[เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 1/1
13/15

เช่น จิตเรากำลังอยากสูบบุหรี่ เรารู้ทัน เราก็ไม่สูบเสีย พรากจิตไปอื่นลงได้ หรือ พิจารณาเห็นแจ้ง จนหยุดอยากลงได้ ก็เป็นการตัด “สันตติ” ให้แก่ตนอย่างแท้จริง ดังนัยที่ได้อธิบายมาแล้ว หรือ แม้เรากำลังกินอาหาร ขณะนั้น กำลังอมเคี้ยวอาหาร ชนิดที่มีรสอร่อยอยู่ เราก็เสพย์รสนั้น เป็น “สุขเวทนา” ถ้าเรากำลังอมเคี้ยวอาหารชนิดที่มีรสไม่ถูกใจ ไม่อร่อยอยู่ เราก็จะเสพย์รสนั้น เป็น “ทุกขเวทนา” ก็ให้รีบรู้ทันให้ได้จริง ของ แล้วก็ฝึกหัดดับ “สุขเวทนา” ลงเป็นเฉย ของ ไม่ยินดี แม้ “ทุกขเวทนา” ก็ให้พยายามดับลง ทำวางเฉย ของ ให้ได้ไม่ยินร้าย พิจารณาแต่ธาตุแท้ ของ ของอาหารว่า เราจะต้องกิน เพราะ ความจำเป็น จึงกิน ถ้าไม่จำเป็น หรือ ไม่สมควรก็อย่ากินเท่านั้น ถ้าเราทำจิตให้เฉย ของ ได้จริงทีใด จิตไม่ทุกข์ไม่สุขทีนั้น ก็นั่นแหละเราตัด “สันตติ” ให้แก่ตนอย่างแท้จริงทีนั้น

และ จงหัดโดยนัยอย่างนี้กับ กิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ทุก ของ ชนิด ให้ขาดถึง “โคตรภู” ให้ได้จริง ของ เป็นสมุจเฉทกับ “รูป” นั้น ของ สิ่งนั้น ของ จริง ของ และ สุดท้าย จนกระทั่งเราตัดขาดจาก รส รูป กลิ่น เสียง สัมผัสใด ของ ได้ เป็นผู้มี “สังขารุเปกขาญาณ” ในสิ่งใด เราก็พ้นจาก “กิเลสกาม” (หามราคะ) ได้ในสิ่งนั้น อย่างแท้จริง ยิ่งเป็นผู้มี “สัจจานุโลมญาณ” ในสิ่งใด ก็ยิ่งเป็นผู้หลุดได้ พ้นได้ จาก “อัตตา” ขั้นลึกซ้อนสนิท ปราศจาก “ปฏิฆะ”ได้ในสิ่งนั้น อย่างจริงแท้ และ ยิ่งผู้มี “โคตรภูญาณ” รู้จิตตัวเกิดถึงขั้นเริ่มฟุ้งออกมา (อุทธัจจะ) ได้ ผู้นั้น ก็พ้นอวิชชาอย่างที่สุดในสิ่งนั้น ของ โดยเด็ดขาด

กิเลสขั้น “ภพ” หรือ “ภวตัณหา” หยาบ ของ ที่ยังหวั่นไหวอยู่ใน ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข-เสื่อมลาภ-เสื่อมยศ-นินทา-ทุกข์ ใด ของ ก็เช่นกัน

และ “ภวตัณหา” ขั้นละเอียด ขั้นจิตหมด “กามตัณหา” หมด ลาภ-ยศ-สรรเสริญ ลงแล้ว เป็นจิตที่มีปัญญารู้ ขั้น “โอภาส” ก็ดีขั้น “อธิโมกข์” ก็ดี ขั้น “ญาณ” ก็ดี จิตที่เป็นปัญญินทรีย์ขั้นนั้น ของ ก็เป็น “รูปจิต” หรือ เป็น “รูป” ที่เราก็ไม่ควรหลงยินดี หยิ่ง ผยองในมันเป็นอันขาด ต้องวางเฉยกับมันให้ได้เช่นกัน ไม่เช่นนั้น เราจะกลายเป็นคนมี “มานะกิเลส” ยึดในตัวเรา หยิ่งในตนว่า ปัญญา มีความรู้มี “เจโตวิมุติ” มันก็ยังไม่พ้น “สังโยชน์” ไปได้ ก็จะยังมี สังขาร สังวาส สังสัคคะ และ ก็คงยังไม่พ้นสังสารวัฏฏ์ อยู่นั่นเอง

