[เลือกหนังสือ]      ปก | คำนำ | สารบัญ | ภาคผนวก | คัชนี | ผู้เขียน
page: 1/1
3/15

 

นี่คือข้อควรคิด ควรจำ ควรใส่ใจ สำหรับผู้ปฏิบัติธรรม เมื่อมีสติพิจารณา หรือ “เลือก” แล้ว เราก็เลือกเอา แต่ที่ถูก ที่ควร ที่เหมาะสมที่สุดมากิน แต่ถ้าผู้ใดยังเลือกด้วยกิเลส ผู้นั้น ก็แน่นอน จิตผู้นั้น ย่อมรู้ตัวเองดีว่า “กิเลส” ในตน เป็นผู้เลือกอาหารนั้น ไม่ใช่จิตบริสุทธิ์ หรือ จิตที่มีธรรมะ ของตนเองเลือก เพราะแม้การ “เลือก” ก็มีอยู่ทั้งถูก และ ผิด ซึ่งแบ่งออกเป็น เลือกอย่างเป็นกิเลส กับ เลือกอย่างเป็นธรรม ผู้เลือกเองตอบเองได้ เพราะ “จิต” ตนเองไม่มีใครจะรู้ได้ดีเท่า ถ้ายัง “เลือก” เพราะจิตยังใฝ่เสพ รูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส อยู่ แน่นอนนั่นคือผู้ยังไม่ใช่ “ผู้รู้” ยังเป็นผู้เต็มไปด้วยกิเลส แต่ผู้มี “สติ” และ “เลือก” อย่างมีธรรมะ ย่อมคือผู้ถึงธรรม และ อยู่กับธรรม ย่อมไม่มีผิดทำนองคลองธรรม และ จะต้องเป็นไปด้วยธรรม คือเป็นไปโดยจริง ไม่ใช่เห็นแก่ “ความอยาก” ของตน

การ “เลือก” ของกิน หรือ เลือกทำ เลือกพูด เลือกคิด ก็ตาม ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องเลือกโดยหลักที่ถูกต้องตามความมุ่งหมายสุดยอด ของธรรมะ คือผู้ปฏิบัติธรรมนั้น จะต้องพยายามทำตนให้ ง่าย สบาย สะดวก ประหยัด ให้หมดภาระ ทั่ง ของผู้อื่น และ ของตน ให้เป็น “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด” ให้ได้เสมอๆ

ถ้าไม่มีสติไม่มีการพิจารณาคัดเลือกก่อนปฏิบัติ หรือ ก่อนลงมือทำ หากมีอะไรที่ใครให้มา ส่งมา ก็จะต้องรับ จะต้องกินไปตามนั้น แล้ว วินัยอันมีข้อปฏิบัติต่างๆ ในเรื่องเกี่ยวกับการกินการฉันก็เลยไม่ต้องนึกถึงกัน ไม่ต้องนำออกมาตรอง มาใช้ มาวินิจฉัย มาพิจารณา หรือ มาประกอบสติ และ ปฏิบัติให้ถูกกัน แล้วจะเรียกผู้นั้น ว่าเป็นผู้ปฏิบัติธรรมนั้น ยังไม่ได้ เรียกว่าผู้ครองโมหะไว้คงเดิม เพราะไม่มี “ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” อันเป็นเรื่องสำคัญมากเหลือเกิน ในการปฏิบัติธรรม เพราะนอกจาก “สติ” แล้วจะต้องมี “ธรรมวิจัย” จึงจะเป็นวิปัสสนา

แต่จะอย่างไรก็ตาม การปฏิบัติธรรมนั้น คือการมี“สติ” และ พิจารณาในทุกขณะจิต แล้วจะต้องตามรู้ตัวเอง ทุกเรื่อง ทุกอัน ว่าตนกำลังทำอะไร? พูดอะไร? คิดอะไร? และ กำลังจะเสพกามคุณ ๕ หรือ เปล่า? ก่อสิ่งที่เป็นพยาบาท หรือ เปล่า? เบียดเบียนตน และ เบียดเบียนผู้อื่น หรือ เปล่า? ต้องมี “สติ” มี “ธรรมวิจัย” (เลือก-แยกแยะให้เห็น) ควบคุมตัวให้ตัวเองปฏิบัติให้ถูก ให้ตรง ให้ชอบ ดังนี้ นี่คือ การปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า “วิปัสสนา” เป็น เอกายน มัคโค คือทางตรงทางเดียวที่จะบรรลุนิพพาน

