|
ผู้ยังไม่รู้ ยังไม่เห็นพระสงฆ์แท้
ของ เลย ยังไม่รู้ว่า ความประเสริฐที่แท้จริงคืออะไรในโลก เขายังหลงว่า
การปรุงตามโลก โลภะ โทสะ อยู่ตามที่โลกพาเสพย์ พาสั่งสม พาแบก
พาหาม พาสร้าง พาก่อ สิ่งโลก ของ นั่นแหละ เป็น ความประเสริฐ
คนผู้นี้ก็ยังไม่มีแม้แต่ รัตนตรัย ถึงจะเป็นพุทธศาสนิกชนก็จะไม่มีโอกาสได้เป็น
อริยะ
คนเช่นว่า นี้ก็ต้องปล่อยเขาไป
เรียกว่า อนุโลม ขั้นต่ำสุดคืออย่าดึงให้เขาทวนกลับเลย ปล่อยเขาไปตามทาง
ของเขาก่อน เพราะ เขาเป็น ปทะปรมะ คือผู้ยังดักดานอยู่ ผู้ยังติดแน่นอยู่กับโลก
ของเขาอยู่ ผู้ปักมั่นเอาหัวยันพื้น (ปทปรม แปลว่า เอาหัวยันพื้น)
หรือ ผู้ยึดมั่นแบบเอาหัวชนฝานั่นเอง ก็ต้องจำยอมให้เขาอยู่กับโลก
ตามสัจจะ ตามฐานะอันหลงใหล ของเขาจริง ของ เราจะไปลงโทษเขาก็ไม่ได้
เพราะ เขาไม่มีปัญญารู้ เขาไม่มี ญาณ เอาจริง ของ เพราะ แม้
อบายมุข เขาก็ยังไม่สามารถรู้ได้ว่า นั่นคือ โลกนรก แท้
ของ ก็ต้องปล่อยให้เขาจมอยู่กับ โลกนรก นั้น ของ เสียก่อน
จึงไม่ต้องไปเพ่งโทษเขาเลย ที่จริงเขาก็มีประโยชน์ คือ เขาเป็นตัวอย่าง
ของ โลก หรือ ตัวอย่าง ของ โลกีย์ ไปจนกระทั่ง โลกันต์
ชัด ของ เราจงดูให้เป็น ดูให้ออก
แต่ผู้ที่ถึงซึ่ง
รัตนตรัย แท้ มี ไตรสรณาคม ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่จริงที่ถูกตรง
เป็นที่พึ่งแท้ได้ หรือ ยึด ศาสนา เป็นที่พึ่งแท้ได้ โดยเฉพาะ
พุทธศาสนา ผู้นั้น ก็จะเป็นผู้มี ศีล ๕ แม้ขั้นหยาบ
ของ บริสุทธิ์จริง จะมี ญาณ หยั่งรู้ชัด ไม่ติดยึดแม้ใน
อบายมุข ต่าง ของ ไม่มัวเมาในเหล้า สุรา ยาเสพย์ติด ไม่โกหก
ไม่ยุ่งลูกเขาเมียใครจริง ของ ไม่ลัก ไม่ขโมย และ ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
อย่างผู้รู้โทษ รู้ภัย ไม่อยากแตะต้องอย่างจริง มีปัญญาเข้าร่วมด้วย
(ญาณสัมปยุตตัง) อย่างแท้ ของ แน่ ของ เขาจะรู้สิ่งไหนควรตัดขาดอย่างเด็ดขาดได้
เป็นขั้นเป็นเปราะแท้ ของ จริง ของ จึงจะมีความบริสุทธิ์ในศีล
๕ ได้อย่างแท้จริง
ผู้นี้มี ญาณ ๑๖
ในศีล ๕ อย่างแท้ เรียกว่า ถึงพุทธ
ผู้นี้มีความบริสุทธิ์ในศีล
๕ อย่างจริง ไม่ศีลขาด เรียกว่า ถึงธรรม ผู้นี้แหละเป็น
พระสงฆ์ หรือ เป็น รัตนตรัย ดวงหนึ่ง ของพุทธศาสนา แม้จะเป็นคนหัวดำ
(ไม่โกน) และ ยังทำงานอยู่อย่างโลก ในโลกบ้างก็ตาม หรือ อยู่ในสภาพ
พระ ก็ตาม
และ พระสงฆ์
เหล่านี้ก็เป็นเพียงผู้สูงแค่ ไม่ติดเหล้า ไม่ติดยาเสพย์ติด
