เรื่อง กิน เรื่องนี้ดูจะเป็นเรื่องใหญ่
และ เป็นเรื่องที่ ถ้าจะพูดกันให้ละเอียดแล้วก็ยืดยาวเอาการอยู่
แต่ก็จะต้องพูดกันเท่าที่จะพอพูดได้ โดยเฉพาะ ปุถุชน ธรรมดานั้น
ถ้าจะห้าม หรือ จะไม่ให้กิน ของโดยไม่ให้รับ รส เสียเลยนี่
มันเป็นเรื่องที่พูดแล้วเขาจะไม่เข้าใจเอาเลยทีเดียว ก็เมื่อเอา
ของกิน ใส่ปากเข้าไปแล้ว จะไม่ให้ เสพรส หรือ รับรส หรือ
มีรส (อร่อย หรือ ไม่อร่อย) ได้อย่างไรกัน ความจริงนั้น ของกินใดๆ
มันย่อมมี รส ของมันแสดงลักษณะออกมาจริงๆ แต่ที่ว่า ไม่รับรส-ไม่มีรส
ที่หมายถึงนั้น มันอยู่ที่ คนผู้รับ ผู้กินเข้าไปนั่นเอง ถ้าผู้นั้น
ไปพิจารณาอยู่ว่า นี่เผ็ดดี นี่หวานดี นี่เปรี้ยวดี นี่อร่อยดี
ก็ย่อมจะเกิดอารมณ์กับรสนั้น ๆ อยู่ แต่ถ้าไม่ไปนึกคิดพิจารณาในลักษณะต่างๆ
ที่มันแสดงออกมาดังกล่าวนั้น เราทำเฉยๆ เสีย เผ็ดก็ให้เพียงรู้ว่าเผ็ดเท่านั้น
หวานก็ให้รู้เพียงว่าหวาน เปรี้ยวก็ให้รู้เพียงว่าเปรี้ยว อย่าเอาความชอบความชังไปนึกคิดพิจารณาเข้าร่วมด้วย
ทำเป็นเฉยๆ หรือ เพียงรับรู้รสที่มันเกิดจริงในปากเราเท่านั้น
ก็พอ ผู้นั้น ก็จะไม่เกิด รัก หรือ เกิด ชัง ในรสที่มันเกิดจริงนั้น
ก็จะมี แต่สัก แต่ว่ารสมันปรากฏ นี่แหละคืออาการที่ใช้ภาษาเรียกว่า
ไม่รับรส-ไม่มีรส
ดังนั้น อาการทุกข์-สุข ก็ไม่เกิดในผู้นั้น
การหมดสิ้นอาการชอบ-ชัง หรือ หมดสิ้นอารมณ์ทุกข์ อารมณ์สุขในจิตสนิทนั้น
คือ วิมุติรส เป็นสภาพนิพพานแท้ๆ ส่วนหนึ่ง
แม้นผู้ใดยังกินทีใด ก็ยังต้องเลือกอาหาร
หรือ เลือก ของกินที่ถูกปากอยู่ ยังคำนึงถึง ของกินที่จะให้
รสอร่อย แก่ตนเสพอยู่ ผู้นั้น ก็ยังกินอย่าง ไม่รู้
(อวิชชา) กินอย่างสัตว์โลกทั้งหลายทั้งปวง โดยเฉพาะอย่าง คน
นี่แหละสำคัญนัก เรื่องมาก และ เลือกมากด้วย จึงมี ภาระ มาก
และ จึงคือผู้มี ทุกข์มากนั้น เอง ถ้าผู้ใดกินโดยไม่เป็นทาสปาก
ไม่เป็นทาสลิ้นมากนัก ก็จะมี ภาระน้อย ทุกข์น้อยลงไปตามส่วน
และ ยิ่งกินได้โดยไม่อนาทรเลย อะไรก็ได้ไม่สำคัญที่ รส ที่
กลิ่น ที่ รูป ฯลฯ เลย ผู้นั้น ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้สิ้นกิเลส
แต่ยังเรียกว่าเป็น ผู้รู้ เสียทีเดียวยังไม่ได้ เพราะแม้จะกินโดยไม่คำนึงรสชาติ
ไม่อนาทรกลิ่น-รูป ฯลฯ แล้วก็ตาม ก็จะต้องมี สติ รู้ให้ได้ถ้วนทั่วด้วยว่า
แม้เราไม่ติดใน รส ใน รูป แล้ว เราก็จะต้อง รู้ ไปให้ถึงว่า
การกินอาหารเข้าไปไว้ในร่างกายนั้น คืออะไร? มันมีความหมาย หรือ
ความสำคัญกับร่างกายเท่าใด?
