|
ปัจจุบันการรับประทานอาหารมังสวิรัติ (อาหารพรหม
หรือ การกิน เพื่อเกิดพรหมจรรย์) ของพุทธศาสนิกชน เรายังพร่อง
และ ไม่ตรงเป้านัก เจตนาแห่งการวิรัติ (งดเว้น คือไม่กินนั่นเอง)
เรื่องนี้ก็ เพื่อให้ก่อเมตตาธรรมขึ้นในจิตใจ ของคนเรานั้น
เป็นเบื้องต้น เพราะว่าสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าสัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์สองขา
สี่ขา ฯลฯ นานาชนิด อันนอกเหนือจากสัตว์โลกที่มีนามสมมุติเรียกว่าคนแล้วต่างก็ได้รับการเบียดเบียนโดยทั่วไป
ด้วยการถูกนำมาเป็นอาหาร เพื่อปาก เพื่อท้อง ของมนุษย์ ทั้งๆ
ที่ชีวิตอันแท้จริงแล้ว ไม่จำเป็นต้องยังด้วยเลือดเนื้อ ของเขาเหล่านั้น
แม้ใครจะอ้างว่าตนต้องการธาตุอาหารจากสัตว์ ไม่ใช่ด้วยเจตนากินเนื้อสัตว์ก็ตามที
ฟังแล้วไม่ค่อยจะเข้าร่องเข้ารอยนัก
จากการสังเกตตำราอาหารเจที่เริ่มมีอยู่แพร่หลายในเมืองไทย
ก็เห็นว่ามีแนวความคิด มีเป้าหมายยังไม่ตรงแท้เสียทีเดียว รายการอาหารส่วนใหญ่แปรสภาพจากแป้งเป็นหลัก
เพื่อนำมาดัดแปลงเปลี่ยน รูป แป้งเป็นตัวสัตว์อันก็ยังไม่ได้ทิ้ง
รูป เก่าเลย บ่งถึงเจตนาที่ยังไม่บริสุทธิ์ตามที่ควรเป็นไป
ซ้ำต้องเหนื่อยยาก เพิ่มความลำบากขึ้นอีกที่ต้องไป ปลอม
ของขึ้นใหม่ และ แล้วก็ยัง หลอก ตัวเองให้งมงาย หรือ หลง หรือ
โง่หนักซับซ้อนยิ่งๆ ไปอีก
แท้จริงนั้น จุดประสงค์ที่สำคัญมาก ในการไม่กินเนื้อสัตว์
ก็คือ การตัดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ในอาหาร อันเป็นเป้าหมายสำคัญ
ของการปฏิบัติธรรมโดยตรง เลยมิได้มีบทบาทเท่าที่ควร กุศโลบาย
ของการวิรัติ (งดเว้น) อาหารที่ถูกต้อง และ เป็นการส่งเสริมการปฏิบัติธรรมที่แม้จริง
ไม่มีอื่นนอกเหนือไปจากการสร้างเมตตาบารมี ก่อนิสัยเห็นอกเห็นใจใน
เพื่อนสัตว์ผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน กับการควบคุมทวารอินทรีย์ทั้งหลาย
ทั้งภายนอก และ ภายใน มิให้รับเอาสิ่งที่จะเป็นภัยต่อการปฏิบัติธรรม
เรียนรู้ จิต ที่ติดยึดในกามคุณ ๕ อันเกิดจากเรื่องกิน
หรือ ตรงๆ ก็คือ ความควบคุมทวารอินทรีย์ทั้งหลาย
เพื่อตัดกิเลสตัณหานั่นเอง
เรากินอาหาร เพื่อยังขันธ์นี้เท่านั้น มิใช่กิน
เพื่อตก แต่ง เพื่อมัวเมา หรือ เพื่อเล่นหัวไม่ จึงควรกินให้ถูกธาตุอาหาร
เป็นสิ่งจำเป็น ในการเกี่ยวกับขันธ์ซึ่งประกอบขึ้นมาจากธาตุทั้ง
๔ เท่าที่เป็นอยู่ ไม่หนีไปไกลจาก โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เกลือแร่
ไขมัน และ วิตามิน ฯลฯ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องหาความลำบากยุ่งยาก
ในการที่จะดัดแปลง เพื่อสนองใจที่ยังมีเชื้อ ของกามอยู่ โดยขอให้ตนได้เห็น
( หรือ ได้หลงว่า) เป็นรูปสัตว์ต่างๆ ตามที่ตนเคยยึดถือ ทั้งๆ
ที่แท้จริงนั้น มันก็เป็นแป้งที่ถูกเปลี่ยนรูปเท่านั้น เอง ศาสนามีจุดมุ่งหมายสอนให้คนเบาภาระ
หมดกิเลส หมดบาป พ้นความยุ่งยากลำบาก และ เข้าใจแก่นแท้ รู้แจ้งเป้าหมาย
อีกประการหนึ่งจะต้องพยายามคำนึงถึงด้วย
ก็คือความสะดวก ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด ให้ได้ทุกประตู
ไม่ว่าด้านการเสียพลังกาย พลังความคิด หลักโภชนาหารที่พากัน
ไม่กินเนื้อสัตว์ (มังสวิรัติ) เพียง เพื่อจิตที่หมาย บุญ
แต่แค่เป็นภาษาโดดๆ อย่างเดียวโดยไม่เข้าใจแท้ๆ ว่า บุญ คืออะไร?
