|
๑๖. ปัจจเวกขณะญาณ
คือ ความรู้ที่เกิดจากการทบทวนไปมา เป็นความเข้าใจแจ่มแจ้งชัดลึก
แน่แท้ ละเอียดขึ้น สุขุมขึ้น ตั้งแต่ญาณ ๑ ถึงญาณ ๑๕ หรือ อื่น
ของ ใด ของ ก็ตามที่เป็นธรรมอันเป็นไปเพื่อความละคลาย
ผู้จะมี ญาณ
หรือ มีความรู้แจ้งแจ่มชัดได้แท้ ของ ต้องอาศัยการ ปัจจเวกขณะ
คือทวนแล้วทวนเล่า พิจารณาอีก ย้อนไปย้อนมา ยิ่งมาก ยิ่งลึก
ยิ่งเจริญแท้ ของ ผู้ใดมี ผล แท้ ของ ก็จะยิ่งแทงทะลุตลอดในธรรมได้มากแท้ยิ่งขึ้น
ผู้ใดมี ผลเทียม หรือ ไม่มี ผล เป็นสภาวะบรรลุหลุดพ้นจริง
แต่เอาบัญญัติ เอาแต่ภาษามานึก มาคิดผกผัน มันก็จะวนเบี้ยวไปเบี่ยงมาตามภูมิ
ของผู้นั้น แต่จะไม่ส่งเสริมให้อยากสละ อยากละ อยากคลายเพิ่มขึ้น
เพราะ แม้จะสละ ก็เพื่อจะได้มา แม้จะทำทาน ก็เพื่อสร้างความโลภใส่จิตอยู่นั่นเอง
มันไม่มี วิมุติญาณทัสสนะ อันเป็นความรู้ใน วิมุติรส จริง
มัน จึงไม่มีอะไรจะอุปการะ หรือ ช่วยเหลือส่งเสริมดุนดันให้อยากเพิ่ม
วิมุติ ที่สูงขึ้น ของ ของ ไปเรื่อย ของ อีก เพราะ มันมีแต่
โลกียะรส จึงมีแต่โลกียะ อุปการะเร่งเร้า มันไม่มี วิมุติรส
จึงไม่มีวิมุติอุปการะเร่งเร้าให้อยากได้ วิมุติ ยิ่งขึ้นนั่นเอง
ส่วนผู้มีสภาวะ
ผล จริง จะยิ่งคิดยิ่งไตร่ตรอง เพ่งทบทวนพิจารณาลงไปใน ผล
นั้น ของ มากเท่าใด และ ยิ่งรับสัมผัส รู้เห็นต่อสภาพธรรม ของโลกียะมากเท่าใด
ของ ก็ยิ่งแจ้งโลก ยิ่งชัดในความหลอก ความเป็นภาระ ของโลกียะมากเท่านั้น
ของ ก็จะยิ่งเกิดศรัทธา เกิดความเชื่อมั่น เห็นแท้เห็นจริง ชัดใน
วิมุติ ในสิ่งใหม่เรื่องใหม่อันใหม่ที่ตนยังติดยังยึดอยู่อีก
ความจริงมันจะอุปการะ ผู้ปฏิบัติตรงปฏิบัติถูก เป็นเจ้า ของ
มรรค-ผล ที่แท้จริงอย่างนี้จริง ของ
ความหยาบ ความละเอียดลึกซึ้ง
ในสิ่งที่ตนเข้าไปติดยึดนั้น มัน จึงมีมากอยู่ แต่รวมลงแล้ว
ย่อ ของ สั้น ของ ก็ปิด อบาย ให้ได้ก่อน คือตรวจดูตนว่า เราหลงติด
อบายมุข ใด ของ บ้าง แล้วเลิกวางมาให้ได้ ต่อมาก็ลาภ-ยศ-สรรเสริญต่าง
ของ แล้ว จึงสุขต่าง ของ ที่ตนติด สุขที่หลงสร้างวิมาน อยากได้โน่นอยากได้นี่
อยากเป็นเศรษฐี เป็นผู้มียศฐานะ ผู้มีคนชมคนยกย่อง อันเป็นการสร้างภพ
สร้างชาติก็ตาม สุขที่หลงในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส อันเป็นกามก็ตาม
ก็ต้องละต้องเลิก ต้อง วิมุติ มันให้ได้ สุดท้ายชั้น อัตตา
