[เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 1/1
11/15

 

๑๐. ปฏิสังขาญาณ คือ ปัญญาไตร่ตรอง เป็นจิตที่ใคร่ครวญอีกที จิตชั้นละเอียดขึ้น สูงขึ้น ไม่เข้าข้างตนฝ่ายเดียว เป็นความรู้ขั้นพิจารณาความถ่องแท้ อ่านความจำเป็น ความแท้จริงที่เกิดขึ้นในตน และ ผู้อื่น แม้ตนจะเห็นจริงว่า เหล้าไม่ใช่สิ่งที่น่าติด มีโทสมากกว่า คุณ แต่มุมเหลี่ยมที่มันให้คุณอยู่บ้างก็มองเห็นได้ด้วย หรือ แม้บางทีสิ่งที่คนไปติดอยู่นั้น ของ จะไม่ให้คุณเอาเลย เป็นสิ่งที่น่าทิ้งขาด พรากจากออกมาให้ได้เอาเลยแท้ ของ ก็ตาม สำหรับผู้อื่นเขาติด เขายึดจริง เขายังไม่มีญาณที่ ๗ ญาณที่ ๘ ญาณที่ ๙ เกิดจริง ผู้เกิดญาณที่ ๑๐ นี้ก็จะเข้าใจ และ เห็นในความจริงนี้ในผู้อื่นได้ว่า คนที่ยังไม่เกิดญาณ คนที่ยังโง่ ยังมัวเมาติดยึดหลงใหลอยู่ ก็เป็นความจริง เพราะ เขายังทิ้งไม่ได้ ในส่วนลึกจิตมันยังรัก ยังหวง ยังเห็นคุณมากกว่า เห็นโทษจริง ของ หรือ แม้ในตนเองก็ตาม สิ่งใดที่ตนเองก็ไม่ได้ติดแล้ว ไม่ได้ยึดแล้ว แต่บางทีก็ต้องแตะต้อง บางทีต้องคลุกคลี ถ้าจำเป็น และ เห็นคุณประโยชน์แท้ ของ มากเพียงพอ ในการจะแตะต้องคลุกคลีนั้น แต่ก็จะไม่แต่ต้องคลุกคลีในสิ่งที่เห็นแท้แล้วว่า ควรเว้นขาดอย่างเด็ดขาด เช่น ผู้เห็นแจ้งว่า เหล้า บุหรี่ เป็นสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องคลุกคลีได้อย่างเด็ดขาด เขาก็จะไม่แตะต้องคลุกคลีอย่างเด็ดขาดจริง ของ หรือ ผู้เห็นแจ้งในเมถุนธรรม ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรแตะต้องคลุกคลีอย่างเด็ดขาด ผู้เกิดญาณนี้ก็จะไม่แตะต้องคลุกคลีอย่างเด็ดขาดจริง ของ แต่ก็เห็นใจผู้ยังโง่ ยังไม่เกิดญาณ รู้โทษ รู้ภัย จนเบื่อหน่ายในสิ่งนั้น ของ อยู่บ้าง แม้จิตจะมีความไม่ชอบ และ ไม่อยากให้ใครโง่ ใครติดก็ตาม จิต ของตนนั้น ไม่ติดแล้ว เพราะ เรามีญาณแล้ว แต่จิต ของผู้ที่ยังไม่มี “ญาณ” ยังไม่มีปัญญาแท้ เขาก็ยังย่อมต้องติดอยู่ ยึดอยู่ ก็เป็นอันเข้าใจรู้ชัดในเขาในเราได้ ทบทวนตน ทบทวนในผู้อื่นได้ เป็นจิตพิจารณาแท้จริง เป็นญาณรู้ที่กว้างไกลขึ้น ทั้งในตนก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นเอากับจิต ของตนเองหนักนัก คนผู้มีญาณถึงขั้นนี้ก็คือผู้ผ่านโลภะมาได้แล้ว แต่ไปมีโทสะอยู่ เพราะ “ไม่อยาก” เพราะ “วิภวตัณหา” เมื่อมีญาณนี้ก็จะลดโทสะลง “วิภวตัณหา” อันเป็นตัณหาชั้นละเอียด ก็จะเพลาลงไป “ความไม่อยาก” ในจิตก็จะเบาลง เหลือแต่ “ความรู้จริง” ในสิ่งควร และ ไม่ควร