ดังนั้น ถ้าผู้ใดเห็นท่านผู้ใดกินโดยไม่ปริปาก
คือกินอะไรก็ได้ ไม่เคยอนาทร เลือกสรรพิถีพิถัน ก็จงรู้เถิดว่าท่านผู้นั้น
อยู่ในฐานะพอใช้ได้ มีบารมี ในการเคยหัดละวางเรื่อง รสชาติ
เรื่องรูป-กลิ่น ฯลฯ มาบ้างแล้ว อยู่ในขั้นทุกข์ลดลงได้บ้าง
แต่ก็ยังไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้สิ้นทุกข์
ขั้นต่อมา ถ้าเป็นผู้ใดกินอาหารสำรวม
คือกินกันอย่างไม่ปรุงรสกันล่ะ มี ของคาว ของหวาน ของน้ำ ของแห้ง
อะไรก็เอาเทผสมละเลงคละเคล้ากันลงไปในจานเดียวนั้น แล้วก็กิน
ท่านผู้นี้ก็นับได้ว่าเป็นผู้มีจิตสูงขึ้นมาอีกขั้นหนึ่งแล้ว
พอรู้ว่า กิน คืออะไรขึ้นมาแล้ว แต่ยังไม่ใช่ ผู้รู้ ที่เพียงพอ
ยังต้อง รู้ ต่อไปอีก คือต้องรู้ให้ได้ด้วยว่า อาหาร หรือ
ของกิน ที่เรากินเข้าไปในร่างกายนี้คือ ธาตุ ที่จะเข้าไปสังเคราะห์ร่างกาย
ของเราให้ร่างกายมันทรงอยู่ได้ เรียกตรงๆ ว่าให้มันมี ชีวิต
อยู่ได้นั้น แหละ ผล แท้ ของการกิน มีจุดประสงค์อันแท้จริงอยู่เท่านั้น
เอง ถ้าใครกินเมื่อใดนั่นคือเท่ากับผู้นั้น บรรจุน้ำมัน ใส่ลงไปในรถยนต์
เพื่อเป็นเชื้อที่ต้องใช้ เทียบกับคนก็สำหรับให้ร่างกาย และ
พลังงาน (คือจิต) ใช้เท่านั้น ไม่มีความหมายที่แปลกเปลี่ยนไปจากนี้เลยเป็นอันขาด
ถ้าเราไม่กิน ร่างกายก็จะค่อยๆ แห้งลง ( เพราะจิตมันใช้กายทำงานอยู่)
เซลล์ต่างๆ จะค่อยๆ เหี่ยวหดหายไป ถ้าเราใช้เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
ทำงานมากอย่างมากเรื่อง เราก็จะต้องกินอาหารเข้าไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ
ให้เพียงพอ แต่ถ้าเราใช้เซลล์ต่างๆ น้อยลง อาหาร ที่เราจะเอาเข้าไปในร่างกายให้มันไปใช้กับเซลล์ต่างๆ
มันก็ต้องน้อยลงตาม นั่นคือการ กำหนดอาหาร ลงไปตามวาระ ของผู้ปฏิบัติธรรม
เพราะผู้ปฏิบัติธรรม คือ ผู้ลดภาระ เมื่อลด ภาระ ลงได้จำนวนหนึ่งก็ควรลด
อาหาร ลงไปด้วย เซลล์ส่วนที่ไม่ใช้จะพลอยแห้งเหี่ยวหดหายไปด้วย
ร่างกาย จึงจะแห้งลงไปตาม ถ้ายังกินมากอยู่เท่าเดิม แต่การทำงานคือจิตใช้อวัยวะกายทำงานน้อยลง
และ จิต เองก็คิดก็ปรุงน้อยลง ฟุ้งซ่านน้อยลง (หมายถึงผู้นั้น
