[เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 1/1
14/15

 

๑๕. ผลญาณ คือ ความรู้แจ้งในสภาวะที่ตนได้ตนมีตนเป็น อันก็คือการตัด “โคตรภู” ของตนจากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน แต่ละอันแต่ละอย่างมานั่นเอง อบายมุขเอย โลกามิส ๘ เอย กามคุณ ๕ เอย อัตตาในจิต ของตนเอย ทั้งหลายนั่นแล ผู้มี “ผล” แท้ รู้แจ้งเป็น “ญาณ” ก็รู้จริง เพราะ มีจริงด้วย เข้าใจถ่องแท้ด้วย

เช่นเดียวกันกับ “มรรคญาณ” คือ มันเป็นความรู้ชัดเจนแจ่มแจ้งที่เกิดจาก “ปฏิสังขา” และ “ปัจจเวกขณะ” ถ้าผู้ใดไม่มี “ผล” ในตนแท้ ของ จะนำ “ผล” มาพูดนั้น ก็พูดอย่างคนตาบอดมาแต่กำเนิด อธิบายเรื่องสีต่าง ของ ว่า สวยอย่างนี้ ดีอย่างโน้น พอถูกซักเข้าชัด ของ ก็จนแต้ม หรือ ละอายไป ความละอายจะทำให้ผู้ไม่มี “ผล” มักจะบิดเบือน-บดบัง “ผล” ที่แท้จริงไปเรื่อย ของ ในที่สุดก็เลยไม่รู้ว่า “ผล” แห่งการปฏิบัติธรรมคืออะไรแท้ ของ ละอะไร? เลิกอะไร? หยุดขาด พรากจาก เว้นหยุดในอะไร? ก็เลยไม่รู้กัน ทั้ง ของ ที่เลิกสิ่งที่ “คน” ทั้งหลายติด ของ ยึด ของ อยู่แท้ ของ ก็พูดไม่ออก บอกไม่ได้

เพราะ ผู้รู้แบบปริยัติ หรือ รู้แต่เพียงภาษานั้น ไม่กล้าพูดตรง ของ ไม่กล้าเปิดเผย มันอาย มันฟ้องตัวเองที่ตัวเองยังละ ยังเลิก ยังหยุดในสิ่งนั้น ของ เรื่องนั้น ของ ไม่ได้ แต่ตัวอยากเป็นอาจารย์ อยากเป็นผู้สอน เลยตีขลุมไปพูดถึงแต่ “ผล” ขั้นสุดท้าย ในจิตขั้นลึก ขั้นสุขุม ขั้นปลาย “ผล” ขั้นต้น ขั้นกลางทั้งหลาย อันจะต้องละเลิก หยุดขาดมาตามลำดับเลย ไม่พูดกัน ไม่หัดวาง ไม่หัดละกัน เพราะ ถ้าพูดเข้า มันฟ้องอยู่โทนโท่ในตัวอาจารย์ ผู้ละสิ่งที่เป็นกิเลสหยาบ ของ ต้น ของ (วิติกมกิเลส) หรือ กิเลสกลาง ของ (ปริยุฏฐานกิเลส) ยังไม่ได้นั้น ของ จึงหลบ ของ เลี่ยง ของ ไปพูดถึงแต่กิเลสละเอียด ขั้นลึกสุด (อนุสัยกิเลส) อันรู้ไม่ได้ง่าย ของ เห็นกันได้ยาก เพราะ มันชั้น “จิต” (รูป-จิต-อรูปจิต) ชั้นความเกี่ยวข้องจริง ของ “จิตสังขาร” คนรู้เห็นไม่ได้ง่าย ก็พอกลบเกลื่อน ลูกศิษย์ลูกหาไปได้ จึงหาผู้บรรลุได้ยาก หาผู้เข้าใจจริง ของ ได้น้อย หนัก ของ เข้าก็พูดกลบเกลื่อน สำทับเข้าไปอีกเสียเลยว่า ใครจะพูดถึง “ผล” อันเป็นคุณวิเศษ (อุตตริมนุสสธรรม) ที่ตนละ ตนเลิกได้ ให้ใครได้ยินไม่ได้ เป็นการเสียหาย เพราะ แท้จริง ตนนั้น รู้แก่ใจตนเองดีว่า ตนยังไม่บรรลุ จึงบิดพริ้วเสียว่า พูดถึงคุณวิเศษที่ตัวหลุดพ้นแล้ว ให้ใครได้ยินได้ฟังไม่ได้ เนื่องด้วยตนยังกระดากอายที่จะอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน หรือ ตนยังรู้ว่า ขืนพูดไปตนก็ปาราชิก นั่นแลเป็นเหตุให้อาจารย์ผู้ไม่บรรลุหาเหลี่ยมมุมมาพูดเรื่องบิดพริ้วเหล่านี้ แถมกล้อมแกล้มผลักไสเข้าไปตู่เอาง่าย ของ ด้วยว่า ถ้าใครขืนพูด ผู้นั้น “ปาราชิก” เอาด้วย ถ้าเป็นพระ นี่ก็เป็น เพราะ ผู้อยากเป็นอาจารย์ ผู้ไม่มี “ผล” เกิดในตน ได้บิดเบือนแก้ขวยให้แก่ตนเพียงความโลภใน ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข อยู่เท่านั้น จึงเป็นเหตุแห่งความเสื่อม ของศาสนาอย่างร้ายเรื่องหนึ่ง