จึงเกิดการพิลึกพิลั่นขึ้นใสวงหารนักมังสวิรัติ เช่น กินมังสวิรัติกันแค่มื้อๆ
คราวๆ ให้ดูโก้ๆ บ้าง (วิรัติเฉพาะเช้าถอนตอนเย็น หรือ วิรัติเที่ยงถอนเช้า
หรือ วิรัติเช้า ถอนเที่ยง เป็นต้น) กินกันตามประเพณีแล้วคนก็ยุ่งยากลำบากทรมานบ้าง
หรือ แม้จะกินอาหารมังสวิรัติประจำ แต่ซ้ำทำตนให้ หลง หนักโดยไป
ปลอม ของมา หลอก คนเข้าไปอีกดังกล่าวมาแล้วบ้าง ดูประหนึ่งเหมือนเล่นละครตลก
หรือ เป็นเพียงการสร้างบทบาทชนิดหนึ่งประกอบขึ้นใส่ตนเท่านั้น
ผลอะไร? เพื่ออะไร? เหตุอะไร? ต้องการอะไรจากการกระทำนั้น ?
ก็ไม่เข้าใจแท้ จึงเรียกว่างมงาย หรือ ไม่รู้ หรือ โง่หลง จงพยายามเข้าใจให้ถูกว่า
เรามาหัดกินอาหารเช่นนี้ เพื่อเป็นการฝึกหัด เพื่อตัด ละ ลดกิเลสตัวโลภะ
ตัณหา อุปาทาน ของเราด้วย ตัดความชอบ ความชัง ความมัวเมาในรสอาหาร
ในรูปอาหาร ฯลฯ ที่คนทุกวันนี้ไม่เข้าใจกันแล้ว นั่นแหละเป็นเป้าหมายตรงๆ
แท้ๆ เมื่อไม่เข้าใจตรงเป้า (สัมมาทิฏฐิ) เรื่อง ของการกิน
จึงแตกแขนงยืดยาวเลอะเทอะออกไปจากความ จำเป็นแท้จริง ยิ่งขึ้นทุกที
เลี่ยงเบี่ยงออกไปจากทาง (สัมมาอริยมรรค) จนกลายเป็นผิดทาง ไม่เข้าเป้าหมาย
(มิจฉาทิฏฐิ) กัน ดังเป็นอยู่ในทุกวันนี้ จงพากันระวัง! เรื่อง
ของ มิจฉาทิฏฐิ หรือ มิจฉาปณิหิตตัง จิตตัง อันเป็นการกระทำที่ผิดเป้าหมายกันให้มากๆ
เถิด! พระพุทธเจ้าทรงสอนเราไว้ว่า โจรกับโจร หรือ ข้าศึกกับข้าศึก
เขาพึงทำความพินาศให้แก่กัน มันก็เลว และ พินาศกันเท่านั้น ๆ
แต่ส่วนจิต ของผู้ใดที่ตั้งเป้าไว้ผิดนี่สิ พึงทำให้เขาผู้นั้น
เลวร้ายยิ่งกว่านั้น เสียอีก
ตำราอาหารมังสวิรัติ (อาหารพรหม) เล่มนี้มีจุดมุ่งหมาย
เพื่อให้ท่านผู้สนใจเรื่องอาหารมังสวิรัติอยากจะนำไปลองปฏิบัติแก่ตน
ได้รับความสะดวก สบาย รวดเร็ว ราคาถูก ประหยัด และ มีธาตุอาหารครบถ้วนง่ายๆ
สามารถประกอบอาหารได้จากวัตถุดิบที่มีอยู่เป็นปกติ หรือ จากท้องถิ่นพื้นที่ที่อาศัยอยู่
เป็นการแนะแนวที่ให้ท่านหลีกพ้นจากความหนักใจมากที่สุด เป็นไปโดยธรรมชาติแท้ๆ
อาศัยผลิตผลวัสดุในชีวิตประจำวันที่เราคลุกคลีอยู่ ไม่ต้องไปมัวเสียเวลาเสียทรัพย์
เพื่อดัดแปลง หลีกเลี่ยงจากการยังสนองความอยากในรูป รส กลิ่น
เสียง สัมผัส ทั้งโดยทางตรง และ ทางอ้อมใดๆ อันเป็นการโน้มน้าวให้ท่านกินอาหารได้ตรงจุด
ตรงเป้าหมายที่เป็นไป เพื่อการปฏิบัติ กำจัดกิเลสตัณหา ท่านได้เบาภาระ
ได้ประหยัดด้วย (ประหยัดทั้งเวลา-ทรัพย์-เรี่ยวแรง และ อื่นๆ