๑๑. สังขารุเปกขาญาณ คือ เป็นผู้สามารถทนต่อ “สังขาร” ที่ตนเข้าใจ หรือ ความปรุงแต่งที่ตนรู้แจ้งว่า เป็น “สมมุติสัจจะ” ได้ เช่น คนผู้ใดรู้ว่า การกินเหล้าไม่ดี เป็นโทษ เป็นภัย และ เกิดจิตเบื่อ จนเลิกออกมาได้ ถ้าผู้นี้ไม่มี “ปฏิสังขาญาณ” คือ ไม่พิจารณาหาความแท้จริงอีก ก็จะเกลียดเหล้า โกรธคนกินเหล้า ไม่ชอบการกินเหล้าอย่างยิ่ง ก็จะยังไม่พ้นทุกข์ได้แท้ จะพ้นทุกข์ได้เพียงไม่โลภะในเหล้า ตนจะไม่กินเหล้า แต่จะยังทุกข์ เพราะ โทสะในเรื่องเหล้าอยู่ จะวางเฉยกับเหล้าเด็ดขาดไม่ได้ ยิ่งเห็นใครยังกินเหล้าก็จะชัง จะไม่ชอบ คือ แม้จะหมด “โลภะมูลจิต” ในเหล้า แต่ก็จะยังมี “โทสะมูลจิต”อยู่นั่นเอง จนผู้มี “ปฏิสังขาญาณ” รู้ความจริงเพิ่มขึ้น ไม่ยึดมั่นเอาจริงเอาจังเสียจนไม่รู้เขาไม่รู้เรา แต่จะรู้ยึดรู้วางตัวแท้ รู้ว่า เขายังยึดอยู่ มันก็อยู่ที่เขา เราวางได้แล้วมันก็ดีแล้ว มันก็อยู่ที่เรา แต่ผู้นี้ก็จะ “วางเฉย” ในการปรุงแต่งนั้น ของ เช่น คนกินเหล้า หรือ การกินเหล้า ของผู้อื่น ดังที่เรากำลังยกตัวอย่างอยู่นี้ ก็จะไม่ไปโกรธไปเกลียด จึงจะเป็นผู้ว่า ง เป็นผู้วางเฉยใน “สังขาร” ทั้งสอง คือสังขารใน กับสังขารนอก เราไม่มีการกินเหล้า และ จิตเราไม่ไปปรุง ไปแต่ง ไปเคล้าระคน นึกคิดกับเหล้านั้น เราไม่ “โลภะ” ในเหล้าแล้ว (เรียกว่า เฉย กับ สังขารในได้) และ เราก็ไม่เดือนร้อน ไม่รำคาญ ไม่ถือโทษคนผู้ยังกินเหล้า แม้เราจะนั่งอยู่ในวงเหล้า เราก็วางเฉยได้จริง เรียกว่า เราหมด “โทสะ” ในเหล้าด้วย (นี่คือเฉยกับสังขารนอกได้) ดังนี้เรียกว่า เป็นผู้มี “สังขารุเปกขาญาณ”

แต่เราควรจะไปนั่งในวงเหล้า หรือ ไม่นั้น ก็เป็น “ปัญญา” ชั้นสูงขึ้นไปอีก “ผู้รู้” ย่อมรู้ว่า ควร หรือ ไม่ตามฐานะ ตามกาละเทสะแท้ ดังนั้น “พระสงฆ์” จริง ของ ก็จะไม่ไปนั่งคลุกคลีร่วมวงอยู่ในวงเหล้าแน่ ของ เพราะ ไม่ใช่ “กายสังขาร” ที่ควรมีควรเป็นเลย ไม่ใช่ “รูปสังขาร” ที่ควรก่อควรทำให้มีขึ้นเลย

“สมณะ” จึงควรรู้แจ้งใน“สมณสารูป”ที่ดีจริง ของ “สังขาร” ใดควรดับควรเกิด ควรไม่ให้มีโดยเด็ดขาด ไม่ว่า ในสภาพ “รูป” หรือ สภาพ “นาม” โดยเฉพาะในคนอย่างเรา ท่าน “ผู้รู้” นั้น ของ ก็จะไม่ให้มีจริง ของ “สังขาร” ใดที่มันยังจะมีบ้าง ไม่มีบ้างตามความจำเป็น ก็จะมีบ้างไม่มีบ้าง และ “สังขาร”ใดที่ยังต้องยึดต้องมีอยู่ ก็จำเป็นที่สุดที่จะต้องมีอยู่ เช่น บางโอกาส “กายสังขาร” ของเราอาจจะต้องยังมีบทบาท คลุกคลี แตะต้องอยู่บ้าง แต่ทว่า “จิตสังขาร” ของเราไม่ได้มีรสมีชาติ ไม่มีบทบาทคลุกคลีด้วยเลยจริง ของ ดังนี้ก็เป็นความจริง สำหรับผู้ที่ “วิมุติ” แล้วจริง ของ นั้น