ผู้มี“ผล”ในตนแล้วจริง จะนำมาอวดมาแสดงได้เสมอ และ ควรแสดงควรอวดยิ่งด้วย โดยเฉพาะ “ผล” ในสิ่งที่ตนละ ตนเลิก ตนวาง ตนตัด “โคตรภู” ออกมาได้จริง และ ไม่ใช่ “ผล” ในเดรัจฉานวิชชา หรือ อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่เป็น “ผล” ของอนุศาสนีปาฏิหาริย์ คือ ผลที่พ้นทุกข์ได้ ผลที่ได้หลุด ได้พรากจากสิ่งที่โลก ของ เขาติดเขายึด “ผล”อย่างนี้จงประกาศเป็นคำสอน (อนุศาสนี) “ผล”เช่นนี้ จงแสดงให้เป็น“ศาสนา” ให้ได้ คือแสดงให้คนรู้ นำไปประพฤติจนบรรลุพรหมจรรย์ (ศาสนา) ให้ได้นั่นเอง เป็น “คาถา” บ้าง คือบทสั้น ของ ย่อ ของ หรือ เป็น “คัมภีร์” บ้าง คือแจกแจงอธิบายให้ละเอียด สุขุม พิศดาร (อาคม) และ อันไหนเป็นคำสั่ง ของพระพุทธเจ้า (อาณา) เราก็อ้างก็บอกก็นำมาประกอบมาเทียบมาเคียง อันไหนเป็นคำพูด ของเรา คำอธิบาย ของเรา เป็น “คัมภีร์” บ้าง เป็น “คาถา” บ้าง เราก็บอกชัดว่า เป็น “อาคม” ของเรา จึงจะได้ชื่อว่า เป็นผู้จรรโลงศาสนา ผู้สืบต่อศาสนา (เลข) ไม่ใช่มามัวอมพะนำ “ผล” มานั่งปิดบัง “ผล” กันไว้ หรือ แม้แต่ “มรรคญาณ” ที่แท้จริง อันเกิดจากการปฏิบัติ เป็นปฏิเวธธรรมก็เช่นกัน จะต้องอธิบาย จะต้องอวด ต้องแสดงให้มาก ต้องพูด ต้องกล่าวเป็นคำสอนให้มาก จึงจะเรียกว่า ผู้มี “อนุศาสนี” หรือ ผู้สืบต่อ “ศาสนา” แท้ และ เป็นตัว “ศาสนา” จริง ของ อย่าให้มีแต่ “อนุศาสนี” ที่เป็น “มรรคง่าย” หรือ “มรรคใหญ่-มรรคสูง” จนเกินฐานะตนอยู่มากมายเกลื่อนกล่นนัก “ศาสนา” มันจะกลายเป็น “กิเลสหนา” กันไปหมดแล้ว ขอให้มี “สัมมามรรค” คือ “มรรคขั้นต้น” แล้วก็ “มรรคขั้นกลาง” ไปตามลำดับแห่งบุคคลกันบ้าง อย่าหลงอยู่แค่ “มรรคขั้นสูง” เป็น “มรรคใหญ่ใฝ่สูง” จนเกินฐานะ เกินจริง ของตนแต่ละบุคคลอยู่นักเลย เร่งตรวจจิตกาย ของตนเข้าแท้ ของ บ้างเถิด