และ ทำไม “ผู้รู้” จะต้องเลือกกินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ ก็ เพราะเหตุว่า ถ้าเรามี “ผัก” เราก็ควรจะกินอาหารผัก นั้น ดีกว่า ด้วยเหตุที่เป็นทางที่ถูกทางที่ควรทางที่ชอบ คือเป็น “สัมมา” อย่างยิ่ง การปฏิบัติธรรมคือ การหาทางเบาภาระ พ้นภาระ การลดลงๆ ให้ตนมีความจำเป็นน้อยที่สุด นั่นเป็นจุดสุดยอด ดังได้กล่าวแล้ว ดังนั้น ถ้าเรากิน แต่ผัก ก็จะทำให้เรามีภาระน้อยลงได้เรื่อยๆ เหตุก็ เพราะผักนั้น หาง่ายกว่าเนื้อสัตว์นั่นหนึ่ง ผักนั้น นำมาเป็นอาหารง่ายกว่าเนื้อสัตว์ นั้น อีกนัยหนึ่ง ผักจะปรุงอาหารก็ง่ายกว่าเนื้อสัตว์นั้น อีกหนึ่ง ผักนั้น ราคาถูกกว่าเนื้อสัตว์นั้น อีกหนึ่ง (ปัจจุบันนี้ข้าว ของแพง ยิ่งควรจะได้คำนึงถึงการประหยัดให้มากๆ ) ผู้กินอาหารผักนั้น สะอาดกว่าเนื้อสัตว์นั้น อีกหนึ่ง ความสะอาดนี้ สะอาดทั้งสภาพภายนอก และ สะอาดทั่วในปากในกระเพาะ และ ที่สำคัญก็คือ เราไม่กินเนื้อสัตว์ ก็เป็นการไม่บังเบียดสัตว์ เราไม่อยู่ในฐานะเป็น “เหตุ” ให้สัตว์ตายด้วยประการทั้งปวง และ เราก็ไม่ได้ก่อพยาบาทแม้เศษเสี้ยวธุลีจริงๆ ทั้งเป็นการหัดลดการติดยึดกามคุณ ๕ ด้วย นั่นคือเหตุผล ผู้รู้ หรือ ผู้จิตสูงแล้วจะทราบได้เอง จะรู้เองว่าการยังเสพเนื้อสัตว์อยู่นั้น ไม่ใช่การ “เป็นอยู่” อย่างถูก ของผู้เป็นอยู่อย่าง “สัมมา” ดังได้อธิบายมานั้น ผู้กินง่าย อยู่ง่าย กินสะดวก กินประหยัด กินสบาย จึงจะเป็นผู้พ้นภาระ และ จะสู่ความ “จบอยู่” สู่ความไม่วุ่นวายได้ด้วยการปฏิบัติดังนี้

ผู้ที่ละวาง หรือ พ้น “กามตัณหา” กับ “วิภวตัณหา” อันคือพระสกทาคามีขึ้นไป ถึงพระอนาคามี หรือ เรียกท่านว่า “รูปพรหม” และ “อรูปพรหม” นั้น จะรู้ได้จะทราบได้เองว่า ของกินที่ควรกินนั้น คืออะไร? เพราะผู้รู้ชั้นนี้ รู้ได้แล้วแม้ว่า “วิญญาณ” นั้น คืออะไร? อย่างไร? และ การเบียดเบียนสัตว์โลก หรือ สิ่งที่มี “วิญญาณ” ควรจะเบียดเบียนในชั้นไหน? ใครเคยได้ยิน หรือ เคยได้รู้ไหมเอ่ยว่า “อาหารพรหม” หรือ “อาหารเจ” หรือ “มังสวิรัติ” นั้น คืออาหารประเภทไหน? อาหารดังกล่าวทั้ง ๓ ชื่อนั้น มีนัยเดียวกันทั้งสิ้น คืองดเว้นแม้กระทั่งนม-เนย ผักที่มีรสจัด กลิ่นจัด เช่น หอม กระเทียม ผักชี ฯลฯ แต่อาหาร “มังสวิรัติ” นั้น นม-เนย ก็ยังกินได้ ยังไม่ถือว่าเบียดเบียนสัตว์ถึงขนาดทำให้เขาทุกข์ร้อน หรือ ถึงตาย สิ้นชีวิตอะไร อาหาร ของพรหมก็จะไม่มีเนื้อสัตว์เลย จะมีถั่ว-งา ผลไม้ ขนม นม เนย นั่นแหละเป็นสำคัญ นั่นคือการกินขั้นสุดยอด ของการกินล่ะ ได้ชื่อว่าเป็น “สัมมา” ที่ถูกที่ควรที่สุด เป็นผู้กินอย่าง “รู้” อย่างมี “สติ” ครบถ้วน