ดังนั้น ดีที่สุด เมื่อผู้ใดตัดขาดสิ่งใดได้แล้ว ก็ จึงควรแสดงการขาด การไม่แตะต้อง ไม่ติดยึด ไม่คลุกคลีแตะต้อง ในสิ่งที่ไม่จำเป็นจริง ของ ให้เห็นได้ชัด ของ ทั้งทางกาย-ทางใจ มันก็ยิ่งดี ยิ่งเป็นตัวอย่างอันดียิ่งแก่โลก สิ่งที่จำเป็นต้องแตะต้องบ้างไม่แตะต้องบ้าง ก็อนุโลมไปตามควร เว้นแต่สิ่งที่จำเป็นที่สุด ที่ยังจะต้องมีอยู่ คลุกคลีอยู่ ยึดกันอยู่อย่างแท้ ยังไม่ขาดจริงเท่านั้น

สังขารแห่งชีวิตร่างกาย ของเรา ก็เป็น “สังขาร” ที่ยังต้องยึด ต้องมีอยู่อย่างจำเป็นที่สุด หรือ สังขารแห่งชีวิตที่ต้องปรุงแต่งด้วยปัจจัย ๔ ต้องคลุกคลีต้องมีบทบาทเกี่ยวข้องอยู่กับปัจจัย ๔ ที่จำเป็นพอดี ก็ให้กายสังขารมันมีไป แต่จิตสังขารนั้น ไม่ต้องไปปรุงเป็นภพ เป็นชาติ อยู่อีก อย่างนี้ก็เป็นสภาวะที่ออกจะเห็นได้ยาก และ บอกได้ยาก สำหรับผู้ไม่รู้ “จิตสังขาร” จริง ของ เพราะ “กาย” นั้น ดูแตะต้องอยู่ แต่ “ใจ” ท่านไม่แตะต้องจริง ของ ฯลฯ เป็นต้น แต่ไม่ว่า “สังขาร” ใด “ผู้รู้” แท้ คือผู้มีญาณแทงตลอดใน “สังขาร” เพราะ รู้แจ้งจริงใน “สังขาร” เพราะ พ้นอวิชชาจริงใน “สังขาร” ผู้นั้น ทำ “อุเบกขาจิต” กับสังขารนั้น ของ ได้แล้ว มีญาณ มีปัญญาแท้ที่เรียกว่า “สังขารรุเปกขา” ผู้นั้น ก็จะพ้นทุกข์สนิท จะไม่เดือดร้อนอย่างแท้ เป็นผู้ที่แม้จะยังต้องให้มี “สังขาร” นั้น ของ เกิดอยู่ในตน คลุกคลีเกี่ยวข้องอยู่กับตน คนผู้นั้น ก็จะอยู่ได้ จะวางได้ เป็นผู้เฉยอยู่ เป็นผู้สงบทางใจ เป็นผู้พ้นทุกข์ที่แท้จริง จิตล่อนหลุดจาก “สังขาร” ได้จริง เหมือนใบบอนห่อน้ำ แม้น้ำจะยังขังอยู่ในใบบอน แต่ไม่ระคน ไม่ติด ไม่เปียก ไม่ชุ่มกันเลยนั่นแล เรียกว่า “วิมุติ” แท้ ของ ไม่วนกลับอีก ไม่ติดยึดกันอีก

แม้คนผู้นั้น จะปรุงกาย ปรุงวจี ปรุงมโนใด ของ ในตนเองอยู่ด้วยซ้ำไป ผู้นั้น ก็จะปรุงอย่างรู้ ปรุงอย่างฉลาด ปรุงด้วยญาณ ๑๖ ปรุงอย่างรู้ รูป-นาม ปรุงอย่างรู้เหตุรู้ปัจจัย ปรุงอย่างรู้แจ้งว่า เกิดแล้วมีแล้ว ปรุงอย่างรู้แจ้งว่า แม้ปรุงแล้ว ก็จะดับลง ปรุงอย่างรู้ขนาด ของภัย ของโทษ ปรุงอย่างรู้ว่า ตนไม่ได้รัก ไม่ได้ชอบ ไม่ได้ชัง ไม่ได้เกลียด ปรุงด้วยความพิจารณาถ่องแท้ เพราะ อนุโลม-ปฏิโลมให้มีอยู่ในโลก เพื่อประโยชน์ผู้อื่นตามฐานะ ตามกาละเทศะ หรือ ถ้าปรุงให้ตนก็ตามควร เท่าที่จะสงเคราะห์ตนให้ตั้งอยู่ เพื่อจะคงดำรงความเกื้อกูลผู้อื่นในโอกาสต่อไปอีกนั่นแหละ