และ แม้จิตที่เป็น “สุขเวทนา” เพราะ จิตเราขณะนี้ สงบแท้พ้นจากกามตัณหาจริง พ้นจากภวตัณหาอย่างหยาบแท้ได้แล้ว จิตย่อมสงบได้จริงแท้ จะเป็นขั้น “ปัสสัทธิ” ขั้น “สุข” หรือ แม้ขั้น “อุเบกขา” เราก็จะต้องเรียนรู้ “รูป” ของจิตขั้นนี้ให้ได้อีก และ อย่างหลงเสพย์ แม้ “สุขเวทนา” ในจิตอันสุขุมลึกซึ้งแม้ขั้นนี้ถึงขั้นนี้อยู่เลย มันยังเป็นอุปกิเลส ยังไม่พ้น “สังโยชน์” ยังเป็นรูปราคะ เป็นอรูปราคะอยู่จริง ของ แท้ ของ เป็น “วิภวตัณหา” อันหมายความว่า ภพละเอียดสุขุมยิ่ง หรือ เป็น “ภวตัณหา” อย่างสุขุมลึกซึ้งนั่นเอง ถึงขั้นนี้ก็ยังจะต้องวางให้เป็นไปตามธรรม มันจะเกิดจิตสงบ ก็เป็นธรรมดาเมื่อเราวาง เราหมดยึด เราเลิกติด ถ้าเราเริ่มยึดจิตใดมาทำงานเราก็จะมี “สังขาร” นั้น ของ ขึ้นมา ก็จงใช้ปัญญาสร้าง “สังขาร” นั้น ให้เป็นประโยชน์อันแท้จริงแก่โลกให้มากเถิด สำหรับตนนั้น “สังขารกาย” เท่านั้น ที่หนักหน่อย นอกนั้น ไม่มี “สังขาร” ใดที่จะเป็นประโยชน์เพื่อตนแท้แล้ว จะมีอีกก็เพียง “สังขารปัญญา” เพิ่มเติมในตน อันเรียกตรง ของ ตามบัญญัติเขาก็คือเพิ่ม “ปฏิสัมภิทาญาณ” เท่านั้น เอง และ ก็เพื่อโลก เพื่อผู้อื่นโดยแท้จริง เพราะ สำหรับตนนั้น ไม่ต้องใช้ “ญาณ” ใช้ปัญญาอะไรอีกแล้ว จบกิจแห่งตนแล้ว จบภาระ ของตนแล้ว ดังนั้น “ญาณ” อื่น ปัญญาอื่นที่จะปรุงให้แก่ตน จึงเพื่อผู้อื่นจริง ของ

และ ที่สุด จิตที่เป็น “ ปิ ติ ” ดีใจ ปลื้มใจ ในตนที่ได้ “ ญ า ณ ” ก็ดี ได้ “ สุ ข ” อันสงบแท้จริงก็ดี จิตที่พากเพียรประคับประคองมุ่งมั่นอันเรียกว่า “ปัคคหะ” ก็ดี หรือ แม้จิตที่ได้พยายามบากบั่นมั่นเพียรอย่างยิ่งที่เรียกว่า “อุฏฐานะ” ก็ดี ก็ล้วนแต่เป็น “รูป” ที่ยังเป็น “อุทธัจจะ” ยังเป็นจิตที่ยังเกิดอยู่ทั้งสิ้น หรือ แม้จะมีเชื้อแห่ง “อุทธัจจะ” เหลือละเอียดยิ่งกว่า นี้จนรู้เห็น “รูป” ของอุปกิเลสต่าง ของ (อันมี โอภาส ปิติ ปัสสัทธิ อธิโมกข์ ปัคคหะ สุข ญาณ อุฏฐาน อุเบกขา) ได้ยาก เพราะ เบาบางสุขุมกว่า ออกปานใด ของ จนต้องเรียกว่า “อรูป” ก็ต้องพยายามรู้ และ จับ “อุทธัจจะ” เหล่านั้น ให้ได้เป็นที่สุด อย่าให้หลงเหลือ ถ้าหลงเหลืออยู่เศษธุลีใดอัน นั้น แหละเรียกว่า “นิกันติ” อันเป็นเศษธุลีแห่งอุปกิเลสอันสุดท้าย ผู้รู้แท้ละเอียดจริง แจ้งใน “อุทธัจจะ” แห่งจิตได้จริงดังนี้ ก็เป็นผู้รู้ปรมัตถ์ถึงที่สุด เพราะ “อุทธัจจะ” ที่ยังเป็นอุปกิเลสใดแม้ถึงขนาดขั้น “อรูป” (คือ “รูป” ขั้นสุขุมยิ่งขึ้นไปอีก) ดังได้อธิบายมานั้น ก็ยังเป็นเหตุเป็นปัจจัยอยู่ในคำว่า “เกิด” อยู่ เราจะให้อะไรเกิด เราก็เป็นผู้กำหนด เราจะต้องรู้ชัดว่า เศษเสี้ยว ของจิต (รูปจิต-อรูปจิต) ที่เราปล่อยให้เกิดนี้ เรารู้จักรูปร่างตัวตนมันชัด เราจะจับมันบี้หัว หรือ จับมันฆ่าลง หรือ จะดับ “อุทธัจจะ” ใด ของ ลงเมื่อใดก็ย่อมทำได้ เรา จึงจะให้มันเกิด เรา จึงจะให้มันปรุง (สังขาร) จึงจะให้มันทำงาน มัน จึงเกิดได้ เพราะ เราให้เกิด มัน จึงปรุง เพราะ เราให้ปรุงอันเรียกว่า “วิสังขาร” มิใช่มันเกิดเองตามอำนาจกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน แต่เรารู้ความเกิด ของมัน และ เราเป็นเจ้าชีวิตมันด้วย จะดับมันเมื่อใดก็ได้ เป็นผู้มี “อายุที่แน่นอน” (นิยตายุกา) คือดับจิต ของตนได้อย่างแท้จริง ดับวิญญาณในตนได้แน่นอนดังนี้ จึงจะได้ชื่อว่า เราเป็น “มนุษย์อุตตระกุรุทวีป” เป็นมนุษย์ที่อยู่ในแดนเหนือกว่า มนุษย์ธรรมดาจริง ของ หรือ แท้ ของ จริง ของ ก็คือ จิตชนิดที่จัดว่า เลิศยอดสูงสุดเหนือภพอื่นแดนอื่น