ปัจจุบันนี้ผู้ประกาศ “มรรค” เบี้ยว ของ มีมาก เพราะ ไม่ใช่ตัว “ศาสนา” แท้ ไม่ใช่ผู้มี “มรรคญาณ” ที่เกิดหลัง “โคตรภูญาณ” และ แถมถูกเสี้ยมสอนมาจาก อาจารย์-เกจิอาจารย์-ปาจารย์เก่า ที่ไม่บรรลุดังกล่าวแล้ว พาปิดบังสิ่งที่ไม่ควรปิด พาพูดในจุดที่รู้ได้ยาก เข้าใจไม่กระจ่างแล้วก็โพนทนาว่า เป็น “มรรคสูง” เป็น “มรรคใหญ่” มี “มรรค ๔” เท่านั้น อันจะออกลูกภาษามาเป็นคำสวยว่า โสดาปัตติมรรคบ้าง สกิทาคามิมรรคบ้าง ฯลฯ เรื่อยไป แต่จริง ของ แล้วมักจะพูดกันแต่ “อรหัตตมรรค” อันเป็นมรรคสูงสุด มัน จึงไม่งามเป็นต้น-กลาง-ปลาย จึงไม่ค่อยได้อะไร ก็จะได้แค่ภาษา และ ติดอยู่วนอยู่แต่กับภาษาก็ดูสูง ดูใหญ่ดี ทว่า ไม่เข้าหาสภาพ ของเนื้อแท้ที่ตนจะต้องหัดลงมือละลงมือตัดกันเลย จึงทำให้ศาสนาล่าช้า บิดเบี้ยว และ ตกต่ำลง เสื่อมลง ของ อย่างแท้จริง

ธรรมะ ของตถาคตเป็นไปเพื่อความละ ความคลาย ความหน่าย ความเลิก ความวาง ตั้งแต่เรื่องรูปหยาบ ของ วัตถุชัด ของ ที่มันเฟ้อ มันควรลด ควรละ ควรหน่าย ควรเลิก มาให้ได้เป็นระดับ ของ ก็ไม่พูดกันแล้ว มีแต่พิธีการ จะหลอกให้คนหลง ลาภ-ยศ-สรรเสริญ และ ติด “สุข”

สอนให้เลิก “โลภ” ในลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข ไม่พูด แต่หาทางยั่วยุให้คนโลภในลาภ ในยศ ในสรรเสริญ ในสุข ยิ่งขึ้น โลภแม้ในบุญที่ปั้นรูปสวรรค์ ปั้นเทวโลกล่อให้หนักเข้าไปเสียอีก ทั้ง ของ ที่คำว่า “บุญ” นั้น สภาวะจริง ของ มันคือการเสียสละ ไม่ใช่การได้ การเอา พูดว่า “ได้บุญ” แต่แท้จริงคือเสียวัตถุไป เสีย “จิตโลภ” ออกไป นั่นต่างหากเป็นการละ “รูป” วาง “นาม”แท้ ของ

สอนให้เลิกติด ยึด อบายมุขต่าง ของ ไม่พูด แต่หาทางให้เล่นหวยเล่นเบอร์เล่นการพนันขันต่อ ยั่วยุให้ติดมหรสพ หนักเข้าเอามาเล่นมาแสดงในวัดให้ครื้นเครง ส่งเสริมไปเสียด้วย หรือ ไม่ก็ยุให้คนซื้อตู้มหรสพ (ทีวี-วิทยุ-ตู้เพลง) มาถวายพระ ถวายวัดเอาเสียด้วย

นี่ หรือ คือ “อ นุ ศ า ส นี !” คือ “อ า ค ม !” คือคำสอน ที่จะนำไปเป็นตัวอย่าง นำไปประพฤติเพื่อเกิดพรหมจรรย์ เกิดศาสนา ก็จงพากันคิด พากันสังวรให้มาก ของ เถิด