สภาวะ ของ “อุเบกขาธรรม” เป็นปกติจะมีใน “ผู้รู้” หรือ ผู้มี “สังขารุเปกขาญาณ” นี้จริง ของ เป็น“ญาน ๔” อันมี อุเบกขา เป็น เอกัคคตา อยู่จริงดังนี้ มีตลอดเวลาลืมตา หรือ แม้หลับตา มิใช่จะมีอุเบกขาในเอกัคคตาได้เฉพาะตอนหลับตาเท่านั้น

ผู้บรรลุแท้ในศาสนาพระสมณะโคดม ต้องบรรลุหลุดพ้นทุกข์ได้แท้ แม้ในขณะลืมตาตลอดกาล จึงจะไม่เรียกว่า “อัตตกิลมถานุโยค”

จิตใดยังเป็นจิตสังขาร เป็นมโนสังขาร “ผู้รู้” (คือผู้มีญาณ) ถึงญาณขั้น “สังขารุเปกขาญาณ” นี้ จะรู้แจ้งใน “สังขาร” ของจิตชัด ของ และ จะวางเฉยต่อสังขารแห่งจิต ของตนได้ชัด ของ ด้วย ทั้ง “สังขารโลก” ทั้งปวง “ผู้รู้” นี้ก็จะรู้เท่ารู้ทันขึ้นด้วย ตามลำดับแห่งการปฏิสังขา หรือ พิจารณาธรรม และ เมื่อท่านวางเฉยในจิต ของท่านได้ ท่านก็วางเฉยต่อสังขารโลกได้ทุกสิ่งทุกอันในบั้นสุดท้าย

๑๒. สัจจานุโลมญาณ คือปัญญาที่รู้แจ้งความจริงแท้ที่เรียกว่า สมมุติสัจจะ กับ ปรมัตถสัจจะ ซึ่งเป็นสัจจะ ๒ อย่าง ได้ชัดเจนถูกต้อง

รู้ว่า อะไรเป็นสังขาร สังวาส สังสัคคะ สังโยชน์ สังสารวัฏฏ์ รู้ชัดว่า สังขารทั้งหลาย ล้วนเป็น “สมมุติสัจจะ”

เมื่อหยุดสังขารเสียได้ คือ หยุดปรุง หยุดแต่ง หยุดสังวาสเสียได้ หยุดร่วมรสร่วมชาติ หยุดสังสัคคะเสียได้ หยุดคลุกคลีเกี่ยวข้อง หรือ หยุดเพลิดเพลิน หรือ หยุดหลงว่า เป็นสวรรค์ เป็นความเสพย์ ที่ชีวิตจะต้องมีต้องได้นั้น ของ ลง และ หยุดสังโยชน์เสียได้ คือหยุดผูกหยุดยึดอยู่ ก็จะดีที่สุด สูงที่สุด สบายที่สุด สุขที่สุด ยิ่งกว่า สุขที่ไปมัวเมามีสิ่งเหล่านั้น อยู่ จึงเรียกว่า “ยิ่งกว่า สุข หรือ สุขที่สุด” อันบาลีว่า “ปรมัง สุขัง” มันหยุดได้เป็นที่สุดสำหรับตน เรียกว่า พ้นทุกข์แท้ ของ นี่แหละคือ “ปรมัตถสัจจะ”