ไม่โกหก ไม่ยุ่งลูกเขาเมียใคร ไม่ลักขโมย และ ไม่ฆ่าสัตว์เท่านั้น
ก็เป็น ผู้ประเสริฐ ชั้นหนึ่งแล้ว เรียกว่า พระสงฆ์สาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ชั้นต้น คือ โสดาบันบุคคล ถ้าคนผู้นี้ท่าน ยึด เอาแค่ชั้นนี้
เห็นไม่ได้ว่า สูงกว่า นี้มีอีก ไม่เกิดญาณต่อจากนี้
รู้รูปรู้นามแม้เครื่องบริโภคอื่น ของ ก็รู้ไม่ได้มากไปกว่า
คุณธรรมแค่ศีล ๕ ที่จำกัดเอาความหมายเพียงหยาบ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
ไม่มีญาณหยั่งลึกลงไปอีก แม้ในเครื่องอุปโภคอันได้แก่อาหารการกิน
หลงเครื่องอุปโภค อันได้แก่เครื่องใช้ต่าง ของ โดยไม่จำกัด ไม่กำหนดลดละ
ไม่เลิก ไม่เว้น เสียบ้าง ศีลข้อ วิกาลโภชนา คือ การกำหนดลดละ
การจำกัด เลิก เว้นในเครื่องอุปโภค-บริโภค ก็สูงขึ้นไม่ได้
เช่น อาหารการกินก็ยังติดยังยึดอยู่มากมาย ลดไม่ได้ ละแม้แค่เป็นมื้อเป็นคราวให้น้อยลงกว่า
ชาวโลกก็ไม่ได้ เครื่องใช้ต่าง ของ ก็ยังติด ยังยึดอยู่มากมายเหมือนชาวโลก
ลดไม่ได้ ละแม้แค่เป็นมื้อเป็นคราวให้น้อยลงกว่า ที่เคยยึดเคยติดไม่ได้
ผู้นั้น ก็ ปทะปรมะ คือดักดานอยู่ติดแน่นอยู่กับ ฐานะ ขนาดเท่านี้
อีกเสียแล้ว แม้จะเรียกว่า อริยะ ก็ได้แค่ อริยะขั้นมีญาณ
๑๖ ในพระรัตนตรัยเพียงบริสุทธิ์ได้ศีล ๕ ชั้นต้นจริง ของ เกินกว่า
นั้น ไม่ได้ ผู้มี สัจจานุโลมญาณ ที่สูง มี ปฏิสังขาญาณ
ที่กว้างไกล เข้าใจถึงก็รู้ได้เข้าใจในฐานะนั้น ของ ของตนได้
ผู้มี สัจจนุโลมญาณ จริงก็จะอนุโลม-ปฏิโลมตามคนฐานะนี้เท่านี้โดยจริง
ดังนี้เป็นต้น
ผู้ที่ไม่ก้าวหน้าสูงขึ้นก็
เพราะ มีความจำเป็นพ้นภาระนั้น ของ ยังไม่ได้ทั้ง ของ ที่มีญาณรู้มรรควิธี
รู้จุดดี จุดชั่วที่ตนจะต้องพรากต้องวางอย่างชัดเจน แต่ก็ยังต้องจำยอมอยู่นั้น
หนึ่ง เพราะ ตนเองยึดมั่นว่า อย่างนี้สูงแล้วสุดแล้ว ดียิ่งแล้ว
ดีกว่า นี้ไม่มีอีก เขาไม่ยอมเห็นในทางอื่นเรื่องอื่นดีกว่า
นี้จริง ของ ผู้นี้จะสูงขึ้นกว่า ไปอีกไม่ได้จริง ของ นี่อีกหนึ่ง
และ เพราะ ผู้รู้อยู่ว่า ยังมีทางสูงกว่า นี้ ทว่า ยังไม่เห็นมรรควิธี
ยังละพรากตัดไม่ถูก วางไม่เป็นจริง ของ ก็ยังไม่สูงขึ้น ไม่ก้าวหน้าไปอีก
นี่เป็นอีกหนึ่ง ในผู้ปฏิบัติธรรม
ผู้ใดยังไม่มี สัจจานุโลมญาณ
ใน ภูมิ ขนาดใด ผู้นั้น ก็คือผู้มีภูมิแค่นั้น ขนาดนั้น ก็จะยังเพ่งโทษผู้ที่ต่ำกว่า
หรือ เท่ากัน หรือ แม้สูงกว่า ได้อยู่ ผู้มี สัจจานุโลมญาณ
ลึกละเอียดมากได้เท่าใด ก็จะไม่เพ่งโทษผู้อื่นได้มากเท่านั้น
