|
แต่สำหรับผู้ยังชอบคิด ยังคลางแคลงสงสัย (เพราะ
จิต ยังติดยังรักที่จะเสพย์เนื้อสัตว์อยู่) ยังไม่ยอมพ้น วิจิกิจฉา
หรือ คือยังคิดไม่ตกว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ยังฉันเนื้อสัตว์น่า!
แล้วคนก็เลยต้องกินเนื้อสัตว์บ้าง (คือหาพรรคพวก...)
ก็ขอยืนยันว่า พระพุทธองค์ไม่เคยฉัน
หรือ เสวยเนื้อสัตว์เลยไม่ว่า ชนิดใด ของ ในพระชนม์ชีพตั้งแต่ประสูตรกระทั่งปรินิพพาน
เพราะ .......
๑. พระพุทธองค์เป็นพราหมณ์ หรือ เป็นฮินดูโดยตระกูล
ซึ่งไม่เสวยเนื้อสัตว์ทุกชนิดมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
นั่นเป็นเหตุผลที่ตัดสิน หรือ จบลงได้แล้ว
แต่เนื่องจากคนไม่คิดในแง่นี้ หรือ ไม่รู้ในแง่นี้
ทว่า ไปเรียนรู้ในคำสอน ของพระพุทธองค์ ซึ่งมีการอนุโลมให้ลูกศิษย์
ให้พระสาวกฉันเนื้อสัตว์ได้บ้างอยู่ ก็เลยหลงผิดโมเมรวมไปเลยว่า
พระพุทธองค์ก็จะต้องฉันเนื้อสัตว์ เหมือนสาวก ผู้ที่พระองค์ยังทรงอนุโลมอยู่เป็นแน่
อันเป็นความเข้าใจผิดที่ได้ทำให้ยึดกันจน ปัญญาตัน พ้นวิจิกิจฉาไม่ได้
ก็ลองฟังเหตุผลด่อไปดูซิ
๒. เนื่องจาก คำสอน ของพระพุทธเจ้ามีระดับ
มีขั้นอ่อนแก่ อันได้ยกเว้นอนุโลมให้กับผู้ที่เขาเคยกินเนื้อสัตว์มาก่อน
ติดเสพย์เนื้อสัตว์มาก่อน จะมาปฏิบัติแก่ ของ เคร่ง ของ เสียทันทีนั้น
มันไม่ใช่ มัชฌิมาปฏิปทา พระพุทธเจ้า จึงไม่ทรงรับสนอง ตามที่พระเทวทัตเคยทูลเสนอขอให้บังคับเป็นหลักเคร่งครัดเสียเลยว่า
ให้ผู้บวชเป็นพระทุกรูปงดฉันเนื้อสัตว์ทุกชนิดเสียทันที (เหตุผลในเรื่องพระเทวทัตทูลเสนอขอ
๕ ข้อนี้มีละเอียดในหนังสือ คั้นออกมาจากศีล ของชาวอโศก....)
เนื่องจาก การอนุโลม บ้างนี่เอง จึงกลายเป็นส่วนที่จูงดึงไปสู่การเสพย์เนื้อสัตว์กันในขณะปัจจุบันนี้
ที่ถูกต้องแล้วแม้ผู้ใดเคยติดเคยกินเนื้อสัตว์มาก่อน ก็จะต้องมาหัดงดมาลดลงให้ได้เป็นที่สุดในที่สุดทุกผู้ทุกคน
พระส่วนใหญ่ (มหาสังฆิกะ) ในสมัยพุทธกาลไม่ฉันเนื้อสัตว์กัน
ปัญหาเรื่องนี้ จึงไม่มีในสมัยโน้น แต่มาสมัยนี้เมืองไทย
หรือ เมืองอื่นที่มีความนิยมกินเนื้อสัตว์ พระส่วนใหญ่ฉันเนื้อสัตว์กัน
จึงเกิดปัญหามากมาย
เมื่อเกิดการเข้าใจผิดไปยึดเอา ส่วนอนุโลม
สำหรับผู้ฝึกปรืออันเป็น ขั้นต้น มายึดเป็น ขั้นปลาย หรือ
ขั้นสุดท้าย จึงยังเข้าใจไม่ถูก
เหมือนคนผู้ไปหลงยึดเอาว่า พระพุทธเจ้าอนุโลมให้มีผัวมีเมียได้สำหรับฆราวาส
(แต่ก็ผัวเดียวเมียเดียว) แล้วจะไปยึดเอาว่า การมีผัวมีเมียเป็นเรื่องไม่บาป
เป็นเรื่องไม่ต้องงด ไม่ต้องละให้ได้เป็นที่สุด อย่างนั้น ก็เป็นการเข้าใจไม่ถูก