หรือ อาตมัน คือ จิตชั้นลึก ชั้นหลงยึดติดในภูมิจิต ของตน
อันเป็นอุปกิเลสทั้ง ๑๐ ดังกล่าวแล้ว ก็จะได้รู้ได้เห็นในจิต
ของตนนั่นแหละ ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปตามลำดับ ของ เป็นรูปเป็นรอย
เป็นเค้าโครงให้เราจับถูกตัวถูกตน ถูกฐาน ถูกสภาวะ ถูกรูป ถูกนามแท้
ของ จริง ของ เรา จึงจะปฏิบัติได้ผล ถูกเนื้อถูกตัว เป็นจริงเป็นจัง
ญาณทั้งหลายทั้งปวง
๑๖ ลำดับนี้ จะเกิดจริงมีจริง เกิดเองเป็นเอง เมื่อผู้ใดประพฤติปฏิบัติจริง
ตรงตามมรรค ดำเนินแท้ตามหลัก ศีล-สมาธิ-ปัญญา และ พากเพียรให้ได้ตามองค์ธรรม
ของ สัมโพชฌงค์ ๗ หรือ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ญาณย่อมเกิดจริงในบุคคลผู้ประพฤติจริง
แม้จะไม่ต้องเรียนรู้ปริยัติ ของ ญาณ ๑๖ นี้เลยก็ได้ เพราะ ไม่ใช่ความจำเป็นอะไรนัก
ถ้าผู้ใดศรัทธาในพระพุทธ พระธรรม และ มีพระสงฆ์ช่วยบอก มรรค
อันเป็น ศีล หรือ ธุดงควัตร หรือ ข้อสมาทานให้ปฏิบัติ ผู้นั้น
ก็จะเดินทางไปสู่ที่สุด คือนิพพาน ได้โดยแท้จริง
เพราะ ..............
ปริยัติ
คือ ศีล หรือ ธุดงควัตร หรือ ข้อสมาทาน ที่จะนำไปประพฤติ
นี่เรียกว่า มรรคแท้ เป็นแผนที่ชี้บอกทางเดิน ที่จะต้องเอามาเดินแท้
ของ ให้ถึง จุดหมาย ไม่ใช่ไปมัวเมาเอา จุดหมาย มาท่องมาเรียน
ได้ภาษาอธิบายรูปร่าง ของ จุดหมาย แล้วเราก็เลย หลงตน นึกว่า
เรา รู้แล้ว เรา ได้สิ่งนั้น แล้ว แท้ที่จริงได้เพียง ภาษา
ได้เพียง อัตตา ที่เป็น วาทะ ก็เลยยึดเอาไว้เสียแน่น (อุปาทาน)
หลงตัวหลงตนว่า ตนรู้-ตนเก่ง-ตนได้สิ่งนั้น เอาด้วยจริง ของ
คนเช่นนี้แหละเรียกว่า ผู้มีแต่ อัตตวาทุปปาทาน มีกันมากเหลือเกินในหมู่นักธรรมะ
ถ้าเราปรารถนาจะมี ขนมปัง อยากได้ ขนมปัง ก็ต้องเรียนรู้
วิธีทำ ตั้งแต่ง่าย ของ แล้วมาลงมือทำจริง ของ จนได้จับ ขนมปัง
จริง ของ แล้วเราจะรู้ว่า ดีไม่ดีแค่ใด อยากให้ดียิ่งขึ้นก็แก้ไขเพิ่มเติม
วิธีทำ เพิ่มเข้าไปอีก เพิ่มกลเม็ด หรือ วิธีทำที่ลึกซึ้งพิสดารเข้าไปอีก
เราก็จะได้ ขนมปัง แท้ และ ดีขึ้น ของ มิใช่ว่า อยากได้ ขนมปัง
แล้วไปเรียนลัดเอาแต่เพียง ขนมปัง คืออะไร? พอได้รู้ว่า ขนมปัง
คืออะไร? แต่เพียงภาษา เพียงบัญญัติ แล้วจะคิดว่า ตนได้ ขนมปัง
แล้วนั้น เป็นการหลงผิดจริง ของ และ ถ้าใครไปเรียนอย่างนั้น
จริงมันก็มักจะ หลงผิด หรือ หลงตนเอาจริง ของ เสียด้วยนะ!