เพราะ รู้ความจริงแท้ (สัจจะ) และ มีอนุโลม-ปฏิโลม จริง
และ ผู้มี สัจจานุโลมญาณ
นั้น ของ ก็จะชี้โทษ แจ้งโทษ แจ้งภัยให้แก่ผู้ที่ยังไม่รู้เห็นบ้าง
เข้าใจบ้างเท่านั้น พลางจะช่วยแนะความจริงให้ บอกทางให้ละ ให้เลิกจากสิ่งที่เขายึดอยู่
หากมิใช่ไปเพ่งโทษเขา หรือ ไปยกตนข่มเขา แต่จะทำด้วยความอนุเคราะห์จริง
ของ เจตนาช่วยผู้ที่ควรช่วย หรือ ต่ำกว่า จริง ของ ซึ่งบางทีก็จะถูกผู้ที่ต่ำกว่า
ดูแคลนเอา เยาะเย้ยเอา ด่าเข้าให้ด้วย ถึงขั้นขัดขวางโต้แย้ง
โค่นทำลายด้วยก็มีได้ ก็เป็นเรื่องจริง ผู้มี สัจจานุโลมญาณ
แท้ ของ ก็จะไม่มีพยาบาทนิวรณ์ใด ของ จริง ของ จะได้แต่เมตตา
กรุณา กันเท่านั้น เอง
๑๓. โคตรภูญาณ
คือ ความรู้แจ้งใน จิต ที่ยังมี ตัวเกิด ความรู้ชัดว่า จิตที่ยังก่อตัว
นั้น คือสภาวะอย่างไร? ขนาดไหน? เป็นผู้มีญาณขั้นเข้ารู้ นาม
หรือ รู้ จิต ของตนชัด ของ ว่า มีอารมณ์ (ธรรมารมณ์) มีการเกิด
(โอปปาติกะ) มีการปรุง (สังขาร) มีการทำงานแล้วจริง (รู้จัก
ปฏิสนธิวิญญาณ รู้จัก ปวัตตติวิญญาณ) และ แบ่งรู้แยกรู้ชัดว่า
มันกำลังอยากอย่างนั้น กำลังดิ้นไปสู่สิ่งนั้น กำลังปรุงแต่งเรื่องนั้น
ถ้าผู้นี้มี ญาณ มาแล้วถึง ญาณ ๑๒ จริง คนผู้นี้ก็เอาความเก่ง
ของตนที่มีญาณถึงญาณ ๑๒ แล้วนั้น มาใช้ คือทำความเฉยลง หยุดลงให้กับ
จิต ที่มันเกิด จิตที่มันก่อตัว นี้ได้ทันที ถ้าผู้นั้น
ที ญาณ ๑๒ มาแล้วจริง และ จับ จิต ตัวโคตรภู หรือ จับจิตตัวที่ยังก่อตัว
ก่อรูป ก่อนาม ของตนได้แท้ ผู้นี้ก็จะ ดับจิต หรือ หยุดโคตรภู
ของตนได้ ตัด สันตติ แห่งความเกิดสิ้น ปฏิสนธิวิญญาณ แท้
ของ
ผู้นี้ก็จะ รู้
ตัวได้ทันทีว่า ตนดับความเกิด ในจิต ของตนได้ ตนกำลังตัดชาติ
ตัดภพ ตนกำลังเป็น ผู้ไม่เกิด ตนกำลังเป็น ผู้จบอยู่
ชาติสิ้นลงก็กำลังรู้ ภพจบอยู่ผู้นี้ก็กำลังรู้มัน รู้ที่ตน
มันรู้ได้ที่เราทำเราเอง อย่างมีสติ มีสัมปชัญญะ และ มีปัญญาแท้
แจ้งในเหตุในผลในความไม่ควร ดังนั้น สิ่งที่ตนตัดขาดวางเฉยไม่ยินดียินร้ายด้วยนั้น
ของ ควรจะให้คลุกคลียุ่งเกี่ยวกับตนอยู่ หรือ ควรมีบ้างไม่มีบ้างตามกาละ
หรือ ไม่ควรแตะต้องเลย คนผู้นี้ก็จะทำการตัดขาด หรือ ไม่ขาด
ตามภูมิปัญญา ของตนเองจริง ของ แม้ทาง กาย ก็จะไม่คลุกคลีเอาจริง
ของ สำหรับสิ่งที่ควรตัดขาดอย่างสนิท แต่บางอย่างบางสิ่ง กาย
คลุกคลีอยู่ ทว่า ใจ นั้น ไม่มีคลุกคลี ไม่มีปรุง ใจ นั้น
ขาดภพ ขาดชาติ ขาดสันตติแห่งโลภะ-โทสะจริง ของ
เช่น คนติดบุหรี่