โดยนัยเดียวกัน จงทำความเข้าใจกับคำว่า ขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย
ให้ดี ของ ขั้นปลายสุดนั้น ต้องเป็นขั้นไม่มีเศษธุลีแห่งการเบียดเบียนจริง
ของ
๓. ในพระไตรปิฎกทั้ง ของ เถรวาท ทั้ง
ของ มหายาน จงไปค้นดูเถิดว่า มีคำไหน? ประโยคใด? ที่กล่าวว่า
พระพุทธเจ้าทรงเสวยอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ จะไม่พบเลยสักคำเดียว
จะมีเพียงเล่ากล่าวว่า มีผู้นั้น ผู้นี้นำไปถวาย จัดไปให้ แต่แม้คำเล่าต่อไปว่า
ทรงรับประเคนจริง ของ ก็ยังไม่เคยพบ กระนั้น ก็ดีแม้พระองค์จะทรงรับโดยดุษณีเฉย
ของ ซึ่งเป็นการอนุโลม บางกรณี บางราย เป็นการรับอนุโมทนาทาน
หรือ อนุเคราะห์ทาน เป็นเพียงทำรับเป็นพิธีแต่มิได้หมายความว่า
พระองค์นำมันใส่ผ่านพระโอษฐ์เสวย เช่นใน สีหสูตร นั้น เป็นต้น
(แม้ในสีหสูตร ก็ไม่มีเล่าว่า ทรงรับ หรือ ถึงขั้นประเคน อย่าว่า
ไปถึงขั้นเสวยเลย) เหมือน ของ กับที่พระองค์เคยรับผ้าคลุมผ้าห่ม
แต่แล้วพระองค์ก็ไม่ทรงได้ใช้ ( เพราะ พระองค์ทรงใช้ผ้า ๓ ผืน)
ก็เพียงรับเป็นพิธีเท่านั้น ฉันเดียวกัน
ยิ่งไปกว่า นั้น ในพระไตรปิฏกทาง มหายาน
เขาระบุชัดโต้ง ของ ไว้เลยก็มีอยู่หลาย ของ สูตรที่พระพุทธองค์ตรัสเองชัด
ของ ว่า พระองค์ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ไม่ได้ทรงสอนให้พระสาวกฉันเนื้อสัตว์
เช่น
.... เพราะ ว่า เนื้อย่อมเกิดมาจากเลือด
และ น้ำอสุจิ เพราะ ฉะนั้น มัน จึงเป็นสิ่งไม่ควรบริโภคสำหรับสาวกแห่งพระพุทธศาสนาผู้ประสงค์ต่อความสะอาดบริสุทธิ์....ฯลฯ
และ
ตถาคตผู้ซึ่งเยือกเย็นไปด้วยกรุณา มีพระทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นที่พึ่งที่ป้องกันแก่ดวงใจ
ของปวงสัตว์ และ มีพระสัมปชัญญะสมบูรณ์พอที่จะไม่ปล่อยให้เป็นโอกาสสำหรับความเสื่อมเสียระบาดขึ้นได้เลยนั้น
ย่อมจะทรงบัญญัติเนื้อสัตว์ว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรบริโภคฯ และ
... อริยสาวกทั้งหลายไม่บริโภคแม้แต่สิ่งที่คนธรรมดาชอบกิน
นิยมกันว่า ดี (เช่น ของที่มี รูป-สี-กลิ่น-รส ชวนกิน เป็นต้น
ซึ่งเป็นเรื่องกิเลสที่สูงที่ยากกว่า การงดเว้นเด็ดขาดไม่กินเนื้อสัตว์เสียอีก)
เขาเหล่านั้น จะมาบริโภคเนื้อ และ เลือดซึ่งเป็น ของควรปฏิเสธได้อย่างไรเล่า
เหล่าสาวก ของตถาคต เป็นผู้เดินตามแนวแห่งสัจธรรม คนผู้มีปัญญาเครื่องคิดค้น
ของตนเอง และ บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายอื่น ของ (แห่งพระพุทธเจ้าองค์อื่น
ของ) ก็เป็นเช่นเดียวกัน เขาเหล่านั้น มิใช่ผู้กินเนื้อสัตว์
พระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ในกาลก่อน ของ ก็เป็นดังนั้น .....ฯ
เป็นต้น ดังนี้
(ผู้ใคร่ทราบมากกว่า นี้จะหาอ่านได้ ท่านพุทธทาสเคยแปล
เป็นภาษาไทยไว้ สมาคมเป้าเก็งเต็ง ๒๓๑/๑ ซอยปลูกจิต ๒ บ่อนไก่
ถ.พระราม ๔ กรุงเทพฯ นำมาพิมพ์แจก)
แม้คำสอนที่ว่า เรากล่าวเนื้อว่า ไม่ควรเป็น
ของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการคือ เนื้อที่คนรังเกียจว่า เขาฆ่ามาถวาย
นั้น ก็เป็นคำสอนที่มีชั้นมีเชิง มีนัยอนุโลมให้สำหรับผู้ที่จิตยังทนไม่ได้
ยังอดยังลดไม่ได้ ถ้าเห็นถ้ารู้ หรือ ถ้าได้ยินได้ข่าวว่า เขาฆ่าสัตว์นั้น
มาถวาย ท่านก็ทรงห้าม อย่าฉัน! นั้น เป็นเกราะที่ให้สะกัดกั้น
สำหรับใช้ขัดใช้เกลาขึ้น ส่วนที่ว่า เนื้อที่ตนรังเกียจ นั้น
เป็น เพราะ ที่อนุโลมอยู่สำหรับผู้ที่จิตยังทนไม่ได้ ยังปรารถนาจะกินเนื้อนั้น
หรือ ในกรณีที่ ไม่รู้จริง ของ และ ผู้นั้น จิตก็ไม่มีชอบไม่มีชังจริง
ของ
และ มี คำเดียว แท้ ของ ในพระไตรปิฏกทั้งหมดทั้งสิ้น
ทั้ง ของเถรวาท ทั้ง ของมหายาน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือคำว่า
สุกรมัททวะ ที่ผู้เอาหัวชนฝายืนยันจะกินเนื้อสัตว์นั้น นำมาอ้างมาเถียงว่า
พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์ ทั้ง ของ ที่คำนั้น ของ ก็ไม่ชัดเจนเป็นว่า
สุกรมังสะ เป็นเบื้องต้นอยู่แล้ว โดยใช้เรียกเป็น คำรวม
ว่า สุกรมัททวะออกโต้ง ของ อันอาจเป็นชื่อ อาหาร หรือ ชื่อ
ขนม ที่ปรุงในแบบใดแบบหนึ่งก็ได้ เพราะ แม้ชื่ออาหารชื่อขนมจะมีคำว่า
หมู (สุกร) ปนอยู่ด้วย ก็มิใช่จะแน่ใจเอาว่า เป็นเนื้อหมู
เช่น คำว่า เห็ด หูหนู มันก็ไม่ใช่ เนื้อหนู หรือ ไก่สามอย่าง
มันก็ไม่ใช่ส่วนหนึ่งส่วนใด ของไก่สักนิด ไข่หงส์ ก็เป็นชื่อขนม
แม้ ปลาแนม มันก็คืออาหารชนิดหนึ่ง เป็นต้น จึงอย่าไปเหมาเอาว่า
สุกรมัททวะ จะต้องเป็นเนื้อหมู
หรือ ที่สุดถ้า สุกรมัททวะ อาหารมื้อสุดท้าย
ของพระพุทธเจ้ามันเป็น เนื้อหมู ที่นายจุนทะต้องฆ่า แล้วหัน
หรือ ต้มพะโล้มาถวายเฉพาะพระพุทธเจ้า (นายจุนทะจัดถวายเฉพาะ
เพราะ นิมนต์พระพุทธเจ้าไว้ก่อน) พระพุทธเจ้าก็จะต้อง ไม่เสวย
เป็นแน่ ของ เพราะ ขัดกับคำสอน ของพระพุทธองค์เองในข้อ อุทิศมังสะศีล
แต่นี่พระพุทธเจ้าเสวย ดังนั้น สุกรมัททวะ นี้ จึงไม่ใช่ เนื้อสัตว์
แต่ถ้าใครจะคิดเอาเองว่า พระพุทธเจ้า ไม่รู้ นี่ว่า เป็นเนื้อที่นายจุนทะฆ่ามาถวาย
หรือ ใครฆ่ามา ก็เป็นการดูถูกพระสัพพัญญูมากไป ก็ขนาด สุกรมัททวะ
มื้อนี้มันเป็น อาหารที่เป็นพิษ ที่ถ้าปล่อยให้ใครอื่นกิน
จะต้องแย่แน่ ของ พระองค์ยังทรง รู้ นายจุนทะทำกับมือเองแท้