แต่นั่นแหละสำหรับผู้อื่นนั้น เขายังหยุดเช่นเราไม่ได้ เราก็จะต้องเข้าใจเขา และ มีอนุโลมให้แก่เขาบ้างตามฐานะที่แท้จริง เพราะ ผู้ยังไม่เกิด “ญาณ” ผู้ยังไม่รู้แท้ (อวิชชา) ก็ย่อมจะยังหลงยังติดยังยึดยังหลงสมมุติอยู่ ก็เป็นความจริง (สัจจะ) เหมือนกัน จึงต้องมี “สัจจานุโลม” จึงจะต้องมีการอนุโลมตามเขาบ้าง แต่เราก็จะต้องบอกเขา ชี้แจงให้แก่เขา บอกทางประพฤติที่สูงขึ้นให้แก่เขา แม้เขาจะยึดอยู่บ้าง จะร่วมรสอยู่บ้าง จะคลุกคลีอยู่บ้าง ก็อนุโลมไปตามฐานะที่แท้ ทว่า ก็ให้เขาพยายามลดน้อยลง พยายามช่วยเขาให้เข้าใจจริงในสังขารทั้งปวง ให้ได้ตามฐานะแห่งผู้ที่ยังยึดจริงยังหลงจริงนั้น ของ และ แม้เราจะยังต้องลดตัวลงไปคลุกคลีบางสิ่งบางอย่างอยู่บ้าง ในสิ่งในอย่างที่พอจะลดลงไปคลุกคลีได้ ไม่หยาบต่ำผิดฐานะจนเกินควร ก็อาจจะทำได้บางโอกาส เพื่ออนุโลมศรัทธาช่วยผู้อื่นบ้าง ในสิ่งที่จำเป็นที่สุดที่พออนุโลมกันได้ เช่นนี้เรียกว่า มี “สัจจานุโลมญาณ” จะเป็นผู้พ้นโทสะได้มาก จะเป็นผู้ไม่เพ่งโทสผู้อื่น

แม้ในตัวเองก็จะใช้ “ปฏิสังขา” คือพิจารณาให้เกิด “ปฏิสังขาญาณ” ให้ได้เสมอ ของ และ แล้วก็จะต้องให้มี “สัจจานุโลมญาณ” รู้ความพอดี รู้มัชฌิมาตามฐานะแห่งตนแห่งบุคคลอื่น ของ ตามกาละเทสะ อนุโลม-ปฏิโลมผ่อนสั้นผ่อนยาวให้เป็นประโยชน์สูง-ประหยัดสุด ให้ได้จริง ของ สิ่งไหนควรตัดเด็ดขาดก็จะเข้าใจในความควรนั้น และ จะไม่ยอมอนุโลมเลย สิ่งไหนควรรับบ้างไม่รับบ้างก็จะเข้าใจในความควรนั้น ของในทุกกาละเทศะก็อนุโลมบ้าง ไม่อนุโลมบ้าง สิ่งไหนควรรับเลยทีเดียว แม้ตนเองจะไม่ยึดแล้วโดยจริงก็จำต้องรออยู่ตาม “สมมุติสัจจะ” นั้น ของ ผู้นี้แลคือผู้มี “สัจจานุโลมญาณ” สำหรับตนเองนั้น ไม่ได้รับอะไร และ ไม่ได้ติดยึดอะไรเลยจริง ของ แม้จะรับสิ่งนั้น อยู่เป็นกายกรรม เป็นวจีกรรม แต่มโนกรรมท่านเป็น “สูญ” จริง ของ

ดังนั้น ผู้ใดเขายังไม่ปฏิบัติธรรมเสียบ้างเลย เขายังไม่มีไตรสรณาคมเลย คือยังไม่ถึงซึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เลย แต่นั่นแหละพุทธศาสนิกชนเกือบทุกคน นึกว่า ตนถึงทั้งนั้น แท้ ของ ยังไม่ใช่ เขาถึงแต่ภาษา ถึงแต่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่สมมุติหลอก ของ กันอยู่ เป็นพระพุทธโลก ของ พระธรรมโลก ของ พระสงฆ์โลก ของ ไม่ใช่ พระพุทธแท้ อันคือ “ญาณ” หรือ ปัญญา ซึ่งเริ่มตั้งแต่ญาณ ๑ มาจนบัดนี้ และ ต่อไปอีกจนถึงญาณ ๑๖ นี่แหละ พระธรรมแท้ อันคือเนื้อหาสาระ ของความประเสริฐ คุณความดีแท้ ของ ซึ่งคือการละการเลิกขาดได้ ตั้งแต่อบายมุขมาจนกิเลสตัณหาอันละเอียดสุขุมขึ้นตามลำดับนั้น เอง ต้องละอย่างมีญาณด้วย พระสงฆ์แท้ อันคือ “คน” ผู้มีปัญญาญาณรู้แจ้งแล้ว “คน” ผู้มีเนื้อหาสาระ ของความประเสริฐ คุณความดีนั้น ของ ในตนแท้ ของ แล้วด้วยทั้ง ๒ อย่าง พระสงฆ์ ก็คือคนผู้มีพระพุทธแท้ในตน มีพระธรรมแท้ในตนแล้ว นั่นเอง

 

11/15
   [เลือกหนังสือ]
page: 1/1
   Asoke Network Thailand