ได้ลดภาระตนเองลงได้แล้ว) อาหารนั้น ก็จะไปเกิดเป็นส่วนเกิน
ไปพอกเป็นเซลล์ที่เป็นเนื้อ (บางทีเป็นเนื้องอก) เป็นไขมัน เป็นเซลล์ส่วนทั่วไปที่เกินต้องการ
และ ไม่เป็นประโยชน์ อันจะทำให้ร่างกายเราต้องทำงานย่อยเพิ่มขึ้นเปล่าๆ
ใช้พลังงานไปอีกทางหนึ่งโดยไร้ประโยชน์เปล่าๆ
ดังนั้น ผู้กิน จึงต้องพยายาม รู้ ให้ได้ว่า
เรากินนั้น ในวันหนึ่งๆ เราได้ใช้พลังงาน ของเราไปเท่าใด? ชดใช้กันพอเพียงไหม?
ถ้าน้อยไป ก็ต้องให้รู้ตัวว่าน้อยไป ก็ควรเติม ถ้ามากไปก็ให้ลด
ต้องรับมา และ ต้องใช้ไป พยายามให้พอดี เราก็จะเป็น
ผู้พอดี ความสมดุลแห่งร่างกาย และ จิตใจ (พลังงาน)
ก็จะอยู่ในระดับพอดีเหมาะสม ซึ่งประมาณพอดีนั้น คนหนึ่งกินอาหาร
๒ มื้อก็มากสุดแล้ว ร่างกายยังจะได้อาหารเกินต้องการอยู่เลย
(นอกจากผู้มีพยาธิมาก) ที่พอเหมาะพอควรจริงๆ และ เป็นผู้ได้ลดภาระอันฟุ่มเฟือย
ของตนได้บ้างจริงแล้ว แต่ถ้าผู้ใดยังมีภาระอันฟุ่มเฟือยมากอยู่ก็ต้องกิน
๒ มื้อ (คนฐานะดี ใช้พลังกายพลังใจน้อยลงๆ แล้วนั้น จะสังเกตได้
มักจะอ้วนลงพุงในบั้นปลายชีวิตทั้งนั้น เพราะกินเกิน)
นั่นคือผู้รู้ขั้นหนึ่ง เมื่อ รู้ ได้ดังนั้น
ก็ให้ปฏิบัติตนให้ได้ดังนั้น เราก็จะเป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน
เพราะพิษอาหารเหลืออยู่ในร่างกาย การใช้พลังงานในกาย
ก็จะไม่ถูกใช้ไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือ ใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย
จะมีร่างกายสมบูรณ์พอดี สดใส เบาสบาย กำลังกาย กำลังใจ ก็จะสมบูรณ์พร้อมซึ่งความพอดี
สดใส เบาสบาย กำลังกาย กำลังใจ ก็จะสมบูรณ์พร้อม ซึ่งความพอดีในที่นี้อยู่ที่เจ้า
ของร่างกายนั้น เพราะเซลล์ ของ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้ทำหน้าที่ก็ไม่เป็นไปเท่าเทียมกัน
แต่ส่วนมากจะไม่อ้วนลงพุง หรือ มีเนื้อหนังมากเกินขอบเขตเป็นแน่นอน
เมื่อผู้รู้นั้น รู้ กาย รู้ จิต ของตนแท้ๆ จริงๆ และ มีการกำหนด
มีการประมาณเป็นแล้ว ถูกตรงแล้วจริงๆ ไม่เป็นทาสลิ้น ไม่เป็นทาสใจอยากใจเคยแท้ๆ
ผู้รู้ขั้นนั้น ก็เป็นผู้รู้ที่เพียงพอแล้วสำหรับการเป็นอยู่อย่างถูก