อีก) และ ท่านจะได้ ปัญญาบารมี อันเป็นความฉลาดที่เรียกว่า
อริยะ จริงๆ เป็นที่สุดด้วย มิใช่ยิ่งวิรัติก็ยิ่งงมงาย
ยิ่งเมามาย ยิ่งติด ยิ่งยึด ไม่ติดเนื้อสัตว์ แต่ไป หลง ติดอย่างอื่น
อันก็คือรูป รส ฯลฯ ซึ่งก็ยังคงเป็นกามตัณหา และ ติด บุญ อันเป็นภวตัณหาอยู่อีกอย่างเดิม
จะหนักกว่าเดิมก็ตรงมี มานะกิเลส เพิ่มเข้าไปอีก เพราะจะหลงดีหลงยกตัวชูตนว่าตนทำการไม่กินเนื้อสัตว์
ไม่ยึดเนื้อสัตว์มากินได้ เลยยิ่งเป็น วิภวตัณหา (สังโยชน์อันละเอียดหมุนรอบเชิงซ้อน
คือไม่กินไม่เอาที่เป็นตัวมีตน หลงโก้ หลงเก่งหนัก ข่มผู้อื่นยิ่งขึ้น
ฯลฯ) เพิ่มซับซ้อนเข้าไปซ้ำอีก อัตตา ก็เพิ่มขึ้น ใหญ่ขึ้น
นี่แหละคือ ความพินาศยิ่งกว่า ที่เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะจิตยึดเป้าหมายผิดๆ
นอกจากนั้น ยังมีกรณีที่จะ อะลุ้มอล่วยแก่บุคคลผู้ฝึกหัดใหม่ๆ
ที่ยังละตัดรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสยังไม่ได้ เรา จึงไม่ทิ้งการปรุง
แต่งเสียทีเดียว รสเปรี้ยวหวานมันเค็มเช่นไร ก็เลือกเอาตามชนิด
ของอาหารก็แล้วกัน หรือ ถ้าใครตัดละรูป-รส ฯลฯ ได้มากก็ปรุงน้อยลงๆ
ซึ่งมีให้เลือกหลายอย่างหลายระดับอยู่แล้ว สำหรับธาตุอาหารนั้น
รับรองว่าท่านจะได้รับโดยบริบูรณ์ครบถ้วนทุกอย่าง ปรากฏผล ของการปฏิบัติจากกลุ่มนักปฏิบัติธรรม
ชาวอโศก มาแล้ว
ผู้ที่อ้วนเกินความต้องการก็จะลดลง ผู้ที่ซูบซีดผ่ายผอมก็จะผ่องใสเป็นน้ำเป็นนวลขึ้น
เพราะเราคำนึงถึงธาตุอาหารเป็นหลัก ในการปรุงเพียงอย่างเดียว
ทุกๆ ครั้งที่ทำอาหาร ซึ่งถ้าเปิดอ่านรายการอาหารในเล่มแล้ว
บางท่านจะรู้สึกว่า อาหารบางอย่างค่อนข้างจะดูแปลกแหวกแนวไปหน่อย
เพราะไม่มีใครเขาทำกัน จับโน่นใส่นี่ จับนี่ผสมนั่น ด้วยคนในโลกเขายึดถือจำกัดไว้ก่อนแล้วว่า
ผักอย่างนั้น ผสมกับผักอย่างนี้ไม่ได้ หัวอย่างนั้น ใส่กับหัวอย่างโน้นไม่ได้ต่างๆ
นานา แต่เราไม่เอาอย่างเขาล่ะ! เราเอา แต่ นาม คือคุณค่า ของมัน
เรื่อง รูป เราตัดทิ้งเสีย อาหารบางอย่างเมื่อปรุงออกมาแล้วมองดูโละๆ
เลอะๆ หน่อย ก็จงอย่าถือสา คิดเสียว่าเรากินอาหาร ไม่ใช่กินรูปอาหาร
ไม่ใช่กินรสอาหาร ฯลฯ ทำใจให้ได้แล้ว ขอรับรองว่า ท่านจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยทีเดียว
(ซึ่งก็ไม่ใช่หมดสิ้นรูปไปเสียทีเดียว มันก็มีรูปใหม่ รสใหม่
ที่ท่านไม่ได้หลง ไม่ได้ยึด แล้วก็อย่าติดรูปใหม่ รสใหม่เสียล่ะ!)