“ผลญาณ” ที่รู้ในตนว่า ตนเลิกอบายมุขต่าง ของ มาได้ เลิกขาดจากกามคุณได้ ละวางลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข ได้ แม้อาตมัน หรือ อัตตา หรือ จิต ของเราเองที่ยังหลงวิชชาความรู้ หลงยกตัวถือตน เราก็ไม่ติดไม่หลง ยึดได้จริง ของ แม้ที่สุดยังหลงติดยึดใน “นิพพาน” เป็นขั้นสุดท้ายก็ยังจะต้องวางให้เป็น ที่สุดไม่ให้เหลือแม้แต่ “นิมิตนิพพาน” ต้องเพิกต้องวางให้เป็น “อนิมิตนิพพาน” ให้ได้ และ แม้จะมี “อรูป” เหลือเป็น “ปณิหิตนิพพาน” อยู่ก็จะต้องเพิกต้องละให้ได้สิ้นหมดเป็น “อัปณิหิตนิพพาน” จบลง สูญลงเป็น “สูญญตนิพพาน” ให้ได้โน่นแล ผู้ใดมี ผู้ใดได้แล้วเด็ดขาด ผู้ใดแจ้งใน “ผลญาณ” แท้ ของ แล้วจงนำออกแสดง นำออกอวด และ บอกกล่าวทางปฏิบัติสิ่งนั้น ของ มาได้ ให้แก่ผู้ยังติด ยังเสพย์อยู่ ให้เขาเลิก เขาละ บ้างเถิด ผู้รู้ทั้งหลายเอ๋ย! อวดอุตตริมนุสสธรรมที่มีในตนจริง แต่ผู้ควรอวดควรรู้ควรรับไปตามกาละเทศะ ตามลำดับขั้นนั้น มันผิดตรงไหนกัน? ช่วย “ศาสนา” จริง ของ กันบ้างเถิดผู้มีพรหมจรรย์ ผู้มีศาสนาเอ๋ย! ทบทวน ไตร่ตรอง คิดค้นพิจารณา (ปัจจเวกขณะ) ให้ดี ของ ดูซิ ในตัว ของเรา เมื่อแจ้งใน “มรรคญาณ” และ “ผลญาณ” ที่ตนตัด “โคตรภู” มาได้จริง ของ แม้ขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลาย ขนาดเท่าใด ของ ก็จงประกาศ จงอวด จงสอน จงแนะกันเถิด คนผู้ใดมีภูมิสูงพอแนะได้ (อุปสัมบันน์) ก็แนะสูงทันที ผู้ยังแนะได้แค่ขั้นยังไม่สูง ไม่มากนัก (อนุสัมบันน์) ก็แนะกันให้ถูกต้องตรงตัว ก็จะมีผลมากยิ่งแล หรือ ถึงแม้ผู้รู้ใด ของ จะแนะเรื่องสูง พูดเรื่องเกินฐานะแก่ผู้ยังไม่มีภูมิสูง (อวดอุตตริมนุสสธรรมแก่อนุสัมบันน์) ก็ใช่จะผิด จะมีโทษน่ากลัวจนลนลานขั้นเอาเป็นเอาตายถึงปาราชิก ดังอาจารย์-ปาจารย์ที่ไม่รู้จริงเขาขู่ เขาคาดโทษไว้กันไม่ มันก็เพียงทำให้ผู้ยังมีภูมิน้อยนั้น งง เข้าใจไม่ไหว เสียเวลา หรือ อาจจะเข้าใจผิดไปได้บ้าง มันก็ย่อมไม่เกิดผลดีเท่าที่ควรเท่านั้น เอง จะมาปิดปากเสีย ไม่ให้อวดอุตตริมนุสสธรรม หรือ ไม่ให้พูดมรรคพูดผล พูดนิพพานกัน แล้วจะบรรลุมรรค-ผล-นิพพาน กันได้ยังไง ?

“ผลญาณ” มันคือ วิมุติญาณทัสสนะ คือการรู้แจ้งแทงตลอดในวิมุติ หรือ การหลุดพ้นจากสิ่งที่ตนเคยติดเคยยึด เคย “เสพย์ติด” ทั้งหลาย ของเรา มันรู้ทั้งการหลุดแล้ว พ้นแล้ว ตัดขาดแล้วจากจิต ของเรา (ตัดโคตรภู) มันรู้ทั้งผลแห่งจิตที่ได้หลุดได้พ้น ได้ตัดขาดแล้ว วางเฉยได้สนิทแล้วนั้น ว่า มัน “ยิ่งกว่า สุข” (ปรมัง สุขัง) กันอย่างไร? แท้ ของ ด้วย ไม่ใช่ “สุข” อย่างโลก ของ เขารู้ เขาเสพย์ เขารับสัมผัสกันอยู่ แต่มันเป็น “นิพพาน” เป็นอารมณ์เบา ว่า ง เฉย สนิทเย็นสราญแท้ ของ จึงเรียกว่า “ยิ่งกว่า สุข” (ปรมัง สุขัง) มันไม่ใช่สุขอย่างโลก ของ เข้าใจ หรือ สุขอย่างยิ่งอย่างคนโลก ของ คิดวาดคำนวณคะเนเอา ถ้าจะเรียกว่า “สุข” มันก็ “สุข” ชนิดที่ไม่มี “รสสุขรสทุกข์” มันเป็นรสเฉย ของ ว่า ง ของ ไม่รัก ไม่ชอบ ไม่ชื่น ไม่ชัง นั่นคือ “วิมุติรส”

