|
 
กินด้วยญาณ ๑๖
ดูกรพราหมณ์ อย่างไรภิกษุ จึงชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล
ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ฉันอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว
เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล ข้อนี้เป็นศีล
ของเธอประการหนึ่งฯ
จุลศีลข้อ ๙ เล่ม ๙ ทีฆ. สีลขันธ. ทุกๆ
สูตร
(ราตรี นั้น หมายความว่ากลางคืน ส่วน
วิกาล นั้น หมายความว่า อันไม่ใช่มื้อ หรือ เวลาที่กำหนด
คือไม่ละเมิดที่ได้กำหนดไว้ ไม่ใช่ไปแปลว่า กลางคืน ซ้ำกับคำว่าราตรี
ดังนั้น คำว่า วิกาลโภชนา นั้น ก็หมายความว่า การอุปโภค
และ การบริโภคนั้น ต้องมีกำหนด มีการประมาณ มีการกะเกณฑ์ จำกัดลงไปแล้วอย่าละเมิด)
ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมฉันโภชนะ แต่ในที่นั่งแห่งเดียว
ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเราฉันโภชนะ แต่ในที่นั่งแห่งเดียวอยู่ ย่อมรู้สึก
ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย มีทุกข์น้อย มีความเบากาย กระปรี้กระเปร่า
มีกำลัง และ มีความผาสุกด้วย
ภิกษุทั้งหลาย มาเถิด แม้พวกเธอทั้งหลาย
ก็จงฉันโภชนะ แต่ในที่นั่งแห่งเดียว (ฉันวันละมื้อ) ภิกษุทั้งหลาย
พวกเธอทั้งหลาย เมื่อฉันโภชนะ แต่ในที่นั่งแห่งเดียวอยู่ จักรู้สึก...
๑. แข็งแรง
(อันตรงกันข้ามกับที่คนธรรมดาๆ รู้สึก
คือกลัวจะต้องอาพาธ หรือ กลัวจะเจ็บป่วยได้ไข้นั่นเอง มันออกจะประหลาดไหม?
ที่พระพุทธเจ้าไม่ยักรู้สึกเหมือนคนเขาคิดกันเอาเอง)
๒. เบากายเบาใจ
(อันนี้ตรงประเด็นแห่งจุดหมาย ของสัจธรรม
คือ ยิ่งกินวันละมื้อเดียวได้ ยิ่งมี ทุกข์ น้อย ผู้ทำได้
และ เกิดวิมุตติญาณทัสสนะแท้ ถูกตรงเท่านั้น จะรู้แจ้ง ในการพ้นทุกข์นี้)
๓. มีโรคน้อย
(เพราะร่างกายไม่หนัก ไม่เทอะทะด้วยต้องอ้วนไป
ต้องมีเนื้อหนังมังสา พ่วงพีพอกเพิ่ม เนื่องมา แต่อาหารมันเหลือ
มันก็ไปสร้างเนื้อ สะสมไขมัน และ อื่นๆ จนเลยเถิด ประทุเป็นมะเร็งก็ยังได้
โรคมะเร็ง คือ โรคผู้ดี หรือ ผู้กินดี ผู้กินมากไปแท้ๆ )
๔. มีพลัง
(อันนี้ตรงกันข้ามกับคนธรรมดาๆ เขาคาดคะเนเอา
คือกินน้อยเพียงมื้อเดียวต่อวัน ก็กลัวจะไม่มีกำลัง แต่พระพุทธองค์กลับตรัสว่า
มีกำลังชัดๆ )
๕. เป็นสุข
(คือสุขเกษมสำราญเป็นที่สุดพร้อม ลงตัวเป็นที่สุด)
จาก...เล่มที่ ๑๒ กกจูปมสูตร มูล.
มัช. ข้อ ๒๕๕ และ เล่มที่ ๑๓ ภัททาลิสูตร มัช. มัช. ข้อ ๑๖๐
เป็นต้น
ภิกษุทั้งหลาย กิจที่พวกเธอต้องทำให้ยิ่งขึ้นไปอีก เป็นลำดับนั้น
คืออะไร?
คือการสำเหนียกตนเองให้ได้ว่าเราจักเป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะอยู่เสมอ
จักพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงฉัน ไม่ฉัน เพื่อเล่น
(เช่น พบกันก็เอาน้ำหวาน, โอเลี้ยง มาให้ฉันกันเป็นเครื่องเล่น
ถ้าจะต้องรับกัน เพราะผู้มาหานั้น เหนื่อยร้อนก็น้ำเย็นบริสุทธิ์
ก็ควรที่สุด ถูกที่สุด เป็น เปยยะ หรือ ไม่ก็อยู่ดีๆ ก็กินเล่นๆ
เมี่ยงบ้าง หมากบ้าง ขนมบ้าง อะไรก็ตาม เรื่องกินเล่นมีเยอะจนไล่ไม่หมด)
ไม่ฉัน เพื่อมัวเมา (คือ ติด หรือ
เคย เช่น ได้เวลาต้องดื่มไอ้นั่น ต้องกินไอ้นี่ อันเกินขอบเขตแห่งการยังชีพแล้ว
เราต้องรู้ใน ของที่เราติด และ ต้องเพียรตัด เพียรลด อย่ามัวเมา)
ไม่ฉัน เพื่อประดับ (คือ ต้องทำให้ดูเขื่อง
ให้ดูยิ่ง ให้เก๋ ให้เท่ ให้ฉาบ ให้พอกหลอกคน เป็นต้น)
แต่ฉัน เพื่อเพียงให้กายนี้ตั้งอยู่ได้,
เพื่อให้ชีวิตเป็นไป, เพื่อป้องกันความลำบาก, เพื่ออนุเคราะห์พรหมจรรย์
เราจักขจัดเวทนาเก่า (คือทุกข์ก็ตาม หิวก็ตาม)
เสีย แล้วไม่ทำเวทนาใหม่ (คือสุขก็ตาม อิ่มจัดจนอึดอัดก็ตาม)
ให้เกิดขึ้น ความที่อายุดำเนินไปได้ ความไม่มีโทษ
เพราะอาหาร และ ความอยู่ผาสุกสำราญ จักมีแก่เรา ดังนี้
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงสำเหนียกอย่างนี้แลฯ
..............................
