ พูดจบยาก รวมทั้งคนขี้บ่นด้วย ดิฉันจึงไม่ค่อยได้ใกล้ชิด คนเหล่านี้ ทั้งคนหนุ่มสาว และคนแก่ แล้วคนแก่ส่วนใหญ่ ก็มักจะพูดยาวเสียด้วย ดิฉันจึงมักจะทักทาย แล้วรีบหาทางปลีกตัว ไปโดยเร็ว

แต่วันนั้น ความรู้สึกรำคาญไม่มีเลย บอกไม่ถูก รู้แต่ว่ามีความรู้สึกในทางที่ดี

อาจเป็นเพราะไม่เกิดความรู้สึกเสียดายเวลา จึงไม่รำคาญ ที่ต้องรอคนแก่ ขึ้นรถลงรถ ทีละคนสองคน

พอถึงจุดหมายปลายทาง คุณป้าไม่ยอมให้ดิฉันจ่ายค่ารถ ทั้งๆที่ดิฉัน เป็นคนชวนขึ้นรถแท็กซี่เอง คุณป้ากลับ จ่ายค่ารถให้ ขอบพระคุณมากๆ ค่ะ

อยู่กรุงเทพฯ ๓-๔ วัน ดิฉันก็กลับอุบลฯ ปรากฏว่า อ่อมแซบไม่ตายค่ะ มันฟื้นแล้ว ใบที่เห็นเหี่ยวแห้ง ก่อนไปกรุงเทพฯ กลับเต่งตึง เบิกบาน เหมือนหัวใจดิฉัน ที่แสนจะเบิกบาน ในเวลานี้ แค่ต้นไม้ไม่ตาย ก็มีความสุขแล้ว

แค่รู้จักรอ ก็จะได้พบความรู้สึกที่ดีๆ ความสุขของคนเราหาได้ง่ายๆ อย่างนี้เอง ถ้าทำตัวทำใจ ทนแดดทนฝนได้ อย่างอ่อมแซบ ชีวิตก็จะมี แต่ความรื่นรมย์

(หนังสือ ดอกหญ้า อันดับที่ ๙๕ หน้า ๑-๒)