ดังนั้น ผู้ใดที่ “เป็นอยู่” ในเรื่องอาหารก็ต้องกินอยู่อย่างรู้ เพียง เพื่อเอาธาตุแป้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต น้ำตาล ไขมัน และ อื่นๆ อีกเล็กน้อยเข้าไปให้สังเคราะห์เป็นร่างเป็นกาย และ ไม่บังเบียดสัตว์โลกอื่นทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ไม่มีเชื้อสืบต่อในพยาบาท ทั้งทางตรง และ ทางอ้อม ผู้นั้น ก็ได้ชื่อว่าไม่บังเบียดทั้งผู้อื่น และ ไม่บังเบียดทั้งตัวเองด้วย พ้นพยาบาทอย่างสนิทด้วย แล้วผู้นั้น จะเป็นผู้ผิดได้อย่างไร? เป็นผู้ตกต่ำด้วยวิถีทางใด? จิตผู้นั้น จะไม่สูงขึ้นด้วยเหตุด้วยผลได้อย่างไรกัน? เพราะการกระทำได้เลือก ได้พิจารณาดังกล่าวแล้ว เป็นการกระทำด้วยเหตุผล แต่ถ้าหากว่าถิ่นไหนแดนไหน “ผัก” เกิดหายากกว่า ลำบากกว่า และ แพงกว่า ก็ต้องพิจารณากันใหม่ ในเหตุ และ ผลใหม่อีกที นั่นคือ “ผู้รู้” (พุทธะ) ผู้มี “วิปัสสนาญาณ” และ ผู้พ้นแล้วจริง ก็จะมี แต่หวังประโยชน์เกื้อกูลผู้อื่นเป็นอุดมคติ จึงจะประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่งาม ที่ดีเสมอๆ เป็น “ครู” ที่ต้องบูชาตลอดกาลแม้ “จิตว่าง” แล้วจริงก็ยังต้อง “เลือกทำ” ไม่ว่าการเป็นอยู่ หรือ การกิน ก็เลือกกระทำในรูปแบบที่ดี ดีที่จะก่อค่านิยมไปสู่ดีให้แก่โลก แก่ชนเป็นอันมากอีกอยู่นั่นเอง เป็นที่สุด

นี่แหละคือทำไม “คน” จึงต้อง “กิน” เพราะร่างกายจะอยู่ได้นั้น มันต้องมีอาหารเข้าไปสังเคราะห์ปรุง แต่งอย่างแท้เท่านั้น จริงๆ และ ก็ต้องรู้ด้วยว่าการ “กิน” มันสำคัญกับ “ชีวิต” แค่ใด? ต้องหลงใหลมัน หรือ ไม่? จะให้ “ ของกิน” มันเป็นนายเราโดย “มี” อะไรก็ต้องกิน หรือ ว่าจะ “กิน” อย่าง “รู้” อย่างถูก อย่างควร ด้วยปัญญาแท้ที่ไม่มี “ความเห็นแก่ตัว” จึงจะเป็น “สัมมา” อย่างที่สุด จงใช้ปัญญา ของท่านไตร่ตรองดูเทอญ

จงกินอย่างไร้โลภะ ไร้โทสะ ไร้โมหะ กินอย่างสิ้นทุกข์สิ้นสุข และ กินอย่างปราศจากความชอบ ปราศจากความชัง พร้อมพรั่งด้วยปัญญาที่แจ้งในความเหมาะควรที่สุดใน แต่กาละเทศะฐานะ ให้ได้เถิด นั่นแหละคือ การกินอย่างมี “นิพพาน”

๑๗ มี.ค. ๒๕๑๓

3/15
   [เลือกหนังสือ]
page: 1/1
   Asoke Network Thailand