ลำดับต่อไปนี้ เป็นการชี้แจงรายการอาหารจำพวกต้ม
ผัด แกง ยำ คั่ว ปิ้ง ย่าง นึ่ง ทอด ฯลฯ ทั้งแบบไทย ฝรั่ง จีน
ลาว ฯลฯ เท่าที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้ และ ที่ใช้ทำกันอยู่ เป็นแนวการพิจารณา
ประเภทผักต่างๆ ที่เป็น พืชล้มลุกจากสวนครัว
ของท่านเอง หรือ จากท้องที่ที่นิยมปลูกกัน หรือ จากฤดูกาลที่จำหน่ายในราคาถูกก็มองดูให้เหมาะสมตามฐานะ
ตามกาละนั้น ๆ
จำพวกถั่วทุกชนิด พยายามให้ได้รับประทานทุกวัน
อย่าขาด เพราะเราจะได้ธาตุโปรตีนจากมันพอๆ กับเนื้อสัตว์ทีเดียว
โดยเฉพาะถั่วเหลือง ( หรือ ที่เรียกว่าถั่วแระ)
ควรคิดถึงพวก ผลไม้พื้นเมือง ของไทยๆ
เราบ้าง อย่างเช่น ฝรั่ง มะละกอ และ มะตูมที่คนไม่ค่อยจะสนใจ
และ รู้จักกันน้อยคน ก็ใช้ประโยชน์ได้ทั้งใบ และ ผล ซึ่งจะดูรายละเอียดการดัดแปลงจากข้างในเล่มนี้ได้
เราจะได้ธาตุเกลือแร่ และ วิตามินจากประเภทนี้
งา และ มะพร้าว จะเป็นสิ่งช่วยส่งเสริมไขมันแก่ผู้ที่ยังขาดแคลนอยู่ได้เป็นอย่างดี
อีกประการหนึ่ง เจตนา ของเราต้องการจะเน้นหนักไป
เพื่อการส่งเสริมกสิกรรมในครัวเรือนด้วย จึงพยายามใช้ ของที่เกิดจากท้องที่ตามชนบท
เท่าที่จะเป็นไปได้ ทั้งพืชผลในสวนครัวอย่างชีวิตชาวไทยแท้ๆ
เพื่อสร้างนิสัยประหยัดให้ผู้บริโภค วัสดุเศษเสี้ยว ของ ของที่จะนำมาปรุงอาหารแม้เพียงเล็กน้อย
เราก็จะมิให้เหลือทิ้งเปล่าๆ เลย ถ้าสังเกตให้ดีก็จะรู้ได้ จากการปรุงอาหารในเล่ม
จากรายการ แต่ละชนิด ที่เราได้แบ่งหมวดไว้ ดังจะได้พบต่อไป
กรุณาอย่าลืมว่า เมื่อผู้ใดลดการติดรูป
ติดรส ฯลฯ ได้บ้างแล้ว ก็ให้เลือกอาหารทำตามตำรับที่ง่ายขึ้นๆ
ซึ่งมีรูปน้อยลง รสน้อยลง กลิ่นน้อยลง อันมีอยู่ในเล่มนี้ด้วยแล้ว
ที่ต้องมีชนิด ปรุง มากหน่อยเป็นตำรับอยู่ในนี้นั้น เพราะ
อะลุ้มอล่วย แก่ผู้จะเริ่มใหม่ ดั่งได้บอกไว้แล้ว
อนึ่ง หากผู้ใดได้สังเกตดีๆ ก็จะเข้าใจได้ดีในจุดหนึ่งที่เป็นไปอย่างเหมาะแก่ยุคสมัยเป็นที่สุด
นั่นคือ ในกาละ ข้าวยาก หมากแพง เช่นปัจจุบันนี้ การกินอาหารโดยเลิกกินเนื้อสัตว์เสีย
เป็นการประหยัดอย่าแท้จริง ประหยัดได้ทั้งทรัพย์ ประหยัดได้ทั้งเวลาที่ต้องปรุง
ประหยัดได้ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ ( เพราะโรคที่มาจากการกินเนื้อสัตว์
นั้น มีมากมาย) ประหยัดทั้งวัสดุประกอบอื่นๆ อีกหลากหลาย ประหยัดทั้ง
บาป และ ที่สำคัญที่สุดคือได้ เป้าหมาย อันแท้ที่สุดที่เรียกว่า
ถึงความเป็นผู้เจริญแท้จริง หรือ ได้ชื่อว่า อริยชน หรือ ผู้ถึงธรรม
ผู้บรรลุธรรม (เป็นผู้หน่าย คลาย เลิก ได้อย่างแท้ๆ )
๒๗ พ.ค. ๒๕๑๗
|