จึงเป็นผู้ไม่มีแม้ “อุทธัจจะสังโยชน์” เพราะ รู้ “อุทธัจจะ” ให้ได้ทุกตัวจริง ของ อุทธัจจะใดจะ “สนตะพาย” เราให้ติดโลก (สังโยชน์) จึงย่อมไม่ได้ ผู้นี้แล ชื่อว่า เป็นผู้ถึงแล้วซึ่ง “วิชชา” หรือ พ้นแล้วซึ่ง “อวิชชาสังโยชน์” เป็นที่สุด

๑๔. มรรคญาณ คือความรู้ในวิถีทาง หรือ วิธีทำให้คนตัด “โคตรภู” ลงได้ รู้ว่า เราทำอย่างไร จึงดับจิต หรือ ตัดกิเลส-ตัณหา-อุปาทาน ได้จริง รู้วิถีที่ทำ ที่ได้ประพฤติ รู้การกระทำที่เกิดผลมาเป็นระยะ ของ ของตน เช่นนี้เรียกว่า เกิดความเห็นแจ้ง เกิดความรู้ชัดใน “มรรค” หรือ ในระดับแห่งการเดินทางจากเริ่มต้น รู้กิเลส ดับกิเลสมาเรื่อย ของ

ที่จริงผู้ใดกระทำตนจนตัด “โคตรภูญาณ” ได้แล้ว ก็เป็นอันบรรลุแล้ว จบแล้ว ไม่ต้องมาทบทวนรู้ “มรรค” ก็ได้ชื่อว่า เป็นผู้จบแล้ว สิ้นภาระสำหรับตนแล้ว เพราะ “มรรค” หรือ ทางประพฤตินั้น มันได้ทำมาแล้วจริง แม้จะเพียงเป็น “มรรค” เป็นวิธี หรือ วิถีทางประพฤติที่ได้รู้มาจากผู้เป็นครู เป็นอาจารย์บอกก็ตาม (ปริยัติ) แต่เมื่อเราประพฤติ (ปฏิบัติ) จนถึงตัด“โคตรภู”ได้ มันก็มี “มรรค”แล้วในตนจริง ของ เรียกว่า มี “สัมมาอริยมรรคองค์ ๘” แล้ว (สำหรับผู้ยังไม่บรรลุนั้น ยังมีไม่ครบ ๘ หรือ ไม่มีเลยแม้มรรคองค์เดียวแค่ “สัมมาทิฏฐิ”)