ภิกษุทั้งหลาย ในการยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย
ผู้ต้องการความเอร็ดอร่อยในอาหาร เธอทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนั้น
อยู่ จักเลิกร้างจากการเที่ยวบิณฑบาต จักเหินห่างที่นั่งอันเป็นป่า
และ ป่าชัฏเงียบสงัด จักมั่วสุมชุมนุมกันอยู่ แต่ในย่านหมู่บ้านนิคม
และ เมืองหลวง และ จักถึงอเนสนกรรม คือการแสวงหาอันไม่สมควร
หลายแบบหลายวิธี (เช่นสั่งซื้ออาหารชนิดที่ต้องการมากินเลยทีเดียว
หรือ คบหากับคฤหัสถ์ให้จัดทำชนิดนั้น ๆ มาให้กินเสมอ เป็นต้น
ฯลฯ) เพราะความต้องการ ความเอร็ดอร่อย ในอาหารนั้น เป็นเหตุ
ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอนาคตภัยข้อที่สอง
ยังไม่เกิดในบัดนี้ แต่จักเกิดขึ้นในเวลาต่อไป พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้
ครั้นได้สำนึกแล้ว ก็พึงพยายาม เพื่อกำจัดภัยนั้น เสีย
ภิกษุทั้งหลาย ในกาลยืดยาวฝ่ายอนาคต จักมีภิกษุทั้งหลายที่มีการอยู่คลุกคลีกับคนผู้ทำอะไรๆ
โดยอาศัยวัดบ้าง และ สมณุทเทส (สามเณร) บ้าง เมื่อมีการอยู่คลุกคลีกันเช่นนั้น
ก็เป็นอันหวังผลเหล่านี้ได้ คือ เธอทั้งหลายจักขวนขวายทำการสะสม
ของกินไว้บริโภคหลายอย่าง หลายประการ และ จักทำนิมิตอันหยาบ
ในการใช้เขาขุดดินบ้าง ในการใช้เขาพราก ของสดเขียวบ้าง (ถึงขั้นบงการทำสวน
ทำไร่กันชัดๆ เลยก็จะมีได้)
ภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นอนาคตภัย ข้อที่ห้า
ยังไม่เกิดขึ้นในบัดนี้ แต่จักเกิดขึ้นในเวลาต่อไป พวกเธอทั้งหลายพึงสำนึกไว้
ครั้นได้สำนึกแล้วก็พึงพยายาม เพื่อกำจัดภัยนั้น เสีย
(อนาคตที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก็คือปัจจุบันนี้ขณะเดี๋ยวนี้นั่นเทียว
จงรู้จงเห็นเอาเถิด ณ ที่ใดเป็นดังคำพยากรณ์ ของพระพุทธองค์แล้วก็จงหยุดเสียเถิด
หากใครจะพยายาม เพื่อกำจัดภัยนั้น เสียได้ ก็จงช่วยๆ กันเถิด!
อย่าให้ล่วงล้ำก้ำเกิน กิจสมณะ ออกไป เป็นบาปเป็นภัยกันนักเลย)
.................................

ภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุ ๘ อย่างเหล่านี้ ย่อมเป็นไป
เพื่อความเสื่อมเสียสำหรับภิกษุ ผู้ยังไม่จบกิจแห่งการปฏิบัติ
เพื่อลุถึงนิพพาน มูลเหตุ ๘ อย่าง อะไรกันเล่า? ๘ อย่างคือ
๑. ความเป็นผู้พอใจ ในการทำงานก่อสร้าง
๒. ความเป็นผู้พอใจ ในการคุย
๓. ความเป็นผู้พอใจ ในการนอน
๔. ความเป็นผู้พอใจ ในการคลุกคลีเกี่ยวข้องกับสิ่งไม่ควร
๕. ความเป็นผู้ไม่คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย
๖. ความเป็นผู้ไม่รู้ประมาณ ในการกิน
๗. ความเป็นผู้พอใจ ในการกระทำ เพื่อเกิดสัมผัสให้สนุกสนาน
๘. ความเป็นผู้พอใจ ในการขยายกิจให้โยกโย้โอ้เอ้เนิ่นช้า
ภิกษุทั้งหลาย มูลเหตุ
๘ อย่างเหล่านี้เอง ย่อมเป็นไป เพื่อความเสื่อมเสียสำหรับภิกษุผู้ยังไม่จบกิจ
แห่งการปฏิบัติ เพื่อลุถึงนิพพาน
|