เมื่อตนได้พากเพียรฝึกหัดตน จนรู้แท้ในจิต ของตน และ จนเกิดญาณหยั่งแจ้งแทงทะลุ
ในภัยในโทษ ของบุหรี่จนเกิดจิตเบื่อหน่ายเปลื้องทิ้งได้ เมื่อตนทำได้สำเร็จเป็น
เฉย ไม่หวั่นไหวต่อบุหรี่ แม้จะนั่งอยู่กลางวง ของคนสูบบุหรี่
หรือ แม้จะเอาบุหรี่มาสูบเอง ลองดูก็ตาม ตนผู้นี้ก็ไม่มีรสรักชอบ
หรือ ชิงชัง ทว่า รู้ชัดว่า รสมันไม่น่าสูบ เพราะ มันขม ของ
ขื่น ของ ไม่ปรกติ หรือ ไม่เอนเอียงไปข้างหวานหอมเป็นรส ของโลกีย์ธรรมดา
ของ ด้วยซ้ำไป จิต ของคนผู้นี้ย่อมตัดขาดจาก การติดการยึด
สิ่งนั้น แล้ว จิต ของคนผู้นี้ย่อมตัดขาดจาก การติดการยึด
สิ่งนั้น แล้ว จิต ของคนผู้นี้ย่อมหลุดพ้นจากบุหรี่นั้น มาได้แล้ว
ตนรู้แจ้ง ตนเข้าใจในตนว่า ตนพัน ตนหลุดตนขาด ตนได้จบภาระ ในการทำความหลุดพ้นในกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน
เรื่องนี้เด็ดขาดแล้ว จะไม่มี ความอยาก จะไม่มี การเสพย์
หรือ รับรสโลก ของ (อัสสาทะ) เลย จะรู้แต่รสจริง ของ รูปจริง
ของ กลิ่นจริง ของ ฯลฯ ตามความเป็นจริง ของมันเท่านั้น จึงเรียกว่า
มี ยถาภูตญาณ
เพราะ ฉะนั้น ผู้บรรลุ
ขั้นตัดโคตรภูมิจิตได้จริง ของ ในเรื่องบุหรี่ก็ย่อมจะแจ้งได้ว่า
รสอย่างนี้ รูปอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้นั้น เมื่อเรานำมันมาสูบแล้ว
ประโยชน์อันจะเป็น รูปธาตุ ที่จะได้จากมันนั้น มีแค่ใด? ช่วยรูปขันธ์ร่างกายเราจริง
หรือ ? ผู้มีญาณจริงก็จะรู้จริง ถ้าเข้าใจแท้แล้วว่า ไม่จำเป็นเลย
รูปขันธ์เราไม่เห็นจะต้องพึ่ง รูปธาตุ จากบุหรี่เลย ผู้บรรลุนั้น
ก็จะไม่ไปเสียเวลาสูบบุหรี่ที่มีรสขม ของ ขื่น ของ อย่างนั้น
แน่ ของ เช่นนี้แหละ เรียกว่า รู้ความเหมาะสม รู้แจ้งความควร
ความไม่ควร อันภาษาบาลีเรียกว่า อรหัตตผล สิ่งอื่น ของอื่นก็เช่นกัน
นัยเดียวกัน
คนผู้นี้ต้องรู้เช่นนี้
จึงเรียกว่า เป็นผู้เกิด ญาณ โดยเฉพาะรู้แจ้ง ในการ ตัดโคตรภู
หรือ รู้ว่า ตนตัดความเกิด ของจิต ตนดับอุปาทานจิต ของตนเองลงได้
ดังนี้
เรื่องการติด บุหรี่
ก็เป็นกามคุณที่ติดรส-รูป-กลิ่น-สัมผัส นั่นเอง หรือ เรายังติดรูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัสอื่น
ของ ในสิ่งอื่นอยู่ก็เป็นเรื่อง ของ กามตัณหา บ้าง ภวตัณหา
บ้าง เช่นนี้เอง เมื่อเราลด ละ ตัดเจ้า รูป ต่าง ของ ลงได้หลาย
ของ อย่างเช่นนี้ ( เพราะ นาม คือ จิต ของเราหมดอุปาทาน สิ้นตัณหาใน
รูป นั้น ของ) เราก็ล้างกิเลส ล้างตัณหา ล้างอุปาทานใน อัสสาทะ