ส่วนผู้ที่จะเกิด “มรรคญาณ” คือ มารู้แจ้งใน “วิถี” หรือ การเดินมาตามทาง ของตนอย่างละเอียดชัดเจนแจ่มแจ้งนั้น ก็จะต้องอาศัย การพิจารณา นึกคิดทบทวน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ย้อนไปย้อนมา ในมรรคกับผล ให้ถูกตัวตรงมรรคตรงผลว่า ทำอย่างนี้มีผลออกมาเป็นอย่างนี้ ทำแบบนี้ขนาดนี้มีผลออกมาแบบนี้ขนาดนี้ รู้ตรงมรรคตรงผลละเอียดหยาบ ถูกตัว ลงตัวกันหมด อันเรียกว่า “ปฏิสังขา” และ “ปัจเวกขณะ” จึงจะรู้แจ้งชัดเจนใน “มรรค” แท้ ของ ได้ถูกฝาถูกตัว ถูกขนาด ถูกคู่แท้ ของ ได้

“มรรคญาณ” จึงเป็นปัญญาที่รู้ละเอียด รู้ชัด ถ้า “มรรค” เฉย ของ นั้น พอบอกให้ว่า ทำอย่างนี้สิ แล้วผู้รับก็รับไปทำ แล้วก็เกิด “ผล”ออกมา ก็จบ เพราะ มี “มรรค” เอาไปทำ แล้วก็ได้ผลแล้ว ตัวเองบรรลุแล้ว จะจำไม่ได้ว่า ทำอย่างไร ก็ไม่เป็นไร จะรู้ละเอียด ไม่ละเอียด รู้เหตุรู้ผลว่า เพราะ เช่นนั้น ทำเช่นนั้น เพราะ เช่นนี้ทำเช่นนี้ ก็ไม่ต้องก็ได้ ให้มี “ผล” เกิดก็จบ ก็บรรลุ ส่วน “ญาณ” ที่จะรู้ชัดในกลวิธีในเหตุในปัจจัย ในเหตุในผลนั้น ของ ตามรูปตามนาม ตามรูปตามรอยที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องกัน ละเอียดลออนั้น ไม่มี หรือ ไม่รู้ชัด จะเอามาพูด นำมาชี้แจงก็ไม่ออก หยิบมาบอกไม่ถูกว่า อะไรเป็นอะไร? ก็เป็นได้แม้ผู้นั้น บรรลุแล้วก็ตาม แต่พูดไม่ถูก บอกวิธี อธิบายวิธีไม่ได้เลย ก็ เพราะ ไม่มี“มรรคญาณ”

หรือ แม้บางคนรู้แจ้งใน “มรรคญาณ” ดีจากปริยัติ รู้ถูกเหตุถูกผล เข้าใจได้แจ้งในมรรคละเอียดลออ ทว่า ไม่ได้ลงมือทำจริง ไม่ได้ลงมือปฏิบัติ ไม่มี “ผล” เกิดในตนเลย ก็มี “มรรคญาณ” ได้เหมือนกัน ทว่า เป็น “มรรคญาณ” ชั้นปริยัติ ไม่ใช่ชั้นปฏิเวธ และ เป็น “มรรคแต่ปาก” หรือ “มรรคขี้โม้ เป็นอุปกิเลส” อยู่เท่านั้น เพราะ ในตนไม่มีสภาวะญาณใด ของ จนถึงญาณ ๑๓ นั้น เกิดในตน

“มรรคญาณ” ที่เป็นปริยัติอันดับที่ ๑๔ จึง ไ ม่ ใ ช่ ญ า ณ ที่เกิดตามระดับขั้น ของสภาวะธรรม ซึ่งเรียกว่า อิทัปปัจยะตา คือ เพราะ สิ่งนี้ จึงเกิดสิ่งนั้น เพราะ สิ่งนั้น จึงเกิดสิ่งโน้น........ฯลฯ “มรรคญาณ” อย่างนี้เรียนรู้ง่าย และ ทำให้หลงตนเป็นกิเลสง่ายด้วย จึงมีคนเรียกว่า “มรรคง่าย” ซึ่งถูกดีแท้! แล้วที่สุด นานเข้า ของ ก็กลายเป็น “มรรค” ที่เลอะเทอะ เบี้ยว ของ เบี่ยง ของ เข้าข้างสภาวะธรรมที่ตนยังติดยังยึด เพราะ ตนไม่มี “ผล” จริง มันก็อาย ของ ก็เลยเบี้ยว “มรรค” ให้เข้ามาหาสภาวะที่ตนมี ตนเป็น พอรักษาหน้าไปเรื่อย ของ “มรรคญาณ” ชนิดนี้เริ่มต้นดี พอนานเข้า กลายเป็น “มิจฉามรรค” หมด

 

13/15
   [เลือกหนังสือ]
page: 1/1
   Asoke Network Thailand