เช่น คนเคยติดบุหรี่ อยากบุหรี่ก็ทุกข์ ได้บุหรี่มาสูบก็สุข นั่นคือ สุขอย่างโลก ของ ถ้าคน ของ นี้เลิก ตัดขาดบุหรี่ได้เด็ดขาด จนจิตเฉยสนิท ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ชอบ ไม่ชังบุหรี่ เลิกขาดได้สนิท จิตหมดหวั่นไหวในบุหรี่ สภาวะเช่นนี้แหละเรียกว่า “วิมุติรส” เรียกว่า มี “นิพพาน” แล้วในสิ่งที่ตนไปหลงรสโลก (โลกียรส) นี่คือ “นิพพาน” ง่าย ของ “ผล” ตื้น ของ ที่ควรทำความเข้าใจให้ได้ จงสร้าง “วิมุติ” โดยนัยดั่งนี้ให้แก่ตนเข้ามาก ของ ตนติดอะไร? จงทำ“วิมุติ”ออกมาให้ได้

เมื่อผู้ใดเลิก ขาด ละ คลาย หน่าย สิ่งที่เป็นเรื่อง ของโลก ของ มาได้หมด ผู้นั้น ก็พ้นโลกได้อย่างจริงอย่างแท้ ชีวิตก็แสนง่าย ชีวิตก็แสนสะดวกสบาย ไม่เป็นภาระ หากจะยังชีพอยู่ก็มีเพียงปัจจัย ๔ ตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนนักหนาว่า เราจงมี “นิสสัย” คือมีความเป็นอยู่ให้ได้อย่างสบายสะดวกชินชาคุ้นเคยกัน อาหารที่ได้จากบิณฑบาต คืออาหารที่ได้มาจากการเดินถือบาตร ออกไปแสดงธรรมโปรดสัตว์ ตามที่ได้มาเหมาะควรที่สุด ง่ายที่สุด ผ้าขาดผ้าทิ้ง ผ้าคลุกขี้ฝุ่นขี้เหงื่อ น้ำเลือดน้ำเหลือง เลอะเทอะอะไรก็นำมานุ่งมาห่มได้ (ผ้าบังสุกุล) ที่อยู่ที่พักผ่อน แม้อยู่ตามพื้นดินพื้นหญ้า ใต้ต้นไม้ต้นไร่อะไรก็ได้ (รุกขมูล) ยารักษาโรคแม้น้ำปัสสาวะดองผลไม้เปลือกไม้ รากไม้อะไรเน่า ของ ก็จงใช้ให้ได้อย่างสะดวกสบายใจ ไม่เดือดร้อนเลยดังนี้ เป็นที่สุด ของผู้เป็นศิษย์ตถาคตจะพึงปลูกฝังตน อย่าไปมัวติด ของฟุ่มเฟือย ของชาวโลกอยู่ อย่าไปเมากับ ของตกแต่ง ปรุงสารพัด ของคนโลก ของ เขาอยู่ อย่าไปหลงเสพย์ติดสิ่งที่ชาวโลกเขาเสพย์ติดกันอยู่เลย อย่าไปมัวหลงสร้างวัด สร้างวังกันอยู่นัก หรือ ไม่ก็ไปมัวหลงสร้างยศสร้าง “ฐานะ” ให้ใหญ่ ให้สูง ให้โต สร้างสรรเสริญให้ดัง นั่นมันสร้าง “ญาณ” กันคนละญาณแล้ว หาใช่ “ญาณ” ๑๖ นี้ไม่เลยจริง ของ

ผู้ใดละอะไรได้ก็จงสอนคนบอกคน ชี้ “ผล” ที่ตนเห็นแจ้งเข้าใจรู้ความดี รู้ประโยชน์ ในการไม่ติดยึด รู้ความชั่ว รู้โทษ ของมันเท่าใด ของ ก็จงแสดง จงช่วยกันประกาศเป็น “อนุศาสน์” เป็น “อาคม” กันเทอญ ผู้ที่มี “ผลญาณ” แท้ ของ เอ๋ย! อย่าเผยแพร่กันแต่ “อนุสาด” เผยแพร่กันแต่ “อาจม” ที่เป็นเพียง “ผลญาณ” อันเพื่อรวยลาภ รวยยศ รวยสรรเสริญ รวยโลกียสุขกันนัก มันเป็นบาป และ ตนก็ได้ชื่อว่า “มารผู้ลามก” ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ใน  ข้อ ๓๑๙-๓๒๐

 

14/15
   [เลือกหนังสือ]
page: 1/1
   Asoke Network Thailand