คือ รสนิยมโลก ของ ที่เขาสร้างก่อขึ้นมา ให้คนติดหลงไปได้เรื่อย
ของ เราก็จะเบาว่า งจากโลกทีละขั้น ของ เหนือโลก ขึ้นมาเรื่อย
ของ หรือ ดับโลก ทิ้งไปเรื่อย ของ เราก็จะไม่หลงรสนิยมตามโลก
ไปทีละเรื่องสองเรื่องสามเรื่อง ฯลฯ เราก็จะไม่หลงติดหลงยึด
อยู่ตามโลกได้มากขึ้น ของ ตามลำดับ เราก็จะแจ้งโลกได้ตามลำดับ
จนเราสั่งสมญาณ สั่งสมความรู้เช่นนี้ไปเรื่อย ของ มากเป็นที่สุด
เราก็จะแจ้งโลกหมด เราก็จะไม่ถูกโลกดึงดูดไว้เลย เราก็จะพ้นโลกได้
นั่นแลคือเป็นผู้พ้นโลกียะทั้งหมด ขึ้นสู่โลกุตระลอยตัว และ
จะเข้าใจในคำว่า ชีวิต ได้อย่างจริงแท้ จะเข้าใจในคำว่า คุณงามความดี
ที่แท้จริงในโลกได้อย่างชัดเจนด้วย คนผู้นี้ จึงจะยังชีวิตอยู่ก็เพียงเพื่อ
คุณงามความดี ที่เหมาะสมกับกาละที่สุดเท่านั้น
ผู้ตัด โคตรภู
ได้จากกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ในสิ่งใด ใน รูป ใด ผู้นั้น ก็ขาด
สันตติ ได้เด็ดขาดจริง หมดการโยงใยผูกพันกันแท้ ของ ถ้าการติดต่อ
การยังหวนกลับมามีรสมีชาติอยู่อีกกับสิ่งที่เราจะตัดอยู่บ้าง
และ ได้ฝึกหัดตัดขาดมันลงไปบ้างบางครั้งบางคราว จิตเราก็ดูลืม
ของ หรือ เฉย ของ กับมันได้บ้าง แต่แล้วมันก็ยังกลับมามีรสมีชาติอีกใหม่
ในโอกาสใหม่ได้อีก ก็เรียกว่า ได้ฝึกหัดตัด สันตติ คือฝึกหัดทำการค้าตัดขาด
ฝึกหัดเลิกการเชื่อมต่อ ของกิเลส-ตัณหา-อุปาทานลงไปได้บ้างบางครั้งบางคราวนั่นเอง
ทว่า ยังไม่ขาดแท้เป็น สมุทเฉท (เป็น วิกขัมภนะ หรือ ตทังคะ)
เมื่อใดจิตที่เกิดรสนิยมโลก
ของ มันเกิดสืบต่อกันติดเนื่องกันอยู่ เรารีบรู้เท่าทันมัน แล้วรีบหยุดจิต
ดับจิต หยุดรส ดับรสนั้น ของ ลงให้ได้ อย่าให้มันอยาก อย่าให้มันเสพย์
ถ้าหยุดลงได้จริง ดับลงได้แท้ในขณะใด ก็นั่นแหละคือเราทำให้
สันตติ ขาดลงไปทุกทีไป ทำได้มาก และ นาน ก็คือสามารถตัด สันตติ
แห่งกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ให้ขาดลงได้มาก และ นานด้วย จะด้วยหยุดได้
เพราะ วิกขัมภนะปหาน คือ ข่มกด หรือ ทำลืม ของ มันลง หรือ หาเรื่องอื่น
ของ มาขัดจังหวะ มาพรากจากมันไปเสียก็ดี จะหยุดได้ เพราะ ตทังคะปหาน
ด้วยปัญญา คือ พิจารณาเห็นภัย เห็นโทษ เห็นเป็นอสุภะ เป็น ของไม่น่ายินดี
ไม่น่ารักไม่น่าใคร่ได้ แล้วก็ดับจิตลง หยุดรสอยาก หมดรสเสพย์ลงได้บัดดลนั้น
ก็ยิ่งดี ขอให้รู้เท่าทันเช่นนี้ และ ฝึกหัดเช่นนี้เสมอ
ของ เถิด นี่คือ การปฏิบัติธรรม นี่คือการวิปัสสนาแท้ ของ
|