แต่ก็ยังไม่ครบถ้วน ถ้าจะให้ดี ให้ชอบ ให้ควรยิ่งขึ้น ผู้รู้
นั้น ก็จะต้อง รู้ ต่อไปอีกว่าการกินนั้น จะต้องกิน
แต่ในสิ่งที่ควรที่สุด เช่น มี ผัก กับ เนื้อสัตว์
ให้เราเลือกกิน เราก็ควรเลือกกิน แต่ ผัก (คำว่า เลือกในที่นี้ต้องพยายามเข้าใจไปในทางที่ดีที่ถูก
ของผู้มีธรรมะ) เพราะผักเป็นอาหารที่มีธาตุที่จะให้คุณค่าแก่ร่างกายได้เหมือนกันกับเนื้อสัตว์
เมื่อผักก็มีมาก เนื้อสัตว์ก็มีมากให้เลือกได้ เราก็ควรมี สติ
เลือกกินที่เหมาะที่ควรที่สุด และ ดีที่สุด
ทำไม จึงต้องใช้คำว่า เลือก ทั้งๆ ที่ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งปวงเรียนกันมาว่าต้องไม่เลือกอาหาร
หรือ สิ่งใดที่มีผู้ให้มานั้น ๆ ถ้าใครปฏิบัติดังนั้น ก็จงทราบเถิดว่า
นั่นคือเรียนมาผิด ผู้นั้น ไม่ได้ชื่อว่า มีสติ ผู้นั้น ปฏิบัติตามธรรมชาติอย่างไร้ปัญญา
ตามยถากรรม ตามมีตามเกิด และ ตามมีตามได้ จนไร้การวิตกวิจารณ์
ไร้ธรรมวิจัย การ เป็นอยู่ อย่างนั้น เป็นการ เป็นอยู่ ที่ผิดวิสัย
ของผู้อยู่ในธรรม เพราะผู้อยู่ในธรรมจะขาดการวิตกวิจารณ์ หรือ
ธรรมวิจัยไม่ได้ แม้ชั่วขณะเดียว และ นอกจาก สติ ก็จะต้อง
พิจารณา (ธรรมวิจัย) อยู่ตลอดเวลาด้วย จึงจะเรียกว่า วิปัสสนา
และ ต้องพิจารณาให้ถูกทำนองคลองธรรม คือต้องครองให้เป็นธรรม
หรือ คิดให้ถูกที่สุด ทำให้ดีที่สุดนั่นเอง จึงจะได้ชื่อว่า
ผู้รู้ (พุทธะ) มิฉะนั้น ก็จะเป็นผู้กระทำผิดทำนองคลองธรรมได้
ถ้าไม่พิจารณาให้ดีถ้วนทั่วทุกขณะจิต หรือ คือ ถ้า ไม่เลือก
นั่นเอง
จงทำความเข้าใจกับคำว่า เลือก ให้ดีๆ
เราเลือกเอากิเลสออก กับเราเลือกเอากิเลสให้ตน มันก็ล้วน แต่
เลือก ด้วยกัน และ จะต้อง เลือก เสมอๆ ที่สุดแม้เราจะหมดกิเลสแล้วจริง
เราก็ยังต้อง เลือก อยู่อีกแหละ ทีนี้ต้องเลือกทำทุกอิริยาบถ
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่โลก แก่ผู้อื่น คือต้อง เลือก ทำ แต่
กุศล หรือ จะทำอะไรก็ต้องเป็นตัวอย่างที่โน้มเอนไปในทิศทางสู่ดี
เรียกว่า ยังกุศลให้ถึงพร้อมอยู่เสมอๆ หรือ ถ้าจะ
สังขาร จะก่อจะทำ ก็ต้องให้เป็น ปุญญาภิสังขาร
เสมอๆ