ของ ยังไม่รู้ แล้วจะดูถูกพระพุทธเจ้าว่า ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ข่าว
แค่เรื่องฆ่ามา หรือ เป็นเนื้อบังสุกุลนั้น อย่าลบหลู่พระสัพพัญญูถึงขนาดนั้น
เลย อภิญญาแค่หยั่งรู้ หรือ แค่นั่งทางในดูหมอขั้นปะติ๋วแค่นี้
เป็นพระพุทธเจ้าแท้ ของ ก็รู้ไม่ได้ ก็จะเคารพบูชานับถือพระพุทธเจ้าผู้นับว่า
มีวิชชาแปดประการอยู่ทำไม? กิเลส แค่ติดเนื้อสัตว์ แล้วจะหาข้อเถียงหาแง่เอาชนะ
เพียงเพื่อจะกินเนื้อสัตว์ให้ได้ มันก็ยืดยาวมากเหตุมากมูลได้จนทุกวันนี้ก็ยังเถียงกันไม่จบ
และ จะเถียงกันอีกต่อไปในอนาคตกาล
ผู้เห็นได้ด้วยปัญญา และ หมดกิเลสเท่านั้น
จึงจะลด ละ เลิก ได้จริง
๔. ที่ชี้ชัดเจนว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้เสวยเนื้อสัตว์ใด
ของ เลยในพระชนม์ชีพ ก็คือในพระไตรปิฏก ของเถรวาทเองนั่นแหละ
สีหสูตร ก็ดี ชีวกสูตร ก็ดี อันเป็นสูตรที่เล่าถึงคนไปกล่าวตู่
ไปทักท้วงพระพุทธเจ้าว่า เสวยเนื้อสัตว์
ก็ถ้าพระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์เป็นธรรมดาแล้ว
ใครจะไปกล่าวตู่ ไปโพทนาร้องประกาศว่า พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์เจ้าข้าเอ๋ย!
มันก็จะไปแปลกอะไร?! มันไม่ใช่ตู่ มันก็เป็นเรื่องจริง ( เพราะ
พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์เป็นธรรมดาปกติอยู่จริง แต่นี่ เพราะ
พระองค์ไม่ได้เสวยเนื้อสัตว์ ซึ่งคนเขาเคารพท่านในแง่นี้ด้วยต่างหากล่ะ
จึงจะเรียกว่า ตู่ หรือ กล่าวทักท้วงผิด ของ) และ มันก็ไม่ใช่เรื่องที่จะนำมาร้องฟ้องชาวบ้าน
เป็นการป้ายโทษพระพุทธเจ้าได้ เช่นใน สีหสูตร อังคุตตร. อัฏฐก.
ข้อ ๑๐๒ เรื่องมีว่า
สีหเสนาบดี ซึ่งเป็นสาวก ของนิครนท์มาก่อน
หลังจากได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วเกิดเลื่อมใสศรัทธา จึงขอปฏิญญาณตนเป็นพุทธมามกะ
และ นิมนต์พระพุทธเจ้าไปฉันที่บ้านเขา แล้วเขาก็ให้คนใช้ไปกว้านซื้อเนื้อสัตว์มาทำอาหารถวายพระพุทธเจ้า
พวกนิครนท์ที่เป็นนักบวชคู่แข่งก็รีบฉวยโอกาสหาเรื่องโมเมต่อเลย
เที่ยวได้ป่าวประกาศโหวกเหวกเพื่อจะให้ชาวบ้านเสื่อมความนิยมในพระพุทธเจ้า
โดยเอาเหตุ เพราะ พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์ มาเป็นมูลเป็นเลศ
(ทั้ง ของ ที่ตนก็ไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์นั้น ของ
หรือ เปล่า ของ จะทรงรับอนุโมทนาทานเฉย ของ หรือ ไม่รับเลย?ก็ไม่รู้)
ก็โพทนาแก่ชาวบ้านกันใหญ่ เดาส่งเลยเถิดไปเลยว่า พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์
|