ปฏิบัติ
คือ ทำจริง ของ ให้เกิดผลลงไปที่จิต ให้ได้ตามปริยัตินั้น
ของ ทำให้เก่งให้ช่ำชองจริงจัง จนมั่นคง หรือ ตั้งมั่นลงที่จิต
เรียกในภาษาบาลีว่า สมาธิ (อธิจิต หรือ จิตที่ถูกสำรอก ได้ลด
ได้ละ ตัณหา อุปาทาน ได้เลิกสิ่งเสพย์ติด สิ่งที่ตนเมามาย อันมีตั้งแต่หยาบ
ของ ไปจนละเอียด เช่น เมาอบายมุข เมาลาภ-เมายศ-เมาสรรเสริญ สุดท้ายเมาสุขนั่นเอง
ออกมาแท้ ของ ได้ตามลำดับ ของ) นี่คือ ผล แท้
ปฏิเวธ คือ
ผลที่จะบรรลุก็จะสูงขึ้น ของ ที่สุดก็จะเป็นปัญญา เป็น ญาณ
๑๖ เป็นความรู้แจ้ง เป็นการประสพผลชัดเจนจริงจัง และ ท้ายสุดแท้
ของผล ในการละ การวางจากกิเลส ตัณหา อุปาทาน ทุกอันคือ นิพพาน
แท้ อันมีทั้งเจโตวิมุติ และ วิมุติญาณทัสสนะ
ญาณ จึงคือ
ผล คือ ตัวเกิดจริงเป็นจริงเองตามหลังการปฏิบัติที่แท้ ซึ่งไม่ต้องเอามาท่องมาจำก็ได้
แต่เมื่อผู้ใดมี ญาณ แท้ ของ แล้วเอาปริยัติมาอธิบายเทียบเคียง
ก็จะรู้จริง เข้าใจได้แท้ เห็นได้ สัมผัสเทียบเข้าไปกับผู้บรรลุ
ญาณ ๑๖ นั้น ของ ในแต่ละเรื่อง แต่ละภูมิ ของตนได้ แต่ถ้าเรายังไม่ได้ปฏิบัติเลย
ก็ป่วยการจะไปนั่งเรียน อ่าน ฟัง ท่องบ่นมา เพราะ มันไม่ใช่ฐานะ
ไม่ใช่ลำดับ ของ ปริยัติ สำหรับผู้ยังไม่มีการ ปฏิบัติ จนประสพผลจริง
ของ
ปริยัติ หรือ
มรรคผลนั้น คือ ศีล คือ ทาน (คือการทำตนให้เกิดการ ให้
ให้ได้ ทำตนให้ ละ ทำตนให้ ทิ้ง ออก ให้ได้ หรือ ทำตนให้
เลิก สิ่งที่ตนหลงให้ได้)
ปฏิบัติ หรือ
ผลนั้น คือ สมาธิ คือ อธิจิต (จิตที่ รู้ และ หลุด
หรือ ให้ออกไป หรือ ทิ้งไป ได้จริง ของ)
ปฏิเวธ หรือ
นิพพานนั้น คือ ปัญญา หรือ คือ ญาณทั้ง ๑๖ นี่แล
ที่เกิดจริงมีจริง เป็น สภาวะ ในจิตแท้
จะรู้ภาษาเรียกญาณ
๑ ญาณ ๒..............ฯลฯ หรือ ไม่? ไม่สำคัญนัก! ขอให้ปฏิบัติจนบรรลุผลเกิด
ญาณ ที่แท้จริงก็แล้วกัน.
๒๐ ก.ค. ๒๕๑๖
|